ข้อคิดในมิสซา วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ.2026

เมื่อประมาณ 450 ปีก่อน มีพระสังฆราชองค์หนึ่งต้องเผชิญกับคำถามนี้จริง ๆ ท่านคือ นักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ ท่านเกิดในตระกูลขุนนาง เป็นหลานชายของพระสันตะปาปา ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลตั้งแต่อายุเพียง 22 ปี ถ้าท่านต้องการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ท่านมีทุกอย่างพร้อมแล้ว ทั้งเงินทอง อำนาจ ตำแหน่ง และความสัมพันธ์กับบุคคลระดับสูงในกรุงโรม แต่ท่านกลับเลือกชีวิตอีกแบบหนึ่ง ท่านเลือกเป็นพระสังฆราชที่ลงไปอยู่กับประชาชน

เมื่อโรคระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นในเมืองมิลาน ปี 1576 ผู้คนจำนวนมากเสียชีวิต ผู้มีฐานะบางส่วนพยายามหนีออกจากเมือง แต่ชาร์ลส์กลับใช้ทรัพย์สินของตนช่วยเหลือคนยากจน เยี่ยมผู้ป่วย และนำประชาชนสวดภาวนา ท่านไม่ได้ถามว่า “ใครจะมาดูแลฉัน?”แต่ท่านถามว่า “ใครกำลังรอให้ฉันไปดูแลเขา?” นี่คือความแตกต่างระหว่างคนที่มีตำแหน่งกับคนที่มีหัวใจของผู้เลี้ยงแกะ

พระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าตรัสว่า ผู้ใดต้องการติดตามพระองค์ ต้องแบกกางเขนของตน และต้องคำนวณราคาก่อนสร้างหอคอย คำสอนนี้ฟังดูหนักมาก เพราะพระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงสัญญาว่า การเป็นศิษย์ของพระองค์จะเป็นเส้นทางที่สะดวกสบาย พระองค์ไม่ได้บอกว่า เมื่อเราติดตามพระองค์แล้ว ทุกอย่างจะง่ายขึ้น เราจะร่ำรวยขึ้น มีคนรักมากขึ้น หรือไม่ต้องพบกับปัญหาอีกต่อไป ตรงกันข้าม พระองค์ทรงถามเราว่า เรารักพระองค์มากพอที่จะยอมเสียสละบางสิ่งเพื่อพระองค์หรือไม่? บางคนอาจต้องเสียสละเวลาเพื่อดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา, บางคนต้องให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา, บางคนต้องยอมลดทิฐิ ยอมขอโทษ ทั้งที่ตัวเองก็คิดว่าตนเองถูก, บางคนต้องยอมสละความสะดวกสบาย เพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่มีใครสนใจ นี่แหละคือการแบกกางเขนในชีวิตประจำวัน และนักบุญชาร์ลส์ไม่ได้เพียงเทศน์เรื่องนี้ แต่ท่านดำเนินชีวิตตามนั้นจริง ๆ

นักบุญชาร์ลส์เป็นผู้ปฏิรูปพระศาสนจักรอย่างจริงจัง ท่านจัดระเบียบการอบรมพระสงฆ์ ส่งเสริมการสอนคำสอน และตรวจเยี่ยมวัดต่าง ๆ ท่านรู้ดีว่าพระศาสนจักรไม่สามารถมีอนาคตได้ หากไม่มีพระสงฆ์ที่ได้รับการอบรมอย่างดี และไม่มีคริสตชนที่เข้าใจความเชื่อของตนเอง แต่ท่านไม่ได้เริ่มต้นด้วยการชี้นิ้วไปที่คนอื่น ท่านเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปชีวิตของตัวเอง

คำขวัญประจำตระกูลของท่านว่า “Humilitas” ซึ่งหมายถึง ความถ่อมตน เพราะในโลกที่ทุกคนอยากมีชื่อเสียง อยากเป็นคนสำคัญ อยากให้คนอื่นยอมรับ ความถ่อมตนกลับกลายเป็นคุณธรรมที่หาได้ยากขึ้นทุกวัน บางครั้งเราต้องการปฏิรูปคนอื่นมากกว่าปฏิรูปตัวเอง เราอยากให้พระสงฆ์ดีขึ้น อยากให้สัตบุรุษดีขึ้น อยากให้คณะกรรมการสภาภิบาลของวัดดีขึ้น อยากให้คนในครอบครัวเปลี่ยนแปลง แต่เราเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า วันนี้ตัวเราเองดีขึ้นกว่าเมื่อวานหรือยัง?

บทอ่านที่หนึ่งจากจดหมายนักบุญเปาโลถึงชาวฟิลิปปีจึงมีความหมายอย่างมาก นักบุญเปาโลบอกว่า “จงทำทุกสิ่งโดยไม่บ่นและไม่โต้เถียงกัน… เพื่อท่านจะได้ส่องแสงเหมือนดวงดาวในโลก” พระศาสนจักรไม่จำเป็นต้องมีดาวเด่นมากมาย แต่ต้องมีคริสตชนที่เป็นแสงสว่างให้กันและกัน บางครั้งเราอาจคิดว่า การทำงานเพื่อพระศาสนจักรต้องเป็นเรื่องใหญ่ ต้องสร้างวัด/อาคาร ต้องจัดงานใหญ่ ต้องมีคนมาร่วมจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญ แต่พระศาสนจักรจะมีชีวิตจริง ๆ เมื่อมีคนที่ยอมเสียสละเพื่อกันและกัน

ในช่วงโรคระบาดโควิด-19 หรืออุทกภัยที่เพิ่งเกิดขึ้น เราเห็นคนจำนวนมากที่กลายเป็นแสงสว่างให้สังคม แพทย์และพยาบาลที่ทำงานจนเหน็ดเหนื่อย อาสาสมัครที่นำอาหารไปให้ผู้สูงอายุ คนที่โทรศัพท์ไปถามเพื่อนบ้านว่า “วันนี้มีอะไรกินหรือยัง?” พระสงฆ์ที่พยายามติดต่อสัตบุรุษ แม้ไม่สามารถพบหน้ากันได้ คนเหล่านี้อาจไม่มีตำแหน่งสำคัญ ไม่มีใครปรบมือให้ แต่พวกเขากำลังทำสิ่งที่นักบุญชาร์ลส์เคยทำเมื่อ 450 ปีก่อน นั่นคือ ทำให้คนที่กำลังทุกข์รู้ว่า เขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง

ความท้าทายของพระศาสนจักรในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการทำให้คนกลับเข้าวัด แต่คือการทำให้คนสัมผัสได้ว่า เมื่อเขาเข้ามาในพระศาสนจักร เขาจะได้รับความรัก, คนที่ผิดพลาดต้องพบความเมตตา, คนที่กำลังทุกข์ต้องพบการปลอบโยน, คนหนุ่มสาวต้องพบความหวัง, คนยากจนต้องพบเพื่อนพี่น้อง, คนที่กำลังหลงทางต้องพบประตูที่เปิดอยู่ ไม่ใช่กำแพงที่สูงขึ้น, เราต้องไม่ลืมว่า พระศาสนจักรไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาความสมบูรณ์แบบของคนดี แต่เป็นบ้านที่พระเจ้าทรงต้อนรับมนุษย์ที่กำลังเดินทางกลับมาหาพระองค์

นักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ สิ้นชีวิตเมื่ออายุเพียง 46 ปี แต่ชีวิตของท่านยังคงส่องแสงมาจนถึงวันนี้ และวันนี้ ท่านกำลังถามพวกเราทุกคนว่า เราต้องการเป็นคริสตชนที่เพียงแค่มีชื่ออยู่ในทะเบียนวัด หรือเป็นคริสตชนที่มีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง? เราต้องการเป็นคนที่รอรับความช่วยเหลือ หรือเป็นคนที่ยื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่น? เราต้องการเป็นคนที่เรียกร้องให้พระศาสนจักรเปลี่ยนแปลง หรือเป็นคนแรกที่ยอมให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา?

ขอให้เราจำคำสอนของพระเยซูเจ้าในวันนี้ไว้ว่า การเป็นศิษย์มีราคาที่ต้องจ่าย และขอให้เราจำชีวิตของนักบุญชาร์ลส์ไว้ด้วยว่า พระศาสนจักรจะส่องแสงได้ ไม่ใช่เพราะมีคนยืนอยู่บนที่สูงมากมาย แต่เพราะมีคนจำนวนมากยอมก้มลงไปยกคนที่กำลังล้มให้ลุกขึ้น ขอให้นักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ ช่วยวอนขอพระพรให้เราทุกคนมีหัวใจของผู้เลี้ยงแกะ มีความกล้าหาญที่จะปฏิรูปตนเอง และมีความรักมากพอที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น

เพื่อว่าเมื่อผู้คนมองเห็นชีวิตของเรา พวกเขาจะไม่ได้เห็นเพียงตัวเรา แต่จะมองเห็นแสงสว่างของพระเยซูเจ้าในตัวเราด้วย

นักบุญชาร์ลส์มีตำแหน่งสูง แต่ไม่ใช้ตำแหน่งเพื่อยกตนเอง ท่านใช้ตำแหน่งเพื่อเข้าถึงคนที่กำลังทุกข์ นี่คือจิตตารมณ์ที่พระศาสนจักรต้องการในทุกยุคสมัย

ท่านลงทุนกับบ้านเณรและการสอนคำสอน เพราะรู้ว่าการปฏิรูปที่ไม่มีการสร้างคนรุ่นใหม่จะไม่ยั่งยืน พระศาสนจักรวันนี้ก็ต้องลงทุนกับเยาวชน การอบรมความเชื่อ และการสร้างผู้นำฆราวาส

ในช่วงโรคระบาดหรือภัยธรรมชาติที่อุบัติขึ้น ท่านไม่ได้รอให้ผู้ป่วยเดินทางมาหาท่าน แต่ท่านออกไปหาพวกเขา นี่เป็นภาพที่สอดคล้องกับพระศาสนจักรที่ก้าวออกไปพบผู้คนตามแนวทางการประกาศพระวรสารของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส


หัวข้อ: “พระศาสนจักรไม่ได้ต้องการเพียงพระสังฆราชที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องการคนเลี้ยงแกะที่ยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อฝูงแกะ”

นักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ (St. Charles Borromeo, ค.ศ. 1538–1584) เป็นบุคคลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะท่านเป็นทั้งพระคาร์ดินัล เป็นพระสังฆราชผู้ทรงอำนาจในยุคของตน และเป็นนักปฏิรูปพระศาสนจักรคนสำคัญหลังสภาสังคายนาแห่งเตรนต์ แต่สิ่งที่ทำให้ท่านเป็นนักบุญ ไม่ใช่ตำแหน่งสูงส่งหรือความสามารถในการบริหาร หากเป็นการที่ท่านยอมลงไปอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชน

เรื่องราวของท่านจึงเหมาะอย่างยิ่งกับพระศาสนจักรในวันนี้ ซึ่งกำลังถูกท้าทายด้วยคำถามว่า เราจะเป็นพระศาสนจักรที่มีเพียงโครงสร้างและกิจกรรม หรือเป็นพระศาสนจักรที่มีหัวใจของพระเยซูคริสตเจ้าอย่างแท้จริง?

บทอ่านที่หนึ่ง: ฟิลิปปี 2:12-18 — จงส่องแสงเหมือนดวงดาวในโลก  นักบุญเปาโลได้กล่าวว่า พระเจ้าทรงทำงานอยู่ในตัวเรา ทั้งประทานความปรารถนาและพละกำลังให้เราปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ และท่านยังเตือนว่า “จงทำทุกสิ่งโดยไม่บ่นและไม่โต้เถียงกัน” นี่เป็นข้อความที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งสำหรับพระศาสนจักร เพราะการปฏิรูปพระศาสนจักรไม่ได้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเท่านั้น แต่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงหัวใจของคนในพระศาสนจักร

พวกเราอาจมีอาคารวัด/สักการสถาน/สถาบันที่สวยงาม มีพิธีกรรมที่สง่างาม มีระบบบริหารที่ทันสมัย มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ถ้าคนในชุมชนยังเอาแต่บ่น นินทา แบ่งพรรคแบ่งพวก และแข่งขันกันเพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับ เราจะส่องแสงเป็นดวงดาวในโลกได้อย่างไร? นักบุญชาร์ลส์ไม่ได้เพียงสอนให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง แต่ท่านเริ่มต้นจากการปฏิรูปชีวิตของตนเองก่อน

พระวรสาร: ลูกา 14:25-33 — การเป็นศิษย์มีราคาที่ต้องจ่าย พระเยซูเจ้าทรงกล่าวกับประชาชนว่า ผู้ที่ต้องการติดตามพระองค์ต้องพร้อมแบกกางเขน และต้องคำนวณราคาของการสร้างหอคอยเสียก่อน เช่นเดียวกับกษัตริย์ที่ต้องพิจารณากำลังของตนก่อนออกรบ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้เราละทิ้งครอบครัวหรือเกลียดชังคนที่เรารัก แต่ทรงใช้ภาษาที่หนักแน่นเพื่อย้ำว่า ไม่มีสิ่งใดควรอยู่เหนือความรักและความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า คำว่า “แบกกางเขน” ไม่ใช่การแสวงหาความทุกข์ แต่เป็นการยอมรับความรับผิดชอบและความเสียสละที่เกิดจากการติดตามพระเยซูเจ้า

นักบุญชาร์ลส์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ท่านไม่ได้เลือกเส้นทางที่สะดวกสบาย ทั้งที่มีฐานะ มีอำนาจ และมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่ท่านเลือกเส้นทางที่ต้องจ่ายราคาเพื่อพระศาสนจักรและประชาชน

นักบุญชาร์ลส์เกิดวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1538 ที่เมืองอาโรนา ทางตอนเหนือของอิตาลี ในตระกูลโบโรเมโอ ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่ร่ำรวยและมีอิทธิพล ที่น่าสนใจคือ ท่านเป็นหลานชายของพระสันตะปาปาปีโอที่ 4 (Pope Pius IV) ซึ่งได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาในปี 1559

ในปี 1560 ขณะที่มีอายุเพียง 22 ปี ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล ทั้งที่ยังเป็นชายหนุ่มมาก และได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญในสำนักพระสันตะปาปาที่กรุงโรม ท่านมีอำนาจ มีทรัพย์สิน มีตำแหน่งสูง และอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจของพระศาสนจักร

แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของท่านอย่างลึกซึ้ง ในปี 1562 เฟเดริโก พี่ชายของท่านเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทั้งที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ชาร์ลส์เสียใจอย่างมาก เหตุการณ์นี้ทำให้ท่านหันกลับมาพิจารณาความหมายของชีวิตและความตายอย่างจริงจัง ท่านเริ่มดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด อธิษฐานภาวนา ถือพรต และตระหนักว่าตำแหน่งหน้าที่ในพระศาสนจักรไม่ใช่เครื่องประดับเกียรติยศ แต่เป็นความรับผิดชอบต่อวิญญาณของประชากรพระเจ้า

ในปี 1565 ท่านเดินทางไปประจำอัครสังฆมณฑลมิลานด้วยตนเอง ซึ่งก่อนหน้านั้นมีช่วงเวลายาวนานที่พระอัครสังฆราชไม่ได้พำนักและปกครองอย่างใกล้ชิด

นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นักบุญชาร์ลส์เป็นบุคคลสำคัญในการนำแนวทางของสภาสังคายนาแห่งเตรนต์ (Council of Trent) มาปฏิบัติจริง ท่านจัดระเบียบการอภิบาลพระสงฆ์ เรียกประชุมสมัชชาสังฆมณฑล ตรวจเยี่ยมวัดต่าง ๆ ส่งเสริมการอบรมพระสงฆ์ และจัดตั้งบ้านเณรหลายแห่ง มีการเปิดบ้านเณรและสถาบันอบรมหลายแห่ง เพื่อให้ผู้ที่จะเป็นพระสงฆ์ได้รับการเตรียมตัวอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงได้รับตำแหน่งแล้วออกไปปฏิบัติหน้าที่

ท่านยังส่งเสริมการสอนคำสอนแก่ฆราวาสอย่างเป็นระบบด้วย สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ท่านให้ความสำคัญกับการจัดทำคำสอนและการศึกษาคำสอนสำหรับประชาชน จนมีส่วนสำคัญต่อประวัติศาสตร์การสอนคำสอนของพระศาสนจักรในเวลาต่อมา

ข้อคิดสำหรับวันนี้คือ พระศาสนจักรจะมีอนาคตไม่ได้ หากไม่มีการอบรมคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง เราไม่ควรสนใจเพียงว่าปีนี้มีคนมาวัดกี่คน แต่ต้องถามด้วยว่า คนที่มาวัดกำลังเติบโตเป็นศิษย์พระเยซูเจ้ามากขึ้นหรือไม่

ในปี 1576-1577 โรคระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นในเมืองมิลาน ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ความหวาดกลัวปกคลุมเมือง ผู้มีฐานะและผู้มีอำนาจจำนวนหนึ่งพยายามหนีออกจากพื้นที่เพื่อรักษาชีวิตตนเอง แต่ชาร์ลส์กลับเลือกอยู่กับประชาชน ท่านใช้ทรัพย์สินของตนช่วยเหลือผู้ยากจน จัดหาอาหารและความช่วยเหลือแก่ผู้เจ็บป่วย เยี่ยมผู้ติดเชื้อ และจัดให้มีการภาวนาเพื่อประชาชน มีภาพจำทางประวัติศาสตร์ที่น่าประทับใจมาก คือภาพพระอัครสังฆราชสวมชุดนักบวชอย่างเรียบง่าย เดินนำขบวนภาวนา บางครั้งเดินเท้าเปล่า แบกไม้กางเขน และอยู่ท่ามกลางประชาชนที่กำลังทุกข์ทรมาน ท่านไม่ได้มองโรคระบาดเป็นเพียงปัญหาด้านสาธารณสุข แต่เห็นว่าประชาชนกำลังต้องการทั้งการดูแลร่างกายและการประคับประคองจิตใจ

เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงช่วงโควิด-19 ได้ทันที ในเวลาที่ผู้คนหวาดกลัว พระศาสนจักรต้องไม่หายไปจากชีวิตของพวกเขา แม้จะไม่สามารถเข้าไปใกล้ชิดทางกายภาพได้เหมือนเดิม แต่เรายังสามารถโทรศัพท์ ให้กำลังใจ จัดหาอาหาร ช่วยเหลือผู้เดือดร้อน และเป็นที่พึ่งทางจิตใจได้

ข้อคิดสำคัญคือ พระสังฆราชที่ดีไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ยืนอยู่หน้าแท่นบูชา แต่เป็นผู้ที่ยืนอยู่ข้างเตียงของคนเจ็บป่วยด้วย

ในวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1569 ขณะที่นักบุญชาร์ลส์กำลังสวดภาวนาในอาสนวิหาร มีผู้พยายามลอบยิงท่านด้วยปืนคาบศิลา (arquebus) จากด้านหลัง กระสุนทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่ถึงแก่ชีวิต เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจากการปฏิรูปคณะนักบวช Humiliati ซึ่งมีสมาชิกบางคนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

ธรรมประเพณีเล่าขานในเวลาต่อมาว่า กระสุนไม่อาจทำอันตรายท่านได้อย่างที่ผู้ลอบสังหารตั้งใจ และเหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นพระหรรษทานพิเศษจากพระเจ้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าประทับใจไม่ใช่เพียงเรื่องการรอดชีวิต แต่คือการที่ท่านไม่ยอมให้ความกลัวทำให้หยุดภารกิจการปฏิรูป

ข้อคิดที่น่าสนใจ บางครั้งคนที่ทำงานเพื่อพระศาสนจักรอาจไม่ได้รับเสียงปรบมือเสมอไป บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้องกลับทำให้เกิดแรงต่อต้าน เพราะไปกระทบความเคยชิน ผลประโยชน์ หรืออำนาจของใครบางคน แต่การปฏิรูปที่แท้จริงต้องทำด้วยความกล้าหาญ และต้องไม่สูญเสียความรักต่อผู้ที่ยังไม่เข้าใจเรา

คำขวัญประจำตระกูลโบโรเมโอคือ Humilitas แปลว่า ความถ่อมตน มีภาพมงกุฎอยู่เหนือคำนี้ เป็นสัญลักษณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะความถ่อมตนเป็นคุณธรรมที่อยู่เหนือมงกุฎและอำนาจทั้งปวง

การส่งเสริมบ้านเณรและการอบรมพระสงฆ์อย่างเป็นระบบของท่าน กลายเป็นแบบอย่างสำคัญของการปฏิรูปพระศาสนจักรหลังสภาเตรนต์ จนชื่อของท่านได้รับการนำไปตั้งเป็นชื่อสถาบันอบรมพระสงฆ์หลายแห่งทั่วโลก

ท่านถึงแก่มรณภาพวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1584 หลังจากทำงานอภิบาลอย่างหนักจนสุขภาพทรุดโทรม แต่พระศาสนจักรกำหนดวันระลึกถึงท่านเป็นวันที่ 4 พฤศจิกายน และสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 5 ทรงประกาศแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญในปี 1610


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ