ข้อคิดในมิสซา วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.2026

บทเทศน์: “น้ำตาของพระเจ้า…ก่อนสายเกินไป

ดวงตาของข้าพเจ้าหลั่งน้ำตาทั้งคืนทั้งวันไม่หยุด เพราะธิดาประชากรของข้าพเจ้าถูกทำลายย่อยยับ…” (ยรม 14:17)

ถ้าพ่ออยากถามว่า… พระเจ้าทรงร้องไห้เป็นหรือไม่?”

หลายคนอาจตอบว่า “พระเจ้ายิ่งใหญ่ จะร้องไห้ได้อย่างไร”

แต่บทอ่านวันนี้กลับเผยภาพที่น่าประทับใจที่สุดภาพหนึ่งในพระคัมภีร์

พระเจ้าทรงร้องไห้…ผ่านน้ำตาของประกาศกเยเรมีย์

เยเรมีย์ไม่ได้ร้องไห้เพราะตนเองลำบาก แต่ร้องไห้เพราะเห็นประชาชนกำลังเดินเข้าสู่หายนะ ทั้งที่พระเจ้าพยายามตักเตือนแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า

น้ำตาของเยเรมีย์ คือ น้ำตาของหัวใจพระเจ้า


คนส่วนใหญ่คิดว่า “เราทำบาป เราเสียใจ”

แต่ความจริงคือ พระเจ้าทรงเสียพระทัยก่อนที่เราจะเสียใจเสียอีก

เหมือนพ่อแม่ที่เห็นลูกกำลังเดินผิดทาง

ลูกยังหัวเราะ แต่พ่อแม่กลับร้องไห้

เพราะรู้ว่าปลายทางคือความพินาศ นี่คือภาพของเยเรมีย์

ประชาชนยังใช้ชีวิตตามเดิม ยังทำธุรกิจ, ยังค้าขาย, ยังสร้างบ้าน,  แต่พระเจ้ากำลังร้องไห้ เพราะทรงเห็นสิ่งที่พวกเขายังมองไม่เห็น


เราอยู่ในยุคที่ เทคโนโลยีสูงขึ้น, AI ฉลาดขึ้น,  ตึกสูงขึ้น, เศรษฐกิจเติบโต

แต่หลายครั้งหัวใจกลับเล็กลง, คนคุยกันผ่านมือถือ แต่ไม่พูดกับคนในบ้าน

เด็กๆ มีเพื่อนออนไลน์เป็นพัน แต่ไม่มีใครร้องไห้ด้วย

โลกเชื่อมต่อกันมากที่สุด แต่หัวใจกลับโดดเดี่ยวที่สุด

พระเจ้าคงกำลังร้องไห้ ไม่ใช่เพราะโลกจนลง

แต่เพราะ โลกกำลังสูญเสียความรัก


สิ่งที่น่าประทับใจคือ เยเรมีย์ไม่พูดว่า “พวกเขาทำผิด” แต่พูดว่า เราทำผิด”

เขาแบกบาปของประชาชนไว้ในคำภาวนา นี่คือหัวใจของผู้เลี้ยงแกะที่แท้จริง


พระเยซูเจ้าก็ทำเช่นเดียวกัน แม้ไม่มีบาป แต่ทรงแบกบาปของเรา

แม้ไม่ผิด แต่ทรงรับโทษแทนเรา, ผู้มีรักแท้ จะไม่ยืนชี้นิ้ว แต่จะยืนเคียงข้าง


วันนี้โลกไม่ต้องการคนที่ตะโกนว่า “คุณผิด” แต่ต้องการ คนที่พูดว่า “เราจะเดินไปด้วยกัน” สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเคยย้ำเสมอว่า พระศาสนจักรไม่ใช่ศาลพิพากษา แต่เป็นโรงพยาบาลสนาม ที่รักษาคนเจ็บ ไม่ใช่ประณามคนเจ็บ

ถ้าวัดของเราทำให้คนบาปกลัวที่จะเข้ามาแสดงว่า เรายังไม่เหมือนพระเยซูเจ้า

แต่ถ้าคนบาปเข้ามาแล้วรู้สึกว่า “ที่นี่มีคนเข้าใจ”

เมื่อนั้นพระศาสนจักรกำลังทำหน้าที่ของพระเยซูคริสตเจ้า


ตอนท้ายบทอ่าน เยเรมีย์ถามอย่างสะเทือนใจ “พระองค์จะทรงทอดทิ้งยูดาห์หรือ?”

แล้วจบด้วยประโยคที่งดงาม พระองค์ทรงเป็นความหวังของอิสราเอล”

นี่คือหัวใจของคริสตชน แม้โลกจะมืด แต่เราไม่สิ้นหวัง

เพราะ ความหวังของเรา ไม่ใช่รัฐบาล, ไม่ใช่เศรษฐกิจ, ไม่ใช่เทคโนโลยี, แต่คือพระเจ้า

บางครั้ง สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่พระเจ้าลงโทษ แต่คือเราค่อย ๆ ชินกับบาป

จนไม่รู้สึกว่าต้องกลับใจ นั่นต่างหากคือภัยที่เยเรมีย์ร้องไห้

พระเจ้าทรงร้องไห้ เพราะพระองค์ยังรัก

ถ้าวันใดพระองค์ไม่รัก พระองค์ก็คงไม่ต้องเสียพระทัยอีก


ในโอกาสที่พระศาสนจักรกำลังเดินบนหนทางแห่งการฟัง (Synodality)

บทอ่านวันนี้เชื้อเชิญเราให้ถามตนเองว่า

  • เราร้องไห้กับความทุกข์ของผู้คนหรือไม่
  • เราเพียงปกป้องโครงสร้างของพระศาสนจักร หรือกำลังปกป้องหัวใจของมนุษย์
  • เราเป็นผู้กล่าวโทษ หรือเป็นผู้วอนขอพระเมตตาเหมือนเยเรมีย์

พระศาสนจักรจะน่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่เมื่อมีอาคารที่สวยที่สุด แต่เมื่อมีหัวใจที่สามารถร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ และหวังกับผู้ที่หมดหวัง


วันนี้พระเจ้ามิได้ส่งสายฟ้าลงมา แต่ทรงส่ง…น้ำตา

น้ำตาของเยเรมีย์ น้ำตาของพระเยซูเจ้าที่ทรงร้องไห้เหนือกรุงเยรูซาเล็ม

และอาจเป็นน้ำตาที่พระองค์ทรงหลั่ง เมื่อทอดพระเนตรเห็นโลกของเราในวันนี้

ขออย่าให้พระเจ้าต้องร้องไห้เพราะเรา แต่ขอให้พระองค์ทรงยินดี

เมื่อเห็นเรากลับมาหาพระองค์ เพราะสุดท้ายแล้ว

น้ำตาของพระเจ้าไม่เคยมีไว้เพื่อประณามมนุษย์ แต่มีไว้เพื่อนำมนุษย์กลับบ้าน

อยากเล่าสู่กันฟัง

ชายคนหนึ่งเพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่ คืนแรก… ตีสอง! ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ!

เครื่องตรวจจับควันดังลั่นบ้าน เขาสะดุ้งตกเตียง วิ่งหาไฟไหม้ทั่วบ้าน

หาเท่าไรก็ไม่เจอ เขาหงุดหงิดมาก “เครื่องนี่มันบ้า!” จึงถอดแบตเตอรี่ออก

โยนเข้าลิ้นชัก แล้วกลับไปนอน

คืนต่อมา ตีสองอีก เครื่องอีกตัวดัง เขาบ่น “ซื้อของคุณภาพต่ำ!” ถอดแบตเตอรี่ออกอีก

คืนที่สาม เครื่องตัวสุดท้ายดัง เขาหัวเราะ “เอาอีกแล้วเหรอ” ถอดออกหมดทั้งบ้าน

พร้อมพูดอย่างภูมิใจว่า คืนนี้คงได้นอนสบายเสียที!”

อีกสองสัปดาห์ต่อมา ไฟฟ้าลัดวงจรในห้องเก็บของ ไฟค่อย ๆ ลุก

ไม่มีเสียงเตือน ทั้งครอบครัวหลับสนิท

โชคดีที่เพื่อนบ้านเห็นควัน รีบพังประตูเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน

หลังเหตุการณ์สงบ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงถามชายคนนั้นว่า “ทำไมเครื่องตรวจจับควันถึงไม่ทำงาน?” เขาตอบอย่างอาย ๆ ผมถอดแบตเตอรี่ออก เพราะผมรำคาญเสียงเตือน”

เจ้าหน้าที่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเบา ๆ ว่า คุณไม่ได้ปิดเสียงเครื่องตรวจควันหรอก… คุณกำลังปิดโอกาสที่ชีวิตจะได้รับการช่วยเหลือ”


หลายครั้ง พระเจ้าก็ทรงเตือนเราเหมือนเครื่องตรวจจับควัน

  • มโนธรรมที่เตือนเรา
  • พระคัมภีร์ที่เตือนเรา
  • คำเทศน์ที่เตือนเรา
  • พ่อแม่ที่เตือนเรา
  • เพื่อนแท้ที่เตือนเรา
  • แม้กระทั่งเหตุการณ์ที่เจ็บปวดในชีวิต

แต่บางครั้ง แทนที่เราจะดับ “ไฟของบาป”

เรากลับเลือก… ถอดแบตเตอรี่ของมโนธรรม” ไม่ใช่เพราะพระเจ้าพูดเบาเกินไป

แต่เพราะเราไม่อยากได้ยิน


เยเรมีย์ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะประชาชนเลวร้าย

แต่เพราะพวกเขา ปิดเสียงคำเตือนของพระเจ้า

และนั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงเจ็บปวด

พระเจ้าจะไม่ทรงบังคับเราให้ฟัง แต่พระองค์จะไม่หยุดส่งเสียงเรียกเรา

เพราะความรักแท้… ยอมถูกมองว่าน่ารำคาญ ดีกว่าปล่อยให้คนที่รักต้องพินาศ


บทเทศน์: “ข้าวละมาน…หรือข้าวสาลี? พระเจ้าทรงรอให้ความจริงเปิดเผย”

ผู้ที่หว่านเมล็ดพันธุ์ดีคือบุตรแห่งมนุษย์… ข้าวละมานคือบุตรของปีศาจ… การเก็บเกี่ยวคือวาระสุดท้ายของโลก” (มธ 13:37-39)

มีคำถามหนึ่งที่มนุษย์ถามพระเจ้ามาตลอดประวัติศาสตร์

ถ้าพระเจ้าทรงดีจริง ทำไมคนชั่วยังเจริญ?”

ทำไมคนโกงยังร่ำรวย คนหลอกลวงยังมีชื่อเสียง

คนซื่อสัตย์กลับลำบาก คนดีบางคนกลับต้องร้องไห้

พระเยซูเจ้าไม่ได้ตอบด้วยปรัชญา แต่ทรงตอบด้วย…อุปมา…

ทุ่งนาในทุ่งเดียวกัน มีทั้งข้าวสาลี และข้าวละมาน และสิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือ

พระเจ้าตรัสว่า อย่าเพิ่งถอน”


คนเราชอบตัดสินเร็ว เห็นข่าวเพียงหนึ่งนาที ก็ตัดสินทั้งชีวิตของคนคนหนึ่ง

เห็นโพสต์เดียว ก็คิดว่ารู้จักเขาทั้งหมด เห็นความผิดครั้งเดียว ก็ตัดสินว่าเขาเป็นคนเลว

แต่พระเจ้า…ทรงอดทน เพราะพระองค์ทรงเห็น ไม่ใช่เพียงวันนี้

แต่ทรงเห็นว่า วันหนึ่งข้าวละมานบางต้นอาจกลับใจได้

เราทุกคนต่างเคยเป็น “ข้าวละมาน” ในบางช่วงของชีวิต

แต่พระเจ้ามิได้ถอนเราออกจากทุ่ง พระองค์ทรงให้เวลา ให้โอกาส และให้พระหรรษทาน


พระเยซูเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่า ปีศาจมีอยู่จริง, ความชั่วมีอยู่จริง,  การหลอกลวงมีอยู่จริง, แต่พระองค์ทรงยืนยันว่า ความชั่วไม่มีวันเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย ฤดูเก็บเกี่ยวจะมาถึงความจริงจะปรากฏ หน้ากากจะหลุด ทุกสิ่งจะถูกเปิดเผย นี่คือความหวังของคริสตชนเราไม่สิ้นหวัง เมื่อเห็นโลกเต็มไปด้วยความอยุติธรรม เพราะเรารู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของฤดูเก็บเกี่ยว


ข้อคิดสำหรับโลกปัจจุบัน

โลกยุคนี้มีสิ่งที่คล้าย “ข้าวละมาน” มากมาย, ข่าวปลอมปะปนกับข่าวจริง, คำสอนผิดปะปนกับความจริง, ความนิยมปะปนกับคุณธรรม, ผู้คนตัดสินค่าของคนจากยอดผู้ติดตาม มากกว่าความซื่อสัตย์ของหัวใจ

บางครั้ง สิ่งที่ดูงดงามที่สุด อาจว่างเปล่าที่สุด

และสิ่งที่ไม่มีใครเห็น อาจเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้ากำลังทรงปลูกอยู่

พระเจ้าจึงทรงเรียกเรา อย่าเสียเวลามัวแต่นั่งนับว่ามีข้าวละมานกี่ต้น

แต่จงถามตัวเองว่า วันนี้ ฉันกำลังเป็นข้าวสาลีที่ออกผลหรือไม่?”


พระศาสนจักรก็เป็นเหมือนทุ่งนา มีทั้งนักบุญ และคนบาป

มีทั้งผู้เสียสละ และผู้ที่ยังอ่อนแอ

บางครั้งข่าวอื้อฉาวในพระศาสนจักรทำให้หลายคนผิดหวัง

แต่พระเยซูเจ้าไม่เคยตรัสว่า “ในพระศาสนจักรจะมีแต่คนสมบูรณ์”

พระองค์ตรัสว่า ทุ่งนาจะมีทั้งข้าวสาลีและข้าวละมานจนกว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยว

นี่ไม่ใช่ข้ออ้างให้เรายอมรับความผิด

แต่เป็นการเตือนว่า อย่าสูญเสียความเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้า

เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของสมาชิกทุกคน

แต่ขึ้นอยู่กับพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นเจ้าของทุ่งนาและพระองค์ยังทรงทำงานอยู่

ทุกวันนี้พระศาสนจักรจึงถูกเรียกให้เป็นสถานที่แห่งการกลับใจ ไม่ใช่สถานที่แห่งการคัดคนออก แต่เป็นสถานที่ที่ช่วยให้ “ข้าวละมาน” ได้รับพระหรรษทานจนกลายเป็น “ข้าวสาลี” ที่ออกผลถวายพระเจ้า

อยากเล่าสู่กันฟังสักหน่อย

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เล่าต่อกันมาเกี่ยวกับ มิเคลันเจโล (Michelangelo Buonarroti) และสอดคล้องกับพระวรสารเรื่อง ข้าวสาลีและข้าวละมาน อย่างน่าประทับใจ


เขาเห็นก้อนหินอ่อนขนาดมหึมาตั้งอยู่ สกปรก, แตกร้าว, ไม่มีใครสนใจ

หลายคนบอกว่า “ก้อนหินก้อนนี้ไม่มีคุณค่าอะไร”

“ใช้ทำอะไรไม่ได้” “โยนทิ้งไปเถอะ” แต่มิเคลันเจโลกลับซื้อก้อนหินนั้น

ทุกคนหัวเราะ “จ่ายเงินซื้อหินเสีย ๆ ไปทำไม?”

เขาไม่ตอบ เพียงแต่เริ่มใช้สิ่วและค้อน วันแล้ววันเล่า เสียงค้อนดังทั้งวัน…

คนผ่านไปมามักถาม “คุณกำลังทำอะไร?” เขาตอบเพียงสั้น ๆ

กำลังปลดปล่อยใครบางคน” ทุกคนงง เพราะมองเห็นแค่ก้อนหิน

หลายเดือนผ่านไป เมื่อผ้าคลุมถูกเปิดออก ผู้คนถึงกับอ้าปากค้าง

ตรงหน้าคือ รูปปั้น “ดาวิด” (David)

หนึ่งในประติมากรรมที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ทุกคนถามว่า “คุณสร้างได้อย่างไร?” มิเคลันเจโลยิ้มๆ

แล้วตอบประโยคที่กลายเป็นอมตะว่า ผมเห็นดาวิดอยู่ในก้อนหินตั้งแต่แรกแล้ว”

ผมเพียงเอาส่วนที่ไม่ใช่ดาวิดออกไป”


นี่คือวิธีที่พระเจ้าทอดพระเนตรเรา มนุษย์มองเห็น “ก้อนหิน” พระเจ้ามองเห็น “ดาวิด”

มนุษย์เห็นอดีต พระเจ้ามองเห็นอนาคต

มนุษย์เห็นบาป พระเจ้ามองเห็นนักบุญ

มนุษย์เห็นข้าวละมาน พระเจ้าทรงเห็นข้าวสาลีที่กำลังเติบโต

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า อย่าเพิ่งถอน”

เพราะพระเจ้าทรงเห็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น


บางครั้งหน้าที่ของพระศาสนจักร ไม่ใช่การโยนก้อนหินทิ้ง

แต่คือการเป็นเหมือนมิเคลันเจโล คือเชื่อว่า ภายในคนติดยา อาจมีนักบุญซ่อนอยู่ภายในนักโทษ อาจมีผู้ประกาศข่าวดีซ่อนอยู่

ภายในวัยรุ่นที่กำลังหลงทาง อาจมีพระสงฆ์ นักบวช หรือบิดามารดาที่ศักดิ์สิทธิ์ในอนาคตซ่อนอยู่

พระศาสนจักรจึงไม่หมดหวังในใคร เพราะพระเจ้าทรงไม่หมดหวังในใคร


แต่อาจเป็น…ตัวเราเอง ทุกครั้งที่เรายอมให้พระเจ้า ตัดความหยิ่งออก, ตัดความอิจฉาออก, ตัดความโกรธออก, ตัดความเห็นแก่ตัวออก เรามักร้องว่า “พระเจ้าครับ… เจ็บเหลือเกิน” แต่พระเจ้าทรงตอบอย่างอ่อนโยนว่า ลูกเอ๋ย… เราไม่ได้กำลังทำร้ายเจ้าเรากำลังเผยให้โลกเห็น ความงดงามที่เราซ่อนไว้ในตัวเจ้าตั้งแต่แรก”


พระวรสารวันนี้ไม่ได้พูดเพียงว่า พระเจ้าทรงอดทนกับ “ข้าวละมาน” แต่ยังบอกว่า พระองค์ทรงอดทนกับ “ข้าวสาลี” ด้วย เพราะข้าวสาลีก็ยังไม่สมบูรณ์ในทันที ต้องใช้เวลาเติบโต ดังนั้น พระเจ้าไม่ได้เพียง “รอคนบาปกลับใจ” เท่านั้น พระองค์ยัง รอคนดีให้เติบโตเต็มที่ ด้วย

เหมือนมิเคลันเจโลที่ไม่เห็นเพียงก้อนหิน แต่เห็น “ดาวิดที่ยังสร้างไม่เสร็จ”

เราควรไตร่ตรองวันนี้: พระเจ้าไม่ทรงรักเรา เพราะเราสมบูรณ์แต่พระองค์ทรงอดทนกับเรา เพราะทรงเห็นว่าเราจะเป็นอะไรได้ด้วยพระหรรษทานของพระองค์”



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ