ข้อคิดในมิสซา วันพุธที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.2026

นี่เป็นหนึ่งในข้อพระคัมภีร์เดิมที่ทรงพลังที่สุดในเรื่องของ ความยุติธรรมทางสังคม” (Social Justice) และ ความจริงใจในการกราบไหว้นมัสการ” ของประชากรของพระเจ้า ในยุคของอาโมส (ประมาณ 750 ปีก่อนคริสตกาล) อิสราเอลฝ่ายเหนือมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูงมาก แต่ความมั่งคั่งนั้นกลับสร้างขึ้นบนการกดขี่ข่มเหงคนยากจนและการทุจริตในระบบยุติธรรม

อาโมส 5:14-15 — การแสวงหาความดีและการสร้างความยุติธรรม

จงแสวงหาความดี ไม่ใช่ความชั่ว เพื่อเจ้าจะมีชีวิตอยู่… จงเกลียดชังความชั่ว และรักความดี และจงสถาปนาความยุติธรรมไว้ที่ประตูเมือง…”

  • บริบททางประวัติศาสตร์: ในสมัยโบราณ “ประตูเมือง” (The Gate) คือสถานที่ที่ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้พิพากษาจะมานั่งตัดสินคดีความและทำข้อตกลงทางธุรกิจ แต่ในยุคของอาโมส ประตูเมืองกลายเป็นที่ที่คนรวยใช้สินบนซื้อผู้พิพากษาเพื่อโกงที่ดินและสิทธิ์ของคนยากจน
  • ความหมาย: พระเจ้าไม่ได้ต้องการเพียงแค่ให้คนของพระเจ้ารู้สึกดีในใจ แต่ทรงบัญชาให้ ลงมือทำ” ด้วยการสถาปนาความยุติธรรมให้เกิดขึ้นจริงในสังคมในระดับโครงสร้าง

อาโมส 5:21-23 — พระเจ้าทรงปฏิเสธศาสนพิธีที่ไร้หัวใจ

เราเกลียดชัง เราดูหมิ่นวันเทศกาลของเจ้า… ถึงแม้ว่าเจ้าถวายเครื่องเผาบูชา… เราก็จะไม่ยอมรับ… จงนำเอาเสียงเพลงอันอึกทึกของเจ้าไปเสียจากเรา…”

  • ความหมาย: นี่คือถ้อยคำที่รุนแรงมาก พระเจ้าทรงใช้คำว่า “เกลียดชัง” และ “สะอิดสะเอียน” ต่อพิธีกรรมทางศาสนาที่ผู้คนจัดอย่างยิ่งใหญ่ สาเหตุเพราะพวกเขากำลังทำตัวเป็น “คนสองหน้า” (Hypocrisy) ปากก็นมัสการพระเจ้าอย่างเคร่งครัดในวันสะบาโต แต่พอวันรุ่งขึ้นก็ออกไปขูดรีดและเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์

อาโมส 5:24 — หัวใจหลักของพระเจ้า

แต่จงให้ความยุติธรรมหลั่งไหลลงมาอย่างน้ำ และให้ความชอบธรรมเป็นเหมือนลำธารที่ไหลอยู่ไม่รู้เหือดหาย”

  • ความหมาย: พระเจ้าเปรียบเทียบ “ความยุติธรรม” (Justice – ความถูกต้องในระดับสังคม) และ “ความชอบธรรม” (Righteousness – ความถูกต้องในความสัมพันธ์กับพระเจ้าและผู้อื่น) เป็นเหมือนสายน้ำและลำธารที่ไหลแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ฝนตกลงมาปรอยๆ แล้วก็แห้งหายไปเหมือนพิธีกรรมทางศาสนาที่ทำเสร็จก็จบกัน

ในโลกปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมและความเหลื่อมล้ำ ถ้อยคำของอาโมสยังคงทำหน้าที่ตักเตือนเราอย่างตรงไปตรงมา:

  • ความเหลื่อมล้ำและระบบพรรคพวก: ข้อเรียกร้องให้มี “ความยุติธรรมที่ประตูเมือง” สามารถเทียบได้กับ ความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย ในปัจจุบัน สังคมที่คนรวยหรือคนมีอำนาจสามารถหลุดพ้นจากคดีความได้ด้วยเงินหรือเส้นสาย ขณะที่คนยากจนเข้าไม่ถึงสิทธิ์ขั้นพื้นฐาน คือสังคมที่อาโมสกำลังกล่าวโทษ
  • การสร้างภาพลักษณ์ภายนอก : ในยุคโซเชียลมีเดีย ผู้คนและองค์กรจำนวนมากให้ความสำคัญกับ “ภาพลักษณ์ที่ดี” (PR) การรณรงค์เพื่อสังคมแบบผิวเผิน (Slacktivism) แต่เบื้องหลังยังคงสนับสนุนระบบที่กดขี่หรือทำลายสิ่งแวดล้อม พระเจ้าของอาโมสทรงปฏิเสธสิ่งที่เป็นเพียงเปลือกนอกเหล่านี้

นี่คือข้อพระคัมภีร์ที่เป็น “กระจกบานใหญ่” สะท้อนการดำเนินพันธกิจของพระศาสนจักรในทุกยุคสมัย:

  • การนมัสการที่แท้จริงต้องคู่กับการดำเนินชีวิต: พระศาสนจักรอาจมีระบบแสง สี เสียง ที่ยอดเยี่ยม มีทีมงานนมัสการที่ร้องเพลงได้อย่างไพเราะ (เปรียบได้กับ “เสียงเพลงอันอึกทึกและเสียงพิณ” ในข้อ 23) แต่ถ้าสัตบุรุษหรือผู้นำพระศาสนจักรกลับไปใช้ชีวิตในที่ทำงานด้วยการโกงภาษี เอาเปรียบลูกจ้าง หรือเพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของชุมชนรอบข้าง การกราบไหว้นมัสการในวันอาทิตย์นั้นก็ไร้ความหมายในสายพระเนตรของพระเจ้า
  • บทบาทในการเป็นกระบอกเสียง: พระศาสนจักรต้องไม่มุ่งเน้นเพียงแค่ความรอดส่วนบุคคล (Personal Salvation) หรือการทำกิจกรรมภายในอาคารวัดเท่านั้น แต่พระศาสนจักรต้องกล้าลุกขึ้นมาเป็นกระบอกเสียงเพื่อความถูกต้อง ยืนเคียงข้างผู้ถูกกดขี่ และขับเคลื่อนสังคมให้เกิดความยุติธรรม เพื่อให้ความชอบธรรมไหลหลั่งเหมือนลำธารที่ไม่รู้เหือดหาย

นี่เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงขับผีโกรธแค้นสองตนที่สิงอยู่ในชายสองคน ณ แคว้นกาดารา (Gadara) เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สำแดงฤทธิ์อำนาจอันเหนือธรรมชาติของพระองค์เหนือสิ่งชั่วร้าย แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง การปะทะกันระหว่างค่านิยมของพระเจ้ากับค่านิยมของโลก” อย่างชัดเจน

บริบทและสภาพของชายสองคน

เมื่อพระองค์ทรงข้ามฟากไปถึงแดนเมืองกาดาราแล้ว มีคนผีสิงสองคนออกจากอุโมงค์ฝังศพมาพบพระองค์ พวกเขาอยู่ในสภาพดุร้ายมากจนไม่มีใครกล้าเดินผ่านทางนั้น”

  • อุโมงค์ฝังศพ: ในวัฒนธรรมยิว อุโมงค์ฝังศพคือสถานที่มลทิน ชายสองคนนี้ถูกตัดขาดจากสังคม จากครอบครัว และจากพระเจ้า พวกเขาไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่ และความดุร้ายของพวกเขาทำให้กลายเป็นที่หวาดกลัวและเป็นขยะของสังคมที่ผู้คนเลือกจะ “เดินเลี่ยง” ไปทางอื่น

ฤทธิ์อำนาจของพระเยซูเจ้าและบังคับให้ออกไปจากการสิงสู่

พวกมันร้องตะโกนว่า ‘ข้าแต่พระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงมาเกี่ยวอะไรกับเราด้วย?…’ …พวกผีจึงอ้อนวอนพระองค์ว่า ‘ถ้าพระองค์ทรงขับเราออก ก็ขอให้เข้าอยู่ในฝูงสุกรนั้นเถิด’…”

  • พระบุตรของพระเจ้า: น่าสนใจที่พวกผีตระหนักดีว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นใครและรู้ว่าวาระสุดท้ายของพวกมันมาถึงแล้ว (ฤทธิ์อำนาจของพระเยซูเจ้าเหนือนามทั้งปวง)
  • ฝูงสุกรวิ่งดิ่งลงหน้าผา: การที่พระเยซูเจ้าทรงอนุญาตให้ผีเข้าสิงในหมูประมาณสองพันตัว จนพวกมันวิ่งตกหน้าผาตายทั้งหมด เป็นการแสดงให้เห็นถึง เป้าหมายที่แท้จริงของมารซาตาน” คือการทำลายล้างชีวิต และในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่า ชีวิตของมนุษย์สองคนนั้นมีค่ามากกว่าฝูงหมูจำนวนมหาศาล

ปฏิกิริยาของชาวเมือง

คนเลี้ยงสุกรจึงหนีเข้าไปในเมือง… และชาวเมืองทั้งหมดก็พากันออกมาพบพระเยซูเจ้า เมื่อพบพระองค์แล้วพวกเขาจึงอ้อนวอนขอให้พระองค์ไปเสียจากเขตแดนของเขา”

  • หัวใจหลักของความขัดแย้ง: ชาวเมืองไม่ได้ตื่นเต้นยินดีที่เห็นชายสองคนหายเป็นปกติและได้ชีวิตใหม่กลับคืนมา แต่พวกเขากลับ กลัวและโกรธ เพราะพวกเขาเพิ่งสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (ฝูงหมูตาย) พวกเขาเลือก “หมู” มากกว่า “มนุษย์” และเลือก “ความคุ้นเคยเดิมๆ” มากกว่า “แผ่นดินของพระเจ้า” จึงขอร้องพระเยซูเจ้าให้ออกไปจากชีวิตและเมืองของพวกเขา
  • ค่านิยม “ผลประโยชน์” มาก่อน “ชีวิตมนุษย์”: ในโลกทุนนิยมปัจจุบัน หลายครั้งระบบเศรษฐกิจหรือผลกำไรขององค์กรถูกให้คุณค่ามากกว่าสวัสดิภาพหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (เช่น การกดขี่แรงงาน, การทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเม็ดเงิน) สังคมพร้อมจะขับไล่หรือต่อต้านใครก็ตามที่เข้ามาเรียกร้องความถูกต้องหากสิ่งนั้นทำให้พวกเขาต้องสูญเสียรายได้ เหมือนที่ชาวเมืองกาดาราขับไล่พระเยซูเจ้าเพราะเสียดายฝูงหมู
  • การเมินเฉยต่อคนชายขอบ: ชายผีสิงเปรียบเสมือนคนชายขอบในปัจจุบัน—ผู้ป่วยจิตเวช คนไร้บ้าน ผู้ติดยาเสพติด หรือผู้ลี้ภัย—ที่สังคมมักเลือกที่จะ “เดินเลี่ยง” หรือผลักไสให้ออกไปพ้นสายตา แทนที่จะเยียวยารักษาและให้โอกาสพวกเขากลับคืนสู่สังคม
  • ตระหนักในคุณค่าของจิตวิญญาณมากกว่าวัตถุสิ่งของ: พระศาสนจักรต้องตอบคำถามตัวเองว่า “เราให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน?” ระหว่างความสำเร็จเชิงตัวเลข งบประมาณ อาคารสถานที่อันงดงาม (ฝูงหมูและทรัพย์สิน) กับการอุทิศตนเพื่อช่วยกู้จิตวิญญาณของคนที่แตกสลายและยากลำบาก (ชายสองคนนั้น) พระศาสนจักรพร้อมที่จะเสียสละ “ผลประโยชน์หรือความสะดวกสบาย” ของตัวเองเพื่อช่วยคนๆ หนึ่งให้รอดหรือไม่?
  • เป็นพื้นที่แห่งการเยียวยา ไม่ใช่การผลักไส: พระศาสนจักรต้องไม่ทำตัวเหมือนชาวเมืองกาดาราที่ต้องการรักษา “ความสงบเรียบร้อยแบบเดิมๆ” ไว้ จนไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง พระศาสนจักรต้องเลียนแบบพระเยซูเจ้าในการเดินเข้าไปหาคนที่สังคมรังเกียจ (ออกจากอุโมงค์ฝังศพ) ปลดปล่อยพวกเขาจากเครื่องจองจำของมารร้าย และต้อนรับพวกเขากลับสู่ชุมชนแห่งความรัก ความเมตตา

ข้อคิดเตือนใจ: บ่อยครั้งเราอธิษฐานภาวนาขอให้พระเยซูเจ้าเข้ามาในชีวิตและพระศาสนจักรของเรา แต่เมื่อพระองค์ทรงเริ่มเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชีวิต รื้อฟื้นค่านิยมใหม่ และทำให้เราต้อง “สูญเสียสิ่งที่เราหวงแหน” เพื่อช่วยคนอื่น… เรากำลังอ้อนวอนขอให้พระองค์ “ออกไปเสียเถิดจากเขตแดนของเรา” เหมือนชาวกาดาราหรือไม่?


พระวรสารนักบุญมัทธิว 8:28-34 เป็นตอนที่สั้น แต่ทรงพลังมาก เพราะเป็นการประกาศว่า พระเยซูเจ้าทรงมีอำนาจเหนือความชั่วร้ายทุกชนิด และยังตั้งคำถามกับเราว่า “เรายอมให้พระเยซูเจ้าเปลี่ยนชีวิตจริง ๆ หรือเราห่วงผลประโยชน์มากกว่าความรอด”


เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมา…อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างคนกับหมู?”

พระเยซูเจ้าเสด็จข้ามทะเลมาถึงแคว้นชาวต่างชาติ คือเขตกาดารา

ทันทีที่ขึ้นฝั่ง ก็มีชายสองคนที่ถูกปีศาจสิงอาศัยอยู่ตามป่าช้า

คนทั้งเมืองกลัว ไม่มีใครเดินผ่านทางนั้นได้

ทุกคนยอมรับว่า “สองคนนี้หมดหวังแล้ว” แต่พระเยซูไม่เคยคิดเช่นนั้น

ปีศาจเองกลับเป็นฝ่ายร้องก่อนว่า “พระบุตรของพระเจ้า พระองค์จะมาทรมานเราก่อนเวลาหรือ” คนจำนวนมากไม่รู้จักพระเยซูเจ้า แต่ปีศาจกลับรู้ทันทีว่า พระองค์คือใคร แสดงว่า…

การรู้จักพระเยซูด้วยสมอง ยังไม่พอ ต้องยอมให้พระองค์ครอบครองชีวิตด้วย


เมื่อปีศาจถูกขับออก มันเข้าสิงฝูงหมู หมูทั้งฝูงตกหน้าผาตาย ผลที่เกิดขึ้นคือ

ชาวเมืองไม่ได้ดีใจ ไม่ได้ฉลอง ไม่ได้พูดว่า “ในที่สุด คนสองคนก็หายแล้ว”

แต่กลับพูดว่า “พระเยซู เชิญออกไปจากเมืองของเรา” ทำไม? เพราะเสียทรัพย์สิน

พระวรสารจึงกำลังถามเราอย่างแรงว่า “มูลค่าของมนุษย์ เท่ากับอะไร”

บางครั้ง คนทั้งเมืองเห็นหมูสำคัญกว่าคน

วันนี้ก็ยังเหมือนเดิม บางครั้งเราให้ค่ากับ เงิน  ธุรกิจ  ชื่อเสียง  ตำแหน่ง ความสะดวกสบาย มากกว่าชีวิตของคนหนึ่งคน


    ทุกวันนี้ โลกกำลังวัดคุณค่าคนจาก เงินเดือน  ผู้ติดตามในโซเชียล ยอดวิว ตำแหน่ง ความสามารถสร้างกำไร  แต่พระเยซูเจ้ามองต่างออกไป พระองค์มอ คนติดยา คนซึมเศร้า คนถูกทอดทิ้ง คนไร้บ้าน คนแก่ที่ไม่มีใครเยี่ยม คนที่โลกมองว่า “ไม่มีราคา”

    พระองค์ตรัสว่า “คนเหล่านี้มีค่ามากกว่าฝูงหมูทั้งหมด”


    วันนี้พระศาสนจักรก็ได้รับคำเตือนจากพระวรสารตอนนี้เช่นกัน

    บางครั้งเราอาจเป็นห่วง อาคารวัด งบประมาณ งานฉลอง กิจกรรม สถิติผู้มาวัด

    มากกว่าคนที่กำลังหลุดหายไป พระศาสนจักรของพระเยซูคริสต์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาอาคาร แต่เพื่อช่วยชีวิตคน ดังที่พระเยซูเจ้าทรงยอมเสียฝูงหมู เพื่อช่วยคนเพียงสองคน นั่นคือคุณค่าของพระอาณาจักรพระเจ้า


    ชาวเมืองไม่ได้ปฏิเสธว่าพระเยซูเจ้าทรงอัศจรรย์ พวกเขาเพียงแต่รู้สึกว่า

    การมีพระเยซูเจ้าอยู่ต่อไป อาจทำให้ต้องเสียอะไรอีก จึงขอให้พระองค์จากไป

    นี่คือการทดลองของคริสตชนทุกยุค เรายินดีมีพระเยซูในชีวิต ตราบใดที่พระองค์ไม่แตะต้องเงินของเรา เวลาของเรา ความสบายของเรา ความเคยชินของเรา แต่เมื่อพระองค์เรียกร้องให้เปลี่ยนชีวิต เราก็อาจเผลอพูดในใจเหมือนชาวเมืองกาดาราว่า

    “พระองค์…ไปที่อื่นเถอะ”


    บทสรุป

    พระวรสารวันนี้จบลงอย่างเศร้า พระเยซูเจ้าไม่ได้ถูกไล่เพราะทำความผิด

    แต่ถูกเชิญให้ออกไปเพราะพระองค์ช่วยคนมากกว่ารักษาทรัพย์สิน

    คำถามที่พระวรสารฝากไว้กับเราคือเมื่อพระเยซูเสด็จเข้ามาในชีวิตของเรา พระองค์จะได้รับการต้อนรับ หรือเราจะเชิญพระองค์ออกไป เพราะพระองค์กำลังเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราหวงแหนที่สุด? และขอให้เราเลือกเหมือนพระเยซูเจ้า คือเห็นคุณค่าของ “คน” มากกว่าสิ่งของ เพราะในสายพระเนตรของพระเจ้า มนุษย์ทุกคนมีค่ามากกว่าทรัพย์สินทั้งหมดในโลก.

    ยังมีวัดแห่งหนึ่งเพิ่งซื้อเก้าอี้ไม้ใหม่อย่างสวยงาม ราคาแพงมาก

    คุณพ่อประกาศก่อนมิสซาว่า “พี่น้องครับ กรุณาอย่าเอาเด็กมายืนบนเก้าอี้นะครับ เก้าอี้ราคาแพง” หลังมิสซา เด็กคนหนึ่งปีนขึ้นไปยืนจริง ๆ คุณพ่อรีบเดินมา ทุกคนคิดว่าจะดุเด็ก แต่คุณพ่อพูดว่า “ลูก…ลงมาก่อน เดี๋ยวเก้าอี้เป็นรอย”

    เด็กตอบด้วยสีหน้าซื่อ ๆ “ไม่ต้องห่วงครับคุณพ่อ ผมหนักแค่ 25 กิโล แต่ตอนเมื่อกี้คุณลุงที่หนัก 95 กิโลนั่งตั้งครึ่งชั่วโมง เก้าอี้ยังไม่ว่าอะไรเลย” คุณพ่อก็หัวเราะแล้วพูดว่า “จริงด้วย…บางทีเราห่วงของจนลืมห่วงคน”

    อาแมน



    ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
    ID Line : @vissanu201
    https://lin.ee/6gZZDwO


    รูปภาพ