ข้อคิดในมิสซา วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน ค.ศ.2026

นี่เป็นหนึ่งในบทเรียนหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงสัจธรรมเรื่องความสัตย์ซื่อและการเชื่อฟังพระเจ้าได้อย่างทรงพลัง โดยเป็นเรื่องราวของ กษัตริย์โยอาช (Joash) ผู้ซึ่งเริ่มต้นรัชกาลได้อย่างยอดเยี่ยม แต่กลับปิดฉากชีวิตลงอย่างน่าสลดใจ

ก่อนหน้านี้ กษัตริย์โยอาชดำเนินในทางธรรมและร่วมมือกับปุโรหิตเยโฮยาดาในการปฏิสังขรณ์พระวิหาร แต่หลังจากเยโฮยาดาเสียชีวิต สิ่งต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป:

  • การเชื่อฟังเสียงประจบสอพลอ : บรรดาเจ้านายแห่งยูดาห์เข้ามาหมอบกราบและทูลโน้มน้าวใจพระองค์ โยอาชทรงยอมฟังพวกเขาและละทิ้งพระวิหารของพระเจ้า หันไปปรนนิบัติเสาพระอาเชราและรูปเคารพ
  • การปฏิเสธคำตักเตือน : พระเจ้าทรงส่งประกาศกมาเตือนสติ แต่พวกเขาไม่ยอมฟัง จนกระทั่ง เศคาริยาห์ (บุตรชายของเยโฮยาดา ปุโรหิตผู้มีพระคุณของโยอาช) ได้รับพระจิตของพระเจ้าและลุกขึ้นตักเตือนตรง ๆ ว่า เพราะท่านทั้งหลายละทิ้งพระยาห์เวห์ พระองค์จึงทรงละทิ้งท่าน” แทนที่โยอาชจะกลับใจ พระองค์กลับร่วมมือกับประชาชนสั่งให้เอาหินขว้างเศคาริยาห์จนเสียชีวิตในลานพระวิหาร
  • ผลลัพธ์ของความล้มเหลว: กองทัพซีเรียที่มีกำลังพลน้อยกว่ากลับสามารถบุกโจมตีและทำลายกองทัพยูดาห์ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ เพราะพระเจ้าทรงทิ้งพวกเขา โยอาชทรงบาดเจ็บสาหัส และสุดท้ายถูกข้าราชการของพระองค์เองกบฏและปลงพระชนม์บนแท่นบรรทม

เรื่องราวของโยอาชเตือนใจเราในยุคปัจจุบันอย่างน้อย 3 เรื่องหลัก ๆ ดังนี้

  • ระวัง “อิทธิพลของสภาพแวดล้อม” เมื่อสูญเสียพี่เลี้ยง: โยอาชทำดีมาตลอดเพราะมีเยโฮยาดาคอยชี้แนะ แต่เมื่อไม่มีพี่เลี้ยง เขากลับไขว้เขวไปตามกระแสโลกและเสียงประจบของคนรอบข้าง

บทเรียน: ความเชื่อและจุดยืนของเราต้องหยั่งรากลึกในพระเจ้าด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่พึ่งพาอยู่กับพ่อแม่ ครูอาจารย์ พ่อเจ้าวัด หรือเพื่อนสนิทเท่านั้น เมื่อเราต้องออกไปอยู่ในสังคมการทำงานหรือมหาวิทยาลัย เรายอมให้ “เสียงของโลก” หรือเพื่อนร่วมงานชักจูงให้เราทิ้งหลักการความเชื่อในศาสนาหรือไม่?

  • รูปเคารพในยุคปัจจุบัน: ยูดาห์ในวันนั้นหันไปหาเสาพระอาเชรา แต่คนในยุคนี้อาจไม่ได้กราบไหว้รูปปั้น ทว่ารูปเคารพของเราอาจมาในรูปแบบของ เงินทอง ความสำเร็จ อำนาจ หน้าตาในสังคม หรือความบันเทิง ที่แย่งชิงความสำคัญอันดับหนึ่งไปจากพระเจ้า
  • ท่าทีต่อคำตักเตือน: เมื่อมีคนเตือนสติด้วยความหวังดี (เช่น เพื่อนคริสตชนหรือคนในครอบครัว) เรามีท่าทีอย่างไร? เราโกรธ เกลียด และพยายามลบเสียงเหล่านั้นออกไปเหมือนที่โยอาชทำกับเศคาริยาห์ หรือเราจะยอมน้อมรับ สุภาพถ่อมตนเพื่อสำรวจตัวเอง?

บริบทนี้ส่งเสียงเตือนผู้นำและโครงสร้างของพระศาสนจักรในยุคปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา:

  • อันตรายจาก “ผู้นำที่ห้อมล้อมด้วยคนประจบ”: เจ้านายแห่งยูดาห์เข้ามาหมอบกราบและทูลสิ่งที่ถูกพระกรรณ (หู) ของกษัตริย์ พระศาสนจักรและองค์กรต่าง ๆ ของคริสตชนในปัจจุบันต้องระวังระบบ “Yes-man” หรือวัฒนธรรมที่ไม่กล้าพูดความจริงกับผู้นำ เราคุ้นเคยคำว่า ได้ครับพี่-ดีครับผม-เหมาะสมครับท่าน!ผู้นำพระศาสนจักรต้องการคนอย่างเศคาริยาห์ที่กล้าตักเตือนด้วยความรักและความจริง ไม่ใช่ต้องการคนที่คอยอวยเพื่อผลประโยชน์
  • อย่าละทิ้งทางของพระเจ้าเพื่อความอยู่รอดหรือความนิยม: ยูดาห์ประนีประนอมกับวัฒนธรรมรอบข้างจนสูญเสียเอกลักษณ์ของการเป็นประชากรของพระเจ้า ปัจจุบันมีแนวโน้มที่พระศาสนจักรอาจยอมลดทอน (Compromise) ความจริงของพระคัมภีร์บางประการลง เพื่อให้ดูทันสมัยหรือถูกใจสังคมวงกว้าง พระวาจาพระเจ้าตอนนี้เตือนใจว่า การละทิ้งพระวจนะเพื่อแลกกับความนิยมคือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมถอย
  • คุณค่าและความกตัญญูในพันธกิจ: โยอาชทรงลืมบุญคุณของเยโฮยาดาอย่างสิ้นเชิงด้วยการสั่งฆ่าลูกชายของเขา พระศาสนจักรต้องเป็นสถานที่ที่สะท้อนถึงความรักและความกตัญญู การดูแลผู้รับใช้อาวุโส การให้เกียรติบรรพบุรุษผู้ที่ตรากตรำสร้างรากฐานพระศาสนจักรมาก่อน และการปกป้องลูกหลานของผู้รับใช้พระเจ้า ไม่ใช่เมื่อหมดประโยชน์แล้วก็ละเลยหรือทำร้ายกัน แบบเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล

บทเรียนจาก 2 พงศาวดาร 24 จบลงด้วยสัจธรรมที่ว่า การเริ่มต้นที่ดีไม่ได้การันตีว่าจะจบลงด้วยดี” สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เราก้าวขาเข้าส่วนแบ่งในแผ่นดินของพระเจ้าอย่างไร แต่อยู่ที่เราจะสัตย์ซื่อและดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ไปจนถึงวันสุดท้ายได้อย่างไร

นี่เป็นส่วนหนึ่งของ “คำเทศนาบนภูเขา” (Sermon on the Mount) ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคำสอนที่งดงามและกินใจที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ท้าทายวิถีชีวิตของมนุษย์เราอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในเรื่อง ความกระวนกระวาย” และ ความมั่นคงในชีวิต”

พระเยซูเจ้าทรงเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึง “เจ้านาย” ที่ขับเคี่ยวกันอยู่ในใจของมนุษย์ แล้วทรงประทานเหตุผลที่เราไม่จำเป็นต้องกระวนกระวายใจ :

  • เลือกนายให้ถูกคน : ไม่มีใครเป็นบ่าวรับใช้นายสองคนได้…” พระองค์ทรงระบุชัดเจนว่าเราไม่สามารถปรนนิบัติทั้ง พระเจ้า และ เงินทอง (Mammon) พร้อม ๆ กันได้ เพราะความรักและความสัตย์ซื่อจะถูกแบ่งแยก
  • บทเรียนจากธรรมชาติ : พระองค์ทรงชวนให้เรามองดูสิ่งรอบตัว:
    • นกในอากาศ: ไม่ได้หว่าน ไม่ได้เกี่ยว แต่พระบิดาทรงเลี้ยงดูพวกมันไว้ (มนุษย์เรามีคุณค่ามากกว่านกเหล่านั้นไม่ใช่หรือ?)
    • ดอกไม้ในทุ่งนา: ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ปั่นด้าย แต่พระเจ้าทรงแต่งตัวให้พวกมันสวยงามยิ่งกว่าเครื่องแต่งกายของกษัตริย์โซโลมอนเสียอีก
  • สาระสำคัญของความกระวนกระวาย : ความกระวนกระวายไม่ได้ช่วยให้อายุยืนยาวขึ้นสักศอกเดียว และการเอาแต่คิดว่า จะเอาอะไรกิน? จะเอาอะไรดื่ม? จะเอาอะไรนุ่งห่ม?” เป็นวิถีของคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่สำหรับตริสตชน ลูกพระเจ้า พระบิดาในสวรรค์ทรงทราบดีว่าเราต้องการสิ่งเหล่านี้
  • ทางออกและลำดับความสำคัญ : นี่คือหัวใจของพระวาจาตอนนี้:

แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” และทรงปิดท้ายว่าไม่ต้องกระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะแต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว

ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความเร็ว คำสอนนี้ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ:

  • ในยุคแห่ง FOMO (Fear of Missing Out) และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: ปัจจุบันเราถูกกระหน่ำด้วยข่าวสารเรื่องเงินเฟ้อ วิกฤตเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงการเห็นชีวิตที่หรูหราของคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย จนเกิดความกลัวและความกระวนกระวายว่า “เราจะมีพอกินไหม?” หรือ “เราจะประสบความสำเร็จทันคนอื่นไหม?”
    • การประยุกต์ใช้: พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกให้เรา “ขี้เกียจ” (นกยังต้องบินออกไปหากิน ดอกไม้ยังต้องเติบโต) แต่ทรงเตือนไม่ให้เรา ตื่นตระหนกจนสูญเสียสันติสุข” การวางใจในพระเจ้าหมายถึงการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ในแต่ละวัน แล้วฝากผลลัพธ์และอนาคตไว้กับพระองค์ทีละวัน (ความทุกข์ของแต่ละวันก็พออยู่แล้ว”)
  • การจัดระเบียบหัวใจเรื่องเงินทอง: เรากำลังใช้ชีวิตเพื่อหาเงิน หรือกำลังใช้เงินเพื่อปรนนิบัติพระเจ้า? ท่ามกลางลัทธิบริโภคนิยมที่บอกว่า “ยิ่งมีมากยิ่งมั่นคง” พระวาจาตอนนี้เตือนสติว่า ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ยอดเงินในบัญชี แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า
  • ยึดมั่นใน “แผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์” เป็นหลัก: บางครั้งพระศาสนจักรอาจเผลอไปโฟกัสที่การสร้างความยิ่งใหญ่ทางวัตถุ จำนวนสมาชิกสัตบุรุษ ยอดเงินถวาย หรือการบริหารจัดการจนเหมือนองค์กรธุรกิจ (ปรนนิบัติเงินทอง)
    • บทเรียน: พระศาสนจักรต้องกลับมาถามตัวเองว่า เรากำลังขับเคลื่อนด้วยสถิติและความมั่นคงทางการเงิน หรือกำลังขับเคลื่อนด้วยการขยายแผ่นดินของพระเจ้า (การประกาศพระวรสาร การสร้างศิษย์ของพระเยซูเจ้า) และความชอบธรรม (การดูแลคนยากจน การยืนหยัดเพื่อความจริงและความยุติธรรมในสังคม) กันแน่?
  • นี่เป็น “พื้นที่แห่งสันติสุข” ไม่ใช่พื้นที่แห่งการแข่งขัน: ในสังคมที่เต็มไปด้วยความเครียด พระศาสนจักรควรเป็นสถานที่ที่ผู้คนเข้ามาแล้วพบกับ “การพักพิงใจสงบ” และการเสริมสร้างความเชื่องานอภิบาลทางจิตวิญญาณ (Pastoral Care) ต้องช่วยให้พี่น้องสัตบุรุษหลุดพ้นจากดักแด้แห่งความกระวนกระวาย โดยการสอนให้พวกเขารู้จักภาพลักษณ์ของพระเจ้าผู้ทรงเลี้ยงดูเรา
  • แบบอย่างในการบริหารจัดการด้วยความเชื่อ: พระศาสนจักรและองค์กรคริสตชนควรเป็นแบบอย่างในการไม่ตระหนกตกใจเมื่อเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ยังคงสัตย์ซื่อในการทำพันธกิจและช่วยเหลือชุมชนรอบข้าง โดยเชื่อมั่นว่าหากเราทำส่วนของพระเจ้าก่อน พระองค์จะทรงจัดเตรียม (Provide) สิ่งที่จำเป็นให้ตามเวลาของพระองค์

มัทธิว 6:24-34 ไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นของปัจจัยสี่ (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม) แต่พระเยซูเจ้าทรงต้องการ ปลดล็อกล็อกโซ่ตรวนแห่งความกลัว” ออกจากใจของเรา เพื่อให้เรามีเสรีภาพในการรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ โดยรู้ว่าเรามีพระบิดาในสวรรค์ผู้ทรงรักและห่วงใยเรายิ่งกว่าสิ่งใดในปฏิภาคสากลโลก

อยากเล่าเรื่องแถมปิดท้าย

เรื่อง เงินทอง” และ ความกระวนกระวาย” (จากมัทธิว 6) ผสมกับเรื่อง การเชื่อฟังเสียงประจบจนหลงทิศ” (จาก 2 พงศาวดาร 24)

เรื่องมีอยู่ว่า สมชาย เป็นสัตบุรุษสัตย์ซื่อคนหนึ่ง เขาเปิดร้านขายข้าวมันไก่เล็ก ๆ ในชุมชน ชีวิตก็มีความสุขดีตามอัตภาพ มีเวลาไปวัด ไปช่วยงานรับใช้ และดูแลครอบครัวอย่างอบอุ่น

วันหนึ่ง มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งแต่งตัวภูมิฐาน ใส่สูทผูกไท ดูน่าเชื่อถือมาก เดินเข้ามาในร้าน พอทานข้าวมันไก่เสร็จ หัวหน้ากลุ่มก็เดินมาสนทนา จับมือสมชายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเลื่อมใสว่า:

เถ้าแก่ครับ! ข้าวมันไก่ของเถ้าแก่นี่มันระดับมิชลินสตาร์ชัด ๆ! แต่เถ้าแก่รู้ไหม… ศักยภาพระดับนี้ ถ้าเถ้าแก่ต้องกู้เงิน 10 ล้าน ขยายสาขาไปทั่วประเทศ ทำระบบแฟรนไชส์ แล้วเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์! เชื่อผม ผมเป็น ‘ที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งระดับสากล!”

สมชายฟังแล้วหูผึ่ง (เหมือนก้าวแรกของกษัตริย์โยอาชที่ฟังพวกเจ้านายยูดาห์) จากเดิมที่เคยคิดว่า “มีพอกินพอใช้ก็ขอบคุณพระเจ้าแล้ว” ใจมันเริ่มสั่นสะเทือน เสียงของ ที่ปรึกษา’ ดังกว่าเสียงของ พระคัมภีร์’ ในทันที!

สมชายตัดสินใจทำตามคำแนะนำทันที เขาเริ่มกู้เงิน ขยายสาขา และเพื่อความรวดเร็ว เขาเริ่มประหยัดต้นทุน:

  • จากที่เคยใช้ไก่สดคัดเกรด… เปลี่ยนเป็นไก่แช่แข็งราคาถูก
  • น้ำซุปที่เคยเคี่ยวเอง… เปลี่ยนเป็นใส่ผงชูรสและสารแต่งกลิ่นแบบจัดเต็ม

ทีนี้ ชีวิตของสมชายเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง:

  • วันอาทิตย์: จากที่เคยไปวัด นั่งยิ้มแย้ม แต่ตอนนี้นั่งกดเครื่องคิดเลขอยู่หลังวัด ตาขวาง คิ้วขมวด กระวนกระวายว่า พรุ่งนี้ราคาไก่จะขึ้นไหม? ดอกเบี้ยแบงก์จะปรับหรือเปล่า?”
  • เวลาร่วมมิสซาอธิษฐานภาวนา: จากที่เคยขอบคุณพระเจ้า ตอนนี้สวดภาวนาเหมือนสั่งออเดอร์: พระเจ้า ช่วยให้ยอดขายสาขา 3 ทะลุเป้าด้วยเถิด!” (กลายเป็นปรนนิบัติเงินทองเต็มตัว)

มีอยู่วันหนึ่ง ลุงสมศักดิ์ ประธานสภาภิบาล (เปรียบเสมือนปุโรหิตเศคาริยาห์) เห็นท่าไม่ดี เลยเดินมาตบไหล่สมชายแล้วเตือนด้วยความห่วงใยว่า:

สมชายเอ๊ย… ลุงเห็นช่วงนี้เราดูเครียด ๆ นะ หน้าตาไม่มีความสุขเลย แถมไก่ที่ร้านรสชาติก็เปลี่ยนไป คนบ่นกันหนาหู ระวังนะลูก อย่าให้ความโลภมันบังตา อย่าทิ้งสันติสุขที่พระเจ้าให้เลย”

แทนที่สมชายจะฟัง… เขากลับสะบัดหน้าแล้วคิดในใจว่า: ลุงจะไปรู้อะไร! โบราณคร่ำครึ วัน ๆ อยู่แต่ในวัด ไม่เข้าใจธุรกิจระดับพันล้านหรอก!” (เกือบจะเอาหินขว้างลุงเหมือนโยอาชแล้ว ดีที่ยั้งมือทัน)

หลังจากนั้นไม่นาน วิกฤตเศรษฐกิจมาเยือน ลูกค้าเริ่มแบนร้านสมชายเพราะรสชาติแย่ลงและราคาแพงขึ้น สาขาต่าง ๆ เริ่มเจ๊ง ข้าราชการ (สรรพากร) เริ่มเข้าตรวจสอบบัญชี!

คืนหนึ่ง สมชายนอนไม่หลับเพราะความเครียดและบาดเจ็บสาหัสทางใจ เขามองเพดานแล้วคิดถึงวันเก่า ๆ วันที่เขาขายข้าวมันไก่จานละ 40 บาท แต่มีเสียงหัวเราะ มีเวลาอธิษฐานภาวนา และได้นอนหลับสนิท…

เขารีบเปิดพระคัมภีร์อ่าน แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ว่า: มองดูนกในอากาศสิ… มันไม่ได้ทำแฟรนไชส์ข้าวมันไก่ แต่มันก็มีกินนะ” (อันนี้พระเยซูเจ้าไม่ได้กล่าว สมชายแปลความเองในใจ)

เรื่องของสมชายสะท้อนความจริงในสังคม:

  1. เหมือนกษัตริย์โยอาช (2 พงศาวดาร 24): สมชายเริ่มต้นด้วยดี วางใจพระเจ้า แต่พอมีคนมาเป่าหู (พวกเจ้านายยูดาห์ / ที่ปรึกษาการเงิน) ก็หลงทิศ หันไปกราบไหว้ “รูปเคารพแห่งความมั่งคั่ง” พอผู้ใหญ่มาเตือน (เศคาริยาห์ / ลุงประธานสภาวัด) ก็ไม่ฟัง สุดท้ายชีวิตพังเพราะกองทัพปัญหาบุกรุก
  2. ตรงกับคำเตือนของพระเยซูเจ้า (มัทธิว 6): สมชายพยายาม “ปรนนิบัตินายสองคน” ทั้งพระเจ้าและเงินทอง สุดท้ายเงินทองกลายเป็นนายแท้จริงที่สั่งให้เขาเลิกไปวัด เลิกซื่อสัตย์ และความกระวนกระวายก็ไม่ได้ช่วยให้ข้าวมันไก่ของเขาอร่อยขึ้นเลยสักนิดเดียว!

คำภาษาอังกฤษว่า Money (เงิน) และ Mint (โรงกษาปณ์/การปั๊มเหรียญ) มีที่มาจากชื่อของเทพีโรมันองค์หนึ่งที่ทำหน้าที่ ตักเตือน” มนุษย์! เรื่องราวมีอยู่ว่า…

ที่มาของเทพี “จูโน โมเนตา” (Juno Moneta)

ในเทพปกรณัมโรมัน เทพีจูโน (Juno) คือราชินีแห่งสวรรค์ (เทียบเท่าเทพีเฮราของกรีก) พระองค์มีปางหนึ่งที่ชาวโรมันนับถือมากคือ Juno Moneta

คำว่า “Moneta” (โม-เน-ตา) มาจากรากศัพท์ภาษาละตินคำว่า “Monere” ซึ่งแปลว่า เตือน” (To Warn) หรือ เตือนสติ” (To Advise/Remind)

เหตุผลที่พระองค์ได้ฉายานี้ มีตำนานเล่าหลัก ๆ อยู่ 2 เรื่อง:

  1. เสียงเตือนจากฝูงห่าน: ในช่วงประมาณ 390 ปีก่อนคริสตกาล กองทัพกอล (Gauls) แอบลักลอบจะเข้าโจมตีกรุงโรมยามดึกสงัด ทหารยามโรมันหลับหมด แต่พอพวกกอลเดินผ่านวิหารของเทพีจูโน ฝูงห่านศักดิ์สิทธิ์ที่เลี้ยงไว้ในวิหารเกิดตกใจและส่งเสียงร้องระงมจนทหารโรมันตื่นมาขับไล่ศัตรูได้ทัน ชาวโรมันจึงเชื่อว่าเทพีจูโนทรง ส่งเสียงเตือนสติ” (Monere) พวกเขา
  2. เสียงเตือนเรื่องความยุติธรรม: อีกตำนานเล่าว่า เวลาเกิดแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติ จะมีเสียงลึกลับดังมาจากวิหารของพระองค์เพื่อ เตือน” ให้ชาวโรมันกลับใจและทำพิธีชดเชยความผิดบาปที่ได้ทำไว้

จาก “คำเตือนสติ” กลายมาเป็น “เงินตรา” ได้อย่างไร?

ด้วยความที่วิหารของเทพีจูโน โมเนตา ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ปลอดภัยและมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ชาวโรมันจึงตัดสินใจ สร้างโรงกษาปณ์แห่งแรก” ไว้ในบริเวณวิหารของพระองค์เพื่อปั๊มเหรียญเงินเหรียญทองใช้ในอาณาจักร

  • เหรียญที่ปั๊มจากวิหารนี้จึงถูกเรียกว่า “Moneta” (เหรียญที่มาจากวิหารผู้ตักเตือน)
  • ต่อมาคำนี้แพร่หลายไปทั่วยุโรป กลายเป็นคำว่า Monnaie ในภาษาฝรั่งเศส และกลายเป็น Money (เงินตรา) กับ Mint (โรงกษาปณ์) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง

เรื่องนี้กลายเป็นอุทาหรณ์ที่ลึกซึ้ง เชื่อมโยงกับมัทธิว 6 และ 2 พงศาวดาร 24:

เงินตรา (Money/Moneta) เกิดขึ้นในบ้านของผู้ตักเตือน (Monere)”

ในอดีต ทุกครั้งที่คนโรมันหยิบเหรียญเงินขึ้นมาดู พวกเขาควรจะถูกเตือนสติว่า จงมีความยุติธรรม จงตื่นตัว และอย่าทำบาป” แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์กลับหลงรักตัวเหรียญ (เงินทอง) จนลืมเสียงเตือนสติของเทพเจ้าไปโดยสิ้นเชิง!

  • ตรงกับกษัตริย์โยอาช: โยอาชลืม “คำเตือน” ของเศคาริยาห์ เพราะมัวแต่ไปฟังคำประจบและแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง
  • ตรงกับคำสอนของพระเยซูเจ้า: พระเยซูเจ้าทรงเตือนว่าเราปรนนิบัตินายสองคนพร้อมกันไม่ได้ (พระเจ้า กับ เงินทอง) ที่น่าทึ่งคือ ในภาษาอาราเมอิกและกรีกโบราณ พระเยซูเจ้าใช้คำว่า “Mammon” (แมมมอน) ซึ่งเป็นชื่อของเทพแห่งความโลภและเงินทอง และเมื่อคริสตกาลเผยแพร่ไปในโลกโรมัน คำว่า “Moneta” ก็ทำหน้าที่เป็นสิ่งย้ำเตือนใจเช่นกัน

บทเรียนสำหรับเราและพระศาสนจักร: ทุกครั้งที่เราจับเงิน ส่องแอพธนาคาร หรือบริหารงบประมาณในพระศาสนจักร ให้เรานึกถึงที่มาของคำว่า Moneta นี้ ว่า เงิน” ควรเป็นสิ่งที่เตือนสติให้เราดำเนินชีวิตด้วยความสัตย์ซื่อและถ่อมใจ ไม่ใช่กลายเป็นสิ่งที่เรากราบไหว้จนยอมหูหนวกต่อคำตักเตือนของพระเจ้า!


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ