บทเทศน์และข้อคิด วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน 2026
บทอ่านที่หนึ่งจาก 2 พงศาวดาร 24:17-25
นี่เป็นหนึ่งในบทเรียนหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงสัจธรรมเรื่องความสัตย์ซื่อและการเชื่อฟังพระเจ้าได้อย่างทรงพลัง โดยเป็นเรื่องราวของ กษัตริย์โยอาช (Joash) ผู้ซึ่งเริ่มต้นรัชกาลได้อย่างยอดเยี่ยม แต่กลับปิดฉากชีวิตลงอย่างน่าสลดใจ
1. เนื้อหาและใจความสำคัญ (2 พงศาวดาร 24:17-25)
ก่อนหน้านี้ กษัตริย์โยอาชดำเนินในทางธรรมและร่วมมือกับปุโรหิตเยโฮยาดาในการปฏิสังขรณ์พระวิหาร แต่หลังจากเยโฮยาดาเสียชีวิต สิ่งต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป:
- การเชื่อฟังเสียงประจบสอพลอ : บรรดาเจ้านายแห่งยูดาห์เข้ามาหมอบกราบและทูลโน้มน้าวใจพระองค์ โยอาชทรงยอมฟังพวกเขาและละทิ้งพระวิหารของพระเจ้า หันไปปรนนิบัติเสาพระอาเชราและรูปเคารพ
- การปฏิเสธคำตักเตือน : พระเจ้าทรงส่งประกาศกมาเตือนสติ แต่พวกเขาไม่ยอมฟัง จนกระทั่ง เศคาริยาห์ (บุตรชายของเยโฮยาดา ปุโรหิตผู้มีพระคุณของโยอาช) ได้รับพระจิตของพระเจ้าและลุกขึ้นตักเตือนตรง ๆ ว่า “เพราะท่านทั้งหลายละทิ้งพระยาห์เวห์ พระองค์จึงทรงละทิ้งท่าน” แทนที่โยอาชจะกลับใจ พระองค์กลับร่วมมือกับประชาชนสั่งให้เอาหินขว้างเศคาริยาห์จนเสียชีวิตในลานพระวิหาร
- ผลลัพธ์ของความล้มเหลว: กองทัพซีเรียที่มีกำลังพลน้อยกว่ากลับสามารถบุกโจมตีและทำลายกองทัพยูดาห์ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ เพราะพระเจ้าทรงทิ้งพวกเขา โยอาชทรงบาดเจ็บสาหัส และสุดท้ายถูกข้าราชการของพระองค์เองกบฏและปลงพระชนม์บนแท่นบรรทม
2. ข้อคิดและไตร่ตรองใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน
เรื่องราวของโยอาชเตือนใจเราในยุคปัจจุบันอย่างน้อย 3 เรื่องหลัก ๆ ดังนี้
- ระวัง “อิทธิพลของสภาพแวดล้อม” เมื่อสูญเสียพี่เลี้ยง: โยอาชทำดีมาตลอดเพราะมีเยโฮยาดาคอยชี้แนะ แต่เมื่อไม่มีพี่เลี้ยง เขากลับไขว้เขวไปตามกระแสโลกและเสียงประจบของคนรอบข้าง
บทเรียน: ความเชื่อและจุดยืนของเราต้องหยั่งรากลึกในพระเจ้าด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่พึ่งพาอยู่กับพ่อแม่ ครูอาจารย์ พ่อเจ้าวัด หรือเพื่อนสนิทเท่านั้น เมื่อเราต้องออกไปอยู่ในสังคมการทำงานหรือมหาวิทยาลัย เรายอมให้ “เสียงของโลก” หรือเพื่อนร่วมงานชักจูงให้เราทิ้งหลักการความเชื่อในศาสนาหรือไม่?
- รูปเคารพในยุคปัจจุบัน: ยูดาห์ในวันนั้นหันไปหาเสาพระอาเชรา แต่คนในยุคนี้อาจไม่ได้กราบไหว้รูปปั้น ทว่ารูปเคารพของเราอาจมาในรูปแบบของ เงินทอง ความสำเร็จ อำนาจ หน้าตาในสังคม หรือความบันเทิง ที่แย่งชิงความสำคัญอันดับหนึ่งไปจากพระเจ้า
- ท่าทีต่อคำตักเตือน: เมื่อมีคนเตือนสติด้วยความหวังดี (เช่น เพื่อนคริสตชนหรือคนในครอบครัว) เรามีท่าทีอย่างไร? เราโกรธ เกลียด และพยายามลบเสียงเหล่านั้นออกไปเหมือนที่โยอาชทำกับเศคาริยาห์ หรือเราจะยอมน้อมรับ สุภาพถ่อมตนเพื่อสำรวจตัวเอง?
3. ข้อคิดและไตร่ตรองสำหรับพระศาสนจักร
บริบทนี้ส่งเสียงเตือนผู้นำและโครงสร้างของพระศาสนจักรในยุคปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา:
- อันตรายจาก “ผู้นำที่ห้อมล้อมด้วยคนประจบ”: เจ้านายแห่งยูดาห์เข้ามาหมอบกราบและทูลสิ่งที่ถูกพระกรรณ (หู) ของกษัตริย์ พระศาสนจักรและองค์กรต่าง ๆ ของคริสตชนในปัจจุบันต้องระวังระบบ “Yes-man” หรือวัฒนธรรมที่ไม่กล้าพูดความจริงกับผู้นำ เราคุ้นเคยคำว่า ได้ครับพี่-ดีครับผม-เหมาะสมครับท่าน!ผู้นำพระศาสนจักรต้องการคนอย่างเศคาริยาห์ที่กล้าตักเตือนด้วยความรักและความจริง ไม่ใช่ต้องการคนที่คอยอวยเพื่อผลประโยชน์
- อย่าละทิ้งทางของพระเจ้าเพื่อความอยู่รอดหรือความนิยม: ยูดาห์ประนีประนอมกับวัฒนธรรมรอบข้างจนสูญเสียเอกลักษณ์ของการเป็นประชากรของพระเจ้า ปัจจุบันมีแนวโน้มที่พระศาสนจักรอาจยอมลดทอน (Compromise) ความจริงของพระคัมภีร์บางประการลง เพื่อให้ดูทันสมัยหรือถูกใจสังคมวงกว้าง พระวาจาพระเจ้าตอนนี้เตือนใจว่า การละทิ้งพระวจนะเพื่อแลกกับความนิยมคือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมถอย
- คุณค่าและความกตัญญูในพันธกิจ: โยอาชทรงลืมบุญคุณของเยโฮยาดาอย่างสิ้นเชิงด้วยการสั่งฆ่าลูกชายของเขา พระศาสนจักรต้องเป็นสถานที่ที่สะท้อนถึงความรักและความกตัญญู การดูแลผู้รับใช้อาวุโส การให้เกียรติบรรพบุรุษผู้ที่ตรากตรำสร้างรากฐานพระศาสนจักรมาก่อน และการปกป้องลูกหลานของผู้รับใช้พระเจ้า ไม่ใช่เมื่อหมดประโยชน์แล้วก็ละเลยหรือทำร้ายกัน แบบเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล
สรุปบทเรียนเพื่อก้าวต่อไป
บทเรียนจาก 2 พงศาวดาร 24 จบลงด้วยสัจธรรมที่ว่า “การเริ่มต้นที่ดีไม่ได้การันตีว่าจะจบลงด้วยดี” สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เราก้าวขาเข้าส่วนแบ่งในแผ่นดินของพระเจ้าอย่างไร แต่อยู่ที่เราจะสัตย์ซื่อและดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ไปจนถึงวันสุดท้ายได้อย่างไร
รำพึงไตร่ตรองจากพระวรสารนักบุญมัทธิว 6:24-34
นี่เป็นส่วนหนึ่งของ “คำเทศนาบนภูเขา” (Sermon on the Mount) ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคำสอนที่งดงามและกินใจที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ท้าทายวิถีชีวิตของมนุษย์เราอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในเรื่อง “ความกระวนกระวาย” และ “ความมั่นคงในชีวิต”
1. สรุปเนื้อหาและใจความสำคัญ (มัทธิว 6:24-34)
พระเยซูเจ้าทรงเริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึง “เจ้านาย” ที่ขับเคี่ยวกันอยู่ในใจของมนุษย์ แล้วทรงประทานเหตุผลที่เราไม่จำเป็นต้องกระวนกระวายใจ :
- เลือกนายให้ถูกคน : “ไม่มีใครเป็นบ่าวรับใช้นายสองคนได้…” พระองค์ทรงระบุชัดเจนว่าเราไม่สามารถปรนนิบัติทั้ง พระเจ้า และ เงินทอง (Mammon) พร้อม ๆ กันได้ เพราะความรักและความสัตย์ซื่อจะถูกแบ่งแยก
- บทเรียนจากธรรมชาติ : พระองค์ทรงชวนให้เรามองดูสิ่งรอบตัว:
- นกในอากาศ: ไม่ได้หว่าน ไม่ได้เกี่ยว แต่พระบิดาทรงเลี้ยงดูพวกมันไว้ (มนุษย์เรามีคุณค่ามากกว่านกเหล่านั้นไม่ใช่หรือ?)
- ดอกไม้ในทุ่งนา: ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ปั่นด้าย แต่พระเจ้าทรงแต่งตัวให้พวกมันสวยงามยิ่งกว่าเครื่องแต่งกายของกษัตริย์โซโลมอนเสียอีก
- สาระสำคัญของความกระวนกระวาย : ความกระวนกระวายไม่ได้ช่วยให้อายุยืนยาวขึ้นสักศอกเดียว และการเอาแต่คิดว่า “จะเอาอะไรกิน? จะเอาอะไรดื่ม? จะเอาอะไรนุ่งห่ม?” เป็นวิถีของคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่สำหรับตริสตชน ลูกพระเจ้า พระบิดาในสวรรค์ทรงทราบดีว่าเราต้องการสิ่งเหล่านี้
- ทางออกและลำดับความสำคัญ : นี่คือหัวใจของพระวาจาตอนนี้:
“แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” และทรงปิดท้ายว่าไม่ต้องกระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะแต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว
2. ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความเร็ว คำสอนนี้ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ:
- ในยุคแห่ง FOMO (Fear of Missing Out) และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: ปัจจุบันเราถูกกระหน่ำด้วยข่าวสารเรื่องเงินเฟ้อ วิกฤตเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงการเห็นชีวิตที่หรูหราของคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย จนเกิดความกลัวและความกระวนกระวายว่า “เราจะมีพอกินไหม?” หรือ “เราจะประสบความสำเร็จทันคนอื่นไหม?”
- การประยุกต์ใช้: พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกให้เรา “ขี้เกียจ” (นกยังต้องบินออกไปหากิน ดอกไม้ยังต้องเติบโต) แต่ทรงเตือนไม่ให้เรา “ตื่นตระหนกจนสูญเสียสันติสุข” การวางใจในพระเจ้าหมายถึงการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ในแต่ละวัน แล้วฝากผลลัพธ์และอนาคตไว้กับพระองค์ทีละวัน (“ความทุกข์ของแต่ละวันก็พออยู่แล้ว”)
- การจัดระเบียบหัวใจเรื่องเงินทอง: เรากำลังใช้ชีวิตเพื่อหาเงิน หรือกำลังใช้เงินเพื่อปรนนิบัติพระเจ้า? ท่ามกลางลัทธิบริโภคนิยมที่บอกว่า “ยิ่งมีมากยิ่งมั่นคง” พระวาจาตอนนี้เตือนสติว่า ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ยอดเงินในบัญชี แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า
3. ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับพระศาสนจักร
- ยึดมั่นใน “แผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์” เป็นหลัก: บางครั้งพระศาสนจักรอาจเผลอไปโฟกัสที่การสร้างความยิ่งใหญ่ทางวัตถุ จำนวนสมาชิกสัตบุรุษ ยอดเงินถวาย หรือการบริหารจัดการจนเหมือนองค์กรธุรกิจ (ปรนนิบัติเงินทอง)
- บทเรียน: พระศาสนจักรต้องกลับมาถามตัวเองว่า เรากำลังขับเคลื่อนด้วยสถิติและความมั่นคงทางการเงิน หรือกำลังขับเคลื่อนด้วยการขยายแผ่นดินของพระเจ้า (การประกาศพระวรสาร การสร้างศิษย์ของพระเยซูเจ้า) และความชอบธรรม (การดูแลคนยากจน การยืนหยัดเพื่อความจริงและความยุติธรรมในสังคม) กันแน่?
- นี่เป็น “พื้นที่แห่งสันติสุข” ไม่ใช่พื้นที่แห่งการแข่งขัน: ในสังคมที่เต็มไปด้วยความเครียด พระศาสนจักรควรเป็นสถานที่ที่ผู้คนเข้ามาแล้วพบกับ “การพักพิงใจสงบ” และการเสริมสร้างความเชื่องานอภิบาลทางจิตวิญญาณ (Pastoral Care) ต้องช่วยให้พี่น้องสัตบุรุษหลุดพ้นจากดักแด้แห่งความกระวนกระวาย โดยการสอนให้พวกเขารู้จักภาพลักษณ์ของพระเจ้าผู้ทรงเลี้ยงดูเรา
- แบบอย่างในการบริหารจัดการด้วยความเชื่อ: พระศาสนจักรและองค์กรคริสตชนควรเป็นแบบอย่างในการไม่ตระหนกตกใจเมื่อเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ยังคงสัตย์ซื่อในการทำพันธกิจและช่วยเหลือชุมชนรอบข้าง โดยเชื่อมั่นว่าหากเราทำส่วนของพระเจ้าก่อน พระองค์จะทรงจัดเตรียม (Provide) สิ่งที่จำเป็นให้ตามเวลาของพระองค์
สรุปบทเรียนเพื่อเปลี่ยนมุมมอง
มัทธิว 6:24-34 ไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นของปัจจัยสี่ (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม) แต่พระเยซูเจ้าทรงต้องการ “ปลดล็อกล็อกโซ่ตรวนแห่งความกลัว” ออกจากใจของเรา เพื่อให้เรามีเสรีภาพในการรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ โดยรู้ว่าเรามีพระบิดาในสวรรค์ผู้ทรงรักและห่วงใยเรายิ่งกว่าสิ่งใดในปฏิภาคสากลโลก
อยากเล่าเรื่องแถมปิดท้าย
เรื่อง “เงินทอง” และ “ความกระวนกระวาย” (จากมัทธิว 6) ผสมกับเรื่อง “การเชื่อฟังเสียงประจบจนหลงทิศ” (จาก 2 พงศาวดาร 24)
เรื่องมีอยู่ว่า สมชาย เป็นสัตบุรุษสัตย์ซื่อคนหนึ่ง เขาเปิดร้านขายข้าวมันไก่เล็ก ๆ ในชุมชน ชีวิตก็มีความสุขดีตามอัตภาพ มีเวลาไปวัด ไปช่วยงานรับใช้ และดูแลครอบครัวอย่างอบอุ่น
วันหนึ่ง มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งแต่งตัวภูมิฐาน ใส่สูทผูกไท ดูน่าเชื่อถือมาก เดินเข้ามาในร้าน พอทานข้าวมันไก่เสร็จ หัวหน้ากลุ่มก็เดินมาสนทนา จับมือสมชายแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเลื่อมใสว่า:
“เถ้าแก่ครับ! ข้าวมันไก่ของเถ้าแก่นี่มันระดับมิชลินสตาร์ชัด ๆ! แต่เถ้าแก่รู้ไหม… ศักยภาพระดับนี้ ถ้าเถ้าแก่ต้องกู้เงิน 10 ล้าน ขยายสาขาไปทั่วประเทศ ทำระบบแฟรนไชส์ แล้วเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์! เชื่อผม ผมเป็น ‘ที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งระดับสากล!”
สมชายฟังแล้วหูผึ่ง (เหมือนก้าวแรกของกษัตริย์โยอาชที่ฟังพวกเจ้านายยูดาห์) จากเดิมที่เคยคิดว่า “มีพอกินพอใช้ก็ขอบคุณพระเจ้าแล้ว” ใจมันเริ่มสั่นสะเทือน เสียงของ ‘ที่ปรึกษา’ ดังกว่าเสียงของ ‘พระคัมภีร์’ ในทันที!
สู่สมรภูมิความกระวนกระวาย
สมชายตัดสินใจทำตามคำแนะนำทันที เขาเริ่มกู้เงิน ขยายสาขา และเพื่อความรวดเร็ว เขาเริ่มประหยัดต้นทุน:
- จากที่เคยใช้ไก่สดคัดเกรด… เปลี่ยนเป็นไก่แช่แข็งราคาถูก
- น้ำซุปที่เคยเคี่ยวเอง… เปลี่ยนเป็นใส่ผงชูรสและสารแต่งกลิ่นแบบจัดเต็ม
ทีนี้ ชีวิตของสมชายเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง:
- วันอาทิตย์: จากที่เคยไปวัด นั่งยิ้มแย้ม แต่ตอนนี้นั่งกดเครื่องคิดเลขอยู่หลังวัด ตาขวาง คิ้วขมวด กระวนกระวายว่า “พรุ่งนี้ราคาไก่จะขึ้นไหม? ดอกเบี้ยแบงก์จะปรับหรือเปล่า?”
- เวลาร่วมมิสซาอธิษฐานภาวนา: จากที่เคยขอบคุณพระเจ้า ตอนนี้สวดภาวนาเหมือนสั่งออเดอร์: “พระเจ้า ช่วยให้ยอดขายสาขา 3 ทะลุเป้าด้วยเถิด!” (กลายเป็นปรนนิบัติเงินทองเต็มตัว)
วันที่ “เศคาริยาห์” มาเตือนสติ
มีอยู่วันหนึ่ง ลุงสมศักดิ์ ประธานสภาภิบาล (เปรียบเสมือนปุโรหิตเศคาริยาห์) เห็นท่าไม่ดี เลยเดินมาตบไหล่สมชายแล้วเตือนด้วยความห่วงใยว่า:
“สมชายเอ๊ย… ลุงเห็นช่วงนี้เราดูเครียด ๆ นะ หน้าตาไม่มีความสุขเลย แถมไก่ที่ร้านรสชาติก็เปลี่ยนไป คนบ่นกันหนาหู ระวังนะลูก อย่าให้ความโลภมันบังตา อย่าทิ้งสันติสุขที่พระเจ้าให้เลย”
แทนที่สมชายจะฟัง… เขากลับสะบัดหน้าแล้วคิดในใจว่า: “ลุงจะไปรู้อะไร! โบราณคร่ำครึ วัน ๆ อยู่แต่ในวัด ไม่เข้าใจธุรกิจระดับพันล้านหรอก!” (เกือบจะเอาหินขว้างลุงเหมือนโยอาชแล้ว ดีที่ยั้งมือทัน)
ฉากจบแบบตลกร้าย
หลังจากนั้นไม่นาน วิกฤตเศรษฐกิจมาเยือน ลูกค้าเริ่มแบนร้านสมชายเพราะรสชาติแย่ลงและราคาแพงขึ้น สาขาต่าง ๆ เริ่มเจ๊ง ข้าราชการ (สรรพากร) เริ่มเข้าตรวจสอบบัญชี!
คืนหนึ่ง สมชายนอนไม่หลับเพราะความเครียดและบาดเจ็บสาหัสทางใจ เขามองเพดานแล้วคิดถึงวันเก่า ๆ วันที่เขาขายข้าวมันไก่จานละ 40 บาท แต่มีเสียงหัวเราะ มีเวลาอธิษฐานภาวนา และได้นอนหลับสนิท…
เขารีบเปิดพระคัมภีร์อ่าน แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ว่า: “มองดูนกในอากาศสิ… มันไม่ได้ทำแฟรนไชส์ข้าวมันไก่ แต่มันก็มีกินนะ” (อันนี้พระเยซูเจ้าไม่ได้กล่าว สมชายแปลความเองในใจ)
สรุปการเชื่อมโยงเข้ากับบทอ่านวันนี้
เรื่องของสมชายสะท้อนความจริงในสังคม:
- เหมือนกษัตริย์โยอาช (2 พงศาวดาร 24): สมชายเริ่มต้นด้วยดี วางใจพระเจ้า แต่พอมีคนมาเป่าหู (พวกเจ้านายยูดาห์ / ที่ปรึกษาการเงิน) ก็หลงทิศ หันไปกราบไหว้ “รูปเคารพแห่งความมั่งคั่ง” พอผู้ใหญ่มาเตือน (เศคาริยาห์ / ลุงประธานสภาวัด) ก็ไม่ฟัง สุดท้ายชีวิตพังเพราะกองทัพปัญหาบุกรุก
- ตรงกับคำเตือนของพระเยซูเจ้า (มัทธิว 6): สมชายพยายาม “ปรนนิบัตินายสองคน” ทั้งพระเจ้าและเงินทอง สุดท้ายเงินทองกลายเป็นนายแท้จริงที่สั่งให้เขาเลิกไปวัด เลิกซื่อสัตย์ และความกระวนกระวายก็ไม่ได้ช่วยให้ข้าวมันไก่ของเขาอร่อยขึ้นเลยสักนิดเดียว!
ขอเล่าข้อคิดอีกเรื่อง
คำภาษาอังกฤษว่า Money (เงิน) และ Mint (โรงกษาปณ์/การปั๊มเหรียญ) มีที่มาจากชื่อของเทพีโรมันองค์หนึ่งที่ทำหน้าที่ “ตักเตือน” มนุษย์! เรื่องราวมีอยู่ว่า…
ที่มาของเทพี “จูโน โมเนตา” (Juno Moneta)
ในเทพปกรณัมโรมัน เทพีจูโน (Juno) คือราชินีแห่งสวรรค์ (เทียบเท่าเทพีเฮราของกรีก) พระองค์มีปางหนึ่งที่ชาวโรมันนับถือมากคือ Juno Moneta
คำว่า “Moneta” (โม-เน-ตา) มาจากรากศัพท์ภาษาละตินคำว่า “Monere” ซึ่งแปลว่า “เตือน” (To Warn) หรือ “เตือนสติ” (To Advise/Remind)
เหตุผลที่พระองค์ได้ฉายานี้ มีตำนานเล่าหลัก ๆ อยู่ 2 เรื่อง:
- เสียงเตือนจากฝูงห่าน: ในช่วงประมาณ 390 ปีก่อนคริสตกาล กองทัพกอล (Gauls) แอบลักลอบจะเข้าโจมตีกรุงโรมยามดึกสงัด ทหารยามโรมันหลับหมด แต่พอพวกกอลเดินผ่านวิหารของเทพีจูโน ฝูงห่านศักดิ์สิทธิ์ที่เลี้ยงไว้ในวิหารเกิดตกใจและส่งเสียงร้องระงมจนทหารโรมันตื่นมาขับไล่ศัตรูได้ทัน ชาวโรมันจึงเชื่อว่าเทพีจูโนทรง “ส่งเสียงเตือนสติ” (Monere) พวกเขา
- เสียงเตือนเรื่องความยุติธรรม: อีกตำนานเล่าว่า เวลาเกิดแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติ จะมีเสียงลึกลับดังมาจากวิหารของพระองค์เพื่อ “เตือน” ให้ชาวโรมันกลับใจและทำพิธีชดเชยความผิดบาปที่ได้ทำไว้
จาก “คำเตือนสติ” กลายมาเป็น “เงินตรา” ได้อย่างไร?
ด้วยความที่วิหารของเทพีจูโน โมเนตา ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ปลอดภัยและมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ชาวโรมันจึงตัดสินใจ “สร้างโรงกษาปณ์แห่งแรก” ไว้ในบริเวณวิหารของพระองค์เพื่อปั๊มเหรียญเงินเหรียญทองใช้ในอาณาจักร
- เหรียญที่ปั๊มจากวิหารนี้จึงถูกเรียกว่า “Moneta” (เหรียญที่มาจากวิหารผู้ตักเตือน)
- ต่อมาคำนี้แพร่หลายไปทั่วยุโรป กลายเป็นคำว่า Monnaie ในภาษาฝรั่งเศส และกลายเป็น Money (เงินตรา) กับ Mint (โรงกษาปณ์) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง
เรื่องนี้กลายเป็นอุทาหรณ์ที่ลึกซึ้ง เชื่อมโยงกับมัทธิว 6 และ 2 พงศาวดาร 24:
“เงินตรา (Money/Moneta) เกิดขึ้นในบ้านของผู้ตักเตือน (Monere)”
ในอดีต ทุกครั้งที่คนโรมันหยิบเหรียญเงินขึ้นมาดู พวกเขาควรจะถูกเตือนสติว่า “จงมีความยุติธรรม จงตื่นตัว และอย่าทำบาป” แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์กลับหลงรักตัวเหรียญ (เงินทอง) จนลืมเสียงเตือนสติของเทพเจ้าไปโดยสิ้นเชิง!
- ตรงกับกษัตริย์โยอาช: โยอาชลืม “คำเตือน” ของเศคาริยาห์ เพราะมัวแต่ไปฟังคำประจบและแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง
- ตรงกับคำสอนของพระเยซูเจ้า: พระเยซูเจ้าทรงเตือนว่าเราปรนนิบัตินายสองคนพร้อมกันไม่ได้ (พระเจ้า กับ เงินทอง) ที่น่าทึ่งคือ ในภาษาอาราเมอิกและกรีกโบราณ พระเยซูเจ้าใช้คำว่า “Mammon” (แมมมอน) ซึ่งเป็นชื่อของเทพแห่งความโลภและเงินทอง และเมื่อคริสตกาลเผยแพร่ไปในโลกโรมัน คำว่า “Moneta” ก็ทำหน้าที่เป็นสิ่งย้ำเตือนใจเช่นกัน
บทเรียนสำหรับเราและพระศาสนจักร: ทุกครั้งที่เราจับเงิน ส่องแอพธนาคาร หรือบริหารงบประมาณในพระศาสนจักร ให้เรานึกถึงที่มาของคำว่า Moneta นี้ ว่า “เงิน” ควรเป็นสิ่งที่เตือนสติให้เราดำเนินชีวิตด้วยความสัตย์ซื่อและถ่อมใจ ไม่ใช่กลายเป็นสิ่งที่เรากราบไหว้จนยอมหูหนวกต่อคำตักเตือนของพระเจ้า!
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ


















