ข้อคิดในมิสซา วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน ค.ศ.2026

เรื่องราวของ นักบุญบาร์นาบัส (St. Barnabas) ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่อบอุ่นและมีอิทธิพลอย่างมากในยุคเริ่มแรกของพระศาสนจักร นามเดิมของท่านคือ โยเซฟ เป็นชาวยิวเผ่าเลวีที่เกิดในเกาะไซปรัส แต่เมื่อท่านเข้ามาเข้าร่วมกับกลุ่มอัครสาวกในกรุงเยรูซาเล็ม บรรดาอัครสาวกได้ตั้งฉายาให้ท่านใหม่ว่า บาร์นาบัส” ซึ่งแปลว่า บุตรแห่งการปลอบโยน/บุครแห่งกำลังใจ” (Son of Encouragement) ซึ่งฉายานี้สะท้อนตัวตนและจิตตารมณ์ทั้งชีวิตของท่านได้อย่างดีเยี่ยม

บาร์นาบัสไม่ได้เป็นหนึ่งในอัครสาวก 12 คนแรกที่เดินตามพระเยซูเจ้าในช่วงที่พระองค์ทรงชีวิตอยู่บนโลก (มักถูกเรียกว่าเป็นอัครสาวกในวงนอก หรืออัครสาวกยุคแรก) แต่บทบาทของท่านกลับเป็น “สะพานเชื่อม” และ “ผู้สร้างคน” ที่พระศาสนจักรจะขาดไม่ได้เลย โดยมีเหตุการณ์เด่น ๆ 3 เหตุการณ์ในชีวิตของท่าน ดังนี้…

หลังจากที่เซาโลได้กลับใจจากการเป็นผู้ข่มเหงคริสตชนมาเป็นผู้มีความเชื่อบรรดาคริสตชนในเยรูซาเล็มต่างหวาดกลัวและไม่มีใครกล้าไว้ใจเซาโลเลย ทุกคนคิดว่าเป็นแผนลวง

แต่มีเพียง บาร์นาบัส คนเดียวเท่านั้นที่เดินเข้าไปหาเซาโล พาเขาไปพบกับบรรดาอัครสาวก และเป็นผู้ค้ำประกันว่าเซาโลได้พบพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพจริง ๆ และได้ประกาศพระนามของพระองค์อย่างกล้าหาญที่ดามัสกัส หากไม่มีความใจกว้างและการเปิดใจของบาร์นาบัสในวันนั้น พระศาสนจักรอาจจะสูญเสียอัครสาวกผู้ยิ่งใหญ่อย่างนักบุญเปาโลไปเลยก็ได้

ในหนังสือหนังสือกิจการอัครสาวกบันทึกไว้ว่า บาร์นาบัสเป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิตร่วมกันของคริสตชนยุคแรก ท่านมีที่ดินอยู่ผืนหนึ่งและได้ตัดสินใจขายที่ดินนั้น นำเงินทั้งหมดมาวางไว้ที่เท้าของอัครสาวกเพื่อใช้เป็นกองกลางในการดูแลคนยากจนและผู้ขัดสนในชุมชน ซึ่งแสดงถึงความไว้วางใจในพระพรของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง

มีเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เป็นมนุษย์มาก ๆ เรื่องหนึ่งคือ บาร์นาบัสและเปาโลเคยทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนต้องแยกทางกันเดิน ในการเดินทางงานธรรมทูตรอบที่สอง บาร์นาบัสต้องการพา จอห์น มาร์ก (ผู้เขียนพระวรสารมาระโก ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่าน) ไปด้วย แต่เปาโลปฏิเสธหัวชนฝา เพราะในการเดินทางครั้งแรกจอห์น มาร์ก เคยละทิ้งหน้าที่และหนีกลับบ้านกลางคัน

  • เปาโล มองที่ “งาน”: งานประกาศพระวรสารต้องการคนที่พร้อมและเด็ดขาด
  • บาร์นาบัส มองที่ “คน”: ท่านต้องการให้โอกาสที่สองแก่คนผิดพลาด

ผลคือบาร์นาบัสแยกไปไซปรัสกับจอห์น มาร์ก ส่วนเปาโลไปกับสิลาส แต่ในบั้นปลายชีวิต นักบุญเปาโลได้เขียนจดหมายยอมรับว่า จอห์น มาร์ก เป็นกำลังสำคัญและมีประโยชน์ต่อท่านมาก แสดงให้เห็นว่าแนวคิดแบบ “ให้โอกาสคน” ของบาร์นาบัสนั้นถูกต้องและสัมฤทธิ์ผลในระยะยาว

จิตตารมณ์ของนักบุญบาร์นาบัสมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อพระศาสนจักรและสังคมในยุคนี้ ซึ่งเราสามารถเรียนรู้และนำมาใช้ได้หลายประเด็น

ปัจจุบันผู้คนเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต ความโดดเดี่ยว และความสิ้นหวังจากสภาพเศรษฐกิจและสังคม คนในหมู่คณะ พระศาสนจักรและคริสตชนในปัจจุบันต้องลดบทบาทของการเป็น “ผู้พิพากษา” หรือผู้ชี้ผิดชี้ถูกลง แล้วเพิ่มบทบาทการเป็น “บาร์นาบัส” คือเป็นผู้รับฟัง ผู้อยู่เคียงข้าง และผู้ให้อย่างใจกว้าง ทั้งในแง่ของวัตถุและกำลังใจ

ในยุคของการแบนหรือคว่ำบาตรทางสังคมเมื่อใครคนหนึ่งทำผิดพลาด เรื่องราวของบาร์นาบัสกับจอห์น มาร์ก เป็นบทเรียนที่ดีมาก พระศาสนจักรต้องเปิดพื้นที่ให้กับผู้ที่เคยหลงผิด ผู้ที่เคยหันหลังให้ความเชื่อ หรือผู้ที่ล้มเหลวในชีวิต ได้มีโอกาสกลับตัวและเริ่มต้นใหม่ แทนที่จะตราหน้าและผลักไสพวกเขาออกไป

บาร์นาบัสเป็นแบบอย่างของผู้นำที่ไม่มีอัตตา (Ego) ท่านเป็นคนไปตามหาเซาโลที่เมืองทาร์ซัสเพื่อดึงมาร่วมงาน และในเวลาต่อมา เมื่อเปาโลเริ่มโดดเด่นและมีบทบาทนำหน้าท่าน บาร์นาบัสก็ยินดีถอยมาเป็นกองหนุนและผู้สนับสนุนอย่างเต็มใจ

สำหรับพระศาสนจักรในปัจจุบัน ผู้นำศาสนจักรหรือผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในชุมชนแห่งความเชื่อจำเป็นต้องเลียนแบบบาร์นาบัสในการ “สร้างและส่งต่อ” หน้าที่ให้กับคนรุ่นใหม่ ไว้วางใจให้พวกเขานำหน้า และคอยเป็นที่ปรึกษาอยู่เบื้องหลัง แทนที่จะยึดติดกับอำนาจหรือตำแหน่ง

ในโลกและพระศาสนจักรที่มีความแตกแยกทางความคิด (เช่น ฝ่ายอนุรักษนิยม กับ ฝ่ายเสรีนิยม) บาร์นาบัสสอนเราให้เป็น “ผู้สร้างสะพาน” ท่านเป็นชาวยิวแต่เข้าใจคนต่างชาติ ท่านสนิทกับอัครสาวกในเยรูซาเล็มแต่ก็ปกป้องเซาโล การทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่รับฟังทุกฝ่ายด้วยความรักและหาจุดร่วมเพื่อเอกภาพของส่วนรวม คือสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในปัจจุบัน

นักบุญบาร์นาบัสจึงไม่ใช่แค่บุคคลในประวัติศาสตร์ แต่ท่านคือ “ต้นแบบของท่าทีคริสตชน” ที่โลกปัจจุบันกำลังโหยหา นั่นคือความใจกว้าง การมองเห็นคุณค่าในตัวคนอื่น และการดำเนินชีวิตที่เป็นพระพรแห่งการปลอบโยน บรรเทาใจ ผู้ที่พึ่งพาได้ให้แก่ทุกคนที่พบเจอ

แม้ว่าในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ (หนังสือกิจการอัครสาวก) จะไม่ได้บันทึกถึงวาระสุดท้ายและการมรณภาพของนักบุญบาร์นาบัสไว้อย่างชัดเจน แต่ตาม ธรรมประเพณีของพระศาสนจักรยุคแรก (Church Tradition) ทั้งทางฝั่งคาทอลิกและออร์โธด็อกซ์ ได้บันทึกเรื่องราวการพลีชีพเป็นมรณสักขี (Martyrdom) ของท่านไว้ดังนี้

หลังจากที่นักบุญบาร์นาบัสได้แยกทางกับเปาโล ท่านได้พามาร์โก (จอห์น มาร์ก) ลูกพี่ลูกน้องของท่าน กลับไปยัง เกาะไซปรัส ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน เพื่อตั้งรากฐานพระศาสนจักรและประกาศพระวรสารอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้กลับใจเป็นจำนวนมาก

แต่ความสำเร็จนี้สร้างความไม่พอใจและความอิจฉาให้กับชาวชาวยิวบางกลุ่มที่ต่อต้านพระเยซูคริสต์ เหตุการณ์มรณภาพของท่านเกิดขึ้นที่ เมืองซาลามิส (Salamis) บนเกาะไซปรัส ราวปี ค.ศ. 61 หรือ 62 โดยมีรายละเอียดตามธรรมประเพณีที่เล่าไว้ดังนี้

  • การถูกรุมประชาทัณฑ์: ขณะที่บาร์นาบัสกำลังเทศน์ ประกาศข่าวดี และโต้แย้งหลักข้อความเชื่ออยู่ในศาลาธรรม (Synagogue) ของเมืองซาลามิส กลุ่มผู้ต่อต้านที่โกรธแค้นได้กรูเข้ามาจับกุมตัวท่าน
  • การเอาหินขว้างจนมรณภาพ (Stoned to Death): พวกเขาลากตัวท่านออกมานอกศาลาธรรม และรุมปาหินใส่ท่านจนถึงแก่ชีวิต (บางตำนานหรือคัมภีร์นอกสารบบอย่าง Acts of Barnabas ระบุเพิ่มเติมว่า พวกเขาใช้เชือกผูกคอท่าน ลากไป และพยายามจะเผาร่างของท่านด้วย)
  • การฝังศพอย่างลับ ๆ: หลังจากท่านมรณภาพ มาร์โกได้แอบมานำร่างของบาร์นาบัสไปฝังไว้ในถ้ำอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับนำ พระวรสารนักบุญแมทธิว ที่คัดลายมือด้วยตัวของบาร์นาบัสเอง วางไว้บนหน้าอกของท่านด้วย

(ร่างของท่านถูกค้นพบอีกครั้งในปี ค.ศ. 488 ในสภาพที่ไม่เน่าเปื่อย พร้อมพระวรสารบนหน้าอก ตามนิมิตของบิชอปแห่งไซปรัส)

ตามบันทึกธรรมประเพณีของพระศาสนจักรตะวันออก (Orthodox Church) ระบุว่า นักบุญบาร์นาบัสสิ้นใจเมื่อมีอายุได้ประมาณ 76 ปี

ถือได้ว่าท่านได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ตั้งแต่วัยหนุ่มที่ยอมสละทรัพย์สินที่ดินทั้งหมดเพื่อพระศาสนจักร วัยผู้ใหญ่ที่เป็นลมใต้ปีกคอยผลักดันเปาโลและมาร์โก จนถึงวัยชราที่ยอมหลั่งเลือดพลีชีพเพื่อยืนยันความเชื่อในพระเจ้า ณ เกาะบ้านเกิดของตนเอง สมกับฉายา บุตรแห่งการปลอบโยน/ผู้บรรเทาใจ” จนหยดสุดท้ายของชีวิต

วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

เมือง อันทิโอ๊ก (Antioch ในแคว้นซีเรียโบราณ) ถือเป็นเมืองที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรยุคแรก รองจากเยรูซาเล็ม เพราะที่นี่คือ “ศูนย์กลางการประกาศข่าวดีสู่คนต่างชาติ” และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวพลิกโลกที่ทำให้นักบุญบาร์นาบัสและนักบุญเปาโลได้จับคู่ร่วมงานกันอย่างเป็นทางการ

หลังจากที่ นักบุญสเตเฟน (St. Stephen) ถูกหินขว้างจนถึงแก่ความตาย คริสตชนในเยรูซาเล็มก็ถูกข่มเหงอย่างหนักจนต้องกระจัดกระจายหนีไปตามเมืองต่าง ๆ มีกลุ่มหนึ่งหนีขึ้นเหนือไปจนถึงเมืองอันทิโอ๊ก ซึ่งในยุคนั้นอันทิโอ๊กเป็นเมืองหลวงของมณฑลซีเรียแห่งจักรวรรดิโรมัน เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากกรุงโรมและเมืองอเล็กซานเดรีย เป็นศูนย์กลางการค้า เต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และการนับถือเทพเจ้า

คริสตชนที่หนีไปที่นั่นเริ่มทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คือ การประกาศข่าวดีให้แก่คนต่างชาติ (คนกรีก)” ไม่ใช่แค่ชาวยิวด้วยกัน ปรากฏว่าคนต่างชาติพากันกลับใจมาเชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นจำนวนมาก จนเรื่องนี้ดังไปถึงหูพระศาสนจักรแม่ที่กรุงเยรูซาเล็ม

ทางเยรูซาเล็มตื่นตระหนกและกังวลใจมากว่า “คนต่างชาติจะเข้ามาเป็นคริสตชนได้อย่างไรโดยไม่ต้องเข้าสุหนัตหรือรักษาธรรมบัญญัติของโมเสส?” พวกเขาจึงส่ง บาร์นาบัส เดินทางขึ้นเหนือไปตรวจสอบสถานการณ์ที่เมืองอันทิโอ๊ก

แต่เมื่อบาร์นาบัสไปถึง แทนที่ท่านจะจับผิด ท่านกลับมองเห็น พระหรรษทานของพระเจ้า” ที่ทำงานในใจของคนต่างชาติเหล่านั้น บาร์นาบัสมีความชื่นชมยินดีมาก ท่านจึงเริ่มเทศน์สอนและให้กำลังใจทุกคนที่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าด้วยความตั้งใจจริง จนมีคนกลับใจเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

เมื่อผู้มีความเชื่อเริ่มพุ่งสูงขึ้นจนเกินกำลังที่บาร์นาบัสจะดูแลคนเดียวไหว ท่านไม่ได้คิดถึงการรักษาอำนาจไว้ที่ตัวเอง แต่ท่านนึกถึง เซาโล (นักบุญเปาโล) ซึ่งตอนนั้นเก็บตัวเงียบ ๆ อยู่ที่เมืองทาร์ซัสบ้านเกิดมานานหลายปี (หลังจากถูกต่อต้านที่เยรูซาเล็ม) บาร์นาบัสรู้ว่าเปาโลคือคนที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมและพระเจ้าทรงเลือกไว้เพื่อคนต่างชาติ

บาร์นาบัสจึงเดินทางไปเมืองทาร์ซัสด้วยตัวเอง เพื่อตามหาเปาโลและชวนเขามาทำงานใหญ่ด้วยกันที่อันทิโอ๊ก

ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่ที่อันทิโอ๊กด้วยกันเต็ม ๆ เป็นเวลา 1 ปี ทำงานเป็นทีมร่วมกันอย่างแข็งขัน เทศน์สอน และหล่อหลอมชุมชนแห่งนี้จนกลายเป็นพระศาสนจักรที่เข้มแข็งมาก

ในหนังสือกิจการอัครสาวก (Acts 11:26) บันทึกไว้ชัดเจนว่า:

ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้ติดตามพระเยซูเจ้าจะเรียกตัวเองว่า ผู้มีความเชื่อ” พวกศิษย์” หรือ ผู้ดำเนินตามแนวทาง” (The Way) ส่วนชาวยิวในเยรูซาเล็มจะเรียกพวกเขาแบบเหยียด ๆ ว่า พวกนาซาเร็ธ”

แต่ที่อันทิโอ๊ก เนื่องจากชุมชนนี้ประกอบด้วยคนต่างชาติ (คนกรีก/โรมัน) เป็นส่วนใหญ่ พวกเขาไม่ได้มีภูมิหลังเป็นยิว และพวกเขาก็เอาแต่พูดถึง การเรียนรู้ และการดำเนินชีวิตตามคำสอนของ พระคริสต์” (Christos / Christianos ในภาษากรีก) ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตประจำวัน จนชาวเมืองอันทิโอ๊กคนอื่น ๆ สังเกตเห็นความต่าง และพากันตั้งชื่อเรียกกลุ่มคนพวกนี้ตามพฤติกรรมว่า

“Christianoi” (คริสตีอานอย) ซึ่งแปลตรงตัวว่า พวกของพระคริสต์” หรือ พรรคพวกของพระคริสต์” (คล้ายกับการเติมท้ายชื่อเพื่อบอกว่าเป็นทหารหรือทาสในสังกัดของเจ้านายคนไหน)

คำว่า “คริสตชน” จึงไม่ได้เริ่มจากการที่คริสตชนตั้งชื่อให้ตัวเอง แต่เกิดจากการที่ สังคมภายนอกมองเข้ามา แล้วเห็นว่าชีวิตของคนกลุ่มนี้ขับเคลื่อนด้วยพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริง จนกลายเป็นป้ายชื่อที่ติดตัวพวกเรามาจนถึงทุกวันนี้

  1. สายตาแบบบาร์นาบัส: เมื่อเจอสิ่งใหม่ ๆ หรือคนกลุ่มใหม่ ๆ ในพระศาสนจักร บาร์นาบัสสอนให้เรามองหา “พระหรรษทานของพระเจ้า” ก่อนจะจับผิดหรือเอาตรรกะเดิม ๆ ไปตัดสิน
  2. การทำงานเป็นทีม: บาร์นาบัสรู้จุดเด่นของตัวเอง (การปลอบโยน/อภิบาล) และรู้จุดเด่นของเปาโล (การสอน/เทววิทยา) ท่านดึงเปาโลมาร่วมงานเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด พระศาสนจักรปัจจุบันจะเติบโตได้ก็ด้วยการทำงานร่วมกันแบบทลายความเป็นอัตตาเช่นนี้

ถ้าพูดถึงเรื่องเล่าแบบน่ารัก เกี่ยวกับนักบุญบาร์นาบัส (ซึ่งวันฉลองของท่านตรงกับวันที่ 11 มิถุนายน) ต้องย้อนกลับไปในคัมภีร์ไบเบิลตอนที่ท่านเดินทางไปประกาศพระวรสารกับเปาโลที่เมืองลิสตรา (Lystra) ซึ่งปรากฏในหนังสือกิจการอัครสาวก บทที่ 14

เรื่องมีอยู่ว่า เปาโลและบาร์นาบัสได้เดินทางไปเทศน์ที่เมืองลิสตรา แล้วเปาโลได้ทำอัศจรรย์รักษาชายง่อยคนหนึ่งให้กลับมาเดินได้ ชาวเมืองที่เป็นคนต่างชาติและนับถือเทพเจ้ากรีกโบราณเห็นดังนั้นก็ตาโต ตื่นเต้นกันบ้านแตก ตะโกนลั่นเมืองว่า “เทพเจ้าจำแลงกายเป็นมนุษย์ลงมาหาพวกเราแล้ว!”

เปาโล ถูกเรียกว่า “เฮอร์เมส” (Hermes): เพราะเปาโลเป็นคนพูดเก่ง เทศน์ไฟลุก (เทพเฮอร์เมสคือเทพแห่งการสื่อสารและความเร็ว)

นักบุญบาร์นาบัส ถูกเรียกว่า “ซุส” (Zeus): ซึ่งเป็นราชาแห่งทวยเทพ! เหตุผลเพราะบาร์นาบัสท่านน่าจะมีบุคลิกที่ดูสุขุม ลุ่มลึก ตัวใหญ่ ดูภูมิฐานน่าเกรงขาม และที่สำคัญคือ “ท่านยืนนิ่ง ๆ ปล่อยให้เปาโลพูดไปคนเดียว” ชาวเมืองเลยคิดว่า คนนี้แหละบอสใหญ่ชัวร์! ตัวพ่อที่แท้จริงนั่งนิ่ง ๆ ส่วนคนพูดคือลูกน้อง

เรื่องราวเกือบจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะปุโรหิตประจำวิหารเทพซุสถึงขั้นไปลากวัวตัวผู้และเอาพวงมาลัยมา เตรียมจะทำพิธี “เซ่นไหว้นักบุญบาร์นาบัสกับเปาโล” ในฐานะเทพเจ้าลงมาโปรด!

พอบาร์นาบัสกับเปาโลรู้ตัวว่าชาวเมืองกำลังจะกราบไหว้พวกตน ทั้งสองคนถึงกับ “ฉีกเสื้อผ้าตัวเอง” ด้วยความตกใจ วิ่งแจ้นเข้าไปกลางฝูงชนแล้วร้องตะโกนว่า “หยุดก่อนพวกท่าน! พวกเราก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีเนื้อหนังมังสาเหมือนพวกท่านนั่นแหละ! ที่มานี่จะมาบอกให้เลิกไหว้สิ่งไร้สาระแล้วหันมาหาพระเจ้าเที่ยงแท้ต่างหาก!” กว่าจะห้ามทัพไม่ให้ชาวเมืองเอากระเทียมหรือเนื้อวัวมาเซ่นไหว้ได้ เล่นเอาทั้งสองท่านหอบจับไปตาม ๆ กัน

แม้จะเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ แต่ก็ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งและนำมาปรับใช้ในชีวิตคริสตชนและคนทำงานยุคปัจจุบันได้อย่างดี

บาร์นาบัสสอนเราว่า บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดเก่งที่สุด หรือแย่งสปอตไลต์มาอยู่ที่ตัวเอง การเป็นผู้ฟังที่ดี มีความสุขุม และพร้อมสนับสนุนคนอื่น (เหมือนที่ท่านปล่อยให้เปาโลฉายแสง) ก็ทำให้คนรอบข้างสัมผัสได้ถึงพลังงานที่อบอุ่นและน่าเคารพยกย่องได้เช่นกัน

ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนโหยหา “ยอดไลก์” ความดัง และการยอมรับ หลายครั้งเมื่อเราทำอะไรสำเร็จ เรามักจะเผลอตัวรับคำชมจนตัวลอยเหมือนเป็น “เทพเจ้า” ซะเอง

วิธีปฏิบัติ: เมื่อมีคนชมเชยในความดีหรือความสำเร็จของเรา ให้เราเลียนแบบบาร์นาบัส คือรีบ “ฉีกเสื้อผ้าแห่งอัตตา/ตัวตน” ออกทันที น้อมรับด้วยความสุภาพถ่อมตน แล้วส่งต่อความดีความชอบนั้นให้ทีมงาน หรือขอบคุณพระเจ้าที่ประทานโอกาสให้เราทำได้สำเร็จ อย่าหลงกลยึดความดีงามนั้นไว้เป็นของตนเอง

เนื่องจากบาร์นาบัสคือ “บุตรแห่งการปลอบโยน/ผู้บรรเทาใจ” ขนบธรรมเนียมที่น่ารักที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้ในวันฉลองของท่าน (หรือวันไหน ๆ) คือการตั้งใจเดินไปหาเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว แล้วทำหน้าที่เป็นบาร์นาบัส นำคำชมเชยที่จริงใจ หรือกาแฟสักแก้วไปมอบให้เพื่อให้กำลังใจเขาในวันที่เหนื่อยล้า

ถือเป็น “จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์” ของพระศาสนจักรยุคแรก จากพระศาสนจักรท้องถิ่นในเยรูซาเล็มก้าวสู่พระศาสนจักรสากลที่มีการประกาศพระวรสารไปทั่วโลก โดยมีนักบุญบาร์นาบัสและเปาโลเป็นแกนนำสำคัญ

สาระสำคัญจากพระคัมภีร์

บริบท: มีคนต่างชาติ (คนกรีก) จำนวนมากกลับใจมาเชื่อในพระเจ้าที่เมืองอันทิโอ๊ก ทางเยรูซาเล็มจึงส่ง บาร์นาบัส ไปตรวจสอบ

หัวใจของข้อความ: บาร์นาบัสเมื่อไปถึงเห็น “พระหรรษทานของพระเจ้า” ท่านก็ชื่นชมยินดีและหนุนใจให้ทุกคนซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า จากนั้นบาร์นาบัสเดินทางไปตามหา เซาโล (เปาโล) ที่เมืองทาร์ซัส แล้วพากลับมาทำงานร่วมกันที่อันทิโอ๊กเป็นเวลา 1 ปี และที่นี่เองที่ศิษย์พระคริสต์ได้ชื่อว่า “คริสตชน” เป็นครั้งแรก

บริบท: ในพระศาสนจักรอันทิโอ๊กมีบรรดาผู้เผยพระวจนะและครูอาจารย์ที่มาจากหลากหลายภูมิหลังและชาติพันธุ์ (เช่น บาร์นาบัส, สิเมโอนที่เรียกว่านิเกอร์, ลูสิอัส, มานาเอนซึ่งเติบโตมาพร้อมกับกษัตริย์เฮโรด, และเซาโล)

หัวใจของข้อความ: ขณะที่พวกเขากำลังนมัสการพระเจ้าและถือศีลอดอาหารอยู่ พระจิตเจ้าทรงตรัสว่า “จงแยกบาร์นาบัสและเซาโลไว้สำหรับงานที่เราเรียกให้เขาทำนั้น” ชุมชนจึงถือศีลอดอาหาร อธิษฐานเผื่อ วางมือบนท่านทั้งสอง แล้วส่งท่านออกไปประกาศข่าวดี

ข้อความทั้งสองตอนนี้ให้พิมพ์เขียว (Blueprint) ที่ล้ำค่ามากสำหรับพระศาสนจักรในศตวรรษที่ 21 ดังนี้

สถานการณ์ปัจจุบัน: โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์ สถานะทางสังคม และความแตกต่างทางความคิด

พระศาสนจักรที่อันทิโอ๊กแสดงให้เห็นถึงชุมชนที่เป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลางความหลากหลาย (Acts 13:1) มีทั้งคนผิวสี (นิเกอร์) คนแอฟริกา (ลูสิอัส) ชนชั้นสูงที่โตในวัง (มานาเอน) และนักศาสนศาสตร์ยิว (เซาโล)

พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องไม่เป็นสโมสรเฉพาะของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและต้อนรับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือมีภูมิหลังที่บอบช้ำมาจากไหนก็ตาม

สถานการณ์ปัจจุบัน: หลายองค์กรรวมถึงในพระศาสนจักร ประสบปัญหาการขาดแคลนผู้นำรุ่นใหม่ หรือผู้นำรุ่นเก่าไม่ยอมปล่อยมือ

บาร์นาบัสเห็นว่างานที่อันทิโอ๊กใหญ่เกินไป และท่านนึกถึง “เปาโล” ชายผู้มีพรสวรรค์ที่กำลังเก็บตัวเงียบ ๆ อยู่ ท่านไม่ได้มองเปาโลเป็นคู่แข่ง แต่เดินไปตามหาเพื่อดึงมาร่วมงาน

ผู้นำพระศาสนจักรและผู้ใหญ่ในปัจจุบันต้องทำหน้าที่เป็นบาร์นาบัส คือคอยมองหา มองเห็น และ “ไปตามหา” คนรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์แต่ยังไม่มีโอกาส ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ในการรับใช้และแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

สถานการณ์ปัจจุบัน: พระศาสนจักรคาทอลิกทั่วโลกกำลังเน้นเรื่อง “กระบวนการซีนอด” (Synodality) คือการร่วมเดินไปด้วยกันและฟังเสียงพระจิตเจ้า

ใน Acts 13:2-3 พระศาสนจักรไม่ได้ตัดสินใจส่งธรรมทูตตามอำเภอใจ หรือตามแผนการของมนุษย์ แต่เกิดขึ้นขณะที่พวกเขา “นมัสการ อธิษฐาน ภาวนา และถือศีลอดอาหารร่วมกัน” จนได้ยินเสียงของพระจิตเจ้า

การงานและโครงการต่าง ๆ ของพระศาสนจักรในปัจจุบัน ต้องไม่เริ่มจากความต้องการส่วนตัวของผู้นำ แต่ต้องเริ่มจากการภาวนาและการแยกแยะร่วมกันของชุมชนแห่งความเชื่อ เพื่อดูว่าพระจิตเจ้ากำลังทรงนำเราไปทิศทางใดในโลกยุคใหม่นี้

สถานการณ์ปัจจุบัน: หลายคนระบุตัวตนว่าเป็น “คริสตชน” แค่ในบัตรประชาชน หรือเฉพาะวันอาทิตย์ที่วัด แต่ชีวิตวันจันทร์ถึงเสาร์ไม่ต่างจากชาวโลกธรรมดา ที่จริงเราต้องเป็นคริสตชน 24 ชั่วโมง

ชาวเมืองอันทิโอ๊กตั้งชื่อพวกเขาว่า “คริสตชน” (พวกของพระคริสต์) เพราะวิถีชีวิต ความรัก และการปฏิบัติต่อกันของพวกเขาสะท้อนพระเยซูคริสต์ออกมาจริง ๆ

คริสตชนในปัจจุบันต้องทบทวนตัวเองว่า พฤติกรรมการซื่อสัตย์ในการทำงาน ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และการให้อภัยของเราในสังคม ทำให้คนภายนอกมองมาแล้วพูดว่า “คนนี้คือศิษย์ของพระเยซูคริสต์จริง ๆ” หรือไม่

สรุปสั้น ๆ: Acts 11 และ 13 ท้าทายให้พระศาสนจักรในปัจจุบัน เลิกโฟกัสแค่การรักษาความปลอดภัยอยู่ภายในวัด (Maintenance) แต่ให้ก้าวออกไปเป็น พระศาสนจักรที่ออกไปประกาศข่าวดี (Mission) ด้วยการใจกว้างแบบบาร์นาบัส แสวงหาพระจิตเจ้าร่วมกัน และดำเนินชีวิตให้สมกับคำว่า “คริสตชน” อาแมน


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ