GENERAL AUDIENCE/การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป เมื่อวันพุธที่ 6 สิงหาคม 2025


เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก

            ในปีศักดิ์สิทธิ์นี้ ขอให้พวกเราเดินทางต่อไปเพื่อที่จะได้ค้นพบพระพักตร์ของพระเยซูเจ้า เพราะความหวังของเราย่อมก่อร่างขึ้นและดำรงอยู่อย่างมั่นคงได้ในพระองค์ และในวันนี้ พวกเราจะเริ่มการรำพึงไตร่ตรองเกี่ยวกับธรรมล้ำลึกแห่งพระมหาทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูเจ้า และเพื่อเป็นการเริ่มต้น ก็ขอให้พวกเรารำพึงเกี่ยวกับคำว่า “การตระเตรียม” ซึ่งดูเหมือนเป็นคำหนึ่งที่เรียบง่าย แต่ที่จริงแล้วแฝงไว้ซึ่งความลับอันล้ำค่าของชีวิตคริสตชน

            พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโกได้เล่าไว้ว่า “วันแรกของเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ เมื่อเขาฆ่าลูกแกะปัสกา บรรดาศิษย์ทูลถามพระเยซูเจ้าว่า ‘พระองค์มีพระประสงค์ให้เราจัดเตรียมการเลี้ยงปัสกาที่ไหน’” (มก 14:12) คำถามเช่นนี้มีความหมายในเชิงปฏิบัติ แต่ก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยนัยยะแห่งการรอคอย บรรดาศิษย์ต่างรับรู้ว่าบางสิ่งที่สำคัญกำลังจะเกิดขึ้น แต่พวกเขายังไม่รู้รายละเอียด ขณะที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสตอบอย่างแทบจะเป็นปริศนาว่า “จงเข้าไปในกรุง แล้วจะพบชายคนหนึ่งกำลังเดินแบกหม้อน้ำอยู่ จงตามเขาไป” (มก 14:13) ทำให้รายละเอียดในเรื่องนี้ปรากฏขึ้นเป็นเครื่องหมาย [คือ] มีชายคนหนึ่งที่แบกหม้อน้ำ ซึ่งสมัยนั้นถือกันว่าเป็นงานของผู้หญิง มีห้องชั้นบนที่ตระเตรียมไว้แล้ว และมีเจ้าบ้านที่เป็นคนแปลกหน้า ราวกับว่าทุกอย่างถูกจัดเตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว ซึ่งที่จริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะว่าในเรื่องนี้ พระวรสารได้แสดงให้เห็นว่าความรักไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นการเลือกอย่างตั้งใจ ความรักย่อมไม่เป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองแบบธรรมดา หากแต่เป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อมก่อนจะตัดสินใจ พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงรับพระมหาทรมานเพราะว่าชะตาชีวิตลิขิตไว้ หากแต่เป็นเพราะว่าพระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อการดำเนินตามหนทางที่พระองค์ทรงเลือกและยอมรับแล้วอย่างเต็มใจและตั้งใจ สิ่งนี้ย่อมมอบความบรรเทาใจให้แก่เรา เพราะทำให้เรารู้ว่าของประทานนี้ ซึ่งก็คือชีวิตของพระเยซูเจ้า เป็นสิ่งที่มาจากการคิดไตร่ตรองอย่างตั้งใจ ไม่ได้มาจากแรงผลักดันชั่ววูบ

            “ห้องชั้นบนที่จัดเตรียมไว้แล้ว” บอกกับเราว่าพระเจ้าย่อมทรงนำหน้าพวกเราอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่รู้ตัวว่าเราอยากเป็นที่ต้อนรับ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงจัดเตรียมพื้นที่อันหนึ่งไว้แล้ว เพื่อที่ว่าในที่นั้น เราจะสามารถรู้จักตัวเอง และรู้สึกได้ว่าเราเป็นมิตรของพระองค์ สถานที่นี้โดยพื้นฐานแล้วก็คือหัวใจของพวกเราเอง ซึ่งเป็น “ห้อง” ที่อาจดูเหมือนว่างเปล่า แต่ที่จริงแล้วกำลังรอให้เราทำความรู้จัก เติมเต็ม และทะนุถนอมอยู่ ปัสกาที่บรรดาศิษย์จะต้องเตรียมนั้นแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่มีอยู่ในพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า พระองค์ได้ทรงคิดแล้วทุกอย่าง เตรียมแล้วทุกอย่าง และตัดสินใจแล้วทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม พระองค์ยังได้ทรงขอให้ผู้ที่เป็นมิตรของพระองค์ทำหน้าที่ของเขาด้วย สิ่งนี้สอนเราเรื่องหนึ่งที่สำคัญยิ่งยวดสำหรับชีวิตฝ่ายจิต คือเรื่องที่ว่า พระหรรษทานไม่ได้ลบล้างเสรีภาพของเรา หากแต่ปลุกเสรีภาพของเราให้ตื่นขึ้น ของประทานของพระเจ้าไม่ได้ลบล้างหน้าที่รับผิดชอบของเรา หากแต่ทำให้หน้าที่รับผิดชอบนั้นเกิดผลอันอุดม

            ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ยังมีงานเลี้ยงอาหารค่ำที่เราต้องตระเตรียม ซึ่งไม่ใช่เรื่องในทางพิธีกรรมเท่านั้น หากแต่เราจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะกระทำบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนือตัวเราเอง การบูชาขอบพระคุณไม่ได้มีเพียงการฉลองที่พระแท่น หากแต่เป็นสิ่งที่จะต้องเฉลิมฉลองในชีวิตประจำวันของเราด้วย เพราะในชีวิตประจำวัน เราจะสามารถสัมผัสได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเครื่องบูชาและการขอบพระคุณ การเตรียมตัวเพื่อถวายบูชาขอบพระคุณนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นอีก หากแต่หมายความว่าเราจะต้องเว้นที่ว่าง เราจะต้องขจัดสิ่งที่กีดขวางอยู่เกะกะ เราจะต้องลดความคาดหวังของเราเอง เราจะต้องไม่คาดหวังในสิ่งที่ไม่อาจเป็นจริงได้ บ่อยครั้งที่เรามักแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือการเตรียมพร้อม อะไรคือภาพลวง [ซึ่งที่จริงแล้ว] ภาพลวงย่อมทำให้เราหลงทาง แต่การเตรียมพร้อมย่อมนำทางเรา ภาพลวงย่อมปรารถนาแต่ผลสำเร็จบางอย่าง แต่การเตรียมพร้อมย่อมทำให้การพบปะเกิดขึ้นได้ พระวรสารย้ำเตือนพวกเราว่าความรักที่แท้จริงเป็นสิ่งที่มอบให้โดยไม่รอการตอบแทน เป็นของขวัญที่มอบให้ก่อน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้นั้นเคยได้รับอะไรแล้วบ้าง แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้อยากจะให้อะไร นี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำเมื่อพระองค์ทรงเจริญชีวิตด้วยกันกับบรรดาศิษย์ เพราะพระองค์ได้ทรงเตรียมงานเลี้ยงอาหารค่ำแห่งความสนิทสัมพันธ์ไว้เพื่อพวกเขาทุกคน แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่เข้าใจ แม้ว่าหนึ่งในนั้นกำลังจะหักหลังพระองค์ และอีกคนหนึ่งกำลังจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระองค์ก็ตาม

            พี่น้องชายหญิงที่รัก พวกเราเองก็ถูกเรียกให้ “เตรียมปัสกา” ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะพิธีกรรมเท่านั้น แต่รวมถึงชีวิตของเราด้วย ทุกการกระทำที่เป็นการแสดงออกถึงความเต็มใจ ทุกการกระทำที่เป็นการทำดีโดยไม่หวังผล ทุกการกระทำที่เป็นการให้อภัยโดยไม่รอให้คนอื่นมาขอโทษก่อน และทุกการกระทำที่เป็นความพยายามอย่างอดทน ล้วนเป็นหนทางแห่งการตระเตรียมสถานที่สำหรับเป็นที่ประทับของพระเจ้า ดังนั้นพวกเราจึงถามตัวเองได้ว่า เราจะต้องจัดระเบียบส่วนไหนในชีวิตของเรา เพื่อที่เราจะได้พร้อมต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ในวันนี้เราจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อ “ตระเตรียม” อาจเป็นการเลิกเรียกร้องบางสิ่งบางอย่าง อาจเป็นการเลิกรอให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงตัวเขาเอง อาจเป็นการเริ่มก้าวแรกในการทำบางสิ่งบางอย่าง หรืออาจเป็นการที่เรารับฟังมากขึ้น ทำสิ่งต่าง ๆ น้อยลง และเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นวางใจในสิ่งที่ได้มีการตระเตรียมเอาไว้แล้ว

            หากว่าพวกเราตอบรับคำเชื้อเชิญให้ตระเตรียมสถานที่สำหรับความสนิทสัมพันธ์ ทั้งกับพระเจ้า และในหมู่พวกเราเอง เราก็จะได้ค้นพบว่ารอบตัวเราเต็มไปด้วยเครื่องหมาย การพบปะ และคำพูดต่าง ๆ ที่จะนำทางเราไปสู่ห้องใหญ่ที่จัดเตรียมไว้แล้ว ซึ่งในที่นั้นย่อมมีการเฉลิมฉลองธรรมล้ำลึกอย่างหนึ่งดำรงอยู่ไม่สิ้นสุด คือ ธรรมล้ำลึกแห่งความรักอันพ้นประมาณซึ่งเสริมกำลังเราและนำหน้าเราอยู่เสมอ ขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดบันดาลให้เราทั้งหลายเตรียมพร้อมอย่างสุภาพถ่อมตนเพื่อน้อมรับการประทับอยู่ของพระองค์ เพื่อที่การเตรียมพร้อมอยู่เสมอในแต่ละวันจะทำให้ความเชื่อมั่นด้วยใจอันสงบนั้นเติบโตขึ้นในตัวเรา ทำให้เราสามารถเผชิญหน้าทุกสิ่งทุกอย่างด้วยจิตใจที่เป็นอิสระ เหตุว่าเมื่อใดที่ความรักได้ถูกตระเตรียมไว้แล้ว เมื่อนั้นชีวิตก็ย่อมเจริญเติบโตได้อย่างแท้จริง

            วันนี้ครบรอบ 80 ปีนับตั้งแต่มีการทิ้งระเบิดปรมาณูโจมตีเมืองฮิโรชิมะของญี่ปุ่น และในอีก [3] วัน พวกเราจะรำลึกถึงการทิ้งระเบิดปรมาณูโจมตีเมืองนางาซากิ พ่อจะอธิษฐานภาวนาเพื่อผู้คนทั้งหลายที่ต้องทนทุกข์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และทางสังคม โดยเป็นผลจากการโจมตีครั้งนั้น ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไป แต่เหตุการณ์ที่น่าเศร้าดังกล่าวยังคงย้ำเตือนผู้คนทั่วโลกเกี่ยวกับการทำลายล้างที่เกิดจากสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เกิดจากอาวุธนิวเคลียร์ พ่อหวังว่าในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความขัดแย้งนองเลือดนี้ จะมีการละทิ้งภาพลวงของความมั่นคงที่ตั้งอยู่บนการข่มขู่ว่าจะทำลายล้างซึ่งกันและกัน และหวังว่าผู้คนจะเลือกวิถีทางแห่งความยุติธรรม การพูดคุยเสวนา และการเชื่อมั่นในความเป็นพี่น้องกัน

            พ่อขอต้อนรับผู้แสวงบุญและผู้มาเยือนที่พูดภาษาอังกฤษที่ได้มาหาพ่อในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มาจาก แอฟริกาใต้ เวียดนาม แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ในฤดูร้อนนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งวันหยุดพักผ่อน ขอให้พวกเราอย่าละเลยคำเชื้อเชิญขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่ขอให้พวกเราเตรียมจิตใจด้วยการร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณอย่างตั้งใจ และด้วยการทำกิจเมตตาด้วยใจกว้าง ขอให้พระเจ้าประทานพระพรแก่ลูกทุกคน

            ท้ายสุด พ่อมีความคำนึงถึงบรรดาเยาวชน บรรดาคนป่วย และคนที่เพิ่งแต่งงาน ในวันนี้พวกเราฉลองพระคริสตเจ้าทรงประจักษ์พระองค์อย่างรุ่งโรจน์ ขอให้พระพักตร์ที่ส่องสว่างขององค์พระผู้เป็นเจ้าจงเป็นแรงบันดาลใจที่มอบความหวังและความบรรเทาใจให้แก่ลูก พ่อขออวยพรลูกทุกคน

            พี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเรียนคำสอนต่อเนื่องวันนี้ ในหัวข้อสำหรับปีศักดิ์สิทธิ์ คือเรื่อง “พระเยซูคริสตเจ้า ความหวังของเราทั้งหลาย” เราจะเริ่มรำพึงไตร่ตรองเกี่ยวกับพระมหาทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูเจ้า ด้วยการพิจารณาความสำคัญของการเตรียมพร้อมเพื่อที่จะพบปะกับพระเจ้า ในบทอ่านพระคัมภีร์ที่เพิ่งอ่านไป [(มก 14:12-16)] บรรดาศิษย์ต่างประหลาดใจเมื่อได้พบว่า ห้องชั้นบนได้รับการตระเตรียมไว้แล้วสำหรับให้พวกเขาฉลองปัสกา พวกเราเองต่างก็ได้รับคำเชื้อเชิญให้ค้นพบว่า ในที่นี้ มีภาพที่สื่อถือหัวใจของเราเอง ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเลือกและสงวนไว้เป็นที่สำหรับพบปะกับพระองค์ อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการตอบสนองต่อความริเริ่มขององค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการเตรียมจิตใจของเราเอง ผ่านการกระทำกิจการแห่งความรักความเมตตา การให้อภัย และการเสียสละ ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อที่พระเจ้าจะได้เสด็จมาประทับในตัวเรา การที่พระเจ้าทรงขอให้เราร่วมมือด้วยนั้น เป็นการที่พระองค์ทรงย้ำเตือนพวกเราว่า ความรักที่แท้จริงนั้นไม่ต่างจากพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า กล่าวคือ ไม่ใช่สิ่งบังเอิญ หากแต่เป็นการตัดสินใจที่จะอุทิศตนอย่างตั้งใจและเต็มใจ ดังนั้น ในวันนี้ขอให้พวกเราวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้า ให้พระองค์โปรดสอนเราว่า จะเตรียมพร้อมรับเสด็จพระองค์ได้อย่างไร เพื่อที่เราจะสามารถต้อนรับพระองค์ ตลอดจนผู้คนทั้งหลายรอบตัวเรา ให้เข้ามาอยู่ในจิตใจของเราได้