สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่สิบหก
GENERAL AUDIENCE/การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป
ณ หอประชุมใหญ่เปาโลที่หก นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2008


Saint Augustine of Hippo (5)
นักบุญเอากุสตินแห่งฮิปโป (5)
เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก
ในการพบปะกันครั้งนี้ พ่ออยากจะสรุปการนำเสนอเรื่องราวของนักบุญเอากุสติน หลังจากที่พวกเราได้พิจารณาชีวิต ผลงาน และแง่มุมบางประการในความคิดของท่านกันไปแล้ว ในวันนี้ พ่ออยากจะย้อนไปพูดถึงประสบการณ์ภายในของท่าน ที่ทำให้ท่านเป็นผู้กลับใจที่มีชื่อเสียงที่สุดผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา เมื่อปีที่แล้ว พ่อได้ไปแสวงบุญที่ปาเวียและได้ไปคารวะพระธาตุของนักบุญเอากุสติน ผู้เป็นปิตาจารย์ของพระศาสนจักร และในโอกาสนั้น พ่อก็ได้รำพึงไตร่ตรองเกี่ยวกับประสบการณ์ของท่านนักบุญด้วย พ่อทำเช่นนั้นส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการแสดงความเคารพยกย่องในนามของพระศาสนจักรคาทอลิกทั้งมวล แต่ในอีกส่วนหนึ่ง ก็เพื่อเป็นการแสดงความเคารพนับถือและความขอบคุณของพ่อเป็นการส่วนตัว เพราะพ่อรู้สึกว่าท่านมีบทบาทสำคัญภายในชีวิตของพ่อ ทั้งในฐานะนักเทวศาสตร์ บาทหลวง และผู้อภิบาล
การที่พวกเราสามารถย้อนรอยประสบการณ์ของนักบุญเอากุสตินได้ในทุกวันนี้ เหนือสิ่งอื่นใด เป็นเพราะหนังสือเรื่องคำสารภาพที่ท่านเขียนขึ้นเพื่อสรรเสริญพระเจ้า ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของวรรณกรรมแบบหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตก กล่าวคือ อัตชีวประวัติ หรือการที่บุคคลหนึ่งพูดถึงสิ่งที่เขารับรู้เกี่ยวกับตนเอง หนังสือเล่มนี้ยังคงมีผู้อ่านอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือที่น่าตื่นเต้นและอัศจรรย์ใจเล่มนี้ ก็ย่อมจะรู้สึกได้ทันทีว่า การกลับใจของท่านไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทันที และไม่ได้เป็นสิ่งที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แต่แรก หากแต่เป็นสิ่งที่สามารถระบุนิยามได้ว่าเป็นการเดินทางอย่างแท้จริง ซึ่งพวกเราแต่ละคนก็ยังสามารถยึดถือเป็นแบบอย่างได้ จริงอยู่ว่าการเดินทางอันนี้ได้นำไปสู่การกลับใจและรับศีลล้างบาป แต่เส้นทางของท่านไม่ได้สิ้นสุดลงในคืนตื่นเฝ้าปัสกาที่มิลานเมื่อปี 387 เมื่อนักวาทศาสตร์จากแอฟริกาได้รับศีลล้างบาปจากนักบุญอัมโบรส บิชอปแห่งมิลาน หากแต่ในความเป็นจริง นักบุญเอากุสตินยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างสุภาพถ่อมตนบนเส้นทางแห่งการกลับใจเรื่อยไปจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต จึงทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่า การเดินทางก้าวต่าง ๆ ของท่าน ที่เราสามารถเห็นได้ไม่ยากว่ามีขั้นตอนที่สำคัญอยู่สามอย่างนั้น แท้จริงแล้วล้วนเป็นส่วนหนึ่งภายในการกลับใจอันยิ่งใหญ่อันเดียว
นักบุญเอากุสตินเป็นผู้ที่กระตือรือร้นในการเสาะแสวงหาความจริง ตั้งแต่เริ่มต้น เรื่อยไปจนตลอดชีวิตของท่าน ก้าวแรกบนเส้นทางแห่งการกลับใจของท่านได้สำเร็จลงภายในการที่ท่านค่อย ๆ เข้าใกล้คริสต์ศาสนา ที่จริงแล้ว ท่านได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบคริสตชนจากนักบุญมอนิกา มารดาของท่าน และท่านก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมารดามาโดยตลอด นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าท่านจะได้เร่ร่อนหลงทางไปตอนที่ท่านใช้ชีวิตวัยหนุ่ม แต่ท่านก็รู้สึกเสมอถึงความผูกพันอันลึกซึ้งต่อพระคริสตเจ้า ดังที่ท่านได้กล่าวเน้นไว้ว่า เมื่อท่านได้ดื่มนมมารดา ท่านก็ได้ดื่มเอาความรักต่อพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าเข้าไปด้วย (เทียบ คำสารภาพ III, 4, 8) ไม่เพียงเท่านั้น ปรัชญาแบบพลาโต[ใหม่]ยังได้นำพาท่านไปเข้าใกล้พระคริสตเจ้ามากยิ่งขึ้น เหตุว่าปรัชญานี้ได้เผยให้ท่านเห็นการมีอยู่ของ logos (พระวจนาตถ์) คือปัญญาที่มีความสามารถในการเนรมิตสร้าง หนังสือปรัชญาได้แสดงให้ท่านเห็นถึงการมีอยู่ของปัญญาซึ่งเป็นที่มาของสรรพสิ่ง แต่หนังสือเหล่านี้ไม่อาจบอกท่านได้ว่า จะไปถึง logos ที่ดูเหมือนห่างไกลเหลือเกินนี้ได้อย่างไร ซึ่งท่านจะได้รับการเผยความจริงอย่างเต็มเปี่ยมในเวลาต่อมา เมื่อท่านได้อ่านจดหมายของนักบุญเปาโลภายในความเชื่อของพระศาสนจักรคาทอลิก
นักบุญเอากุสตินได้สรุปประสบการณ์ที่ว่านี้ภายในข้อความที่มีชื่อเสียงที่สุดอันหนึ่งในหนังสือเรื่องคำสารภาพ ท่านได้ย้อนระลึกว่า ขณะที่ท่านรู้สึกทรมานอยู่กับการคิดใคร่ครวญ ท่านก็ได้ปลีกตัวไปยังอุทยานแห่งหนึ่ง และทันใดนั้น ท่านก็ได้ยินเสียงเด็กร้องเป็นทำนองแบบที่ท่านไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า “หยิบสิ, อ่านสิ, หยิบสิ, อ่านสิ” (“tolle, lege, tolle, lege”) (คำสารภาพ, VIII, 12, 29) ทำให้ท่านนึกถึงเรื่องราวการกลับใจของนักบุญอันตน[แห่งอียิปต์] ผู้เป็นบิดาแห่งชีวิตพรต ท่านจึงนำหนังสือจดหมายของนักบุญเปาโลที่ท่านได้เคยอ่านก่อนหน้านั้นไม่นานกลับมาอ่านใหม่อย่างระมัดระวัง เมื่อท่านได้เปิดหนังสือ สายตาของท่านก็ไปพบกับถ้อยคำหนึ่งในจดหมายถึงชาวโรม ในถ้อยคำนี้ นักบุญเปาโลได้เตือนใจ[ให้ชาวโรม]ละทิ้งกิจการของเนื้อหนัง และหันมาสวมพระคริสตเจ้าเป็นอาภรณ์ (เทียบ รม 13:13-14) และท่านก็ได้เข้าใจในตอนนั้นเองว่า คำพูดเหล่านี้พูดกับท่านโดยเฉพาะ เป็นคำพูดที่มาจากพระเจ้าผ่านทางนักบุญเปาโล และชี้ให้ท่านเห็นว่าจะต้องทำอะไรในตอนนั้น เช่นนี้เอง ท่านก็รู้สึกว่าความมืดมนแห่งความสงสัยได้กระจัดกระจายไป และในที่สุด ท่านก็ได้รู้สึกว่าตนเองได้เป็นอิสระ มีเสรีภาพที่จะมอบถวายตนเองทั้งครบแก่พระคริสตเจ้า ท่านกล่าวถึงประสบการณ์นี้ว่า คือการที่ “พระองค์ทรงบันดาลให้ข้าพเจ้ากลับใจไปหาพระองค์” (คำสารภาพ, VIII, 12, 30) นี่คือการกลับใจครั้งแรกและเด็ดขาด[ของนักบุญเอากุสติน]
การที่นักวาทศาสตร์จากแอฟริกาได้มาถึงสิ่งที่เป็นก้าวสำคัญพื้นฐานภายในการเดินทางอันยาวไกลได้นั้น เป็นเพราะว่าท่านมีความใคร่รู้เกี่ยวกับมนุษย์และเกี่ยวกับความจริง ความใคร่รู้นี้ได้นำพาให้ท่านแสวงหาพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่และไม่มีผู้ใดเอื้อมถึง แต่ความเชื่อในพระคริสตเจ้าได้ทำให้ท่านเข้าใจว่า ถึงแม้พระเจ้าจะดูเหมือนทรงอยู่ห่างไกล แต่ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะพระองค์ได้เสด็จมาอยู่ใกล้ชิดพวกเรา ทรงมาเป็น[มนุษย์]ผู้หนึ่งในหมู่พวกเรา ในแง่นี้ ความเชื่อในพระคริสตเจ้าจึงทำให้เส้นทางอันยาวไกลแห่งการแสวงหาความจริงของนักบุญเอากุสตินได้มาถึงจุดหมายอย่างสมบูรณ์ มีเพียงพระเจ้าที่ทรงทำพระองค์เองให้ “สัมผัสได้” ด้วยการมาเป็นคนหนึ่งในหมู่พวกเราเท่านั้น ที่ในที่สุดจะได้เป็นพระเจ้าที่นักบุญเอากุสตินสามารถอธิษฐานภาวนาหาพระองค์ อุทิศชีวิตเพื่อพระองค์ และเจริญชีวิตอยู่กับพระองค์ได้ หนทางเช่นนี้ของนักบุญเอากุสตินเป็นหนทางที่ต้องก้าวเดินไปด้วยความกล้าหาญ แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีความสุภาพถ่อมตน และมีใจที่เปิดกว้างน้อมรับการชำระให้บริสุทธิ์อยู่ตลอด เพราะการชำระให้บริสุทธิ์นี้เป็นสิ่งจำเป็นเสมอสำหรับพวกเราแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม พวกเราได้พูดกันไปแล้วว่าเส้นทางของนักบุญเอากุสตินไม่ได้จบลงที่พิธีตื่นเฝ้าปัสกาเมื่อปี 387 หลังจากนั้นท่านได้กลับไปยังแอฟริกา และได้ก่อตั้งอารามเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ซึ่งท่านและมิตรสหายกลุ่มเล็ก ๆ จะได้ไปพักอาศัยอย่างเงียบ ๆ เพื่ออุทิศตนเพื่อการศึกษาและการรำพึงเพ่งฌานดังที่ท่านได้เคยมีความฝันเอาไว้ ในบัดนี้ท่านถูกเรียกให้เจริญชีวิตทั้งครบเพื่อความจริง และอยู่ด้วยกันกับความจริง ภายในมิตรภาพกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความจริง ความฝันที่สวยงามของท่านเป็นจริงอยู่ได้สามปี และสิ้นสุดลงเมื่อท่านได้รับศีลอนุกรมเป็นบาทหลวงที่เมืองฮิปโปทั้งที่ท่านไม่ได้ต้องการ ในตอนนี้ ท่านจะต้องทำงานรับใช้สัตบุรุษ แน่นอนว่าท่านยังคงเจริญชีวิตอยู่กับพระคริสตเจ้าและเพื่อพระคริสตเจ้า แต่[หน้าที่ของท่าน]คือการรับใช้ทุกคน นี่เป็นเรื่องยากสำหรับท่าน แต่ท่านได้เข้าใจตั้งแต่ต้นว่า การมีชีวิตเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อการเพ่งฌานของตัวเองอย่างเดียวนั้น เป็นหนทางเดียวที่ท่านจะได้มีชีวิตกับพระคริสตเจ้าและเพื่อพระคริสตเจ้าได้อย่างแท้จริง
เช่นนี้เองที่นักบุญเอากุสตินได้ละทิ้งชีวิตที่มีแต่การรำพึงแต่เพียงอย่างเดียว [การละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิม]ได้สอนให้ท่านนำผลจากการใช้ปัญญาของตนเองไปทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ซึ่งบ่อยครั้งการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ท่านได้เรียนรู้ที่จะถ่ายทอดความเชื่อให้แก่คนธรรมดาที่ไม่ได้มีการศึกษาสูง ท่านได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตเพื่อคนธรรมดาเหล่านี้ในเมือง[ฮิปโป]ซึ่งต่อมาจะได้กลายเป็นบ้านของท่าน ท่านได้ทำงานที่ยากลำบากนี้ด้วยใจกว้างและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่านได้บรรยายกิจการของท่านไว้ในบทเทศน์ที่สวยงามที่สุดบทหนึ่งของท่านว่า คือ “การเทศน์สอนอย่างต่อเนื่อง การหารือถกเถียง การเน้นย้ำสิ่งที่สำคัญ การสั่งสอนอบรม และการอุทิศตนเพื่อทุกคน นี่เป็นหน้าที่รับผิดชอบอันใหญ่หลวง เป็นภาระหนัก และต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย” (Sermo, 339, 4) แต่ท่านได้ยอมรับภาระนี้ด้วยความเข้าใจว่า นี่เป็นหนทางที่จะทำให้ท่านใกล้ชิดพระคริสตเจ้ามากขึ้น การที่ท่านได้เข้าใจว่าความเรียบง่ายและความสุภาพถ่อมตนจะทำให้คนเราสามารถสัมผัสถึงจิตใจผู้อื่นได้นั้น ถือได้ว่าเป็นการกลับใจที่แท้จริงครั้งที่สองของท่าน
แต่การเดินทางของนักบุญเอากุสตินยังมีอีกก้าวหนึ่งซึ่งเป็นก้าวสุดท้าย เป็นการกลับใจครั้งที่สาม ซึ่งนำพาให้ท่านวิงวอนขออภัยจากพระเจ้าในทุก ๆ วันของชีวิต ในตอนแรกท่านเคยคิดว่าการได้รับศีลล้างบาป การได้เจริญชีวิตภายในความสนิทสัมพันธ์กับพระคริสตเจ้า การได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ และการร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ จะทำให้ท่านได้ไปถึงชีวิตนิรันดรที่พระเยซูเจ้าทรงสัญญาไว้ในบทเทศน์บนภูเขา คือ การได้ไปถึงความสมบูรณ์แบบที่เป็นผลของศีลล้างบาป และได้รับการเสริมกำลังให้มั่นคงยิ่งขึ้นภายในศีลมหาสนิท แต่ในช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านได้เข้าใจว่าข้อสรุปที่ท่านเคยคิดในตอนแรกเกี่ยวกับบทเทศน์ในภูเขานั้นไม่ถูกต้อง เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเราจะเป็นคริสตชน แต่เราก็ไม่ได้เจริญชีวิตตามอุดมคตินี้อย่างสมบูรณ์ มีเพียงพระคริสตเจ้าเท่านั้นที่ทรงกระทำได้ตามบทเทศน์บนภูเขาได้อย่างแท้จริงแล้วสมบูรณ์แบบ ส่วนพวกเรานั้น เมื่อพระคริสตเจ้าทรงยอมล้างเท้าของพวกเรา พวกเราก็ย่อมจะต้องรับการชำระล้างจากพระคริสตเจ้า และยอมให้พระองค์ฟื้นฟูเราให้เป็นใหม่อยู่เสมอ พวกเราจะต้องกลับใจอย่างต่อเนื่องในทุกเวลา ตราบใดที่เรายังไปไม่ถึงจุดหมาย เราก็จะต้องมีความสุภาพถ่อมตนในการยอมรับว่าเราเป็นคนบาปที่กำลังเดินทาง จนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงยื่นพระหัตถ์มาให้เราอย่างสิ้นสุดเด็ดขาดเพื่อทรงรับเราทั้งหลายเข้าสู่ชีวิตนิรันดร นี่คือทัศนคติแห่งความสุภาพถ่อมตนในขั้นท้ายสุด นักบุญเอากุสตินได้เจริญชีวิตในแต่ละวันของท่านด้วยทัศนคติเช่นนี้ และท่านก็ได้ล่วงลับไปภายในทัศนคติเช่นนี้
ทัศนคติแห่งความสุภาพถ่อมตนอันลึกซึ้งต่อหน้าพระเยซูเจ้า ผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าหนึ่งเดียวนี้ ได้ทำให้นักบุญเอากุสตินมีความสุภาพถ่อมตนในทางปัญญาด้วย ถึงแม้ว่านักบุญเอากุสตินจะเป็นบุคคลสำคัญยิ่งผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์ของความคิด แต่ในช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านกลับปรารถนาที่จะนำผลงานทั้งหมดท่านได้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นจำนวนมากมายมาตรวจสอบให้ชัดเจนด้วยมุมมองเชิงวิพากษ์ สิ่งนี้เป็นจุดกำเนิดของหนังสือเรื่อง “การทบทวน” (Retractationum) ซึ่งเป็นการนำความคิดทางเทวศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงของท่านให้มาอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ศักดิ์สิทธิ์และสุภาพถ่อมตน ซึ่งนักบุญเอากุสตินเรียกความเชื่อนี้อย่างสั้น ๆ ด้วยคำว่า คาทอลิก คือเป็นการที่ท่านพูดถึงความเชื่อของพระศาสนจักร ท่านได้กล่าวในหนังสือเรื่อง “การทบทวน” ที่มีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครเล่มนี้ว่า “ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่ามีเพียงพระผู้เดียวเท่านั้นที่ทรงสมบูรณ์แบบ และเข้าใจแล้วด้วยว่า พระวาจาในบทเทศน์บนภูเขานั้นย่อมเป็นจริงทั้งหมดได้ภายในพระผู้เดียวเท่านั้น คือพระเยซูคริสตเจ้า ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง พระศาสนจักรทั้งมวล ซึ่งหมายถึงเราทั้งหลาย และหมายรวมถึงบรรดาอัครสาวกด้วยนั้น จะต้องอธิษฐานภาวนาทุกวันว่า โปรดประทานอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย เหมือนข้าพเจ้าทั้งหลายให้อภัยแก่ผู้ที่ทำผิดต่อข้าพเจ้าทั้งหลาย” (Retractationum, I, 19, 1-3).
นักบุญเอากุสตินได้กลับใจมาหาพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความจริงและความรัก ท่านได้ติดตามพระองค์ไปตลอดจนชีวิตของท่าน และในการนี้ ท่านก็ได้เป็นแบบอย่างอันหนึ่งสำหรับพวกเราและสำหรับผู้คนทั้งหลายที่กำลังแสวงหาพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ตอนที่พ่อได้ไปแสวงบุญที่ปาเวีย พ่อจึงอยากจะปิดฉากการเดินทางแสวงบุญด้วยการมอบถวายสมณสาส์นเวียนฉบับแรกที่พ่อเขียนให้แก่พระศาสนจักรและแก่โลก ชื่อเรื่องพระเจ้าคือความรัก (Deus Caritas Est) ไว้เบื้องหน้าพระธาตุของ[นักบุญเอากุสติน] ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความรักยิ่งใหญ่ต่อพระเจ้า ที่จริงแล้วในการเขียนสมณสาส์นเวียนฉบับนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเนื้อหาส่วนแรก พ่อได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนักบุญเอากุสติน มนุษยชาติทั้งในสมัยของนักบุญเอากุสตินและในปัจจุบันล้วนจำเป็นต้องรู้จักความจริงพื้นฐานข้อหนึ่ง และยังต้องนำความจริงนี้ไปปฏิบัติในชีวิตด้วย ซึ่งความจริงนี้มีอยู่ว่า พระเจ้าคือความรัก และการได้พบปะกับพระองค์ย่อมเป็นคำตอบเดียวที่จะระงับความกระวนกระวายของหัวใจมนุษย์ได้ หัวใจของมนุษย์มีความหวังอยู่ในนั้น ถึงแม้ว่าผู้คนจำนวนมากในปัจจุบันอาจรู้สึกว่าความหวังนี้ดูเลือนราง อาจยังไม่ตระหนักถึงความหวังนี้ แต่ความหวังก็ได้ทำให้พวกเราที่เป็นคริสตชนเปิดกว้างต่ออนาคต จนถึงขนาดที่นักบุญเปาโลได้เขียนไว้ว่า “เราได้รอดพ้นในความหวัง” (รม 8:24) พ่ออยากจะเขียนเรื่องความหวังเป็นประเด็นหลักในสมณสาส์นเวียนฉบับที่สองของพ่อ คือเรื่องรอดพ้นด้วยความหวัง (Spe Salvi) ซึ่งในการเขียนสมณสาส์นฉบับหลังนี้เช่นกัน พ่อก็ได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมากจากนักบุญเอากุสติน ตลอดจนจากประสบการณ์ของท่านในการได้พบปะกับพระเจ้า
ในข้อความที่สละสลวยท่อนหนึ่ง นักบุญเอากุสตินได้ให้นิยามการอธิษฐานภาวนาว่า เป็นการแสดงออกถึงความปรารถนา และเป็นการยืนยันว่าพระเจ้าทรงตอบด้วยการชักจูงหัวใจของเราให้ไปหาพระองค์ ขณะที่ในด้านของพวกเรานั้น เราจะต้องชำระล้างความปรารถนาและความหวังของตนเองให้บริสุทธิ์ เพื่อที่จะสามารถลิ้มรสหอมหวานของพระองค์ได้ (เทียบ ว่าด้วยจดหมายของนักบุญยอห์นฉบับที่หนึ่ง (In I Ioannis), 4, 6) เป็นความจริงว่า สิ่งที่สามารถช่วยเราให้รอดได้มีเพียงสิ่งเดียว คือการเปิดใจให้แก่ผู้อื่น ดังนั้น ขอให้พวกเราจงอธิษฐานภาวนา เพื่อที่เราจะสามารถเอาอย่างการกลับใจ[ของนักบุญเอากุสติน]ในทุก ๆ วันของชีวิต และเพื่อที่เราจะได้พบปะพระเยซูเจ้าในทุกขณะของชีวิต เหตุว่าพระองค์เป็นผู้เดียวที่ทรงช่วยเราให้รอด ทรงชำระล้างเราให้บริสุทธิ์ และประทานความปีติยินดีแท้จริงและชีวิตแท้จริงให้แก่พวกเรา
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บการสอนคำสอน General audience มาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
