บทวิเคราะห์
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
เสด็จเยือนสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13
ณ นครรัฐวาติกัน ในปี ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440)


การเสด็จเยือนสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ไม่ใช่เป็นแค่เพียง “การเสด็จเยี่ยมเยือนตามมารยาท” แบบแบบอาคันตุกะปกติทั่วไป ความจริงแล้วนี่เป็นการเสด็จเยือนครั้งแรกของผู้นำรัฐ (ฐานะกษัตริย์หรือประธานาธิบดี) ซึ่งมิใช่เป็นคาทอลิก ดังนั้นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามได้กลายเป็นผู้เริ่มประเพณีที่ทุกวันนี้ถือกันว่าเป็นเรื่องปกติ (1) ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังได้ขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาผู้นำพระศาสนจักรสูงสุดของคาทอลิก ซึ่งขณะนั้นอยู่ในห้วงเวลาที่มีความตึงเครียดและบาดหมางระหว่างรัฐบาลประเทศอิตาลีกับนครรัฐวาติกัน ซึ่งทางประวัติศาสตร์เรียกกรณีนี้ว่า “โรมัน เคว็สชั่น” (Roman Question) ตำแหน่งพระสันตะปาปามิได้มีอำนาจในการปกครองแบบทางโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1860 เป็นต้นมา ดังนั้น ในปี ค. ศ. 1897 การเสด็จเยือนของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม จึงไม่ได้ถูกถือว่าเป็นรูปแบบปกติในการแสดงความเคารพต่อเจ้าปกครองเมือง อาจจะเป็นเพราะว่าความแตกต่างแห่งการนับถือศาสนา จึงเป็นข้ออ้างได้อย่างดีและไม่ต้องรู้สึกอึดอัดพระทัยทั้งสองฝ่าย ในช่วงนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ ณ กรุงโรม ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพระอาคันตุกะของกษัตริย์อุมแบร์โต ที่ 1 (1878-1900) และของรัฐบาลแห่งประเทศอิตาลี ถ้าจะวิเคราะห์กันแบบทั่วไปพระองค์ไม่จำเป็นต้องขอเข้าเฝ้าผู้เป็นหัวหน้าสูงสุดของพระศาสนจักรคาทอลิก (พระสันตะปาปา) ซึ่งพำนัก ณ วังวาติกัน แต่ว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้ตัดสินพระทัยแสดงพระประสงค์ที่จะเสด็จเยือนสมเด็จพระสันตะปาปา ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุด
เราพยายามหาเหตุผล และวิเคราะห์ว่าอะไรบางอย่าง ทำให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเช่นนั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและคริสตชน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้หลักประกันเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา ดุจพระราชบิดาคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เราจำต้องระลึกถึงความจริงด้วยว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้รับการศึกษาจากแหม่มชื่ออันนา เลียวโนเวนส์ ในปี ค.ศ. 1862 แหม่มอันนาได้รับหน้าที่เป็นครูสอนลูกหลานพระมหากษัตริย์ “วิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และวรรณคดี เธอมิได้สอนข้อเชื่อให้เปลี่ยนศาสนา” แต่ด้วยวิธีจัดการกับปัญหาและแบบฉบับของการเป็นคริสตชนที่ดี แน่นอนว่าช่วยให้ลูกท่านหลานเธอได้พัฒนามิติแห่งการเสวนาระหว่างศาสนา หรือเรื่องศาสนสัมพันธ์นั่นเอง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยในแหม่มเลียวโนเวนส์เป็นอย่างมาก (2)
ดังนั้นบรรดาคริสตชนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งประชากรของพระราชอาณาจักรสยามแม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากก็ตาม ชุมชนคาทอลิกปรากฏอยู่ตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 16 ในขณะที่ธรรมทูตโปรเตสแตนต์เริ่มเข้ามาในทศวรรษที่สามแห่งศตวรรษที่ 19 การช่วยพัฒนาประเทศสยามของพวกเขาได้รับความชื่นชมมากจากสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประชาชนชาวสยามได้ให้การต้อนรับบรรดาธรรมทูตจากโลกตะวันตก ในเรื่องงานด้านมนุษยธรรมของพวกเขาและประโยชน์ที่ได้รับจากการค้าขาย ความสัมพันธ์ทางการทูต และความเจริญก้าวหน้าแห่งวัฒนธรรม ในบรรดาโปรเตสแตนต์เหล่านั้น เราอาจเอ่ยถึงผู้ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น แดน บี. แบรดเลย์ (Dan B. Bradley), ซามูแอล เฮ้าส์ (Samuel House) เอส. จี. แม็คฟาร์แลนด์ (S.G. McFarland), ดาเนียล แมคกิววารี (Daniel McGilvary) ฯลฯ (3)
ทัศนคติของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต่อเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนามีหลักฐานแสดงไว้อย่างเป็นทางการ ในหมายประกาศซึ่งข้าหลวงแห่งนครเชียงใหม่ ลำปาง และ ลำพูน ได้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1878 ซึ่งเป็นพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความว่า ดังนี้
“ข้าพเจ้า พระยาเทพประชุม ผู้แทนพระองค์พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม… พระองค์ (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงพระมหากรุณามีพระราชหัตถเลขาโดยประทับตราถึงข้าพเจ้า…ความว่าหน้าที่ทางศาสนาและทางการเมืองจะต้องไม่มีความขัดแย้งกัน ผู้ใดปรารถนาที่จะนับถือศาสนาใด เมื่อเห็นว่าศาสนานั้นเป็นของจริง และควรที่จะนับถือ ให้ผู้นั้นกระทำได้โดยไม่มีข้อบังคับใดๆ ความรับผิดชอบในการเลือกว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ขึ้นอยู่กับปัจเจกชนของผู้ตัดสินใจ ไม่มีอะไรในกฎหมายหรือขนบธรรมเนียมใดแห่งกรุงสยาม และไม่มีข้อตกลงกับต่างประเทศที่มีข้อบังคับผู้ใดเกี่ยวกับการนับถือและการปฏิบัติศาสนกิจ
เพื่อให้มีความชัดเจนกว่านี้ หากผู้ใดหรือบุคคลใดประสงค์ที่จะนับถือศาสนาคริสต์ พวกเขามีเสรีภาพและอนุญาตให้เลือกได้ตามใจตนเอง… นอกนั้นขอห้ามอย่างเด็ดขาด มิให้เจ้าผู้มีอำนาจปกครอง ญาติโยม หรือมิตรสหายของผู้ที่ปรารถนาเข้านับถือศาสนาคริสต์เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อพวกเขา และห้ามผู้ใดบังคับคนอื่นให้เชื่อ หรือทำอะไรที่ศาสนาของเขาห้ามเชื่อ หรือห้ามปฏิบัติ… (4)
การศึกษาสมัยใหม่ ประเพณีการปฏิบัติของชาวพุทธ และอหิงสา ทรงมีพระทัยเป็นกลาง คือเหตุแห่งการตัดสินพระทัยเช่นนี้
ในด้านชาวคริสต์คาทอลิก พวกเราสังเกตว่ามีบทบาทมากเป็นเวลาหลายปีในช่วงนั้นโดย บิชอปฌ็อง-หลุยส์ เวย์ (Bishop Jean-Louis Vey) สมณประมุขช่วงปี ค.ศ. 1874 -1909 ซึ่งปกครองพระศาสนจักรคาทอลิกท้องถิ่นร่วมสมัยกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่วงปี ค.ศ. 1868 – ค.ศ. 1910
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล ที่ 5 ทรงแสดงความยินดีกับบิชอปฌ็อง-หลุยส์ เวย์ (Bishop Jean-Louis Vey) ซึ่งได้รับการสถาปนาจากสมเด็จพระสันตะปาปาปีอุส ที่ 9 ในปี ค.ศ. 1875 และทรงให้คำมั่นรับประกันว่า:
ความสุขและผลประโยชน์ทั้งสิ้นที่บรรดาบาดหลวงและสัตบุรุษโรมันคาทอลิกมีอยู่ ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะมอบให้ตลอดไป… ขอให้ผู้ที่เป็นใหญ่ในสากลโลกจงแสดงอำนาจพิทักษ์ดูแลท่านและประทานความสุขให้แก่ท่านตลอดไป (5)
ในห้องเก็บเอกสารของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพมีจดหมายอยู่ชุดหนึ่งที่ยังไม่ได้มีการจัดพิมพ์ซึ่งเป็นจดเหมายโต้ตอบระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับบิชอป (มุขนายก) มีฉบับหนึ่งซึ่งลงวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1883 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงตรัสว่า พระองค์ไม่เคยคิดเลยว่ามีแต่เพียงพุทธศาสนาเท่านั้นเป็นศาสนาที่ดี พระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะให้การสนับสนุนศาสนาอื่นๆตราบใดที่ศาสนาเหล่านั้นสอนคุณค่าแห่งศีลธรรม/จริยธรรม และสอนประชาชนให้เป็นคนดี (6)
บรรดาศาสนิกคาทอลิกมีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างสังคมโดยใช้ประเพณีที่สำคัญของตนในการอบรมมโนธรรมของประชาชนให้มีความรับผิดชอบต่อองค์พระเจ้า ให้มีความเอื้ออาทรต่อคนยากจน และด้วยการศึกษาสมัยใหม่ เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกมีถึงกว่า 40 โรงเรียนที่ให้การศึกษาแก่เด็กๆทั้งที่เป็นคาทอลิกและที่ไม่ใช่คาทอลิก ในปี ค.ศ. 1877 บาดหลวงโกล็องเบท์ (Colombet) เห็นว่าประเทศสยามต้องการวิทยาลัย จึงตัดสินใจวางศิลาฤกษ์ ในช่วงแรกมีความยุ่งยากพอสมควร แม้จะมีการเปิดการเรียนการสอนแล้วก็จริง แต่กว่าจะเปิดเป็นวิทยาลัยได้ก็ต้องถึงปี ค.ศ. 1885 สี่ปีหลังจากที่วิทยาลัยแรกแห่งสยามได้รับการเปิดอย่างเป็นทางการโดยผู้บังคับการทหารมหาดเล็ก นายพันโท พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ซึ่งปีต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงพระยศเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ค.ศ. 1862 – ค.ศ. 1943) วิทยาลัยอัสสัมชัญมีนักเรียนประมาณ 400 คน โดยใช้หลักสูตรชั้นสูงสอนเป็นภาษาไทย ยังมีภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษเป็นภาษาเลือกที่สอง ในปีเดียวกันนั้นภคินีคณะแซงต์โมร์ (Ste. Maure) หรือ ซิสเตอร์คณะพระกุมารเยซู (Sisters of Infant Jesus) ได้เปิดวิทยาลัยแรกสำหรับนักเรียนหญิง คือ เซนต์โยเซฟ คอลเล็จ (St. Joseph College) ซึ่งต่อมาได้รับช่วงต่อโดยภคินีคณะเซนต์ปอล เดอ ชารตร์ (St. Paul de Chartres) และได้มีความคิดริเริ่มบางอย่างในเรื่องสุขอนามัยด้วย โรงพยายาลสมัยใหม่คาทอลิกจึงเริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1898 (7)
สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษของบรรดาธรรมทูตแห่งศาสนาคริสต์คาทอลิก ซึ่งเป็นมิสชันนารีชาวฝรั่งเศส ในช่วงวิกฤต ปี ค.ศ. 1893 เมื่อเรือปืนฝรั่งเศสแล่นเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นมาถึงกรุงเทพ ประชาชนคนไทยสมัยนั้นเหมาเอาง่ายๆว่านี่เป็น “ผู้บุกรุก” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันกับบรรดาธรรมทูต ดังนั้นพระประมุขของศาสนจักรท้องถิ่น บิชอป ฌ็อง-หลุยส์ เวย์ จึงเอาตัวออกห่างและกำชับเสมอให้ผู้ร่วมงานไม่ข้องเกี่ยวกับข้อขัดแย้งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด แล้วให้อุทิศตนอย่างสิ้นเชิงกับการอบรมสั่งสอนในเรื่องมโนธรรมแต่เพียงอย่างเดียว ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1893 บิชอป ฌ็อง-หลุยส์ เวย์ ถูกกงสุลฝรั่งเศสชื่อ โอกุสท์ ปาวี (Consul August Pavie) เรียกไปพบแล้วสั่งให้ธรรมทูตทุกคนไปรวมตัวกันอยู่ในสถานทูตฝรั่งเศส เพราะจะเริ่มมีการยิงปืนใหญ่ใส่ตัวเมือง พระคุณเจ้าเวย์ปฏิเสธที่จะเรียกบาดหลวง และได้ตำหนิอย่างแรงต่อการกระทำของกงสุลฝรั่งเศสในความตั้งใจที่จะก่อสงคราม พร้อมกับยืนยันว่าตนจะไม่ออกจากบ้านพักจนกว่าทางด้านกงสุลฝรั่งเศสจะเปลี่ยนความคิดและท่าทีใหม่ เป็นอันว่าคำสั่งของกงสุลไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าพระคุณเจ้าหลุยส์ เวย์ ไม่สามารถชักชวนทัพเรือของฝรั่งเศสให้ละทิ้งการก้าวร้าวด้านอื่นๆก็ตาม
ความตึงเครียดต่อชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในแผ่นดินสยามได้เกิดระเบิดออกมาซึ่งเราพอที่จะเข้าใจได้ แต่รัฐบาลตระหนักดีถึงการแทรกแซงที่เป็นคุณประโยชน์ของพระคุณเจ้า ฌ็อง-หลุยส์ เวย์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ (พระยศขณะนั้น) เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ (ต่อมารับพระราชทานพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ) ให้ความมั่นใจกับท่านสมณประมุขศาสนปกครอง บิชอป ฌ็อง-หลุยส์ เวย์ ว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับคริสตชนดังที่ “เบื้องสูง” (ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์) ทรงมีพระประสงค์ และเป็นที่เข้าใจกันว่ามิสซังคาทอลิกไม่มีส่วนใดๆในเรื่องเกี่ยวข้องกับการเมือง (8)
พวกเราอาจเดาใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ว่า นอกจากทรงโปรดปรานพระคุณเจ้า ฌ็อง-หลุยส์ เวย์ แล้ว พระองค์ยังทรงตั้งความหวังว่าในการเสด็จเยือนเพื่อพบปะกับสมเด็จพระสันตะปาปา พระองค์ทรงคาดหวังและเชื่อมั่นที่จะได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จพระสันตะปาปาผู้มีอิทธิพลในเชิงศีลธรรมต่อรัฐบาลฝรั่งเศสด้วย เราไม่ทราบเรื่องราวทั้งหมดในการพบปะสนทนากันระหว่างพระเจ้าอยู่หัวกับพระสันตะปาปาซึ่งเป็นเวลา 20 นาที และการพบปะกันอีกสองครั้งกับพระคาร์ดินัลมารีโอ รัมปอลลา (Cardinal Mario Rampolla) ช่วงนั้นท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการแห่งรัฐ หรือนายกรัฐมนตรี แต่คิดว่าน่าจะมีการสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงของราชอาณาจักรไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ทัศนคติที่ให้ความเคารพอย่างเปิดกว้างของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต่อคริสตศาสนาได้รับการยืนยันในช่วงที่พระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรป และแน่นอนว่าพระองค์ได้รับการชมเชยจากผู้ที่เกี่ยวข้องในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา เราเห็นว่าพระองค์ทรงหาซื้อทั้งรูปปั้นและภาพวาดเกี่ยวกับศาสนาหลายชิ้น และพระองค์ก็เสด็จไปเยี่ยมและชมวัดคริสต์ต่างๆหลายแห่ง (9)
เกี่ยวกับประเด็นสุดท้ายนี้ เราหมายถึงเหตุการณ์และกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น ณ เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) หลังจากที่พระเจ้าอยู่หัวเสร็จสิ้นพระราชกรณียกิจจากการเยี่ยมเยียนกรุงโรมแล้ว
หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งลงข่าวดังนี้
เมื่อวานนี้ (วันเสาร์ ที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1897) เวลา 10.30 น. พระเจ้าอยู่หัวพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามพร้อมกับพระองค์เจ้าจิระและพระองค์เจ้าสวัสดิ์ และคณะผู้ติดตามได้เสด็จออกจากโรงแรมโฮเต็ล เดอ ลา เปซ์ (Hotel de la Paix) โดยรถยนต์พระที่นั่งเสด็จไปเยือนอาสนวิหารโดยมีนายพลอัปเปลิอุส (Appelius) เป็นผู้ร่วมเดินทางไปด้วย
คณะผู้เดินทางถึงอาสนวิหาร ในขณะนั้นกำลังมีพิธีปลงศพอาร์ชบิชอป ขื่อ เช็คโกนี (Archbishop Cecconi) พระเจ้าอยู่หัวประทับรออยู่ 15 นาทีจนจบพิธีโดยเฝ้าดูพิธีด้วยความสนพระทัยยิ่งนัก พระองค์ยังได้เฝ้าสังเกตพระคาร์ดินัลเบาซา (Bausa) ผู้เป็นประธานประกอบพิธีและบาดหลวงอื่นๆประจำอาสนวิหาร เมื่อพิธีจบแล้วพระองค์จึงทรงพระดำเนินไปเยี่ยมชมภายในอาสนวิหารอย่างละเอียดละออ
จากนั้นพระองค์ตัดสินพระทัยทรงพระดำเนินข้ามลานจัตุรัสไปเยี่ยมสถานที่ที่ใช้เพื่อทำพิธีล้างบาป (baptistery) ซึ่งขณะนั้นบังเอิญมีพิธีล้างบาปให้กับทารกคนหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามนายพลอัปเปลีอุส (Appelius) เกี่ยวกับฐานะและสภาพในสังคมของครอบครัวทารก นายพลบอกว่าทารกนี้เกิดจากครอบครัวที่ยากจนมาก พร้อมกับเสนอว่า ในกรณีเช่นนี้ถ้าให้ความช่วยเหลือพวกเขาทางปัจจัยแม้เพียงเล็กน้อยก็น่าจะทำให้พวกเขาพอใจ
– ข้าพเจ้าควรจะให้เขาสักเท่าไร? พระเจ้าอยู่หัวทรงถามนายพล
– อาจจะสัก 100 ลีร์… (หน่วยค่าเงินอิตาเลียน)
– ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้ายินดีให้เขา 200 ลีร์ พระเจ้าอยู่หัวทรงตอบ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ทรงช่วยเหลือครอบครัวในพิธีศีลล้างแล้วพระองค์ทรงจุมพิตทารกด้วย ซึ่งทารกนั้นได้รับการตั้งชื่อในวันที่เขารับพิธีล้างบาปว่า “จีโน นาร์ชีโซ ฟอร์ตูนาโต มาร์แต็ลลี่ (Gino Narciso Fortunato Martelli) คำว่า “ฟอร์ตูนาโต” แปลว่า “โชคดี”
หลังเสร็จพิธีพระเจ้าอยู่หัวทรงเยี่ยมชมสถานที่ที่ใช้ล้างบาป ถัดจากนั้นทรงรถยนต์พระที่นั่งไปยังวัดน้อยเมดิซเช (Cappelle Medicce) ซึ่งพระองค์ประทับเยี่ยมชมสถานที่อยู่ประมาณ 20 นาที
เมื่อขบวนเสด็จกลับถึงโรงแรมพระองค์ทรงเรียกผู้ช่วยมาพบพร้อมกับบอกให้มอบเงิน 10 เหรียญทองนโปเลียนให้นายพลอัปเปลีอุส (Appelius) เพื่อนำไปมอบให้กับแม่ของทารกน้อยนั้น นายพลได้มอบหน้าที่นี้ต่อไปยังผู้ตรวจการ (ทหารม้า)ชื่อ เอ็นริโก คัมมาโรตา (Cav. Enrico Cammarota)
ผู้ตรวจการพร้อมนักข่าวเดินทางไปยังครอบครัวมาร์แต็ลลี่ (Martelli) ทันที ซึ่งบ้านของพวกเขาอยู่ ณ ถนนซานมินีอาโต เลขที่ 10 (Via S. Miniato 10) เมื่อข่าวเรื่องนี้แพร่ออกไป ความใจกว้างและการมีจิตเมตตาของพระมหากษัตริย์แห่งสยามจึงโด่งดังไปทั่วตำบลนิโกโล (Nicolo) และยังมีชาวบ้านกลุ่มใหญ่ต่างพากันไปที่บ้านที่คุณแม่ผู้ยากจนของเด็กน้อยจีโนอาศัยอยู่
ผู้อาศัยในบ้านนั้นมีพ่อของทารกชื่อนายเอ็ตโตเร (Ettore) เขาเป็นช่างก่ออิฐซึ่งตกงานในขณะนั้น แม่ของทารกชื่อนางอาร์มิดา กวีดุคชี่ (Armida Guiducci) ทั้งสองคนได้รับเงิน 10 เหรียญทองนโปเลียนที่ผู้ตรวจการคัมมาโรตา (Cavalier Cammarota) นำมามอบให้ เราคงจะจินตนาการออกเองได้ว่าหญิงยากจนนั้นรู้สึกปลาบปลื้มเป็นที่สุดอย่างไร เธอขอให้ผู้ตรวจการช่วยไปกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวว่าทั้งครอบครัวรู้สึกกตัญญูต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง
ผู้ตรวจการผู้นั้นจึงรีบเขียนจดหมายทันทีนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกับแนบใบรับเงินไปด้วยซึ่งลงนามโดยนักข่าวคนหนึ่งและพยานอีกคนหนึ่งเนื่องจากว่านางอาร์มิดา กวีดุคชี่ เขียนหนังสือไม่เป็น
จากการเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ เราน่าจะสังเกตด้วยว่าเด็กน้อยจีโนเกิดเมื่อวันศุกร์ ก่อนที่จะนำทารกมาเข้าพิธีล้างบาป – Baptize … ซึ่งชาวบ้านสมัยนั้นเชื่อถือกันว่าผู้ที่เกิดวันศุกร์ ที่ 13 เป็นวันแห่งความโชคร้าย อาจจะเป็นเพราะว่าพระเยซูคริสต์ถูกตัดสินประหารชีวิต และสิ้นพระชนม์วันศุกร์ (10) และยังมีเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีเมตตาเป็น “padrino” (ผู้อุปถัมภ์ของเด็กน้อยจีโน คล้ายๆกับการเป็นพ่อทูนหัว – Godfather ของชาวคาทอลิก ขณะประกอบพิธีล้างบาป)
จากเรื่องราวดังกล่าวเราเห็นได้ถึงทั้งพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจุฬาลงกรณ์ต่อเด็กทารกและครอบครัวคาทอลิกมาร์แต็ลลี่ผู้ยากจน และพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านที่ทรงทำให้พระเมตตาของพระองค์ต่อครอบครัวชาวอิตาเลียนที่ตกงาน เป็นประจักษ์พยานแก่บรรดานักข่าวที่ติดตามนำเสนอความเคลื่อนไหวของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามเพื่อให้ประชาชนชั้นนำ และบุคคลทั่วไปของประเทศอิตาลีได้รับทราบกันอย่างทั่วถึง นอกนั้นเราสังเกตว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความเคารพต่อศาสนิกทุกศาสนา และทรงระมัดระวังที่จะไม่ไปรบกวนการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของผู้ใดในขณะที่มีการประกอบพิธีต่างๆ
เชิงอรรถ
- In 1885 the Maharajah (Sultan) of Jahore, considered as enjoying a certain sovereignty but not full power, opened a new way and had a Papal Audience on April 24 (see L’OSSERVATORE ROMANO, 24/4/1885). Previously it had certainly been difficult to travel. Exchange of official letters and some delegations had taken place before, but history does not record royal visits of non-Christians prior to that of King Chulalongkorn.
- LEONOWENS A., the Original Anna and the King of Siam, London 1870 (among others, we note that in 1869 King Chulalongkorn speaks of “Divine Providence” in the letter to her: ibidem, introduction); LONDON M., Anna and the King of Siam, New York 1944, on page 345-355: “With the reforms of King [Chulalongkorn] fulfilled Anna’s early hopes of him and set the seal of final accomplishment of her efforts in Siam… Thirty years after she left Siam [in 1867] Anna Leonowens saw her most distinguished pupil again… She had an interview with him there [in London] on August 19, 1897, at two-fifteen in the afternoon. It was another memorable day in her life… the work of reform had gone on. Schools had been established all over the Kingdom. Missionaries had been encouraged in their effort to start hospitals and schools… It was thus with a feeling of deep gratitude and humility that Anna heard him say it was through the principles laid down in her teaching that had formed the plans by which he had transformed his kingdom”
- There are several studies on their contributions to education, medicine, press, improvement: WELLS K.E., History of Protestant Work in Thailand 1828-1958, Bangkok 1958; LORD D.C., Mo Bradley and Thailand. Michigan 1968; KIM S.I. Mission in Thailand, Seoul 1976; BRADLEY W.L., Siam Then. The Foreign Colony in Bangkok Before and After Anna, Pasadena 1981; ABHA BHAMORABUTR, Western Civilization in Thailand: Picturing and Narrating with the story of American Missionaries, Bangkok 1986.
- Text in WELLS, op. cit., 59-62.
- ARCHDIOCESAN ARCHIVES OF BANGKOK (AAB). Vey, King’s letter, N. 481 (original). The letter dated 5 December 1875, signed by King Chulalongkorn, has been translated and published by: SURACHAI CHUMSRIPHAN, The Great Role of Jean -Louis Vey, Roma 1990 (op. cit.) 215-217. Also, H.P.R. Powor Sthan Mongol sent a letter to the same occasion and date: “I am very glad the Greatest one, the Lord of the Universe to manifest his ministry” (AAB. loc. cit., N. 501: SURACHAI., op. cit., 218-219). ช่วงรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 5 มี ตำแหน่ง “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” เท่ากับ “วังหน้า” Appointed by the King as a co-ruler, but not necessarily a person who would inherit the throne. Terminated by King Rama V.
- Archives Arch. Bangkok, Vey, King’s Letter. N. 491 (also N. 492, confirming the same attitude). From: SURACHAI CHUMSRIPHAN, op. cit., 156.
- Ibidem, 161-163. Note that French missionaries already had a clinic and a diversified medical service serving the community at the time of King Narai the Great.
- Ibidem, 154-155. Obviously, in the case of colonization of Siam, the French missionaries would have preferred to be under the Government of Paris rather than under London, but they did not promote colonization. Father Dabin commented on the events of Bangkok: “Pendant tout ce temps de difficulté entre Siam et la France, nous n‘avons pas été infiquiétés, ayant toujours en soin de nous tenir en dehor de toute ingérence dans les affaires politiques. Nos Chrétiens et nos caté chumenes n’ont point été inquiétés. Ils ont eu à supporter les charges inhérentes à cet état de guerre dans degré que le reste de la population.” (A.M.E., 896, 124; COSTET, op. cit., 278-282).
- Such visit occurred not only in Rome and Florence, but also in other cities in Austria, Hungary, Poland, etc. In Warsaw he was welcomed by the local Catholic clergy when he visited the churches (see: ROYAL THAI EMBASSY IN POLAND, Centenary of the Visit of King Chulalongkhorn (Rama V) to Poland, Warsaw 1997, 24. He died in 1907.
- LA NAZIONE, 15 June 1897 complemented with ‘square baskets’ [ ] by another newsletter of the same day. There is tradition that King Chulalongkorn was “godfather”, but this seems quite doubtful. Instead perhaps the name “Fortunato” (fortunate, lucky) was added after the news of the gift. The cathedral of Florence was built by Arnolfo di Cambio, Francesco Talenti and Giotto around the year 1300. It has a huge ribbed Dome elevated by Brunelleschi between 1420 and 1436 (slightly large than St. Peter’s Square in Rome and much larger than St. Paul’s, London), decorated by Donatello, Luca della Robbia… the Baptistery of St. John conserves the typical structure of an old Baptistery, but the outside walls have a peculiar striped appearance due to the use of white and dark gray-green marble. The Cappelle Medicce are attached to the church of St. Lawrence and contain famous tomb of the Medici built by Michael Angelo.
Conclusion:
- Another contemporary newspaper supported this story or offered more information about this story.
- Traditionally, King Chulalongkorn was believed to be the godfather of this baby, which seems quite doubtful!
- Most likely, the given name “Fortunato” was added after the news of royal gift.
- ขอขอบคุณอย่างสูงแด่อาร์ชบิชอป ลุยจี เบรสซาน (Archbishop Luigi Bressan) อดีตเอกอัครสมณฑูตแห่งสันตะสำนัก นครรัฐวาติกัน ประจำประเทศไทย ที่ได้เขียนจากไมโครฟิล์ม
- มงซินญอร์วิษณุ ธัญญอนันต์ – รศ. ภัคคินี นิยมเหตุ (ศรีพิจารณ์) เก็บเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังและแบ่งปันความรู้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างสะพานแห่งสันติสุขโดยการเสวนาระหว่างศาสนาอันงดงาม และการให้การศึกษาแก่ชนรุ่นใหม่
- ขอขอบคุณเป็นพิเศษมายัง รศ. ดร. ปรีดี พิศภูมิวิถี รองคณะบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล คณะศิลปศาสตร์ ผู้ช่วยเหลือพิสูจน์อักษรโดยเฉพาะชื่อและตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ของราชวงศ์
