CHRISM MASS
พิธีบูชาขอบพระคุณ เสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์
HOMILY OF POPE LEO XIV
บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
St Peter’s Basilica
Holy Thursday, 2 April 2026
ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2026 ตรงกับวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์


Dear brothers and sisters,
เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก
We are now on the threshold of the Easter Triduum. Once again, the Lord will lead us to the culmination of his mission, so that his passion, death and resurrection may become the heart of our mission. What we are about to relive, in fact, possesses the power to transform what human pride generally tends to harden: our identity and our place in the world. Jesus’ freedom changes hearts, heals wounds, refreshes and brightens our faces, reconciles and gathers us together, and forgives and raises us up.
พวกเรากำลังก้าวเข้าสู่ตรีวารปัสกา นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่[พระเยซูเจ้า]จะทรงนำพาพวกเราไปสู่บทสรุปแห่งพันธกิจของพระองค์ เพื่อที่พระมหาทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระองค์ จะได้กลายเป็นหัวใจแห่งพันธกิจของพวกเราด้วย สิ่งที่พวกเราจะได้สัมผัสอีกครั้งด้วยชีวิตในครั้งนี้ แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่มีพลังเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์และจุดยืนของพวกเราภายในโลก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นสิ่งที่ความโอหังของมนุษย์มักทำให้ยากต่อการเปลี่ยนแปลง [อย่างไรก็ตาม] เสรีภาพของพระเยซูเจ้าย่อมเปลี่ยนแปลงหัวใจของผู้คน ทั้งยังเยียวยาบาดแผลทั้งหลาย ทำให้ใบหน้าของพวกเราสดชื่นแจ่มใส ทำให้พวกเราได้รับการคืนดี และรวบรวมพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมอบการอภัยและอุ้มชูพวกเราให้ยืนขึ้นได้อีกครั้งด้วย
In this, my first year presiding over the Chrism Mass as Bishop of Rome, I would like to reflect with you on the mission to which God calls us as his people. It is the Christian mission, the very same as Jesus’, not another. Each of us takes part in it according to our own vocation in a deeply personal obedience to the voice of the Spirit, yet never without others, never neglecting or breaking communion! Bishops and priests, as we renew our promises, we are at the service of a missionary people. Together with all the baptized, we are the Body of Christ, anointed by his Spirit of freedom and consolation, the Spirit of prophecy and unity.
ปีนี้เป็นปีแรกที่พ่อได้เป็นประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณเสกน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ในฐานะบิชอปแห่งโรม ในโอกาสนี้ พ่อจึงปรารถนาจะรำพึงไตร่ตรองร่วมกันกับพวกลูก เกี่ยวกับพันธกิจที่พระเจ้าทรงเรียกให้พวกเราคริสตชนน้อมรับในฐานะประชากรของพระองค์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งอื่นใด หากแต่เป็นพันธกิจอย่างเดียวกันกับพระเยซูเจ้า ซึ่งพวกเราแต่ละคนล้วนมีส่วนในพันธกิจนี้ตามกระแสเรียกของตัวเราเอง เมื่อเรามีความนบนอบเชื่อฟังเฉพาะตนอย่างลึกซึ้งต่อเสียงเรียกของพระจิตเจ้า แต่ในขณะเดียวกัน การกระทำตามพันธกิจนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากผู้อื่น [พวกเราจึงต้อง]ไม่ละเลยและไม่ทำลายความสนิทสัมพันธ์[ที่พวกเรามีต่อกัน] สำหรับพี่น้องบิชอปและบาทหลวงที่ได้มารื้อฟื้นคำมั่นสัญญาในวันนี้ [พ่ออยากให้พวกเราตระหนักว่า] พวกเรามีหน้าที่รับใช้ประชากรที่เป็นธรรมทูต พวกเราและผู้คนทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วล้วนเป็นพระกายของพระเยซูเจ้า เป็นผู้ได้รับเจิมจากพระจิตเจ้าผู้ทรงนำมาซึ่งเสรีภาพและความบรรเทาใจ ทั้งยังทรงเป็นพระจิตเจ้าแห่งการเป็นประกาศกและเอกภาพด้วย
What Jesus experiences at the culminating moments of his mission is foreshadowed by the passage from Isaiah, which he quoted in the synagogue at Nazareth as the word that is fulfilled “today” (cf. Lk 4:21). Indeed, at the hour of Easter, it becomes definitively clear that God consecrates in order to send. “He has sent me” (Lk 4:18), says Jesus, describing that movement which binds his Body to the poor, to prisoners, to those groping in the dark and to those who are oppressed. We, as members of his Body, speak of a Church that is “apostolic,” sent out, driven beyond itself, and consecrated to God in the service of his creatures. “As the Father has sent me, so I send you” (Jn 20:21).
ประสบการณ์ของพระเยซูเจ้าในช่วงเวลาที่เป็นบทสรุปแห่งพันธกิจของพระองค์ ได้มีการชี้ภาพไว้ล่วงหน้าในหนังสืออิสยาห์ ซึ่งพระองค์ได้ยกมาตรัสถึง ณ ศาลาธรรมที่นาซาเร็ธว่า เป็นพระวาจาที่เป็นจริงแล้ว “ในวันนี้” (ลก 4:21) จริงทีเดียวว่า เมื่อปัสกามาถึง ก็ได้เป็นที่ชัดเจนแน่นอนว่า การเจิมของพระเจ้าย่อมเป็นไปเพื่อการส่ง พระเยซูเจ้าตรัสว่า “พระองค์ทรงส่งข้าพเจ้าไป” (เทียบ ลก 4:18) เป็นการบรรยายถึงความเคลื่อนไหวที่ทำให้พระกายของพระเยซูเจ้าได้เป็นหนึ่งเดียวกับบรรดาคนยากจน บรรดาคนที่ถูกจองจำ บรรดาคนที่หลงทางอยู่ในความมืดบอด และบรรดาคนที่ถูกกดขี่ข่มเหง ขณะที่พวกเราผู้เป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระเยซูเจ้าต่างก็พูดถึงพระศาสนจักรที่ “สืบเนื่องจากบรรดาอัครสาวก” ซึ่งเป็นผู้คนที่ถูกส่งไป ถูกผลักดันให้ก้าวออกไปข้างนอก และเป็นผู้ที่ได้รับเจิมจากพระเจ้าเพื่อไปรับใช้บรรดาสิ่งสร้าง [และพระเยซูเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า] “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” (ยน 20:21)
We know that being sent entails, first and foremost, a detachment, that is, the risk of leaving behind what is familiar and certain, in order to venture into something new. It is interesting that “with the power of the Spirit” (Lk 4:14), who descended upon him after his baptism in the Jordan, Jesus returned to Galilee and came “to Nazareth, where he had been brought up” (Lk 4:16). It is the place he must now leave behind. He moves “as was his custom” (v. 16), but to usher in a new era. He must now leave that village for good, so that what has taken root there, Sabbath after Sabbath, through faithful listening to the word of God, may come to fruition. Likewise, he will call others to set out, to take risks, so that no place becomes a prison, no identity a hiding place.
พวกเราล้วนรู้ดีว่า เหนือสิ่งอื่นใด การถูกส่งไปย่อมหมายความถึงการปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ที่เราคุ้นชินและมั่นใจเอาไว้เบื้องหลัง เพื่อที่จะรับเอาความเสี่ยงของสิ่งใหม่บางอย่าง สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อพระจิตเจ้าได้เสด็จลงมายังพระเยซูเจ้าหลังจากที่ทรงรับพิธีล้างในแม่น้ำจอร์แดน พระเยซูเจ้าก็เสด็จ “พร้อมด้วยพระอานุภาพของพระจิตเจ้า” (ลก 4:14) กลับสู่กาลิลี ไปยัง “เมืองนาซาเร็ธ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ทรงเจริญวัย” (ลก 4:16) และในตอนนี้ พระเยซูเจ้าก็จะต้องละทิ้ง[เมืองนาซาเร็ธ] “เช่นเคย” (ลก 4:16) แต่คราวนี้เป็นไปเพื่อที่จะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ พระเยซูเจ้าจะต้องออกจาก[เมืองนาซาเร็ธ]ไปโดยไม่หวนกลับมาอีก เพื่อที่สิ่งที่ฝังรากแล้วด้วยการรับฟังพระวาจาอย่างซื่อสัตย์ตั้งใจในทุกวันสับบาโต[ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ที่เมืองนาซาเร็ธ] จะได้บังเกิดผล ในทำนองเดียวกัน พระเยซูเจ้าจะทรงเรียกคนอื่น ๆ ให้ออกเดินทางและยอมรับความเสี่ยง เพื่อไม่ให้มีสถานที่ใดกลายเป็นที่จองจำ และไม่ให้มีอัตลักษณ์ใดกลายเป็นสถานที่ซ่อนตัวได้
Dear friends, we follow Jesus who “did not regard equality with God as something to be exploited, but emptied himself” (Phil 2:6-7). Every mission begins with that kind of self-emptying in which everything is reborn. Our dignity as sons and daughters of God cannot be taken from us, nor can it be lost, but neither can the affections, places, and experiences at the start of our lives be erased. We are heirs to so much good and, at the same time, to the limitations of a history into which the Gospel must bring light and salvation, forgiveness and healing. Thus, there is no mission without reconciliation with our past, with the gifts and limitations of the upbringing we have received; but, at the same time, there is no peace without setting out, no awareness without detachment, no joy without risk. We are the Body of Christ if we move forward, coming to terms with the past without being imprisoned by it: everything is restored and multiplied if it is first let go, without fear. This is a fundamental secret of mission. It is not something that is experienced just once, but in every new beginning, in every new sending forth.
มิตรที่รักทั้งหลาย ผู้ที่พวกเราติดตามคือพระเยซูเจ้า ผู้ “มิได้ทรงถือว่าศักดิ์ศรีเสมอพระเจ้านั้นเป็นสมบัติที่จะต้องหวงแหน แต่ทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น” (ฟป 2:6-7) พันธกิจทุกอย่างย่อมเริ่มจากการสละตนเองจนหมดสิ้นแบบนี้ ที่จะบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เกิดใหม่ ศักดิ์ศรีของพวกเราในฐานะบุตรชายหญิงของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครพรากไปจากเราได้ และไม่มีสิ่งใดทำให้สูญสลายไปได้ ในทำนองเดียวกัน ความรักความผูกพัน สถานที่ และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่พวกเราได้สัมผัสในช่วงแรกเริ่มของชีวิตก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจลบล้างได้เช่นกัน พวกเราเป็นทายาทที่ได้รับสิ่งดีต่าง ๆ มากมาย แต่ในขณะเดียวกัน พวกเราก็อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของประวัติศาสตร์ อันจะต้องได้รับแสงสว่าง ความรอด การอภัย และการเยียวยาจากพระวรสาร เช่นนี้เองที่การดำเนินพันธกิจจะต้องมาพร้อมกับการคืนดีกับอดีตของตัวเราเอง พวกเราจะต้องคืนดีกับบรรดาของขวัญและข้อจำกัดซึ่งมาจากการอบรมเลี้ยงดูที่พวกเราได้รับ แต่ในขณะเดียวกัน หากพวกเราไม่ออกเดินทาง พวกเราก็ย่อมไม่ได้รับสันติสุข หากพวกเราไม่ปล่อยวาง พวกเราก็จะไม่ได้ตระหนักรู้ และหากพวกเราไม่รับความเสี่ยง พวกเราก็ย่อมไม่ได้รับความปีติยินดี พวกเราเป็นพระกายพระคริสตเจ้า พวกเราจึงต้องก้าวไปข้างหน้า พวกเราต้องคืนดีกับอดีต แต่ก็ต้องไม่ยอมให้อดีตกลายเป็นเครื่องพันธนาการพวกเราไว้ และหากว่าเรารู้จักปล่อยวางด้วยใจที่กล้าหาญไม่หวาดหวั่น ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะได้รับการฟื้นฟูและเพิ่มพูนให้กลายเป็นเท่าทวีคูณ สิ่งนี้เป็นเคล็ดลับพื้นฐานของการทำตามพันธกิจ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สัมผัสได้เพียงครั้งเดียว หากแต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในทุกครั้งเมื่อเราเริ่มต้นใหม่และถูกส่งให้ก้าวไปข้างหน้า
Jesus’ journey reveals to us that the willingness to lose oneself, to empty oneself, is not an end in itself, but a condition for encounter and intimacy. Love is true only when it is unguarded; it requires little fuss, no ostentation, and gently cherishes weakness and vulnerability. We struggle to commit ourselves to a mission that exposes us in this way, and yet there is no “good news to the poor” (cf. Lk 4:18) if we go to them bearing the signs of power, nor is there authentic liberation unless we free ourselves from attachment. Here we touch upon a second secret of the Christian mission. After detachment comes the law of encounter. We know that throughout history, mission has not infrequently been distorted by a desire for domination, entirely foreign to the way of Jesus Christ. Saint John Paul II had the clarity and courage to recognize that “because of the bond which unites us to one another in the Mystical Body, all of us, though not personally responsible and without encroaching on the judgment of God who alone knows every heart, bear the burden of the errors and faults of those who have gone before us.” (Bull of Indiction of the Great Jubilee of 2000 Incarnationis Mysterium (29 November 1998), 11.)
การเดินทางของพระเยซูเจ้าย่อมเผยให้เราได้เห็นว่า การเต็มใจสละตัวเองจนหมดสิ้น ไม่ใช่เป้าหมายในตัวมันเอง หากแต่เป็นเงื่อนไขสำหรับการพบปะและความใกล้ชิด ความรักจะเป็นจริงได้ต่อเมื่อไม่มีเครื่องกำบัง และเราก็สามารถมีความรักได้โดยที่ไม่ต้องทำเรื่องจุกจิกและไม่ต้องป่าวประกาศให้ใครมาดู และความรักก็ย่อมทะนุถนอมความอ่อนแอและความเปราะบางด้วยความอ่อนโยน จริงอยู่ที่ว่าการอุทิศตนเพื่อพันธกิจที่มาพร้อมกับความเสี่ยงเช่นนี้เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราไป[หาคนยากจน]โดยแบกเอาสัญลักษณ์แห่งอำนาจไปด้วย นั่นก็ย่อมไม่ใช่การ “ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน” และหากว่าเราไม่เป็นอิสระจากการยึดติด นั่นก็ย่อมไม่อาจเป็นการปลดปล่อยที่แท้จริงได้ ดังนั้น นอกจากเราจะต้องปล่อยวางแล้ว เรายังจะต้องไปพบปะด้วย สิ่งนี้เป็นเคล็ดลับอย่างที่สองในการดำเนินพันธกิจของคริสตชน พวกเรารู้ดีว่ามีบ่อยคร้งในประวัติศาสตร์ที่ความปรารถนาอยากครอบงำคนอื่นได้ทำให้พันธกิจของคริสตชนบิดเบี้ยวไป [การครอบงำแบบนี้]ไม่ใช่แนวทางแบบพระเยซูเจ้า ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญยอห์น ปอลที่สองได้ทรงยอมรับอย่างกล้าหาญและชัดเจนว่า “อาศัยสายสัมพันธ์ที่รวมเราทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในพระกายทิพย์ ถึงแม้ว่าเราทุกคนจะไม่ได้มีความรับผิดเป็นการส่วนตัว และถึงแม้ว่าพวกเราไม่อาจก้าวล่วงต่อการพิพากษาของพระเจ้า ผู้ทรงหยั่งรู้จิตใจของมนุษย์ทุกคนแต่ผู้เดียวได้ แต่พวกเราก็ย่อมต้องร่วมกันแบกรับภาระแห่งความผิดพลาดของบรรดาผู้ที่ได้ก้าวไปแล้วก่อนหน้าเรา” (สมณโองการ Incarnationis Mysterium ประกาศปีศักดิ์สิทธิ์ปีติมหาการุญ 2000, ข้อ 11)
Consequently, it is now a priority to remember that neither in the pastoral sphere nor in the social and political spheres can good come from abuse of power. The great missionaries bear witnesses to quiet, unobtrusive approaches, whose method is the sharing of life, selfless service, the renunciation of any calculated strategy, dialogue and respect. It is the way of the Incarnation, which always takes the form of inculturation. Salvation, in fact, can only be received by each person through his or her native language. “How is it that we hear, each of us, in our own native language?” ( Acts 2:8). The surprise of Pentecost is repeated when we do not presume to control God’s timing, but place our trust in the Holy Spirit, who “is present, even today, as in the time of Jesus and the Apostles: is present and at work, arriving before us, working harder than us and better than us; it is not for us to sow or awaken him, but first and foremost to recognize him, welcome him, go along with him, make way for him, and follow him. He is present and has never lost heart regarding our times; on the contrary, he smiles, dances, penetrates, engulfs, envelops, and reaches even where we would never have imagined.” (C.M. Martini, Three Tales of the Spirit, Milan 1997, 11)
ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบัน พวกเราจึงต้องให้ความสำคัญกับการระลึกว่า การใช้อำนาจอย่างผิด ๆ ไม่อาจทำให้เกิดสิ่งดีได้แต่อย่างใดเลย ไม่ว่าจะเป็นในบริบทของการอภิบาล หรือในด้านสังคมและการเมืองก็ตาม บรรดาธรรมทูตผู้ยิ่งใหญ่[ไม่ได้แพร่ธรรมด้วยการใช้อำนาจ หากแต่แพร่ธรรมด้วย]การเป็นพยานอย่างเงียบ ๆ และโดยไม่ยัดเยียด พวกท่านกระทำเช่นนั้นด้วยการแบ่งปันชีวิต ด้วยการอุทิศตนรับใช้อย่างไม่เห็นแก่ตัวเอง ด้วยการละทิ้งยุทธศาสตร์ที่เป็นการคิดคำนวณผลได้ผลเสีย ด้วยการเสวนา และด้วยการเคารพต่อผู้อื่น หนทางเหล่านี้เป็นหนทาง[เดียวกับการที่พระเยซูเจ้า]ทรงรับสภาพมนุษย์ ซึ่งย่อมปรากฏเป็นรูปแบบของการเข้าเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมเสมอ แท้จริงแล้ว ผู้คนจะเปิดใจยอมรับความรอดได้ต่อเมื่อ[มีการนำเสนอความรอด]ในภาษา[ที่เขาเข้าใจ ดังที่ผู้คนที่ได้ฟังบรรดาอัครสาวกต่างมีความประหลาดใจว่า] “ทำไมเราแต่ละคนจึงได้ยินเขาพูดภาษาท้องถิ่นของเรา” (กจ 2:8) และความประหลาดใจแห่งเปนเตกอสเตนี้ก็ย่อมเกิดขึ้นอีกครั้งได้ ถ้าเราไม่ก้าวล่วงจังหวะเวลาของพระเจ้า ถ้าเราเลือกที่จะกระทำการด้วยความวางใจในพระจิตเจ้า ผู้ทรง “ประทับอยู่แม้ในทุกวันนี้ เช่นเดียวกับในยุคสมัยของพระเยซูเจ้าและบรรดาอัครสาวก พระองค์ทรงประทับอยู่และทรงกระทำการ พระองค์ทรงไปถึงจุดหมายก่อนหน้าเรา พระองค์ทรงกระทำกิจการได้มากกว่าและดีกว่าพวกเรา พวกเราไม่มีหน้าที่นำพระองค์ไปหว่านหรือปลุกพระองค์ให้ตื่นขึ้น หากแต่หน้าที่ประการแรกของเรา คือการมองเห็นพระองค์ ต้อนรับพระองค์ เดินไปกับพระองค์ ตระเตรียมหนทางให้พระองค์ และติดตามพระองค์ไป พระองค์ทรงประทับอยู่และไม่ทรงหมดกำลังใจกับยุคสมัยของพวกเรา ในทางตรงข้าม สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำคือการมีรอยยิ้ม เต้นรำ ซึมซาบ โอบล้อม โอบคลุม และเสด็จไปถึงสถานที่ที่พวกเราไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการถึง” (การ์โล มารีอา มาร์ตีนี, นิทานสามเรื่องว่าด้วยพระจิตเจ้า, มิลาน, 1997, หน้า 11)
To establish this harmony with the transcendent, we must go where we are sent with simplicity, respecting the mystery that every person and every community carries within them. As Christians, we are guests. This is also true if we are bishops, priests, or men and women religious. To be hosts, in fact, we must learn to be guests ourselves. Even the places where secularization seems most advanced are not lands to be conquered or reconquered: “New cultures are constantly being born in these vast new expanses where Christians are no longer the customary interpreters or generators of meaning. Instead, they themselves take from these cultures new languages, symbols, messages and paradigms which propose new approaches to life, approaches often in contrast with the Gospel of Jesus… It must reach the places where new narratives and paradigms are being formed, bringing the word of Jesus to the inmost soul of our cities.” (Francis, Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium ,24 November 2013, 73-74) This happens only if we walk together as the Church, if mission is not a heroic adventure reserved for a few, but the living witness of a Body with many members.
หากเราต้องการจะมีความสอดประสานกับ[พระเจ้า ผู้ทรงอยู่]เหนือกาลเวลาและสถานที่ พวกเราก็จะต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่เราถูกส่งไป ด้วยจิตใจที่เรียบง่ายและเคารพต่อธรรมล้ำลึกที่มีอยู่ภายในผู้คนทุกคนและประชาคมทุกแห่ง ในฐานะคริสตชน พวกเราย่อมเป็นแขก สิ่งนี้เป็นความจริงเช่นกันแม้ว่าเราจะเป็นบิชอป บาทหลวง หรือนักบวชชายหญิงก็ตาม และหากเราจะเป็นเจ้าบ้านที่ดีได้ พวกเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเป็นแขกที่ดีก่อน ถึงแม้ว่า[พวกเราจะไปยัง]ดินแดนที่[แต่เดิมคริสต์ศาสนาเคยมีอิทธิพล แต่ตอนนี้กลับมี]แนวคิดฆราวาสนิยมอย่างมาก ทำให้คนออกห่างจากศาสนา แต่ดินแดนนั้นก็ไม่ได้ไว้ให้เราไปพิชิตหรือยึดคืนมา เหตุว่า “มีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อันกว้างขวางแห่งใหม่เหล่านี้ ที่ซึ่งคริสตชนไม่ได้เป็นผู้ตีความหรือผู้สร้างความหมายเหมือนเดิมอีกต่อไป ในทางตรงข้าม คริสตชนกลับกลายเป็นผู้ที่รับเอาภาษา สัญลักษณ์ สาร และกระบวนทัศน์ใหม่ ๆ จากวัฒนธรรมเหล่านี้ ที่นำเสนอวิถีทางใหม่ ๆ ในการดำเนินชีวิต ซึ่งบ่อยครั้งขัดแย้งกับพระวรสารของพระเยซูเจ้า… [พระวรสาร]จะต้องไปถึงสถานที่ซึ่งกำลังมีเรื่องเล่าและกระบวนทัศน์ใหม่ ๆ ถือกำเนิดขึ้นเช่นนี้ เพื่อที่จะนำพระวาจาของพระเยซูเจ้าเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของจิตวิญญาณแห่งเมืองทั้งหลายของเรา” (สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส, สมณสาส์นเตือนใจ Evangelii gaudium, 24 พฤศจิกายน 2023, ข้อ 73-74) สิ่งแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อพวกเราก้าวไปด้วยกันในฐานะพระศาสนจักร และเมื่อการทำตามพันธกิจไม่ใช่การผจญภัยเยี่ยงวีรบุรุษที่เป็นงานสำหรับคนส่วนน้อย หากแต่เป็นการเป็นพยานมีชีวิตของ[พระศาสนจักร ซึ่งเป็น]ร่างกายที่ประกอบด้วยสมาชิกมากมาย
There is also a third dimension, perhaps the most radical, of the Christian mission. The dramatic possibility of misunderstanding and rejection, which is already seen in the violent reaction of the people of Nazareth to Jesus’ words. “When they heard this, all in the synagogue were filled with rage. They got up, drove him out of the town, and led him to the brow of the hill on which their town was built, so that they might hurl him off the cliff” (Lk 4:28-29). Although the liturgical reading has omitted this part, what we are about to celebrate this evening calls on us not to flee, but to “pass through” the trial, just as Jesus did. Jesus “passed through the midst of them and went on his way” (Lk 4:30). The cross is part of the mission: the sending becomes more bitter and frightening, but also more freeing and transformative. The imperialist occupation of the world is thus disrupted from within; the violence that until now has been the law is unmasked. The poor, imprisoned, rejected Messiah descends into the darkness of death, yet in so doing he brings a new creation to light.
นอกจากนี้ พันธกิจของคริสตชนยังมีมิติอย่างที่สามซึ่งอาจเป็นเรื่องสุดโต่งที่สุดด้วย คือ ความเป็นไปได้ที่จะถูกเข้าใจผิดและถูกปฏิเสธ ดังที่เห็นได้จากปฏิกิริยารุนแรงที่ผู้คนชาวนาซาเร็ธมีต่อพระวาจาของพระเยซูเจ้า “เมื่อคนที่อยู่ในศาลาธรรมได้ยินเช่นนี้ ทุกคนโกรธเคืองยิ่งนัก จึงลุกขึ้นขับไล่พระองค์ออกไปจากเมือง นำไปที่หน้าผาของเนินเขาที่เมืองตั้งอยู่ ตั้งใจจะผลักพระองค์ลงไป” (ลก 4:28-29) ถึงแม้ว่าบทอ่านในพิธีกรรมจะละข้อความส่วนนี้ แต่สิ่งที่พวกเราจะเฉลิมฉลองในช่วงเย็น[ของวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์] ย่อมเป็นเสียงเรียกไม่ให้เราหนี หากแต่ให้เรา “ก้าวผ่าน” การทดลองให้ได้อย่างที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำ พระเยซูเจ้า “ทรงดำเนินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้น แล้วเสด็จจากไป” (ลก 4:30) ไม้กางเขนเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจ[คริสตชน] การถูกส่งไปนั้นอาจกลายเป็น[ประสบการณ์ที่]ขมขื่นและน่าหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งเสรีภาพและสร้างความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นด้วย เมื่อจักรวรรดิที่ครอบงำโลกนี้อยู่ถูกสั่นคลอนจากภายใน เมื่อความรุนแรงที่แต่เดิมเป็นกฎเกณฑ์ปกติได้ถูกกระชากหน้ากากและเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมา เมื่อพระเมสสิยาห์ผู้ยากไร้ ถูกจองจำ และถูกปฏิเสธ ได้เสด็จลงยังเบื้องลึกอันมืดมิดแห่งความตาย แต่ก็ได้ทรงบันดาลสิ่งสร้างใหม่ให้ถือกำเนิดขึ้น
How many “resurrections” are we called to experience when, free from a defensive attitude, we immerse ourselves in service like a seed in the earth! In life, we may face situations where everything seems to be over. We then ask ourselves whether the mission has been in vain. While it is true that, unlike Jesus, we also experience failures that stem from our own shortcomings or those of others, often from a tangled web of responsibilities of light and shadow, we can make the hope of many witnesses our own. I recall one who is particularly dear to me. A month before his death, in his notebook for the Spiritual Exercises, the holy Bishop Óscar Romero wrote: ‘The nuncio in Costa Rica has warned me of an imminent danger this very week… These unforeseen circumstances will be faced with God’s grace. Jesus Christ helped the martyrs and, if the need arises, I shall feel him very close when I entrust my last breath to him. But, more than the final moment of life, what matters is to give him one’s whole life and to live for him… It is enough for me, to be happy and confident, to know with certainty that in him is my life and my death; that, despite my sins, I have placed my trust in him and I shall not be disheartened, for others will continue, with greater wisdom and holiness, the work for the Church and for the homeland.”
พวกเรากำลังถูกเรียกให้อุทิศตนรับใช้ด้วยจิตใจที่ไร้เครื่องกำบัง ให้เราเป็นเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ในแผ่นดิน เพื่อที่เราจะได้สัมผัสกับการ “กลับคืนชีพ” จำนวนมากมายมหาศาล จริงอยู่ว่าในชีวิต เราอาจต้องพบกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่มีทางออก ทำให้เราคิดถามตัวเองว่าพันธกิจที่เราทำไปนั้นไร้ประโยชน์จริงหรือ และถึงแม้เป็นความจริงที่ว่า พวกเรา[ไม่ได้สมบูรณ์แบบ]เหมือนพระเยซูเจ้า ทำให้มีบางครั้งที่เราประสบกับความล้มเหลวอันเนื่องมาจากความบกพร่องของตัวเราเองหรือของผู้อื่น หรือบ่อยครั้งเป็นผลจากโครงสร้างหน้าที่รับผิดชอบที่พัวพันกันอย่างยุ่งเหยิงและมีความดีความชั่วปะปนกัน แต่ก็มีเรื่องราวการเป็นพยานของผู้อื่นจำนวนมากมายที่ยังมอบความหวังให้พวกเราได้ พ่อนึกถึงเรื่องหนึ่งที่พ่อประทับใจมาก เป็นเรื่องของนักบุญออสการ์ โรเมโร บิชอปผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งคอสตาริกา ไม่นานก่อนที่ท่านจะ[พลีชีพเป็นมรณสักขี] ท่านได้เขียนในบันทึกการปฏิบัติจิตของท่านไว้ว่า “สมณทูตประจำคอสตาริกาได้เตือนข้าพเจ้าเกี่ยวกับอันตรายเร่งด่วนที่จะมาถึงในสัปดาห์นี้ … [ข้าพเจ้าจะเผชิญกับ]สถานการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนเหล่านี้โดยพึ่งพาพระหรรษทานของพระเจ้า พระเยซูคริสตเจ้าได้ทรงช่วยเหลือบรรดามรณสักขีมาแล้ว และหากเกิดเหตุคับขัน ข้าพเจ้าก็ย่อมจะได้รู้สึกว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดข้าพเจ้าอย่างยิ่ง ในยามที่ข้าพเจ้ามอบถวายลมหายใจสุดท้ายไว้กับพระองค์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต คือการอุทิศชีวิตทั้งครบเพื่อพระองค์ และการมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ … หากว่าข้าพเจ้ามีความสุขและมีความมั่นใจ และได้รู้อย่างแน่นอนว่าชีวิตและความตายของข้าพเจ้าอยู่ในพระองค์ และได้รู้ว่าถึงแม้ข้าพเจ้าจะเป็นคนบาป แต่ความเชื่อมั่นที่ข้าพเจ้ามีอยู่ในพระองค์จะไม่มีทางผิดหวัง เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับข้าพเจ้า เหตุว่าการงานสำหรับพระศาสนจักรและสำหรับมาตุภูมิของข้าพเจ้านั้น ย่อมจะมีผู้อื่นรับไปกระทำต่อด้วยปรีชาญาณและความศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งกว่าที่ข้าพเจ้ามี”
Dearest sisters and brothers, the saints make history. This is the message of Revelation: “Grace to you and peace from him who is and who was and who is to come, and from the seven spirits who are before his throne” (Rev 1:4). This greeting encapsulates Jesus’ journey in a world torn apart by the powers that ravage it. Within it arises a new people, not of victims, but of witnesses. In this dark hour of history, it has pleased God to send us to spread the fragrance of Christ where the stench of death reigns. Let us renew our “yes” to this mission that calls for unity and brings peace. Yes, we are here! Let us overcome the sense of powerlessness and fear! We proclaim your death, O Lord, and we proclaim your resurrection, as we await your coming.
พี่น้องชายหญิงที่รักยิ่ง บรรดานักบุญเป็นผู้คนที่สร้างประวัติศาสตร์ หนังสือวิวรณ์ได้กล่าวไว้ว่า “ขอพระหรรษทานและสันติสุขจากพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ในปัจจุบัน ผู้ทรงดำรงอยู่ในอดีตและผู้เสด็จมา และจากจิตทั้งเจ็ดซึ่งอยู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระองค์ จงสถิตกับท่านทั้งหลาย ” (เทียบ วว 1:4) คำทักทายนี้ได้บรรยายอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับการเดินทางของพระเยซูเจ้าภายในโลกที่ถูกพลังอำนาจต่าง ๆ ทำร้าย อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ได้มีประชากรกลุ่มใหม่บังเกิดขึ้น พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่เป็นเหยื่อ หากแต่คือผู้คนที่เป็นพยาน ในช่วงเวลามืดมิดของประวัติศาสตร์ทุกวันนี้ พระเจ้าได้ทรงพอพระทัยที่จะส่งพวกเราไปเป็นผู้เผยแผ่กลิ่นหอมของพระคริสตเจ้าท่ามกลางกลิ่นเหม็นแห่งความตายที่ครอบงำ[โลก]อยู่ ดังนั้น ขอให้พวกเราตอบรับอีกครั้งต่อพันธกิจนี้ที่เรียกร้องความเป็นหนึ่งเดียวกันและนำมาซึ่งสันติสุข เพราะความจริงมีอยู่ว่า พวกเราอยู่ตรงนี้ ขอให้พวกเราเอาชนะความกลัวและความรู้สึกไร้เรี่ยวแรง พระเจ้าข้า พวกเราย่อมประกาศการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ และพวกเราย่อมประกาศว่าพระองค์ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ จนกว่าพระองค์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่ง
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บบทเทศน์ HOMILY ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
