บทเทศน์ และข้อคิด วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 11 เทศกาลธรรมดา
ปีพิธีกรรม A วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2026
“จากฝูงแกะที่ถูกทอดทิ้ง สู่ผู้เลี้ยงแกะด้วยความเมตตา”
บ่อยครั้งในชีวิตเมื่อเรามองไปรอบตัว เรามักจะรู้สึกเหนื่อยล้า สิ้นหวัง และรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางโลกที่สับสนวุ่นวาย ละเลย และโดดเดี่ยว บทอ่านในวันนี้ไม่ได้ปฏิเสธความจริงข้อนั้น แต่พระวาจาของพระเจ้ากำลังเปิดเผยให้เราเห็น “สายพระเนตร” ของพระองค์ที่มองตรงมายังความอ่อนแอของเรา และเปลี่ยนความอ่อนแอของเรามนุษย์ให้กลายเป็นพลังอย่างอัศจรรย์ใจ
1. พันธสัญญาแห่งความรัก: เราเป็นสมบัติล้ำค่า (บทอ่านที่ 1: อพยพ 19:2-6ก)
ในบทอ่านแรก พระเจ้าทรงเตือนใจประชากรอิสราเอล และทรงเตือนใจเราทุกคนในวันนี้ผ่านทางโมเสสว่า “ถ้าท่านทั้งหลายฟังเสียงเราและรักษาพันธสัญญาของเราไว้ ท่านจะเป็นสมบัติล้ำค่าของเรา”
ขอให้ลองจินตนาการดู ท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่และผู้คนนับล้าน พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพไม่ได้มองว่าเราเป็นเพียงตัวเลขหรือฝุ่นผง แต่ทรงถือว่าเราเป็น “สมบัติอันล้ำค่า” (Treasured Possession) พระองค์ทรงโอบอุ้มเราไว้ดั่งพญาอินทรีที่กางปีกอุ้มลูกๆ ของมันไว้ นี่คืออัตลักษณ์ที่แท้จริงของเรา เราไม่ได้โดดเดี่ยว แต่เรามีคุณค่าอย่างมหาศาลในสายพระเนตรของพระองค์
2. ข้อพิสูจน์ที่กางเขน: รักที่สุดแม้เรายังเป็นคนบาป (บทอ่านที่ 2: โรม 5:6-11)
นักบุญเปาโลตอกย้ำความรักนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในจดหมายถึงชาวโรม ท่านกล่าวคำที่ทรงพลังใจว่า “ขณะที่เรายังอ่อนแอ… พระเยซูคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อคนอธรรม”
มนุษย์เรามักจะรักคนที่ทำดีกับเรา หรือคนที่มีคุณค่าคู่ควรแก่การรัก แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พระองค์ไม่ได้รอให้เราดีพร้อม ไม่ได้รอให้เราศักดิ์สิทธิ์ก่อนแล้วจึงค่อยมารักเรา แต่พระองค์ทรงหลั่งโลหิตและสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ตั้งแต่วันที่เรายังหลงทาง ยังอ่อนแอ และยังเป็นคนบาป นี่คือกระแสธารแห่งความเมตตาที่ไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นรากฐานให้เราสามารถสวมทับด้วยสันติสุขและการคืนดีกับพระเจ้า
3. สายพระเนตรแห่งความสงสาร และการส่งไปเป็นผู้เลี้ยงแกะ (พระวรสาร: มัทธิว 9:36 – 10:8)
ในพระวรสารวันนี้ เราได้เห็นหัวใจของพระเยซูเจ้าอย่างชัดเจนที่สุด เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนจำนวนมาก พระองค์ทรง “สงสาร” (Compassion) คำนี้มาจากภาษาลาติน คือ cum+pastio พร้อมร่วมทุกข์ เพราะพวกเขาถูกละเลยและกระจัดกระจายไปเหมือนฝูงแกะที่ไม่มีคนเลี้ยง
ความสงสารของพระเยซูเจ้าไม่ใช่แค่ความรู้สึกเวทนาชั่วครู่ แต่นั่นคือความเจ็บปวดลึกๆ ในพระทัยที่เห็นมนุษย์ต้องทนทุกข์ และความสงสารนี้เองที่นำไปสู่ “การลงมือทำ”
พระองค์ทรงหันมาหาบรรดาศิษย์และตรัสว่า “ข้าวที่จะเก็บเกี่ยวมีมาก แต่คนงานมีน้อย” จากนั้นพระองค์ทรงเรียกอัครสาวกทั้งสิบสองคน ทรงมอบอำนาจ และ “ส่งเขาทั้งหลายออกไป”
น่าคิดอย่างยิ่งว่า พระองค์ไม่ได้ส่งพวกเขาออกไปเมื่อพวกเขามีความพร้อมเต็มร้อย ในรายชื่อสิบสองคนนั้น มีทั้งชาวประมงธรรมดา คนเก็บภาษีที่ผู้คนรังเกียจ และแม้กระทั่งยูดาสผู้ที่จะทรยศพระองค์ด้วยซ้ำ! แต่พระองค์ทรงเลือกพวกเขาและตรัสว่า “ท่านได้รับมาเปล่าๆ ก็จงให้เปล่าๆ เถิด”
สิ่งที่พระวาจาท้าทายเราในวันนี้
วันนี้พระเจ้ากำลังตรัสกับเราทุกคน ไม่ใช่แค่กับ พระสังฆราช พระสงฆ์หรือนักบวช แต่ตรัสกับคริสตชนทุกคนที่กำลังฟังพระวาจานี้…
- เปลี่ยนจาก “ผู้รับ” เป็น “ผู้ให้”: เราทุกคนเคยเป็นแกะที่หลงทางและได้รับการรักษาบาดแผลจากพระองค์มาแล้ว (ได้รับมาเปล่าๆ) วันนี้พระองค์ทรงขอให้เรานำความรักและความเมตตานั้นไปส่งต่อให้แก่ผู้อื่น (จงให้เปล่าๆ)
- มองด้วยสายพระเนตรของพระเยซูคริสต์: ในสังคมที่เต็มไปด้วยการตัดสินและแข่งขัน ขอให้เรามองคนรอบข้าง—ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน คนยากจน คนที่โลกทอดทิ้ง—ด้วยสายพระเนตรแห่งความสงสารและเข้าใจ ไม่ใช่สายพระเนตรแห่งการจับผิด
- ตระหนักในภารกิจ: ทุ่งนาแห่งวิญญาณในปัจจุบันกำลังรอคอยคริสตชนที่พร้อมจะก้าวออกไปประกาศข่าวดี นำสันติสุข คำปลอบโยน และความหวังไปมอบให้กับโลกที่กำลังสิ้นหวัง
ขอให้เราวอนขอพระหรรษทานจากพระจิตเจ้า เพื่อเราจะไม่เป็นเพียงผู้ฟังพระวาจา แต่เป็นผู้ที่ยอมให้พระวาจาขับเคลื่อนชีวิต ก้าวออกไปจากความสะดวกสบายของตนเอง เพื่อเป็น “คนงาน” ในทุ่งนาของพระองค์ นำความอบอุ่นของพระเจ้าไปสู่หัวใจของพี่น้องทุกคน… อาแมน
(ขออนุญาตเล่าเรื่องราวเพื่อเสริมความเข้าใจ)
ในสังคมไทยโบราณและชนบท สิ่งที่เปรียบเสมือนแกะที่มีค่าที่สุดของชาวนา และต้องการการดูแลเอาใจใส่ไม่ต่างกันก็คือ “ควาย” หรือ “วัว”
เรื่องของ “ผู้ใหญ่บ้านป้ายแดง กับ ควายทองคำของยายเมี้ยน”
ณ หมู่บ้านโคกอีแร้ง มีผู้ใหญ่บ้านคนใหม่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งมาหมาดๆ ชื่อ “ผู้ใหญ่โจ” แกเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง จบปริญญาโทด้านการบริหารมาจากในเมือง ชอบแต่งตัวโก้เก๋ ใส่ทองเส้นโต นั่งทำงานในห้องแอร์ที่สรงน้ำหอมฟุ้งที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน
วิสัยทัศน์ของผู้ใหญ่โจคือ: “ผมจะพัฒนาหมู่บ้านเราให้เป็น Smart Village ด้วยระบบดิจิทัล!” แกแจกไอแพด แจกสมาร์ทโฟนให้ชาวบ้าน โดยไม่สนเลยว่าชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นตาสียายสาที่ยังใช้มือถือปุ่มกดอยู่เลย
บ่ายวันหนึ่ง “ยายเมี้ยน” หญิงหม้ายแก่ๆ ในหมู่บ้าน วิ่งหน้าตั้ง หน้าดำคร่ำเครียด ฝ่าแดดเปรี้ยง 38 องศาเซลเซียส เข้ามาในห้องแอร์ของผู้ใหญ่โจ แกตะโกนลั่น: “ผู้ใหญ่โจ! ช่วยด้วย! เจ้า ‘บุญรอด’ ควายเผือกตัวโปรดของฉัน มันเตลิดหนีฝูงหายเข้าไปในป่ารกท้ายหมู่บ้าน ตอนนี้แดดร้อนตับแลบ น้ำก็ไม่มีกิน แถวนั้นมีหลุมพรางลึกที่พวกพรานขุดไว้ด้วย ฉันแก่แล้วเดินตามไม่ไหว ช่วยตามคนงานไปช่วยล้อมจับมันกลับมาที!”
ผู้ใหญ่โจฟังแล้วขมวดคิ้ว เอามือปัดๆ กลิ่นเหงื่อยายเมี้ยน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมวิสัยทัศน์ว่า: “โถยายเมี้ยน… ยายฟังผมนะ ยุคนี้มันยุค 5G แล้ว ยายยังจะวิ่งตามควายอยู่ทำไม? เอาอย่างนี้… ยายโหลดแอปพลิเคชัน ชื่อ ‘ตามล่าหาควาย’ ที่ผมเพิ่งพัฒนาขึ้นมาสิ แล้วปักหมุด GPS ไว้ เดี๋ยวระบบ AI ก็จะคำนวณพิกัดให้เอง ยายไปนั่งรอที่บ้านเถอะ หน้าที่ของผมคือบริหารจัดการระบบ ไม่ใช่เดินลุยโคลนไปตามควาย!”
ยายเมี้ยนอ้าปากค้าง มองหน้าผู้ใหญ่โจเหมือนมองตัวประหลาด ยายบอกว่า “ผู้ใหญ่… ควายมันไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กนะมันจะเปิด GPS ได้ยังไง! แถวนั้นยังมี ‘แตนต่อ’ (แตนป่าที่ดุมาก) ด้วยนะผู้ใหญ่ ถ้าไม่มีคนไปช่วยไล่ต้อนเจ้าบุญรอดออกมา มันโดนแตนรุมต่อยตายแน่!”
แต่ผู้ใหญ่โจไม่ฟัง สะบัดหน้าไปทางอื่น อ้างว่าต้องประชุมออนไลน์กับอำเภอ ยายเมี้ยนเลยต้องเดินคอตก ร้องไห้กลับไป…
ด้วยความโกรธและความเป็นห่วงควาย ยายเมี้ยนเลยเดินไปท้ายหมู่บ้าน ไปเจอ “ไอ้แผน” ขี้เมาประจำหมู่บ้านที่กำลังนั่งถอนหญ้าอยู่ใต้ต้นมะม่วง ยายเล่าเรื่องให้ฟัง ไอ้แผนฟังปุ๊บ วิญญาณฮีโร่เข้าสิงทันที มันตบหน้าอกปัง! “ยาย! บุญรอดมันเคยให้ฉันขี่หลังตอนเด็กๆ มันมีบุญคุณกับฉัน งานนี้ฉันลุยเอง!”
ไอ้แผนวิ่งไปที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ลากคอผู้ใหญ่โจที่กำลังนั่งจิบกาแฟสดแอร์เย็นๆ ออกมา บอกว่า “ผู้ใหญ่! ในฐานะผู้นำ ถ้าผู้ใหญ่ไม่ยอมลงพื้นที่ไปช่วยชาวบ้าน ผมจะฟ้องกำนัน! ไปกับผมเดี๋ยวนี้!” ผู้ใหญ่โจกลัวเสียคะแนนเสียงเลยต้องยอมเดินตามไปทั้งชุดซาฟารีสุดหรู
พอไปถึงป่าท้ายหมู่บ้าน บรรยากาศเงียบกริบ ทันใดนั้น! พวกเขาเห็นเจ้าบุญรอด (ควาย) ยืนขาติดหลุมพรางอยู่จริงๆ แต่มันไม่ได้อยู่ตัวเดียว… มันกำลังโดน “รังแตนดุร้าย” ขนาดเท่าบาตรพระที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ รุมตอมหึ่งๆ อยู่รอบตัวมัน! ควายร้อง มอๆๆ ด้วยความเจ็บปวด
ผู้ใหญ่โจเห็นดังนั้นก็หน้าซีด ควักมือถือขึ้นมาถ่ายรูป “อุ๊ย! ข้อมูลนี้ดีมาก เดี๋ยวผมขอไลฟ์สด (Live) รายงานสถานการณ์ให้ทางอำเภอทราบก่อนนะครับ เพื่อของบประมาณช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติสัตว์เคี้ยวเอื้อง…”
ไอ้แผนเห็นผู้ใหญ่โจมัวแต่สร้างภาพ ถ่ายรูปทำคอนเทนต์ ไม่ยอมลงมือช่วย แกเลยเหลืออดตาคว้า “ผ้าขาวม้า” ชุบน้ำค้างข้างทาง สะบัดพรึบ! แล้วตะโกนลั่นป่า: “ผู้ใหญ่! มัวแต่ไลฟ์สดหาพระแสงอะไร! ควายจะตายอยู่แล้ว!”
พูดไม่ทันขาดคำ ไอ้แผนลุยฝ่าดงแตนเข้าไปกอดคอเจ้าบุญรอด เอาผ้าขาวม้าปัดป้องตัวแตนอย่างพัลวัน ส่วนผู้ใหญ่โจโดนไอ้แผนผลักกระเด็น พลัดตกลงไปในปลักโคลนควายข้างๆ ทองเส้นโตเปื้อนขี้โคลนเละเทะ
แต่ความซวยยังไม่จบ… ลมพัดพรึบเดียว ฝูงแตนนับพันตัวที่กำลังโมโห เปลี่ยนเป้าหมายจากควาย พุ่งตรงมาหา “เสื้อซาฟารีสีขาวสะดุดตา” ของผู้ใหญ่โจทันที!
ผู้ใหญ่บอยร้องเสียงหลงเหมือนหมูโดนเชือด ทิ้งโทรศัพท์ไอโฟนราคาแพง ลืมภาพพจน์ปริญญาโทลอยหายไปในอากาศ แกกระโดดขึ้นจากปลักโคลน วิ่งสี่คูณร้อยลุยป่าหนาม แตนบินไล่ต่อย แกวิ่งร้องไห้จ๊ากๆ กลับหมู่บ้าน ตะโกนลั่นว่า “ช่วยด้วย! ควายช่วยผมด้วย!”
ส่วนไอ้แผนกับยายเมี้ยน ช่วยกันตัดเครือไม้ ดึงเจ้าบุญรอดขึ้นมาจากหลุมพรางได้อย่างปลอดภัย ควายรอดตาย ส่วนผู้ใหญ่โจต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลไปสองอาทิตย์เพราะโดนแตนต่อยหน้าบวมฉุเป็นลูกมะนาว!
ชาวบ้านเล่าลือกันทั้งหมู่บ้านว่า… “ผู้ใหญ่บ้านคนนี้เก่งทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่อง ‘ช่วยชาวบ้าน’ ขนาดควายยังส่ายหัวเลย!”
สรุปข้อคิดวันนี้จากเรื่องเล่า
ยายเมี้ยน คือภาพของคนที่ทุกข์ยาก ลำบาก เดือดร้อน ในสังคมเราวันนี้
- เจ้าบุญรอด (ควาย) คือจิตวิญญาณของผู้คนที่กำลังหลงทาง บาดเจ็บ และถูกรุมเร้าด้วยปัญหา (เหมือนแกะที่ไม่มีคนเลี้ยง)
- ผู้ใหญ่โจ คือภาพของ ‘คนงาน’ หรือ ‘ผู้นำ’ ที่ทำงานโชว์แต่เปลือก (เหมือนพวกฟาริสี) นั่งอยู่ในห้องแอร์ (Comfort Zone) บ้าทฤษฎี บ้าเทคโนโลยี และชอบทำคอนเทนต์สร้างภาพ แต่ไม่เคย ‘เปื้อนโคลน’ ลงไปสัมผัสความทุกข์ที่แท้จริงของชาวบ้านเลย
พระเยซูเจ้าในพระวรสารวันนี้ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนแล้วทรง ‘บีบคั้นหัวใจด้วยความสงสาร’ พระองค์จึงส่งอัครสาวกออกไป… พระองค์ไม่ได้ส่งพวกเขาไปเป็น ‘ผู้ใหญ่บ้านนั่งห้องแอร์’ แต่ส่งไปเป็น ‘ไอ้แผน’ ที่พร้อมจะสะบัดผ้าขาวม้า ลุยโคลน ลุยแดด ลุยฝูงแตน เพื่อไปดึงคนที่บาดเจ็บออกมาจากหลุมพรางของชีวิต
วันนี้… พระศาสนจักรและพวกเราคริสตชนไทยทุกคน พระเยซูเจ้าทรงถามเราว่า: เราจะเป็นผู้ใหญ่โจที่คอยนั่งตัดสิน นั่งสั่งการ นั่งสร้างภาพใจบุญอยู่ในวัด… หรือเราจะเป็นคนงานที่พร้อมจะเปื้อนโคลน ก้าวออกไปนอกวัด ไปซับน้ำตา ไปลุยฝ่าปัญหาเพื่อช่วยพี่น้องของเราที่กำลังหลงทาง?
ท่านรับมาเปล่าๆ และจงให้เปล่าๆ เถิด อย่ากลัวเปื้อนโคลน เพราะที่ไหนมีความทุกข์ ที่นั่นคือทุ่งนาของพระเจ้าที่รอเราอยู่… อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ





















