PASTORAL VISIT
การเสด็จเยี่ยมอภิบาล
HOLY MASS/พิธีบูชาขอบพระคุณ
HOMILY OF POPE LEO XIV
บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
Sacred Heart Parish of Jesus at Ponte Mammolo (Rome)
Fourth Sunday of Lent, 15 March 2026
ณ วัดพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า กรุงโรม ประเทศอิตาลี
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2026 ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 4 ของเทศกาลมหาพรต


มายังพี่น้องชายหญิงที่รัก
พิธีบูชาขอบพระคุณในวันนี้ย่อมมีเครื่องหมายแห่งความยินดีเป็นพิเศษ เพราะพวกเราได้มาพบกันในวันอาทิตย์ที่เรียกว่า วันอาทิตย์แห่งความชื่นชมยินดี ซึ่งชื่อนี้มาจากบทเริ่มพิธีมิสซา อันเป็นข้อความจากหนังสือประกาศกอิสยาห์ที่กล่าวว่า “เยรูซาเล็มเอ๋ย จงชื่นชมยินดีเถิด” (เทีย อสย 66:10)
สิ่งนี้ทำให้พวกเราคิดไตร่ตรอง เพราะในโลกทุกวันนี้มีพี่น้องชายหญิงจำนวนมากมายที่กำลังทนทุกข์จากความรุนแรงของการสู้รบ ซึ่งปะทุขึ้นจากคำกล่าวอ้างอย่างแปลกประหลาดที่ว่า สงครามจะช่วยคลี่คลายปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกเราควรจะต้องพูดคุยอย่างไม่ลดละเพื่อสร้างสันติภาพต่างหาก [นอกจากนี้]ยังมีบางคนที่เลือกหนทางแห่งความตายโดยบังอาจนำพระนามของพระเจ้ามาข้องเกี่ยวด้วย แต่ไม่มีใครที่สามารถนำพระเจ้าไปเป็นพรรคพวกของความมืดได้ เพราะพระองค์ย่อมเสด็จมาเพื่อประทานแสงสว่าง ความหวัง และสันติสุขให้แก่มนุษย์ในทุกเมื่อ ดังนั้น ผู้ใดที่เรียกหาพระเจ้า ผู้นั้นจึงต้องแสวงหาสันติภาพ
เรื่องที่กล่าวมานี้เป็นสารของวันอาทิตย์แห่งความชื่นชมยินดี เพราไม่ว่าบาปจะทำให้มนุษย์ตกสู่เหวลึกมืดมนแค่ไหน แต่พระคริสตเจ้าก็ย่อมทรงนำพาแสงสว่างที่รุ่งโรจน์ยิ่งกว่านั้น ซึ่งสามารถปลดปล่อยมนุษย์ให้พ้นจากความมืดบอดแห่งความชั่วร้าย เพื่อให้ชีวิตใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น
เรื่องราวการพบปะระหว่างพระเยซูเจ้ากับชายที่ตาบอดมาตั้งแต่เกิด (เทียบ ยน 9:1-41) แท้จริงแล้วอาจเปรียบได้กับการถือกำเนิด ซึ่งทำให้ชายตาบอดได้เป็นเหมือนกับเด็กทารกที่มาสู่แสงสว่าง เขาได้ค้นพบโลกใบใหม่ ได้มองเห็นตัวเอง ได้มองเห็นผู้อื่น และได้มองเห็นชีวิตด้วยสายตาแบบพระเจ้า (เทียบ 1ซมอ 16:9) [ในตอนนี้] ให้เราถามตัวเองว่า สายตาแบบพระเจ้านี้คืออะไร สายตาแบบนี้จะเผยให้เห็นอะไร อะไรคือความหมายของการ “มองดูสิ่งต่าง ๆ ด้วยสายตาแบบพระเจ้า”
สำหรับนักบุญยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสาร [การมีสายตาแบบพระเจ้า] เหนือสิ่งอื่นใดย่อมหมายถึงการเอาชนะอคติทั้งหลายที่ทำให้ผู้คนมองดูผู้คนที่กำลังทุกข์ทรมานว่าเป็นเพียงคนชายขอบที่น่ารังเกียจ หรือเป็นเพียงปัญหาที่ต้องหลีกเลี่ยง ซึ่งอคติเช่นนี้ทำให้ผู้คนปิดกั้นตัวเองอย่างแน่นหนาอยู่ในหอคอยแห่งความเห็นแก่ตัว บ่อยครั้งที่มีคนกล่าวในทำนองที่ว่า “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” แต่[เราได้เห็นว่าพระเยซูเจ้า]ไม่ได้ทรงกระทำเช่นนั้น เพราะพระองค์ทรงมองดูชายตาบอดด้วยความรัก พระองค์ไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนต่ำต้อยหรือน่ารำคาญ หากแต่เป็นคนที่เป็นที่รักและต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้น การพบปะ[ระหว่างพระเยซูเจ้ากับคนตาบอดคนนี้]จึงได้กลายเป็นโอกาสสำหรับการเผยแสดงกิจการของพระเจ้าออกมาภายในทุกสิ่งทุกอย่าง
“เครื่องหมาย” หรืออัศจรรย์ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงกระทำ เป็นการที่พระองค์ทรงเผยพระอานุภาพในฐานะพระเจ้า [สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ]แทบจะเป็นการย้อนรอยถึงการเนรมิตสร้าง พระองค์ทรงใช้ดินโคลนและน้ำลาย และทรงทำให้มนุษย์ได้กลับคืนสู่[ความบริบูรณ์] ทำให้เขาแสดงออกซึ่งความงามและศักดิ์ศรีของคนในฐานะสิ่งสร้างที่เป็นสิ่งคล้ายพระเจ้า เป็นพระฉายาของพระองค์ กล่าวคือ เมื่อเขา[ได้แสงสว่างกลับคืนมา ทำให้]ดวงตามองเห็น เขาก็ได้กลายเป็นพยานถึงแสงสว่าง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีแต่ความสุขสบาย เพราะเมื่อดวงตาของเขามองเห็น เขาก็จะต้องทำความคุ้นเคยกับสิ่งต่าง ๆ มากมายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาจะต้องแยกแยะรูปร่างและสีสันต่าง ๆ และยังจะต้องจัดระเบียบความสัมพันธ์กับผู้อื่นใหม่หมดด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นอกจากนี้ ท่าทีที่เป็นศัตรูของผู้คนรอบตัวเขากลับเพิ่มทวีขึ้น มีการยั่วยุ และแม้แต่บิดามารดาของเขาก็ยังไม่มีความกล้าพอที่จะปกป้องเขา (เทียบ ยน 9:18-23) เป็นเรื่องย้อนแย้งที่ดูเหมือนว่าบรรดาผู้คนที่ใกล้ชิดกับเขาต้องการจะลบล้างเรื่อง[อัศจรรย์นี้ให้เหมือนกับไม่เคยเกิดขึ้น] ไม่เพียงเท่านั้น เรายังได้เห็นว่าชายที่เคยตาบอดนี้ยังถูกผู้คนอื่นไต่สวน แต่การไต่สวนนี้แท้จริงแล้วพุ่งเป้ายังพระเยซูเจ้า เพราะพวกเขากล่าวหาพระองค์ว่า การที่ทรงเยียวยาชายผู้นี้เป็นการละเมิดวันสับบาโต
เราได้เห็นว่า บรรดาผู้คนที่อยู่ล้อมรอบนั้นมีสายตามืดบอดในอีกความหมายหนึ่ง ความมืดบอดนี้แตกต่าง[จากความพิการทางสายตา] และยังร้ายแรงยิ่งกว่า[ความมืดบอดทางกายด้วย] เพราะพวกเขามองไม่เห็นใบหน้าของพระเจ้าที่ได้มาอยู่ต่อหน้าเขา พวกเขาได้ละทิ้งโอกาสแห่งการพบปะที่นำมาซึ่งความรอด ด้วยการเลือกที่จะยึดติดกับความมั่นคงอันไร้ผลซึ่งมาจากการปฏิบัติตามพระบัญญัติแบบเถรตรงตามตัวอักษร อย่างไรก็ตาม จิตใจที่แข็งกระด้างของคนเหล่านี้ไม่ได้หยุดยั้งพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์ได้แสดงให้พวกเขาเห็นว่า ไม่มี “วันสับบาโต” ใดที่ขัดขวางกิจการแห่งความรักได้ ไม่เพียงเท่านั้น [พระองค์ยังทรงชี้ด้วยว่า] ความหมายของการพักผ่อนในวันสับบาโตสำหรับประชากรอิสราเอล ตลอดจนความหมายของวันพระเจ้าสำหรับพวกเรา[คริสตชน]ด้วยนั้น คือการเฉลิมฉลองธรรมล้ำลึกแห่งชีวิตซึ่งเป็นของประทาน ดังนั้น เมื่อผู้ใดได้มาอยู่ต่อหน้าธรรมล้ำลึกอันนี้ เขาก็ย่อมไม่อาจเมินเฉยต่อเสียงคร่ำครวญของพี่น้องชายหญิงที่กำลังทนทุกข์และร้องขอความช่วยเหลือได้
ในแง่นี้ บางทีอาจกล่าวได้ว่าพวกเราเองก็อาจตาบอดได้เหมือนกัน หากว่าเราไม่สนใจคนอื่น ไม่สนใจปัญหาของคนอื่น ในอีกด้านหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องให้พวกเราเจริญชีวิตในอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมคริสตชนยุคแรกเริ่มต่างเข้าใจดี เพราะพวกเขากระทำตนเป็นพี่น้องชายหญิงให้แก่กันและกัน ด้วยการอธิษฐานภาวนาอย่างสม่ำเสมอ และด้วยการแบ่งปันทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความปีติยินดีและด้วยจิตใจที่เรียบง่าย (เทียบ กจ 2:42-47) การที่พวกเขาทำเช่นนี้ได้ ไม่ได้เป็นเพราะว่าในยุคนั้นไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค หากแต่เป็นเพราะพวกเขาไม่ยอมแพ้[ต่อปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้] พวกเขาได้รับพละกำลังจากของประทานแห่งศีลล้างบาป และพวกเขาได้พยายามเจริญชีวิตในฐานะสิ่งสร้างใหม่ ด้วยความสนิทสัมพันธ์และสันติสุขกับผู้คนทุกคน และด้วยการทำให้ประชาคมกลายเป็นครอบครัวที่คอยอยู่เคียงข้างและสนับสนุน[กันและกัน]
พี่น้องชายหญิงที่รัก พวกเราเองก็ถูกเรียกให้ออกผลเช่นนี้ด้วยในฐานะทีเป็นบุตรชายหญิงแห่งแสงสว่าง (เทียบ 1 ธส 5:4-5) และชุมชนวัดของพวกลูกก็ได้กระทำตามพันธกิจนี้ด้วยความซื่อสัตย์มาแล้วถึงราวเก้าสิบปี ด้วยการดูแลเป็นพิเศษต่อสถานการณ์ความยากจน การกีดกัน และสภาวะความยากลำบากที่จำเป็นเร่งด่วน ด้วยการให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อเรือนจำเรบิบเบียซึ่งอยู่ในเขตวัดของพวกลูก นอกจากนี้ พวกลูกยังได้กระทำสิ่งอื่นมากมายที่แสดงถึงความใส่ใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน[กับผู้ตกทุกข์ได้ยาก]
พ่อทราบว่าพวกลูกได้ช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้ย้ายถิ่นจากประเทศต่าง ๆ ให้ปรับตัวเข้าสู่สังคม ให้พวกเขาได้เรียนภาษา ให้พวกเขาได้มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และให้พวกเขาได้มีอาชีพสุจริตและปลอดภัย แน่นอนว่ามีความยากลำบากมากมาย และน่าเสียใจที่ว่า บางครั้งความยากลำบากเหล่านี้กลับถูกซ้ำเติมโดยผู้ที่ไร้มโนธรรม ซึ่งใช้ความยากจนข้นแค้นของผู้ที่อ่อนแอที่สุดเป็นโอกาสเพื่อหาประโยชน์ใส่ตน อย่างไรก็ตาม พ่อทราบดีว่าพวกลูกหลายคนมีความมุ่งมั่นเหลือเกินที่จะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ผ่านทางกิจการของคาริตัส ผ่านทางการดำเนินงานในบ้านพักสำหรับสตรีและมารดาที่ตกทุกข์ได้ยาก และผ่านทางความริเริ่มอื่น ๆ มากมาย นอกจากนี้ พ่อยังทราบด้วยเช่นกันว่าพวกลูกอุทิศตนอย่างกระตือรือร้นและด้วยใจกว้าง เพื่อการอบรมขัดเกลาเยาวชนและเด็ก ๆ ผ่านทางศูนย์เยาวชน และกิจกรรมศึกษาอบรมในรูปแบบต่าง ๆ
เมื่อกล่าวถึงพระพักตร์ของพระเจ้าซึ่งพวกเราได้รับเรียกให้เป็นภาพสะท้อนในโลกนี้ นักบุญเอากุสตินได้กล่าวกับคริสตชนในสมัยของท่านไว้ดังนี้ว่า “ความรักมีหน้าตาอย่างไร มีรูปทรงอย่างไร มีรูปร่างอย่างไร มีเท้ามีมือเป็นแบบใด […] ความรักมีเท้าที่นำทางไปสู่พระศาสนจักร ความรักมีมือที่ให้ทานแก่คนยากจน ความรักมีดวงตาที่มองเห็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือ” (จดหมายถึงปาร์ธอส ว่าด้วยจดหมายของนักบุญยอห์น, 7, 10) ก่อนจะกล่าวเสริมเกี่ยวกับความรักความเมตตาว่า “จงเก็บรักษาไว้ จงโอบรับ เพราะไม่มีสิ่งใดที่หอมหวานยิ่งไปกว่า[ความรักความเมตตา]” (เรื่องเดียวกัน)
พี่น้องชายหญิงที่รัก นี่คือของประทานแห่งแสงสว่างที่พวกลูกได้รับมอบหมาย เพื่อที่ลูกจะทำให้ของประทานอันหอมหวานนี้เติบโตขึ้นภายในตัวลูกและในท่ามกลางพวกลูก และเพื่อที่ลูกจะทำให้ของประทานนี้แพร่กระจายไปในโลก ด้วยการอธิษฐานภาวนา ด้วยการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ และด้วยกิจเมตตา ขอให้ลูกจงมีความเพียรทนบนเส้นทางนี้ต่อไป
ขอให้พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นองค์อุปถัมภ์วัดของลูก โปรดทรงก่อร่างและปกปักรักษาประชาคมที่ดีงามแห่งนี้ให้เจริญยิ่งขึ้นเสมอไป เพื่อว่าด้วยจิตตารมณ์เดียวกับพระคริสตเจ้า (เทียบ ฟป 2:5) พวกลูกจะได้เจริญชีวิตและเป็นพยานถึงขุมทรัพย์แห่งพระหรรษทานที่พวกลูกได้รับแล้ว ด้วยความปีติยินดีและด้วยความมุ่งมั่นอุทิศตน
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเก็บบทเทศน์ HOMILY ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่
