LEO XIV
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
GENERAL AUDIENCE/การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป
Audience Hall
Wednesday, 28 January 2026
ณ หอประชุมใหญ่เปาโลที่หก นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันพุธที่ 28 มกราคม 2026


Catechesis. The Documents of Vatican Council II. I. Dogmatic Constitution Dei Verbum. 3. A single sacred deposit. The relationship between Scripture and Tradition.
การเรียนคำสอนต่อเนื่อง : มองสภาสังคายนาวาติกันที่สองผ่านเอกสารของสภาสังคายนา I. สังฆธรรมนูญข้อเชื่อ Dei Verbum ว่าด้วยการเผยแสดงของพระเจ้า (3) คลังความเชื่อหนึ่งเดียว : ความสัมพันธ์ระหว่างพระคัมภีร์กับธรรมประเพณี
Dear brothers and sisters, good morning and welcome!
เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก อรุณสวัสดิ์และยินดีต้อนรับ
Continuing our reading of the Conciliar Constitution Dei Verbum on Divine Revelation, today we will reflect on the relationship between Sacred Scripture and Tradition. We can take two Gospel scenes as a backdrop. In the first, which takes place in the Upper Room, Jesus, in his great discourse-testament addressed to the disciples, affirms: “These things I have spoken to you, while I am still with you. But the Counsellor, the Holy Spirit, whom the Father will send in my name, he will teach you all things, and bring to your remembrance all that I have said to you. … When the Spirit of truth comes, he will guide you into all the truth” (Jn 14:25-26; 16:13).
พวกเรายังคงอ่านสังฆธรรมนูญ Dei Verbum ว่าด้วยการเผยแสดงของพระเจ้า ซึ่งเป็นเอกสารของสภาสังคายนาวาติกันที่สอง โดยวันนี้ พวกเราจะไตร่ตรองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระคัมภีร์กับธรรมประเพณี ในเรื่องนี้ เราสามารถนำเรื่องราวจากพระวรสาร 2 เรื่องมาเป็นพื้นหลัง เรื่องแรกคือสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องชั้นบน เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสสอนบรรดาศิษย์และประทานพันธสัญญาแก่เขาทั้งหลายว่า “เราบอกสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟังขณะที่เรายังอยู่กับท่าน แต่พระผู้ช่วยเหลือคือพระจิตเจ้าที่พระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรานั้นจะทรงสอนท่านทุกสิ่ง และจะทรงให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน … เมื่อพระจิตแห่งความจริงเสด็จมา พระองค์จะทรงนำท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล” (ยน 14:25-26; 16:13)
The second scene takes us instead to the hills of Galilee. The risen Jesus shows himself to the disciples, who are surprised and doubtful, and he advises them: “Go therefore and make disciples of all nations … teaching them to observe all that I have commanded you” (Mt 28:19-20). In both of these scenes, the intimate connection between the words uttered by Christ and their dissemination throughout the centuries is evident.
ส่วนเรื่องที่สองเกิดขึ้นในพื้นที่ภูเขาของกาลิลี พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพได้ประจักษ์พระองค์แก่บรรดาศิษย์ ขณะที่พวกเขากำลังประหลาดใจและสงสัย พระองค์ก็ได้ตรัสสั่งพวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา […] จงสอนเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกข้อที่เราให้แก่ท่าน” (มธ 28:19-20) ในทั้งสองเรื่องย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า พระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัส มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดแนบแน่นกับการที่พระวาจานั้นได้แพร่หลายไปตลอดทุกยุคทุกสมัย
It is what the Second Vatican Council affirms, using an evocative image: “There exists a close connection and communication between sacred tradition and Sacred Scripture. For both of them, flowing from the same divine wellspring, in a certain way merge into a unity and tend toward the same end” (Dei Verbum, 9). Ecclesial Tradition branches out throughout history through the Church, which preserves, interprets and embodies the Word of God. The Catechism of the Catholic Church (cf. no. 113) refers, in this regard, to a motto of the Church Fathers: “Sacred Scripture is written principally in the Church’s heart rather than in documents and records”, that is, in the sacred text.
สภาสังคายนาวาติกันที่สองได้ยืนยันถึงเรื่องนี้อย่างเห็นภาพว่า “ธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์กับพระคัมภีร์มีความสัมพันธ์กันและสื่อสารต่อกันอย่างใกล้ชิด เหตุว่าทั้งคู่ล้วนหลั่งไหลมาจากบ่อเกิดต้นธารเดียวกันในพระเจ้า ทั้งยังได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวด้วยวิธีการบางอย่าง และมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน” (สังฆธรรมนูญ Dei Verbum, ข้อ9) ธรรมประเพณีของพระศาสนจักรได้แตกกิ่งก้านแผ่ขยายไปตลอดทุกยุคทุกสมัยของประวัติศาสตร์ อาศัยพระศาสนจักรที่เป็นผู้รักษาและตีความพระวาจาของพระเจ้า และทำให้พระวาจานั้นปรากฏเป็นรูปธรรม ในแง่นี้ หนังสือคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก (เทียบ ข้อ 113) ได้กล่าวถึงคำคมหนึ่งของปิตาจารย์ของพระศาสนจักรที่กล่าวไว้ว่า “โดยหลักแล้ว พระคัมภีร์ย่อมถูกเขียนไว้ในหัวใจของพระศาสนจักร ยิ่งกว่าในเอกสารและบันทึกทั้งหลาย” ที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
In the light of Christ’s words, quoted above, the Council affirms that “this tradition which comes from the Apostles develops in the Church with the help of the Holy Spirit” (Dei Verbum, 8). This occurs with full comprehension through “contemplation and study made by believers”, through “a penetrating understanding of the spiritual realities which they experience” and, above all, with the preaching of the successors of the apostles who have received “the sure gift of truth”. In short, “the Church, in her teaching, life and worship, perpetuates and hands on to all generations all that she herself is, all that she believes” (ibid.).
อาศัยแสงสว่างจากพระวาจาของพระคริสตเจ้าดังที่พวกเราได้อ้างถึงไปแล้ว สภาสังคายนาได้ยืนยันว่า “ธรรมประเพณีนี้ที่เนื่องมาจากบรรดาอัครสาวก ย่อมมีพัฒนาการภายในพระศาสนจักร อาศัยการช่วยเหลือจากพระจิตเจ้า” (สังฆธรรมนูญ Dei Verbum, ข้อ8) พัฒนาการดังกล่าวย่อมมาพร้อมกับความตระหนักและเข้าใจอย่างเต็มที่ที่มาจาก “การรำพึงและศึกษาของบรรดาผู้เชื่อ” และจาก “การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความเป็นจริงฝ่ายจิตที่พวกเขาได้สัมผัสผ่านประสบการณ์” และเหนือสิ่งอื่นใด คือ จากการเทศน์สอนของบรรดาผู้สืบตำแหน่งจากบรรดาอัครสาวก ซึ่งได้รับ “ของประทานแห่งความจริงที่แน่นอนเชื่อถือได้” กล่าวโดยสรุปว่า “พระศาสนจักร อาศัยการสอน การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ และการกระทำคารวกิจ ย่อมทำซ้ำอย่างต่อเนื่องซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่พระศาสนจักรเป็นอยู่ และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระศาสนจักรเชื่อ และถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้แก่บรรดาผู้คนทุกยุคทุกสมัย” (เรื่องเดียวกัน)
In this regard, the expression of Saint Gregory the Great is famous: “The Sacred Scriptures grow with the one who reads them”. (Homiliae in Ezechielem I, VII, 8: PL 76, 843D) And Saint Augustine had already remarked that “there is only one word of God that unfolds through Scripture, and there is only one Word that sounds on the lips of many saints”. (Enarrationes in Psalmos 103, IV, 1) The Word of God, then, is not fossilized, but rather it is a living and organic reality that develops and grows in Tradition. Thanks to the Holy Spirit, Tradition understands it in the richness of its truth and embodies it in the shifting coordinates of history.
ในแง่นี้ สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญเกรโกรีผู้ยิ่งใหญ่ได้ตรัสไว้ในคำกล่าวที่เป็นที่รู้จักว่า “พระคัมภีร์ย่อมเติบโตไปพร้อม ๆ กับผู้ที่อ่าน[พระคัมภีร์]” (บทเทศน์ว่าด้วยหนังสือประกาศกเอเสเคียล I, VII, 8: PL 76, 843D) ขณะที่นักบุญเอากุสตินก็ได้กล่าวไว้ว่า “พระวาจาของพระเจ้าที่ถูกเปิดออกอาศัยพระคัมภีร์ย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว และพระวาจาที่ดังออกจากปากของบรรดานักบุญมากมายก็ย่อมมีเพียงหนึ่งเดียว” (คำบรรยายเพลงสดุดี, บทที่ 103, IV, 1) ดังนั้น พระวาจาของพระเจ้าจึงไม่กลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ หากแต่[ยังคง]เป็นความจริงมีชีวิตที่เติบโตและมีพัฒนาการภายในธรรมประเพณี พระจิตเจ้าได้ทรงทำให้ธรรมประเพณีได้เข้าใจพระวาจาของพระเจ้าภายในความร่ำรวยมหาศาลแห่งความจริง และทำให้ธรรมประเพณีได้ปรากฏเป็นรูปธรรมท่ามกลางสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคสมัยต่าง ๆ ของประวัติศาสตร์
In this regard, the proposal of the holy Doctor of the Church John Henry Newman in his work entitled The Development of Christian Doctrine is striking. He affirmed that Christianity, both as a communal experience and as a doctrine, is a dynamic reality, in the manner indicated by Jesus himself in the parables of the seed (cf. Mk 4:26-29): a living reality that develops thanks to an inner vital force. (Cf. J.H. Newman, An Essay on the Development of Christian Doctrine, Milan 2003, p. 104.)
ในแง่นี้ นักบุญจอห์น เฮนรี นิวแมน นักปราชญ์ของพระศาสนจักร ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่น่าสนใจไว้ภายในผลงานเรื่อง “พัฒนาการของคำสอนในคริสต์ศาสนา” ว่า คริสต์ศาสนาเป็นความจริงที่มีพลวัต ทั้งในฐานะประสบการณ์ของประชาคม และในฐานะคำสอนด้วย ดังที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสชี้ไว้ในการอุปมาเรื่องเมล็ดพันธุ์ (เทียบ มก 4:26-29) ซึ่งเป็นความจริงมีชีวิตที่พัฒนาโดยอาศัยพลังชีวิตที่มีอยู่ภายในนั้น (เทียบ จอห์น เฮนรี นิวแมน, บทความว่าด้วยพัฒนาการของคำสอนในคริสต์ศาสนา, บทที่ 2, 16)
The apostle Paul repeatedly exhorts his disciple and collaborator Timothy: “O Timothy, guard what has been entrusted to you” (1 Tim 6:20; cf. 2 Tim 1:12-14). The Dogmatic Constitution Dei Verbum echoes this Pauline text when it says: “Sacred tradition and Sacred Scripture form one sacred deposit of the word of God, committed to the Church”, interpreted by the “living teaching office of the Church, whose authority is exercised in the name of Jesus Christ” (no. 10). “Deposit” is a term that, in its original meaning, is juridical in nature and imposes on the depositary the duty to preserve the content, which in this case is the faith, and to transmit it intact.
นักบุญเปาโลอัครสาวกได้เตือนใจนักบุญทิโมธี ผู้เป็นศิษย์และผู้ร่วมงานของท่าน โดยกล่าวไว้หลายครั้งว่า “จงเฝ้ารักษาสิ่งที่ท่านได้รับฝากไว้” (1ทธ 6:20; เทียบ 2ทธ 1:12-14) สังฆธรรมนูญ Dei Verbum ได้สะท้อนคำกล่าวของนักบุญเปาโลนี้ด้วยข้อความว่า “ธรรมประเพณีและพระคัมภีร์ ย่อมประกอบเป็นคลังศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวแห่งพระวาจาของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่พระศาสนจักรได้รับมอบหมายให้รักษา” และเป็นสิ่งที่ถูกตีความโดย “อำนาจสอนอันทรงชีวิตของพระศาสนจักร ซึ่ง[เป็นผู้ใช้]สิทธิอำนาจนี้ เดชะพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า” (ข้อ 10) คำว่า “คลัง” นี้ [ย่อมมีนัยสื่อถึงการฝากทรัพย์] ที่เป็น[กลไก]ทางกฎหมายที่ทำให้ผู้รับฝากมีหน้าที่ดูแลรักษาสิ่งที่ตนรับฝาก ซึ่งในที่นี้คือความเชื่อ และทำให้เกิดหน้าที่ในการส่งต่อ[ความเชื่อ]อย่างสมบูรณ์ไม่บกพร่องอีกด้วย
The “deposit” of the Word of God is still in the hands of the Church today, and all of us, in our various ecclesial ministries, must continue to preserve it in its integrity, as a lodestar for our journey through the complexity of history and existence.
พระศาสนจักรทุกวันนี้ยังคงมี “คลัง” แห่งพระวาจาของพระเจ้าอยู่กับตน และพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะมีงานรับใช้แบบใดในพระศาสนจักร ก็มีหน้าที่ต้องรักษาคลังนี้ไว้ให้สมบูรณ์ครบถ้วน เพื่อให้เป็นดวงดาวนำทางพวกเราก้าวเดินผ่านยุคสมัยและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ซับซ้อน
In conclusion, dear friends, let us listen once more to Dei Verbum, which exalts the interweaving of Sacred Scripture and Tradition: it affirms that they “are so linked and joined together that they cannot stand independently, and together, each in their own way, under the action of the one Holy Spirit, they contribute effectively to the salvation of souls” (cf. no. 10).
ท้ายที่สุดนี้ พ่ออยากขอให้พวกเราทุกคนรับฟังสิ่งที่สังฆธรรมนูญ Dei Verbum ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันระหว่างพระคัมภีร์กับธรรมประเพณีว่า ทั้งสองสิ่งนี้ “เชื่อมโยงและผูกติดเข้าด้วยกัน[อย่างแนบแน่น]จนไม่มีสิ่งใดที่จะดำรงอยู่ได้โดยปราศจากอีกสิ่งหนึ่ง และทั้งสองสิ่งนี้ก็ย่อมร่วมกันทำประโยชน์อย่างเห็นผลได้ในแนวทางของตนเอง ภายใต้กิจการของพระจิตเจ้าหนึ่งเดียว ในการช่วยวิญญาณทั้งหลายให้รอด” (เทียบ สังฆธรรมนูญ Dei Verbum, ข้อ10)
พระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาหลังการสอนคำสอน
Yesterday was the International Remembrance Day for all victims of the Holocaust, which brought death to millions of Jews and to many other people. On this yearly occasion of painful remembrance, I ask the Almighty for the gift of a world without antisemitism and without prejudice, oppression, and persecution of any human creature. I renew my appeal to the community of nations to remain ever vigilant. May the horror of genocide never again be inflicted upon any people and that a society founded on mutual respect and the common good may be built.
เมื่อวานนี้เป็นวันระลึกถึงเหยื่อการสังหารหมู่ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง มีชาวยิวและผู้คนอื่นมากมายรวมหลายล้านคนที่ต้องตายในการสังหารหมู่นั้น ในโอกาสแห่งการรำลึกเหตุการณ์ที่น่าเจ็บปวดนี้ พ่อขอวิงวอนพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ โปรดทรงบันดาลให้โลกนี้ปราศจากแนวคิดที่มุ่งข่มเหงรังแกและเข่นฆ่าชาวยิว และปราศจากอคติ การกดขี่ และการประหัตประหารเบียดเบียนมนุษย์ในทุกรูปแบบ [นอกจากนี้] พ่อขอเรียกร้องอีกครั้งให้ประชาคมนานาชาติเฝ้าระวังอย่างไม่ประมาท เพื่อไม่ให้ความน่าสะพรึงกลัวแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต้องเกิดขึ้นอีก และเพื่อให้มีการสร้างสังคมบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน และ[การให้ความสำคัญ]ต่อความดีส่วนรวม
I greet the English-speaking pilgrims and visitors taking part in today’s audience, in particular the groups from Scotland, Ireland, Iceland, Australia, India and the United States of America. Upon you and your families, I invoke the joy and peace of our Lord Jesus Christ. God bless you!
พ่อขอส่งคำทักทายอย่างอบอุ่นแก่ผู้แสวงบุญและผู้มาเยือนที่พูดภาษาอังกฤษที่ได้มาหาพ่อในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มาจากสกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ ออสเตรเลีย อินเดีย และสหรัฐอเมริกา พ่อขอให้ลูกทุกคนและครอบครัวของลูกจงได้รับความปีติยินดีและสันติสุขของพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย ขอให้พระเจ้าโปรดทรงอวยพรลูกทุกคน
Il mio pensiero va infine ai giovani, ai malati e agli sposi novelli. Celebriamo oggi la memoria liturgica di San Tommaso d’Aquino. Il suo esempio spinga voi, cari giovani, […] a seguire Gesù come autentico maestro di vita e santità. L’intercessione di questo Santo Dottore della Chiesa ottenga per voi, cari malati, la serenità e la pace che si attingono al mistero della croce, e per voi, cari sposi novelli, la sapienza del cuore perchè compiate generosamente la vostra missione nella società. A tutti la mia benedizione!
ท้ายสุด พ่อขอทักทายบรรดาเยาวชน บรรดาคนป่วย และคนที่เพิ่งแต่งงาน พิธีกรรมในวันนี้เป็นการระลึกถึงนักบุญโทมัส อาควีนัส ขอให้แบบอย่างของท่านจงเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกทุกคนที่เป็นเยาวชนจงติดตามพระเยซูเจ้า ผู้ทรงเป็นครูแท้ที่สอนให้พวกเรารู้เกี่ยวกับชีวิตและความเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ขอให้การเสนอวิงวอนของท่านนักบุญ ผู้เป็นนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร โปรดช่วยให้ลูกทุกคนที่เป็นคนป่วยได้รับสันติสุขและความสงบทางจิตใจที่หลั่งไหลมาจากธรรมล้ำลึกแห่งไม้กางเขน และสำหรับลูกทุกคนที่เพิ่งแต่งงาน พ่อขอให้ลูกได้มีหัวใจแห่งปรีชาญาณ เพื่อที่ลูกจะได้กระทำตามหน้าที่พันธกิจของตนด้วยใจกว้างภายในสังคม พ่อขออวยพรลูกทุกคน
ใจความสรุปการสอนคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปา
Dear brothers and sisters, in our catechesis on the Dogmatic Constitution Dei Verbum, today we considered the relationship between Scripture and Tradition. In the passage we just heard from John’s Gospel, Jesus says he will send the Holy Spirit to guide the Apostles to remember, apply and proclaim everything he taught. Sacred Scripture, the inspired word of God, and Sacred Tradition, the living memory of the Church, are intimately bound together and form the one Deposit of Faith. This deposit which contains the entirety of our faith –- doctrine, worship, morality, etc. –- is not static but dynamic for it develops and is more profoundly understood by the Church over the centuries, under the guidance of the Holy Spirit. Entrusted to the Church, who preserves and interprets it in Jesus’ name, this deposit helps us to navigate the complexities of life to reach our eternal home in heaven. May we become living and faithful witness to God’s word in Scripture and Tradition.
พี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเรียนคำสอนต่อเนื่องวันนี้ พวกเราจะพิจารณาเกี่ยวกับสังฆธรรมนูญข้อเชื่อ Dei Verbum ว่าด้วยการเผยแสดงของพระเจ้า [ซึ่งเป็นเอกสารของสภาสังคายนาวาติกันที่สอง] โดยไตร่ตรองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระคัมภีร์กับธรรมประเพณี ในบทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์นที่พวกเราเพิ่งฟังไป พระเยซูเจ้าตรัสว่าจะทรงส่งพระจิตเจ้ามา เพื่อให้พระจิตเจ้าทรงนำทางบรรดาอัครสาวกให้สามารถจดจำ ปรับใช้ และประกาศทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเยซูเจ้าได้ทรงสอน พระคัมภีร์ซึ่งเป็นพระวาจาที่พระเจ้าทรงดลใจ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแนบแน่นอยู่กับธรรมประเพณีซึ่งเป็นความทรงจำมีชีวิตของพระศาสนจักร และสองสิ่งนี้ก็ได้ก่อร่างเป็นคลังแห่งความเชื่อหนึ่งเดียว ซึ่งภายในนั้นมีความเชื่อทุกอย่างของพวกเราอยู่ ทั้งในรูปข้อคำสอน คารวกิจ ศีลธรรมจรรยา และอื่น ๆ คลังความเชื่อนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่เป็นสิ่งที่มีพลวัต เพราะตลอดทุกยุคทุกสมัยในประวัติศาสตร์ เมื่อพระจิตเจ้าทรงนำทาง ก็จะทำให้คลังความเชื่อมีพัฒนาการ และทำให้พระศาสนจักรเข้าใจ[ความเชื่อของตน]อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น คลังความเชื่อนี้เป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงฝากไว้ให้พระศาสนจักรดูแลรักษาและตีความความเชื่อนี้เดชะพระนามของพระองค์ ซึ่งการที่พระศาสนจักรกระทำเช่นนี้ ก็ย่อมทำให้คลังความเชื่อกลายเป็นสิ่งที่นำพาพวกเราให้เดินหน้าไปอย่างถูกทิศทางท่ามกลางชีวิตที่ซับซ้อน เพื่อที่ในท้ายที่สุด พวกเราจะได้ไปถึงบ้านนิรันดรในสวรรค์ ดังนั้น ขอให้พวกเราเจริญชีวิตเป็นพยานที่ซื่อสัตย์ถึงพระวาจาของพระเจ้า ทั้งในพระคัมภีร์ และในธรรมประเพณีด้วย
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บการสอนคำสอน General audience ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
