สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่สิบหก
GENERAL AUDIENCE/การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป
ณ หอประชุมใหญ่เปาโลที่หก นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ 2008


Saint Augustine of Hippo (4)
นักบุญเอากุสตินแห่งฮิปโป (4)
เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก
หลังจากที่พวกเราได้แวะไปพูดคุยเรื่องการปฏิบัติจิตไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันนี้พวกเราจะกลับมาพูดถึงเรื่องของนักบุญเอากุสตินผู้เป็นบุคคลสำคัญ พ่อได้พูดถึงท่านหลายครั้งไปแล้วในการสอนคำสอนวันพุธ ท่านเป็นปิตาจารย์ที่มีผลงานเหลือมาถึงพวกเราเป็นจำนวนมากที่สุด วันนี้พ่อจึงอยากจะกล่าวสั้น ๆ เกี่ยวกับผลงานของท่าน ซึ่งบางชิ้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เฉพาะสำหรับประวัติศาสตร์ของคริสต์ศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึงสำหรับการก่อร่างของวัฒนธรรมตะวันตกทั้งองค์ด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ หนังสือเรื่องคำสารภาพ (Confessiones) ซึ่งไม่อาจสงสัยได้เลยว่า เป็นหนังสือคริสต์ศาสนาจากยุคโบราณที่ถูกนำมาอ่านกันอย่างกว้างขวางที่สุดเล่มหนึ่ง นักบุญเอากุสติน บิชอปแห่งฮิปโป ได้มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางและคงทนในฐานะปิตาจารย์จากยุคหลายร้อยปีแรกของคริสต์ศาสนา แต่ท่านได้ส่งอิทธิพลยิ่งใหญ่กว่าปิตาจารย์ท่านอื่น ๆ อย่างเทียบกันไม่ได้ ดังจะเห็นได้ชัดจากการที่ผลงานของท่าน ซึ่งมีจำนวนมากอยู่แล้ว ได้ถูกนำมาคัดลอกด้วยลายมืออีกเป็นจำนวนมหาศาลในเวลาต่อมา
นักบุญเอากุสตินได้ใช้เวลาหลายปีในช่วงบั้นปลายชีวิตเพื่อทบทวนปรับปรุงผลงานของท่าน และหลังจากที่ท่านล่วงลับไป มิตรผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่งของท่านนักบุญ คือ ปอสสิดิโอ ก็ได้นำรายชื่อผลงานต่าง ๆ ของท่านนักบุญมาบันทึกอย่างเที่ยงตรง และได้เพิ่มรายชื่อผลงานนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชีวประวัตินักบุญเอากุสติน (Vita Augustini) ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คือ เพื่อรักษาเรื่องราวของท่านนักบุญไม่ให้สูญหายไปขณะที่การรุกรานโดยชนเผ่าแวนดัลกำลังแพร่ลามไปทั่วดินแดนจักรวรรดิโรมันในแอฟริกา ในรายชื่อนี้มีการรวบรวมชื่อผลงานอย่างน้อย 1,030 เรื่องตามที่นักบุญเอากุสตินได้เรียงหมายเลขไว้ นอกจากนี้ยังมีผลงานชิ้นอื่น ๆ ที่ “ไม่อาจให้หมายเลขกำกับไว้ได้ เพราะว่า[นักบุญเอากุสติน]ไม่ได้ให้หมายเลขไว้” ด้วย ปอสสิดิโอได้เขียนถ้อยคำเหล่านี้ขณะที่ลี้ภัยอยู่ที่เมืองฮิปโป นอกจากนี้ ปอสสิดิโอยังได้ทันเฝ้าดูใจนักบุญเอากุสตินขณะที่ท่านกำลังจะเสียชีวิต จึงแทบจะแน่นอนว่า ท่านได้จัดทำรายชื่อผลงานของนักบุญเอากุสตินโดยอิงจากรายการหนังสือที่อยู่ในห้องสมุดส่วนตัวของท่านนักบุญ ทุกวันนี้มีจดหมายของนักบุญเอากุสตินแห่งฮิปโปเหลืออยู่มากกว่าสามร้อยฉบับ และยังมีบทเทศน์เหลืออยู่ถึงเกือบหกร้อยเรื่อง แต่ในตอนแรกย่อมมีผลงานต่าง ๆ มากกว่านี้ อาจมีมากถึงสามพันถึงสี่พันเรื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นผลจากการเทศน์สอนตลอดระยะเวลาสี่สิบปีของนักบุญเอากุสติน ผู้ซึ่งเคยพูดต่อหน้าบรรดาบุคคลสำคัญในราชสำนักของจักรพรรดิในฐานะนักวาทศาสตร์ แต่เมื่อท่านได้เลือกติดตามพระเยซูเจ้าแล้ว ท่านก็ได้มาพูดต่อหน้าผู้คนธรรมดาในเมืองฮิปโป
ในช่วงไม่นานมานี้ได้มีการค้นพบจดหมายและบทเทศน์ใหม่ ๆ ของนักบุญเอากุสตินเพิ่มอีก จึงทำให้พวกเรามีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับปิตาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักรผู้นี้ ปอสสิดิโอได้เขียนไว้ว่า “[ท่านนักบุญ]ได้เขียนและเผยแพร่หนังสือมากมาย มีบทเทศน์จำนวนมากที่ท่านได้เทศน์สอนในวัดและต่อมาถูกจดบันทึกและปรับปรุงแก้ไข มีทั้งบทเทศน์เพื่อโต้แย้งการสอนผิดรูปแบบต่าง ๆ และเพื่อตีความพระคัมภีร์เพื่อสั่งสอนอบรมบรรดาบุตรชายหญิงผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักร” [ปอสสิดิโอ] ผู้เป็นบิชอปท่านหนึ่งและเป็นมิตรของท่านนักบุญได้เน้นย้ำว่า ผลงานเหล่านี้ “มีจำนวนมากมาย จนถึงขนาดที่แม้แต่ผู้คงแก่เรียนก็ไม่อาจอ่านและเรียนรู้ผลงานเหล่านี้ทั้งหมดได้โดยง่าย” (Vita Augustini, 18, 9)
งานเขียนของนักบุญเอากุสตินมีมากกว่าหนึ่งพันเรื่อง นอกจากจะมีจดหมายและบทเทศน์แล้ว ยังมีผลงานที่เป็นเรื่องปรัชญา มีผลงานที่เขียนขึ้นเพื่อการปกป้องความเชื่อ สอนคำสอน สอนศีลธรรม พูดถึงชีวิตพรต ตีความพระคัมภีร์ และตอบโต้พวกสอนผิดด้วย ในบรรดาผลงานเหล่านี้มีบางชิ้นที่โดดเด่นในฐานะผลงานทางเทวศาสตร์และปรัชญาซึ่งครอบคลุมเนื้อหากว้างขวาง ในอันดับแรก พวกเราย่อมนึกถึงหนังสือเรื่องคำสารภาพที่พวกเราได้กล่าวถึงไปแล้ว หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นระหว่างปี 397 ถึงปี 400 มีเนื้อหาแบ่งเป็น 13 เล่มย่อย และถูกเขียนขึ้นเพื่อสรรเสริญพระเจ้า หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเป็นอัตชีวประวัติที่อยู่ในรูปบทสนทนาที่ท่านพูดกับพระเจ้า รูปแบบงานเขียนเช่นนี้แท้จริงแล้วได้สะท้อนถึงชีวิตของนักบุญเอากุสตินที่ไม่ได้ถูกตีกรอบปิดกั้นอยู่เฉพาะตัวท่านเอง และไม่ได้เป็นการใช้ชีวิตแบบกระจัดกระจายไปกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ หากแต่เป็นชีวิตที่มีการเสวนากับพระเจ้าเป็นสาระสำคัญ จึงย่อมเป็นชีวิตแห่งการอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วย
ชื่อหนังสือว่า “คำสารภาพ” ได้บ่งบอกถึงลักษณะเฉพาะของอัตชีวประวัตินี้ คำว่า คำสารภาพ หรือ confessio ในภาษาละตินแบบคริสต์ศาสนา มีความหมายสองอย่างที่ถูกผสานเข้าด้วยกันโดยเป็นผลจากพัฒนาการที่สืบเนื่องมาจากธรรมประเพณี[อย่างหนึ่ง กล่าวคือ การใช้คำนี้เพื่อแปลถ้อยคำใน]หนังสือเพลงสดุดี ความหมายแรก คือ การสารภาพความผิดของตัวเอง ซึ่งก็คือการยอมรับความเลวร้ายของบาป [ส่วนความหมายอีกอย่างหนึ่ง] คือ การสรรเสริญพระเจ้าและขอบพระคุณพระองค์ [จึงหมายความว่า] การมองเห็นความเลวร้ายของตัวเราเองภายในแสงสว่างของพระเจ้าได้กลายเป็นการสรรเสริญและขอบคุณพระองค์ เหตุว่าพระองค์ทรงรักเรา ทรงยอมรับเรา ทรงเปลี่ยนแปลงเรา และทรงอุ้มชูเราขึ้นไปหาพระองค์เอง
หนังสือเรื่องคำสารภาพเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จอย่างมากตั้งแต่ที่นักบุญเอากุสตินยังมีชีวิตอยู่ นักบุญเอากุสตินได้เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ว่า “[หนังสือนี้]ได้ส่งอิทธิพลต่อข้าพเจ้าอย่างมากมายตอนที่ข้าพเจ้าเขียน และยังคงส่งอิทธิพล[ต่อข้าพเจ้า]อยู่เมื่อข้าพเจ้านำหนังสือนี้มาอ่านอีกครั้ง พี่น้องหลายคนชอบผลงานนี้มาก” (Retractationum, II, 6) ซึ่งพ่อก็กล่าวได้ว่าตัวพ่อเองเป็น “พี่น้อง” คนหนึ่ง[ที่นิยมหนังสือเรื่องนี้เช่นกัน] นอกจากนี้ หนังสือเรื่องคำสารภาพยังช่วยให้พวกเราได้เห็นเส้นทางฝ่ายจิตของ[นักบุญเอากุสติน] ผู้อุทิศตนเพื่อพระเจ้าอย่างพิเศษและด้วยจิตใจร้อนรนผู้นี้ด้วย [นอกจากนี้] ยังมีผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ไม่เป็นที่รู้จักเท่า[กับหนังสือเรื่องคำสารภาพ] แต่ก็มีความแปลกใหม่และสำคัญไม่แพ้กัน คือหนังสือเรื่องการทบทวน (Retractationum) ที่แต่งขึ้นราวปี 427 และแบ่งเป็น 2 เล่มย่อย นักบุญเอากุสตินเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่ออายุมากแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ทบทวน” เนื้อหาในผลงานทั้งหมดของท่าน [จึงทำให้นอกจากผลงานชิ้นนี้จะ]มีความไม่เหมือนใครและทรงคุณค่ายิ่งแล้ว ยังเป็นการสอนเกี่ยวกับความซื่อสัตย์และความสุภาพถ่อมตนในทางปัญญาด้วย
[ในบรรดาผลงานของนักบุญเอากุสติน มีผลงานชิ้นเอกอันหนึ่งที่]สำคัญยิ่งต่อพัฒนาการของความคิดทางการเมืองแบบตะวันตก ตลอดจนพัฒนาการของเทวศาสตร์ว่าด้วยประวัติศาสตร์ในกรอบความคิดของคริสต์ศาสนา คือหนังสือเรื่อง ว่าด้วยนครของพระเจ้า (De Civitate Dei) ซึ่งเขียนขึ้นระหว่างปี 413 ถึงปี 426 แบ่งเป็น 22 เล่มย่อย เหตุการณ์ที่นำไปสู่การเขียนหนังสือเล่มนี้ คือ การที่ชนเผ่ากอธปล้นสะดมกรุงโรมเมื่อปี 410 ในขณะนั้นมีผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์จำนวนมากที่กล่าวว่า กรุงโรมล่มสลายแล้ว แม้แต่พระเจ้าในคริสต์ศาสนาและบรรดาอัครสาวกก็ไม่อาจปกป้องคุ้มครอง[กรุงโรม]ได้อีกต่อไป นอกจากนี้ก็ยังมีคนจำนวนมาก[ในจักรวรรดิโรมัน]ที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ ที่กล่าวว่า ตอนที่ยังมีเทวดาต่าง ๆ อยู่นั้น กรุงโรมเคยเป็นนครใหญ่ เป็นศีรษะของโลก (caput mundi) และไม่มีใครเคยคิดฝันว่าวันหนึ่งกรุงโรมจะตกอยู่ใต้เงื้อมมือของศัตรู แต่ในตอนนี้ พอมีพระเจ้าในศาสนาคริสต์ กลับดูเหมือนว่านครอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ดังนั้น เมื่อพระเจ้าของบรรดาคริสตชนไม่ได้ปกป้องกรุงโรม จึงย่อมไม่ใช่พระเจ้าที่เราจะเชื่อมั่นวางใจได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้นักบุญเอากุสตินเขียนผลงานอันน่าประทับใจขึ้น คือเรื่องว่าด้วยนครของพระเจ้า เพื่อโต้แย้งคำกล่าวเช่นที่ว่า และคำโต้แย้งของท่านก็ได้สัมผัสจิตใจของคริสตชนจำนวนมากมาย [ในผลงานชิ้นนี้]ท่านได้อธิบายว่า เราพึงคาดหวังอะไรจากพระเจ้า และอะไรที่เราไม่พึงคาดหวังจากพระองค์ นอกจากนี้ท่านยังได้บรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ของการเมืองกับพระศาสนจักรซึ่งเป็นพื้นที่ของความเชื่อด้วย และแม้แต่ในยุคปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ก็ยังคงเป็นบ่อเกิดหนึ่งสำหรับการให้นิยามอย่างชัดเจนว่า อะไรบ้างที่ไม่ใช่เรื่องศาสนา และอะไรบ้างที่เป็นเรื่องของพระศาสนจักร อะไรบ้างที่เป็นความหวังยิ่งใหญ่แท้จริงที่พวกเราได้รับจากความเชื่อ
ผลงานชิ้นสำคัญนี้ได้นำเสนอว่า ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอยู่ภายใต้พระญาณเอื้ออาทร แต่ในตอนนี้ประวัติศาสตร์มนุษยชาติถูกแบ่งแยกโดยความรักสองอย่าง ซึ่งการต่อสู้กันระหว่างความรักสองอย่างนี้เองที่นับว่าเป็นพื้นฐานของการตีความประวัติศาสตร์ [ความรักอย่างแรก คือ] ความรักตัวเอง “จนถึงขั้นที่เมินเฉยต่อพระเจ้า” [ส่วนความรักอย่างที่สอง คือ] ความรักพระเจ้า “จนถึงขั้นที่เมินเฉยต่อตนเอง” (De Civitate Dei XIV, 28) ซึ่งหมายถึงการเป็นอิสระอย่างเต็มที่จากตัวเอง ซึ่งทำให้คนเราสามารถอุทิศตนเพื่อผู้อื่นอาศัยแสงสว่างของพระเจ้า ดังนั้นจึงอาจถือได้ว่า ผลงานชิ้นนี้เป็นหนังสือเล่มสำคัญที่สุดของนักบุญเอากุสติน และมีความสำคัญเป็นอมตะ
ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องว่าด้วยพระตรีเอกภาพ (De Trinitate) ซึ่งแบ่งเป็น 15 เล่มย่อย มีเนื้อหากล่าวถึงแกนกลางของความเชื่อคริสตชน ซึ่งเป็นความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระตรีเอกภาพ หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นในสองช่วงเวลา โดยในช่วงแรก คือ 12 เล่มแรก ถูกเขียนขึ้นระหว่างปี 399 ถึงปี 412 และได้ถูกนำไปเผยแพร่โดยที่นักบุญเอากุสตินไม่ได้รู้เห็น [ส่วนช่วงหลังนั้นถูกเขียนขึ้น]ราวปี 420 ในขณะที่นักบุญเอากุสตินได้เขียนผลงานดังกล่าวจนเสร็จสมบูรณ์และได้ทบทวนปรับปรุงเนื้อหาทั้งหมด ในหนังสือเล่มนี้นักบุญเอากุสตินได้รำพึงไตร่ตรองเกี่ยวกับโฉมหน้าของพระเจ้า และได้พยายามทำความเข้าใจกับพระธรรมล้ำลึกของพระเจ้าหนึ่งเดียวผู้ทรงสร้างโลกและทรงสร้างพวกเราทั้งหลาย ซึ่งในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงเป็นพระตรีเอกภาพ กล่าวคือ ทรงเป็นวงกลมแห่งความรัก นักบุญเอากุสตินได้พยายามทำความเข้าใจต่อพระธรรมล้ำลึกที่ไม่อาจหยั่งถึงได้เรื่องนี้ กล่าวคือ การที่พระตรีเอกภาพในสามพระบุคคล เป็นเอกภาพที่แท้จริงและล้ำลึกที่สุดของพระเจ้าหนึ่งเดียว
ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง [ผลงานเรื่อง]ว่าด้วยข้อเชื่อคริสต์ศาสนา (De Doctrina Christiana) กลับมีลักษณะเป็นการให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการตีความพระคัมภีร์เรื่อยไปจนถึงการตีความคริสต์ศาสนา จึงนับได้ว่าหนังสือเล่มนี้มีความสำคัญยิ่งยวดต่อการก่อร่างของวัฒนธรรมตะวันตก
ถึงแม้ว่านักบุญเอากุสตินจะมีความสุภาพถ่อมตน แต่ท่านก็น่าจะตระหนักดีว่าตัวท่านเองมีความสำคัญในทางภูมิปัญญาอย่างมากมายแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ท่านได้ให้ความสำคัญต่อการถ่ายทอดคำสอนของคริสต์ศาสนาให้แก่คนธรรมดาทั่วไปมากกว่าการเขียนหนังสือเทวศาสตร์ที่เข้าใจยาก เจตนารมณ์นี้ของท่านนักบุญได้เป็นสิ่งที่นำทางชีวิตทั้งครบของท่าน ดังที่ปรากฏในจดหมายที่นักบุญเอากุสตินได้เขียนถึงเอโวดิโอ ผู้เป็นบิชอปเหมือนกับท่าน ท่านได้กล่าวในจดหมายนั้นว่า ท่านตั้งใจจะพักการเขียนหนังสือว่าด้วยพระตรีเอกภาพไปสักระยะ “เหตุว่าเป็นงานหนักเกินไป และข้าพเจ้าคิดว่าคงมีผู้คนเพียงไม่มากที่เข้าใจเนื้อหาเหล่านั้นได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเพิ่มพูนงานเขียนที่พวกเราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก” (Epistula 169, 1, 1) สำหรับนักบุญเอากุสตินแล้ว การถ่ายทอดความเชื่อในแนวทางที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ ย่อมจะตอบสนองเป้าหมายของท่านเองได้ดียิ่งกว่าการเขียนผลงานอันยิ่งใหญ่ในด้านเทวศาสตร์
จิตสำนึกอันร้อนรนที่ท่านมีต่อหน้าที่ในการประกาศคำสอนของคริสต์ศาสนาให้แพร่หลายในหมู่ประชาชน ได้เป็นเหตุให้ท่านเขียนผลงานหลายชิ้นในเวลาต่อมา เช่น เรื่องว่าด้วยการสอนคำสอนให้แก่ผู้ไม่รู้ (De Catechizandis Rudibus) ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงทฤษฎีและวิธีการในการสอนคำสอน[ให้แก่คนธรรมดาที่ไม่ได้รับการศึกษาดีนัก] และเรื่อง บทเพลงสำหรับโต้แย้งพวกลัทธิโดนาโต (Psalmus contra Partem Donati) ลัทธิโดนาโตเป็นปัญหาใหญ่ในแอฟริกาในยุคสมัยของนักบุญเอากุสติน [หมายเหตุ: คำว่า แอฟริกา ในที่นี้ สื่อถึงภูมิภาคส่วนหนึ่งของแอฟริกาเหนือ ที่ปัจจุบันเป็นประเทศแอลจีเรียและตูนิเซีย] กล่าวคือ เป็น[ขบวนการ]แยกตัวจากพระศาสนจักรอย่างที่จงใจให้มีลักษณะเป็นแอฟริกาโดยแท้ เพราะ[ลัทธิโดนาโต]กล่าวว่า คริสต์ศาสนาแท้คือคริสต์ศาสนาแบบแอฟริกา [จึงเท่ากับว่า] พวกเขาต่อต้านเอกภาพของพระศาสนจักร[สากล] นักบุญเอากุสตินได้ต่อสู้กับพวกสอนผิดกลุ่มนี้ตลอดช่วงชีวิตของท่าน ท่านพยายามโน้มน้าวผู้คนที่เป็นสาวกของลัทธิโดนาโตให้เห็นว่า “ความเป็นแอฟริกา” จะมีอยู่อย่างแท้จริงได้เฉพาะภายในเอกภาพ[ของพระศาสนจักรสากล] นอกจากนี้ ท่านยังพยายามสื่อสารกับคนธรรมดาด้วย คนธรรมดาเหล่านี้ไม่เข้าใจภาษาละตินที่ซับซ้อนแบบที่นักวาทศาสตร์ใช้ ทำให้นักบุญเอากุสตินกล่าวว่า ตัวท่านเองจำต้องเขียนโดยใช้ไวยากรณ์ที่ไม่ถูกต้อง และว่าท่านต้องใช้ภาษาละตินที่เรียบง่ายอย่างมาก ท่านได้ทำแบบนั้นเช่นกันภายในการเขียนบทเพลงสำหรับโต้แย้งพวกลัทธิโดนาโต ซึ่งเป็นบทกวีที่ใช้ถ้อยคำเรียบง่ายเพื่อโน้มน้าวให้ผู้คนเห็นว่า เอกภาพของพระศาสนจักรเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเรากับพระเจ้าได้รับการเติมเต็มอย่างแท้จริงสำหรับทุกคน และทำให้สันติภาพได้เติบโตภายในโลก
สิ่งหนึ่งที่สำคัญเป็นพิเศษในการที่นักบุญเอากุสตินสร้างสรรค์ผลงานที่มุ่งยังผู้คนจำนวนมาก คือ บทเทศน์จำนวนมากของนักบุญเอากุสติน ซึ่งบ่อยครั้งเป็นสิ่งที่ท่านพูดแบบ “ด้นสด” โดยมีคนจดชวเลขบันทึกขณะที่ท่านเทศน์ ก่อนจะนำบทเทศน์นี้ไปเผยแพร่โดยทันที ผลงานที่โดดเด่นในจำนวนนี้ คือ บทเทศน์ชุดการบรรยายเนื้อหาเพลงสดุดี (Enarrationes in Psalmos) ซึ่งถูกนำไปอ่านอย่างกว้างขวางในยุคกลาง บทเทศน์ของนักบุญเอากุสตินมีจำนวนหลายพันเรื่อง และบ่อยครั้งถูกนำไปเผยแพร่นอกเหนือการควบคุมของนักบุญเอากุสติน ปรากฏการณ์เช่นนี้นอกจากจะทำให้พวกเราเข้าใจว่าเพราะเหตุใดบทเทศน์เหล่านี้จึงเป็นที่รู้จักแพร่หลายและกระจัดกระจายในที่ต่าง ๆ แล้ว ในขณะเดียวกันยังทำให้เราเข้าใจว่า เพราะเหตุใดผลงานเหล่านี้จึงมีชีวิตชีวาเหลือเกิน ชื่อเสียงของนักบุญเอากุสติน บิชอปแห่งฮิปโป ได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากอยากอ่านบทเทศน์ของท่าน และยังมีการนำบทเทศน์ของท่านไปใช้เป็นแบบอย่างสำหรับบทเทศน์ของบิชอปและบาทหลวงคนอื่น ๆ โดยถูกประยุกต์ให้เข้ากับบริบทใหม่ด้วย
ภาพปูนเปียกหนึ่งซึ่งอาจย้อนไปถึงศตวรรษที่ [7] ภายใน[วัง]ลาเตรัน[ที่กรุงโรม] ได้แสดงให้เห็นว่า การเขียนภาพนักบุญเอากุสตินพร้อมกับหนังสืออยู่ในมือ เป็นธรรมประเพณีอย่างหนึ่งที่มีมาแต่โบราณ แน่นอนว่า[การเขียนภาพลักษณะ]นี้ย่อมสื่อเป็นนัยถึงการที่ผลงานของท่านมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ต่อความรู้สึกนึกคิดของบรรดาคริสตชน แต่สิ่งนี้ก็ยังสื่อถึงความรักที่ท่านมีต่อหนังสือ ต่อการอ่าน ตลอดจนความรู้ของท่านเกี่ยวกับวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ในยุคโบราณด้วย ปอสสิดิโอได้กล่าวไว้ว่า เมื่อนักบุญเอากุสตินเสียชีวิต ท่านไม่ได้ทิ้งทรัพย์สมบัติอะไรไว้เลย แต่ท่านได้ “แนะนำให้เก็บรักษาห้องสมุดของวัด ตลอดจนหนังสือลายมือทั้งหลาย[ภายในนั้น]อย่างระมัดระวังเพื่อบรรดาคนรุ่นหลัง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผลงานที่ท่านเขียนเอง ปอสสิดิโอได้เน้นว่า นักบุญเอากุสติน “ยังมีชีวิตอยู่” ในผลงานเหล่านี้ และยังคงมอบสิ่งดีงามให้แก่ผู้คนที่อ่านผลงานของท่าน ถึงแม้ว่า “ข้าพเจ้า[คือปอสสิโอ]คิดว่าผู้ที่ได้เห็นและได้ฟังท่านโดยตรงย่อมได้รับประโยชน์อย่างดียิ่งกว่า อาศัยการที่เขาได้สัมผัสกับท่านโดยตรงเมื่อท่านพูดในวัด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ได้เห็นท่านเจริญชีวิตในแต่ละวันอยู่ท่ามกลางประชาสัตบุรุษ” (Vita Augustini, 31) จริงทีเดียวว่า ถ้าพวกเราเองมีโอกาสได้ฟังท่านพูดบ้างก็คงจะดีไม่น้อย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ท่านก็ยังคงมีชีวิตอย่างแท้จริงภายในผลงานของท่าน และ[เมื่อเราอ่านผลงานของท่าน] ท่านก็จะมีตัวตนอยู่ภายในใจของเรา และจะทำให้พวกเรามองเห็นว่า ในความเชื่อซึ่งเป็นสิ่งที่นักบุญเอากุสตินได้อุทิศทั้งชีวิตของท่านให้นั้น ยังคงปรากฏความมีชีวิตชีวาอยู่ ไม่ได้สูญหายไปเลย
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บการสอนคำสอน General audience มาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)

