

บทเทศน์และข้อคิด วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2026
นักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ ศต 16
บทอ่าน: ฟิลิปปี 2:12-18; ลูกา 14:25-33





“พระศาสนจักรไม่ได้ต้องการเพียงคนที่มีตำแหน่ง แต่ต้องการคนที่ยอมแบกกางเขน”
ถ้าวันหนึ่งเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในเมืองของเรา ทุกคนกำลังหนีเอาชีวิตรอด แล้วเรามีทางเลือกว่าจะหนีไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัย หรือจะอยู่กับคนที่กำลังเจ็บป่วยและต้องการความช่วยเหลือ เราจะเลือกอะไร?
เมื่อประมาณ 450 ปีก่อน มีพระสังฆราชองค์หนึ่งต้องเผชิญกับคำถามนี้จริง ๆ ท่านคือ นักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ ท่านเกิดในตระกูลขุนนาง เป็นหลานชายของพระสันตะปาปา ได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลตั้งแต่อายุเพียง 22 ปี ถ้าท่านต้องการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ท่านมีทุกอย่างพร้อมแล้ว ทั้งเงินทอง อำนาจ ตำแหน่ง และความสัมพันธ์กับบุคคลระดับสูงในกรุงโรม แต่ท่านกลับเลือกชีวิตอีกแบบหนึ่ง ท่านเลือกเป็นพระสังฆราชที่ลงไปอยู่กับประชาชน
เมื่อโรคระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นในเมืองมิลาน ปี 1576 ผู้คนจำนวนมากเสียชีวิต ผู้มีฐานะบางส่วนพยายามหนีออกจากเมือง แต่ชาร์ลส์กลับใช้ทรัพย์สินของตนช่วยเหลือคนยากจน เยี่ยมผู้ป่วย และนำประชาชนสวดภาวนา ท่านไม่ได้ถามว่า “ใครจะมาดูแลฉัน?”แต่ท่านถามว่า “ใครกำลังรอให้ฉันไปดูแลเขา?” นี่คือความแตกต่างระหว่างคนที่มีตำแหน่งกับคนที่มีหัวใจของผู้เลี้ยงแกะ
พระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าตรัสว่า ผู้ใดต้องการติดตามพระองค์ ต้องแบกกางเขนของตน และต้องคำนวณราคาก่อนสร้างหอคอย คำสอนนี้ฟังดูหนักมาก เพราะพระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงสัญญาว่า การเป็นศิษย์ของพระองค์จะเป็นเส้นทางที่สะดวกสบาย พระองค์ไม่ได้บอกว่า เมื่อเราติดตามพระองค์แล้ว ทุกอย่างจะง่ายขึ้น เราจะร่ำรวยขึ้น มีคนรักมากขึ้น หรือไม่ต้องพบกับปัญหาอีกต่อไป ตรงกันข้าม พระองค์ทรงถามเราว่า เรารักพระองค์มากพอที่จะยอมเสียสละบางสิ่งเพื่อพระองค์หรือไม่? บางคนอาจต้องเสียสละเวลาเพื่อดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา, บางคนต้องให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา, บางคนต้องยอมลดทิฐิ ยอมขอโทษ ทั้งที่ตัวเองก็คิดว่าตนเองถูก, บางคนต้องยอมสละความสะดวกสบาย เพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่มีใครสนใจ นี่แหละคือการแบกกางเขนในชีวิตประจำวัน และนักบุญชาร์ลส์ไม่ได้เพียงเทศน์เรื่องนี้ แต่ท่านดำเนินชีวิตตามนั้นจริง ๆ
นักบุญชาร์ลส์เป็นผู้ปฏิรูปพระศาสนจักรอย่างจริงจัง ท่านจัดระเบียบการอบรมพระสงฆ์ ส่งเสริมการสอนคำสอน และตรวจเยี่ยมวัดต่าง ๆ ท่านรู้ดีว่าพระศาสนจักรไม่สามารถมีอนาคตได้ หากไม่มีพระสงฆ์ที่ได้รับการอบรมอย่างดี และไม่มีคริสตชนที่เข้าใจความเชื่อของตนเอง แต่ท่านไม่ได้เริ่มต้นด้วยการชี้นิ้วไปที่คนอื่น ท่านเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปชีวิตของตัวเอง
คำขวัญประจำตระกูลของท่านว่า “Humilitas” ซึ่งหมายถึง ความถ่อมตน เพราะในโลกที่ทุกคนอยากมีชื่อเสียง อยากเป็นคนสำคัญ อยากให้คนอื่นยอมรับ ความถ่อมตนกลับกลายเป็นคุณธรรมที่หาได้ยากขึ้นทุกวัน บางครั้งเราต้องการปฏิรูปคนอื่นมากกว่าปฏิรูปตัวเอง เราอยากให้พระสงฆ์ดีขึ้น อยากให้สัตบุรุษดีขึ้น อยากให้คณะกรรมการสภาภิบาลของวัดดีขึ้น อยากให้คนในครอบครัวเปลี่ยนแปลง แต่เราเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า วันนี้ตัวเราเองดีขึ้นกว่าเมื่อวานหรือยัง?
พระสงฆ์องค์หนึ่งสอนเรื่องความถ่อมตนแก่สัตบุรุษว่า “พี่น้องครับ คนที่ถ่อมตนอย่างแท้จริง จะไม่คิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น และจะไม่ต้องการให้ใครมายกย่องชมเชย” หลังมิสซา มีสัตบุรุษคนหนึ่งเข้ามาหาท่านแล้วพูดว่า “คุณพ่อเทศน์เรื่องความถ่อมตนได้ดีมากครับ” พระสงฆ์ยิ้มอย่างพอใจแล้วตอบว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ต้องชมก็ได้ครับ พ่อรู้ตัวอยู่แล้วว่าพ่อเป็นคนเก่ง มี fc มากมาย!”
เรื่องนี้เป็นเรื่องสมมติที่ชวนให้เรายิ้มได้ แต่ก็แทงใจเราได้ดีทีเดียว เพราะบางครั้ง แม้แต่เวลาที่เรากำลังพูดเรื่องความถ่อมตน เราก็ยังแอบภูมิใจในความเก่งของตัวเองได้! นี่คือเหตุผลที่นักบุญชาร์ลส์สอนเราด้วยชีวิตของท่านว่า การปฏิรูปพระศาสนจักรต้องเริ่มจากการปฏิรูปหัวใจของตนเอง
บทอ่านที่หนึ่งจากจดหมายนักบุญเปาโลถึงชาวฟิลิปปีจึงมีความหมายอย่างมาก นักบุญเปาโลบอกว่า “จงทำทุกสิ่งโดยไม่บ่นและไม่โต้เถียงกัน… เพื่อท่านจะได้ส่องแสงเหมือนดวงดาวในโลก” พระศาสนจักรไม่จำเป็นต้องมีดาวเด่นมากมาย แต่ต้องมีคริสตชนที่เป็นแสงสว่างให้กันและกัน บางครั้งเราอาจคิดว่า การทำงานเพื่อพระศาสนจักรต้องเป็นเรื่องใหญ่ ต้องสร้างวัด/อาคาร ต้องจัดงานใหญ่ ต้องมีคนมาร่วมจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญ แต่พระศาสนจักรจะมีชีวิตจริง ๆ เมื่อมีคนที่ยอมเสียสละเพื่อกันและกัน
ในช่วงโรคระบาดโควิด-19 หรืออุทกภัยที่เพิ่งเกิดขึ้น เราเห็นคนจำนวนมากที่กลายเป็นแสงสว่างให้สังคม แพทย์และพยาบาลที่ทำงานจนเหน็ดเหนื่อย อาสาสมัครที่นำอาหารไปให้ผู้สูงอายุ คนที่โทรศัพท์ไปถามเพื่อนบ้านว่า “วันนี้มีอะไรกินหรือยัง?” พระสงฆ์ที่พยายามติดต่อสัตบุรุษ แม้ไม่สามารถพบหน้ากันได้ คนเหล่านี้อาจไม่มีตำแหน่งสำคัญ ไม่มีใครปรบมือให้ แต่พวกเขากำลังทำสิ่งที่นักบุญชาร์ลส์เคยทำเมื่อ 450 ปีก่อน นั่นคือ ทำให้คนที่กำลังทุกข์รู้ว่า เขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง
ความท้าทายของพระศาสนจักรในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการทำให้คนกลับเข้าวัด แต่คือการทำให้คนสัมผัสได้ว่า เมื่อเขาเข้ามาในพระศาสนจักร เขาจะได้รับความรัก, คนที่ผิดพลาดต้องพบความเมตตา, คนที่กำลังทุกข์ต้องพบการปลอบโยน, คนหนุ่มสาวต้องพบความหวัง, คนยากจนต้องพบเพื่อนพี่น้อง, คนที่กำลังหลงทางต้องพบประตูที่เปิดอยู่ ไม่ใช่กำแพงที่สูงขึ้น, เราต้องไม่ลืมว่า พระศาสนจักรไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาความสมบูรณ์แบบของคนดี แต่เป็นบ้านที่พระเจ้าทรงต้อนรับมนุษย์ที่กำลังเดินทางกลับมาหาพระองค์
นักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ สิ้นชีวิตเมื่ออายุเพียง 46 ปี แต่ชีวิตของท่านยังคงส่องแสงมาจนถึงวันนี้ และวันนี้ ท่านกำลังถามพวกเราทุกคนว่า เราต้องการเป็นคริสตชนที่เพียงแค่มีชื่ออยู่ในทะเบียนวัด หรือเป็นคริสตชนที่มีชีวิตอยู่เพื่อพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง? เราต้องการเป็นคนที่รอรับความช่วยเหลือ หรือเป็นคนที่ยื่นมือออกไปช่วยเหลือผู้อื่น? เราต้องการเป็นคนที่เรียกร้องให้พระศาสนจักรเปลี่ยนแปลง หรือเป็นคนแรกที่ยอมให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา?
ขอให้เราจำคำสอนของพระเยซูเจ้าในวันนี้ไว้ว่า การเป็นศิษย์มีราคาที่ต้องจ่าย และขอให้เราจำชีวิตของนักบุญชาร์ลส์ไว้ด้วยว่า พระศาสนจักรจะส่องแสงได้ ไม่ใช่เพราะมีคนยืนอยู่บนที่สูงมากมาย แต่เพราะมีคนจำนวนมากยอมก้มลงไปยกคนที่กำลังล้มให้ลุกขึ้น ขอให้นักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ ช่วยวอนขอพระพรให้เราทุกคนมีหัวใจของผู้เลี้ยงแกะ มีความกล้าหาญที่จะปฏิรูปตนเอง และมีความรักมากพอที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น
เพื่อว่าเมื่อผู้คนมองเห็นชีวิตของเรา พวกเขาจะไม่ได้เห็นเพียงตัวเรา แต่จะมองเห็นแสงสว่างของพระเยซูเจ้าในตัวเราด้วย
ข้อคิดที่น่านำไปไตร่ตรอง: สำหรับพระศาสนจักรในยุคของเรา
1. จากพระศาสนจักรแห่งตำแหน่ง สู่พระศาสนจักรแห่งการรับใช้
นักบุญชาร์ลส์มีตำแหน่งสูง แต่ไม่ใช้ตำแหน่งเพื่อยกตนเอง ท่านใช้ตำแหน่งเพื่อเข้าถึงคนที่กำลังทุกข์ นี่คือจิตตารมณ์ที่พระศาสนจักรต้องการในทุกยุคสมัย
2. จากการรักษาคนรุ่นเก่า สู่การเตรียมคนรุ่นใหม่
ท่านลงทุนกับบ้านเณรและการสอนคำสอน เพราะรู้ว่าการปฏิรูปที่ไม่มีการสร้างคนรุ่นใหม่จะไม่ยั่งยืน พระศาสนจักรวันนี้ก็ต้องลงทุนกับเยาวชน การอบรมความเชื่อ และการสร้างผู้นำฆราวาส
3. จากพระศาสนจักรที่รอผู้คนเข้ามา สู่พระศาสนจักรที่ออกไปพบผู้คน
ในช่วงโรคระบาดหรือภัยธรรมชาติที่อุบัติขึ้น ท่านไม่ได้รอให้ผู้ป่วยเดินทางมาหาท่าน แต่ท่านออกไปหาพวกเขา นี่เป็นภาพที่สอดคล้องกับพระศาสนจักรที่ก้าวออกไปพบผู้คนตามแนวทางการประกาศพระวรสารของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส
ประโยคสำคัญที่น่าจะเก็บไปรำพึงไตร่ตรอง
1. “การปฏิรูปพระศาสนจักรที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนคนอื่น แต่เริ่มจากการยอมให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนตัวเราเอง”
2. “ตำแหน่งทำให้คนอยู่สูงขึ้น แต่ความถ่อมตนทำให้คนเข้าใกล้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์มากขึ้น”
3. “อย่าถามเพียงว่าพระศาสนจักรให้อะไรแก่เรา แต่ขอให้ถามว่า เราได้ทำอะไรเพื่อพระศาสนจักรและเพื่อนพี่น้องในชุมชนและในหมู่คณะของเราบ้าง”
4. “เราไม่สามารถเป็นแสงสว่างได้ หากไม่ยอมเผาผลาญตัวเองเพื่อผู้อื่นบ้าง”
5. “พระศาสนจักรไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะมีคนมากมาย แต่ยิ่งใหญ่เพราะคนที่อยู่ในนั้นรักกันมากพอที่จะไม่ทอดทิ้งกัน”
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
บทเทศน์และข้อคิด วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2026 (ฉบับยาว)
ระลึกถึงนักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ พระสังฆราช ศต 16
หัวข้อ: “พระศาสนจักรไม่ได้ต้องการเพียงพระสังฆราชที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องการคนเลี้ยงแกะที่ยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อฝูงแกะ”



นักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ (St. Charles Borromeo, ค.ศ. 1538–1584) เป็นบุคคลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะท่านเป็นทั้งพระคาร์ดินัล เป็นพระสังฆราชผู้ทรงอำนาจในยุคของตน และเป็นนักปฏิรูปพระศาสนจักรคนสำคัญหลังสภาสังคายนาแห่งเตรนต์ แต่สิ่งที่ทำให้ท่านเป็นนักบุญ ไม่ใช่ตำแหน่งสูงส่งหรือความสามารถในการบริหาร หากเป็นการที่ท่านยอมลงไปอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชน
เรื่องราวของท่านจึงเหมาะอย่างยิ่งกับพระศาสนจักรในวันนี้ ซึ่งกำลังถูกท้าทายด้วยคำถามว่า เราจะเป็นพระศาสนจักรที่มีเพียงโครงสร้างและกิจกรรม หรือเป็นพระศาสนจักรที่มีหัวใจของพระเยซูคริสตเจ้าอย่างแท้จริง?
1. เข้าใจบทอ่านพระคัมภีร์ทั้งสองบท
สำหรับบทอ่านประจำวันคือ ฟิลิปปี 2:12-18 และ ลูกา 14:25-33
บทอ่านที่หนึ่ง: ฟิลิปปี 2:12-18 — จงส่องแสงเหมือนดวงดาวในโลก นักบุญเปาโลได้กล่าวว่า พระเจ้าทรงทำงานอยู่ในตัวเรา ทั้งประทานความปรารถนาและพละกำลังให้เราปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ และท่านยังเตือนว่า “จงทำทุกสิ่งโดยไม่บ่นและไม่โต้เถียงกัน” นี่เป็นข้อความที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งสำหรับพระศาสนจักร เพราะการปฏิรูปพระศาสนจักรไม่ได้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเท่านั้น แต่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงหัวใจของคนในพระศาสนจักร
พวกเราอาจมีอาคารวัด/สักการสถาน/สถาบันที่สวยงาม มีพิธีกรรมที่สง่างาม มีระบบบริหารที่ทันสมัย มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ถ้าคนในชุมชนยังเอาแต่บ่น นินทา แบ่งพรรคแบ่งพวก และแข่งขันกันเพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับ เราจะส่องแสงเป็นดวงดาวในโลกได้อย่างไร? นักบุญชาร์ลส์ไม่ได้เพียงสอนให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง แต่ท่านเริ่มต้นจากการปฏิรูปชีวิตของตนเองก่อน
พระวรสาร: ลูกา 14:25-33 — การเป็นศิษย์มีราคาที่ต้องจ่าย พระเยซูเจ้าทรงกล่าวกับประชาชนว่า ผู้ที่ต้องการติดตามพระองค์ต้องพร้อมแบกกางเขน และต้องคำนวณราคาของการสร้างหอคอยเสียก่อน เช่นเดียวกับกษัตริย์ที่ต้องพิจารณากำลังของตนก่อนออกรบ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้เราละทิ้งครอบครัวหรือเกลียดชังคนที่เรารัก แต่ทรงใช้ภาษาที่หนักแน่นเพื่อย้ำว่า ไม่มีสิ่งใดควรอยู่เหนือความรักและความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า คำว่า “แบกกางเขน” ไม่ใช่การแสวงหาความทุกข์ แต่เป็นการยอมรับความรับผิดชอบและความเสียสละที่เกิดจากการติดตามพระเยซูเจ้า
นักบุญชาร์ลส์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ท่านไม่ได้เลือกเส้นทางที่สะดวกสบาย ทั้งที่มีฐานะ มีอำนาจ และมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่ท่านเลือกเส้นทางที่ต้องจ่ายราคาเพื่อพระศาสนจักรและประชาชน
2. ประวัติที่น่าทึ่งของนักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ



จากหลานชายพระสันตะปาปาสู่พระสังฆราชผู้รับใช้คนยากจน
นักบุญชาร์ลส์เกิดวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1538 ที่เมืองอาโรนา ทางตอนเหนือของอิตาลี ในตระกูลโบโรเมโอ ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่ร่ำรวยและมีอิทธิพล ที่น่าสนใจคือ ท่านเป็นหลานชายของพระสันตะปาปาปีโอที่ 4 (Pope Pius IV) ซึ่งได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาในปี 1559
ในปี 1560 ขณะที่มีอายุเพียง 22 ปี ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล ทั้งที่ยังเป็นชายหนุ่มมาก และได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญในสำนักพระสันตะปาปาที่กรุงโรม ท่านมีอำนาจ มีทรัพย์สิน มีตำแหน่งสูง และอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจของพระศาสนจักร
แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของท่านอย่างลึกซึ้ง ในปี 1562 เฟเดริโก พี่ชายของท่านเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทั้งที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ชาร์ลส์เสียใจอย่างมาก เหตุการณ์นี้ทำให้ท่านหันกลับมาพิจารณาความหมายของชีวิตและความตายอย่างจริงจัง ท่านเริ่มดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด อธิษฐานภาวนา ถือพรต และตระหนักว่าตำแหน่งหน้าที่ในพระศาสนจักรไม่ใช่เครื่องประดับเกียรติยศ แต่เป็นความรับผิดชอบต่อวิญญาณของประชากรพระเจ้า
ในปี 1565 ท่านเดินทางไปประจำอัครสังฆมณฑลมิลานด้วยตนเอง ซึ่งก่อนหน้านั้นมีช่วงเวลายาวนานที่พระอัครสังฆราชไม่ได้พำนักและปกครองอย่างใกล้ชิด
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เรื่องที่ 1: ท่านปฏิรูปพระศาสนจักร แต่เริ่มต้นด้วยการปฏิรูปตัวเอง
นักบุญชาร์ลส์เป็นบุคคลสำคัญในการนำแนวทางของสภาสังคายนาแห่งเตรนต์ (Council of Trent) มาปฏิบัติจริง ท่านจัดระเบียบการอภิบาลพระสงฆ์ เรียกประชุมสมัชชาสังฆมณฑล ตรวจเยี่ยมวัดต่าง ๆ ส่งเสริมการอบรมพระสงฆ์ และจัดตั้งบ้านเณรหลายแห่ง มีการเปิดบ้านเณรและสถาบันอบรมหลายแห่ง เพื่อให้ผู้ที่จะเป็นพระสงฆ์ได้รับการเตรียมตัวอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงได้รับตำแหน่งแล้วออกไปปฏิบัติหน้าที่
ท่านยังส่งเสริมการสอนคำสอนแก่ฆราวาสอย่างเป็นระบบด้วย สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ท่านให้ความสำคัญกับการจัดทำคำสอนและการศึกษาคำสอนสำหรับประชาชน จนมีส่วนสำคัญต่อประวัติศาสตร์การสอนคำสอนของพระศาสนจักรในเวลาต่อมา
ข้อคิดสำหรับวันนี้คือ พระศาสนจักรจะมีอนาคตไม่ได้ หากไม่มีการอบรมคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง เราไม่ควรสนใจเพียงว่าปีนี้มีคนมาวัดกี่คน แต่ต้องถามด้วยว่า คนที่มาวัดกำลังเติบโตเป็นศิษย์พระเยซูเจ้ามากขึ้นหรือไม่
เรื่องที่ 2: เมื่อกาฬโรคระบาด พระอัครสังฆราชไม่หนีไปไหน

ในปี 1576-1577 โรคระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นในเมืองมิลาน ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ความหวาดกลัวปกคลุมเมือง ผู้มีฐานะและผู้มีอำนาจจำนวนหนึ่งพยายามหนีออกจากพื้นที่เพื่อรักษาชีวิตตนเอง แต่ชาร์ลส์กลับเลือกอยู่กับประชาชน ท่านใช้ทรัพย์สินของตนช่วยเหลือผู้ยากจน จัดหาอาหารและความช่วยเหลือแก่ผู้เจ็บป่วย เยี่ยมผู้ติดเชื้อ และจัดให้มีการภาวนาเพื่อประชาชน มีภาพจำทางประวัติศาสตร์ที่น่าประทับใจมาก คือภาพพระอัครสังฆราชสวมชุดนักบวชอย่างเรียบง่าย เดินนำขบวนภาวนา บางครั้งเดินเท้าเปล่า แบกไม้กางเขน และอยู่ท่ามกลางประชาชนที่กำลังทุกข์ทรมาน ท่านไม่ได้มองโรคระบาดเป็นเพียงปัญหาด้านสาธารณสุข แต่เห็นว่าประชาชนกำลังต้องการทั้งการดูแลร่างกายและการประคับประคองจิตใจ
เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงช่วงโควิด-19 ได้ทันที ในเวลาที่ผู้คนหวาดกลัว พระศาสนจักรต้องไม่หายไปจากชีวิตของพวกเขา แม้จะไม่สามารถเข้าไปใกล้ชิดทางกายภาพได้เหมือนเดิม แต่เรายังสามารถโทรศัพท์ ให้กำลังใจ จัดหาอาหาร ช่วยเหลือผู้เดือดร้อน และเป็นที่พึ่งทางจิตใจได้
ข้อคิดสำคัญคือ พระสังฆราชที่ดีไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ยืนอยู่หน้าแท่นบูชา แต่เป็นผู้ที่ยืนอยู่ข้างเตียงของคนเจ็บป่วยด้วย
เรื่องที่ 3: ท่านเคยถูกลอบสังหารขณะสวดภาวนา!

ในวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1569 ขณะที่นักบุญชาร์ลส์กำลังสวดภาวนาในอาสนวิหาร มีผู้พยายามลอบยิงท่านด้วยปืนคาบศิลา (arquebus) จากด้านหลัง กระสุนทำให้ท่านได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่ถึงแก่ชีวิต เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจากการปฏิรูปคณะนักบวช Humiliati ซึ่งมีสมาชิกบางคนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
ธรรมประเพณีเล่าขานในเวลาต่อมาว่า กระสุนไม่อาจทำอันตรายท่านได้อย่างที่ผู้ลอบสังหารตั้งใจ และเหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นพระหรรษทานพิเศษจากพระเจ้า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าประทับใจไม่ใช่เพียงเรื่องการรอดชีวิต แต่คือการที่ท่านไม่ยอมให้ความกลัวทำให้หยุดภารกิจการปฏิรูป
ข้อคิดที่น่าสนใจ บางครั้งคนที่ทำงานเพื่อพระศาสนจักรอาจไม่ได้รับเสียงปรบมือเสมอไป บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้องกลับทำให้เกิดแรงต่อต้าน เพราะไปกระทบความเคยชิน ผลประโยชน์ หรืออำนาจของใครบางคน แต่การปฏิรูปที่แท้จริงต้องทำด้วยความกล้าหาญ และต้องไม่สูญเสียความรักต่อผู้ที่ยังไม่เข้าใจเรา
3. เกร็ดความรู้ที่หลายคนอาจไม่เคยทราบ

1. คำว่า Humilitas คือหัวใจของชีวิตท่าน
คำขวัญประจำตระกูลโบโรเมโอคือ Humilitas แปลว่า ความถ่อมตน มีภาพมงกุฎอยู่เหนือคำนี้ เป็นสัญลักษณ์ที่น่าสนใจมาก เพราะความถ่อมตนเป็นคุณธรรมที่อยู่เหนือมงกุฎและอำนาจทั้งปวง

2. ท่านเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมการอบรมพระสงฆ์
การส่งเสริมบ้านเณรและการอบรมพระสงฆ์อย่างเป็นระบบของท่าน กลายเป็นแบบอย่างสำคัญของการปฏิรูปพระศาสนจักรหลังสภาเตรนต์ จนชื่อของท่านได้รับการนำไปตั้งเป็นชื่อสถาบันอบรมพระสงฆ์หลายแห่งทั่วโลก

3. ท่านเสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 46 ปี
ท่านถึงแก่มรณภาพวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1584 หลังจากทำงานอภิบาลอย่างหนักจนสุขภาพทรุดโทรม แต่พระศาสนจักรกำหนดวันระลึกถึงท่านเป็นวันที่ 4 พฤศจิกายน และสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 5 ทรงประกาศแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญในปี 1610
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ

























