ข้อคิดในมิสซา วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.2026


เราอยากอยู่บนภูเขา… แต่พระเจ้าส่งเราลงมาหาหุบเขา

มีคนเคยพูดว่า “ชีวิตคนเรามีอยู่สองช่วง

ช่วงแรก… อยากขึ้นเขา  ช่วงหลัง… ขี้เกียจลงเขา”

เปโตรก็เป็นแบบนั้น เมื่อเห็นพระเยซูเจ้าเจ้าทรงสำแดงพระสิริรุ่งโรจน์
เสื้อผ้าขาวเจิดจ้า โมเสสกับเอลียาห์มาปรากฏ

เปโตรรีบพูดทันที “พระเจ้าข้า ดีจริงที่พวกเราอยู่ที่นี่
ขอให้เราสร้างพลับพลาที่พักสามหลังเถิด”

แปลเป็นภาษาปัจจุบันคือ “อย่าเพิ่งกลับเลยครับ… อยู่ตรงนี้สบายกว่า”

แต่พระเยซูเจ้าไม่ตอบ เพราะพระองค์รู้ว่า ภูเขาไม่ได้เป็นจุดหมายของชีวิต

ภูเขาเป็นเพียง สถานที่เติมพลัง ก่อนลงไปแบกไม้กางเขน


1. พระสิริรุ่งโรจน์เกิดขึ้น… ก่อนการตรึงกางเขน

น่าสนใจมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ก่อนพระเยซูเจ้าจะเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม

ก่อนการทรมาน, ก่อนถูกทรยศ, ก่อนไม้กางเขน

ทำไมพระองค์จึงเผยพระสิริรุ่งโรจน์ก่อน?

เพราะพระองค์ทราบว่า อีกไม่นาน บรรดาศิษย์จะเห็นพระองค์

ถูกเฆี่ยนตีจนเลือดอาบ ถูกตรึงทรมานจนตาย  และพวกเขาอาจหมดศรัทธา ถอดใจ

พระองค์จึงสำแดงให้เห็น พระสิริรุ่งโรจน์ก่อนจะเห็นบาดแผล

เพื่อว่าเมื่อวันมืดมิดมาถึง พวกเขาจะยังจำได้ว่า…

คนที่ถูกตรึงกางเขน คือพระเจ้าองค์เดียวกับที่เคยส่องแสงบนภูเขา

ชีวิตคริสตชนก็เช่นกัน บางครั้งพระเจ้าประทานช่วงเวลาที่งดงาม

การภาวนาที่ลึกซึ้ง, การเฝ้าศีลที่น้ำตาไหล, การจาริกแสวงบุญที่เปี่ยมปีติ

ไม่ใช่เพื่อให้เราติดใจอยู่กับความรู้สึกนั้น

แต่เพื่อเตรียมหัวใจ สำหรับวันที่ชีวิตต้องเผชิญไม้กางเขน


2. พระเยซูเจ้าไม่ได้พาศิษย์ขึ้นภูเขา…เพื่อหนีโลก

หลายคนคิดว่า ชีวิตฝ่ายจิตคือ ยิ่งแยกจากโลก ยิ่งศักดิ์สิทธิ์

แต่พระเยซูเจ้าทำตรงกันข้าม หลังจากลงจากภูเขา พระองค์ทรงพบ เด็กที่ถูกปีศาจทรมาน พ่อที่กำลังร้องไห้ ฝูงชนที่สับสน ปัญหามากมายที่อยู่ตรงหน้า

นี่แหละคือพระวรสาร การภาวนาไม่ได้ทำให้เราหนีโลก

แต่ทำให้เรารักโลกมากขึ้น ไม่ใช่รักแบบตามใจโลก แต่รักแบบพร้อมเสียสละเพื่อโลก


3. บทเรียนสำหรับพระศาสนจักรวันนี้

ทุกวันนี้ พระศาสนจักรกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย

จำนวนสัตบุรุษลดลงในหลายประเทศ คนหนุ่มสาวห่างเหินจากศาสนา

ข่าวอื้อฉาวทำให้หลายคนหมดศรัทธา

โลกเต็มไปด้วยสงคราม, ความแตกแยก, การแข่งขัน, เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

หลายคนถามว่า “พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหน?” คำตอบอยู่บนภูเขาทาบอร์

พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเยซูคริสต์ ไม่ได้หายไปไหน

เพียงแต่ พระองค์ทรงต้องการให้พระศาสนจักร เป็นผู้สะท้อนพระสิริรุ่งโรจน์นั้น

พระศาสนจักรไม่ได้ถูกเรียกให้เป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุด, ร่ำรวยที่สุด,  หรือทรงอิทธิพลที่สุด…แต่ถูกเรียกให้เป็น “กระจกสะท้อนพระเยซูคริสต์”

เหมือนดวงจันทร์ ไม่มีแสงของตนเอง แต่สะท้อนแสงอาทิตย์

คริสตชนก็เช่นกัน เราไม่มีแสงของเราเอง แต่สะท้อนพระเยซูคริสตเจ้า


4. แล้วชีวิตเราจะสำแดงพระสิริรุ่งโรจน์อย่างไร?

ไม่ใช่ด้วยปาฏิหาริย์ แต่ด้วย…ความซื่อสัตย์,  การให้อภัย, ความเมตตา, ความสุภาพ, การรับใช้, ความรักที่ไม่เลือกคน

ทุกครั้งที่เราให้อภัย ชาวโลกจะเห็นพระเยซูเจ้า

ทุกครั้งที่เราช่วยคนยากจน โลกจะเห็นพระเยซูเจ้า

ทุกครั้งที่เราไม่ตอบโต้ความเกลียดด้วยความเกลียด ชาวโลกจะเห็นพระเยซูเจ้า

พระสิริรุ่งโรจน์ไม่ได้อยู่เพียงแค่บนภูเขา แต่อยู่ในหัวใจที่รักเหมือนพระองค์


อยากเล่าสู่กันฟัง

มีชายคนหนึ่งอยากเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ เขาไปเข้าเงียบที่วัดบนภูเขา 7 วัน

วันแรกเงียบมาก, วันที่สองภาวนาดีมาก, วันที่สามรู้สึกเหมือนเข้าใกล้พระเจ้ามาก,

วันที่สี่น้ำตาไหล, วันที่ห้าโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ…

เขาบอกว่า “พระเจ้าข้า วันนี้ข้าพเจ้ารู้สึกอยู่กับพระองค์จริง ๆ”

วันที่เจ็ด เดินทางกลับถึงบ้าน

ภรรยาพูดเพียงประโยคเดียว “ช่วยเอาขยะไปทิ้งให้ด้วย”

เขาตอบทันที “ทำไมไม่ไปทิ้งเองล่ะ!”

ภรรยาพูดว่า “สงสัยพระเจ้ายังอยู่บนภูเขา…แต่คุณลงมาก่อนแล้ว”

แต่เขานิ่งไป เพราะเข้าใจว่า ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาคิดว่าตนใกล้พระเจ้า

แต่กลับสอบตก ในข้อสอบข้อแรกของความรัก

ข้อคิดสำหรับเราวันนี้

เราอาจภาวนาเป็นชั่วโมง แต่ถ้าไม่เมตตาคนในบ้าน

พระสิริรุ่งโรจน์ที่เห็นบนภูเขา ก็ยังไม่ส่องถึงหุบเขาแห่งชีวิตจริง


บทสรุปอันทรงพลัง

เมื่อเมฆปกคลุม พระบิดาตรัสว่า ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด”

พระบิดาไม่ได้ตรัสว่า “จงชื่นชมพระองค์”

ไม่ได้ตรัสว่า “จงสร้างพลับพลาที่พัก”

แต่พระองค์ตรัสว่า จงฟังท่าน”

เพราะการเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า ไม่ได้เริ่มจากการเห็นพระสิริรุ่งโรจน์

แต่เริ่มจาก การเชื่อฟังพระวาจาของพระเจ้า

และเมื่อเราเชื่อฟังพระองค์ แม้ใบหน้าของเราจะไม่ส่องแสงเหมือนพระเยซูเจ้าบนภูเขาทาบอร์ แต่ชีวิตของเราจะค่อย ๆ เปล่งประกายด้วยความรัก ความหวัง และความเมตตา จนผู้คนรอบข้างสัมผัสได้ว่า พระเยซูเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ท่ามกลางโลกนี้

ขอให้การฉลองพระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระวรกายอันรุ่งโรจน์ในปีนี้ ไม่ใช่เพียงการระลึกถึงเหตุการณ์บนภูเขาทาบอร์ แต่เป็นการภาวนาขอให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงหัวใจของเรา ให้เป็น “ภูเขาแห่งการพบพระเจ้า” และเมื่อเราก้าวลงจากภูเขานั้น เราจะนำแสงสว่างแห่งพระเยซูคริสตเจ้าไปส่องสว่างในครอบครัว ชุมชน สังคม และพระศาสนจักร โดยเฉพาะในเขตวัดขอเรา ในอารามนักบวชของเรา ในหมู่คณะของเรา เพื่อให้ชาวโลกได้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ผ่านชีวิตของเราเอง อาแมน

วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

วันนี้เป็นวันฉลอง อยากเล่าเรื่องราวแถมให้เป็นข้อคิดเพิ่มเติม

มีคุณตาคนหนึ่งอายุเกือบ 80 ปี หลานสาวบอกว่า “คุณตา เดี๋ยวหนูถ่ายรูปให้ เอาไว้ทำโปรไฟล์ Facebook” คุณตาถาม “ต้องแต่งตัวหล่อๆ ไหม” หลานตอบ “ไม่ต้อง เดี๋ยวหนูแต่งรูปในแอปเอง” ไม่กี่นาทีต่อมา…คุณตาดูรูปแล้วตกใจ “โอ้โห! ผมดำหมดเลย”

“ริ้วรอยหายหมด” “หน้าตึง” “คางสองชั้นหายไปเลย” “ฟันขาวสะอาด” คุณตายิ้มพอใจ

วันรุ่งขึ้น…คุณตาแต่งตัวหล่อ เดินไปตลาด แอบหวังว่า แม่ค้าจะจำได้จากรูปโปรไฟล์

แต่แม่ค้ากลับถามว่า “คุณลุงมาซื้ออะไรคะ?” คุณตารีบบอก “จำไม่ได้หรือ? นี่ไง คนใน Facebook” แม่ค้าหรี่ตามองอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบว่า “อ๋อ…ถ้าคุณลุงพา คนในรูป มาด้วย หนูอาจจะจำได้ค่ะ”

แล้วคุณตาพูดกับตัวเองว่า “แสดงว่ารูปเปลี่ยนได้… แต่ตัวจริงยังเหมือนเดิม


ข้อคิดคือว่า…โลกทุกวันนี้พยายามทำให้คน ดูดีขึ้น” แต่พระเยซูเจ้าทรงทำสิ่งตรงกันข้าม พระองค์ไม่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ให้สวยขึ้น แต่ทรงเปิดเผยว่า พระองค์ทรงเป็นใครจริง ๆ” บนภูเขาทาบอร์ พระเยซูเจ้าไม่ได้สวมหน้ากากใหม่

ไม่ได้ใช้แสงพิเศษ แต่พระสิริรุ่งโรจน์ที่ซ่อนอยู่ภายใน ได้ฉายออกมาภายนอก

วันนี้ พระเยซูเจ้าคงไม่ได้ถามเราว่า “รูปโปรไฟล์ของเธอสวยไหม”

แต่พระองค์อาจถามว่า “ชีวิตจริงของเธอ เหมือนกับความเชื่อที่เธอประกาศหรือไม่?”

เพราะคริสตชนไม่ได้ถูกเรียกให้ ดูเหมือนนักบุญ” แต่ถูกเรียกให้ เป็นนักบุญ”

และวันหนึ่ง เมื่อเราสนิทกับพระเยซูเจ้ามากพอ เราอาจไม่ต้องมีแสงสว่างบนใบหน้าเหมือนภูเขาทาบอร์ แต่ผู้คนจะสัมผัสได้ว่า มีบางอย่างในตัวเราที่เปลี่ยนไป

ความเมตตา ความอ่อนโยน การให้อภัย และรอยยิ้มที่จริงใจ จะเป็น “พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้า” ที่ส่องผ่านชีวิตของเรา


ณ ห้องเรียนจอห์นนี่มาอีกแระนะ

เด็กชายจอห์นนี่ถามคุณพ่อว่า “พ่อครับ ทำไมโมเสส เอลียาห์ เวลาวาดรูปถึงมีแสงรอบหัว?” พ่อคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วตอบว่า “เพราะพวกเขาอยู่ใกล้พระเจ้ามาก”

วันรุ่งขึ้น จอห์นนี่พกไฟฉายไปโรงเรียนด้วย  ครูถาม “จอห์นนี่เอาไฟฉายมาทำไม?”

จอห์นนี่ตอบอย่างจริงจังว่า “ผมอยากเป็นนักบุญครับ”, ครูถามต่อ “แล้วไฟฉายเกี่ยวอะไร?” จอห์นนี่ตอบ “ก็ต้องมีแสงรอบหัวก่อนสิครับ!”

แต่ครูยิ้มแล้วพูดว่า “ลูกเอ๋ย… นักบุญไม่ได้มีแสงรัศมีรอบหัวเพราะถือไฟฉาย
แต่เพราะเขามีพระเจ้าส่องอยู่ในหัวใจ

ข้อคิดวันนี้

นั่นแหละครับ ความหมายของการทรงสำแดงพระวรกาย พระเยซูเจ้าทรงเผยให้เห็นว่า เมื่อพระเจ้าอยู่เต็มหัวใจ พระสิริรุ่งโรจน์จะเปล่งออกมาภายนอกเอง

คำถามสำหรับเราวันนี้จึงไม่ใช่ เราจะทำอย่างไรให้คนชื่นชมเรา?”

แต่คือ เราจะอยู่ใกล้พระเยซูอย่างไร จนผู้คนมองเห็นพระองค์ผ่านชีวิตของเรา?”

ขอให้วันนี้เป็นวันที่มีความสุข ขอพระเจ้าประทานพระพร

วิษณุ ธัญญอนันต์, 6 สิงหาคม 2026



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ