บทเทศน์และข้อคิด วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2026
ฉลองนักบุญบาร์โธโลมิว อัครสาวก (นาธานาเอล)



“พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกคนที่ไม่มีคำถาม แต่ทรงเรียกคนที่ซื่อสัตย์พอจะออกไปค้นหาคำตอบ”
วันนี้พระศาสนจักรฉลอง นักบุญบาร์โธโลมิว อัครสาวก หนึ่งในอัครสาวก 12 คน ผู้ที่เราแทบไม่ค่อยได้ยินชื่อ ไม่ได้มีพระวรสารเล่มหนึ่งตั้งชื่อตามท่าน ไม่ได้มีเรื่องราวยิ่งใหญ่เหมือนเปโตรหรือเปาโล แต่บางที นี่แหละคือความงดงามของบาร์โธโลมิว คนที่ชาวโลกพูดถึงน้อย อาจเป็นคนที่พระเจ้าทรงรู้จักอย่างลึกซึ้งที่สุด
1. บาร์โธโลมิวคือใคร?
ชื่อ “Bartholomew” น่าจะมาจากภาษาอาราเมอิก Bar-Talmai หมายถึง “บุตรของทาลมัย” จึงอาจไม่ใช่ชื่อตัว แต่คล้ายชื่อสกุลหรือชื่อที่บอกว่าเป็นลูกของใคร
ธรรมประเพณีคริสตชนจึงระบุมาช้านานว่า บาร์โธโลมิวอาจเป็นบุคคลเดียวกับ นาธานาเอล ในพระวรสารนักบุญยอห์น แม้เราไม่อาจพิสูจน์เรื่องนี้ได้อย่างเด็ดขาดก็ตาม
และถ้าเป็นเช่นนั้น ชายคนนี้น่าสนใจมาก เพราะประโยคแรกๆ ที่เราได้ยินจากปากเขาไม่ใช่คำประกาศความเชื่อ แต่เป็นคำประชดว่า “จากนาซาเร็ธจะมีอะไรดีได้หรือ?”
(เทียบ ยน 1:46)
ก่อนจะเป็นนักบุญ เขาเริ่มต้นด้วย อคติ – ก่อนจะประกาศพระเยซูเจ้า เขาเคย สงสัยพระเยซูเจ้า – ก่อนจะถวายชีวิตเพื่อพระเยซูเจ้า เขาเคยถามว่า “ของดีจะออกมาจากที่แบบนั้นได้หรือ?” นี่เป็นความหวังสำหรับพวกเราทุกคน พระเจ้าไม่ได้รอให้เราเป็นนักบุญก่อนแล้วจึงเรียกเรา พระองค์ทรงเรียกเราในสภาพที่เราเป็น แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเราให้เป็นนักบุญ
2. ฟิลิปไม่ได้เถียง แต่พูดเพียง “มาดูเถิด”
เมื่อนาธานาเอลพูดว่า “จากนาซาเร็ธจะมีอะไรดีได้หรือ?” ฟิลิปสามารถตอบโต้ได้ยาวๆ
สามารถยกพระคัมภีร์ สามารถเปิดการอภิปรายเทววิทยา หรืออาจพูดว่า “ถ้าคิดแบบนี้ก็ไม่ต้องคุยกัน!” แต่ฟิลิปพูดเพียงว่า “มาดูเถิด” — Come and see.
นี่อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับพระศาสนจักรวันนี้
ในโลก Social Media เรามักคิดว่า ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับเรา เราต้อง ชนะเขาด้วยเหตุผล แต่พระวรสารเสนอวิธีอื่น ไม่ใช่ “มาเถียงกัน” แต่ “มาดูเถิด”
มาดูคริสตชนที่ให้อภัย – มาดูครอบครัวที่ยังรักกันท่ามกลางความยากลำบาก – มาดูคนหนุ่มสาวที่เลือกความซื่อสัตย์ – มาดูพระสงฆ์และนักบวชที่รับใช้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน – มาดูชุมชนวัดที่ไม่มีใครถูกทอดทิ้ง – พระศาสนจักรจะประกาศข่าวดีได้ดีที่สุด
ไม่ใช่เมื่อเราพูดเก่งที่สุด แต่เมื่อเราสามารถพูดกับชาวโลกว่า “ไม่ต้องเชื่อคำพูดของเราก็ได้ — มาดูชีวิตของเราเถิด”
3. แต่ที่น่าทึ่งอยู่ตรงนี้ — ก่อนนาธานาเอลจะเห็นพระเยซูเจ้า พระองค์เห็นเขาแล้ว
เมื่อเขาเดินเข้ามา พระเยซูเจ้าตรัสว่า “นี่คือชาวอิสราเอลแท้ ไม่มีมารยาในตัวเขาเลย” นาธานาเอลตกใจ “พระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้าได้อย่างไร?” พระเยซูเจ้าตรัสว่า
“ก่อนที่ฟิลิปจะเรียกท่าน เราเห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อเทศ”
เราไม่รู้แน่นอนว่าเกิดอะไรขึ้นใต้ต้นมะเดื่อนั้น และไม่ควรแต่งเติมสิ่งที่พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเรา
แต่สิ่งสำคัญคือ นาธานาเอลคิดว่าเขากำลังออกไปพบพระเยซูเจ้า
แต่กลับค้นพบว่า พระเยซูเจ้าทรงรู้จักเขาก่อนแล้ว นี่คือพระวรสารของวันนี้
บางคนคิดว่า “ฉันกำลังตามหาพระเจ้า” แต่ความจริงคือ ก่อนที่เราจะตามหาพระองค์ พระองค์กำลังตามหาเรา – ก่อนที่เราจะเข้าวัด พระองค์เห็นเราแล้ว – ก่อนที่เราจะคุกเข่าภาวนา พระองค์รู้แล้วว่าเราร้องไห้เรื่องอะไร – ก่อนที่เราจะบอกใครว่าเราเหนื่อย พระองค์รู้แล้วว่าเราแบกอะไรอยู่ – เราแต่ละคนมี “ใต้ต้นมะเดื่อ” ของตนเอง หมายถึงสถานที่ที่ไม่มีใครรู้ว่าเราเคยร้องไห้ – ความผิดพลาดที่เราไม่เคยเล่าให้ใครฟัง – ความผิดหวังที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้ม – คำภาวนาที่เราไม่กล้าพูดออกมา – แต่วันนี้พระเยซูเจ้าตรัสกับเราเหมือนตรัสกับนาธานาเอลว่า “เราเห็นท่านแล้ว”
4. จากคำว่า “นาซาเร็ธจะมีอะไรดี?” สู่คำว่า “พระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า”
นี่คือการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่ง ก่อนหน้านี้ เขายังถามว่า “นาซาเร็ธจะมีอะไรดี?” แต่เมื่อพบพระเยซูเจ้า เขากลับประกาศว่า “พระอาจารย์ พระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า พระองค์คือกษัตริย์แห่งอิสราเอล”
จาก อคติ → ความเชื่อ
จาก คำประชด → คำประกาศความเชื่อ
จาก คนยืนดู → กลายเป็นอัครสาวก
พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงชี้ให้เห็นความงดงามตรงนี้ว่า พระเจ้าทรงมีอิสระที่จะปรากฏพระองค์ในสถานที่ที่มนุษย์คาดไม่ถึง
นี่เป็นบทเรียนสำหรับพระศาสนจักรอย่างยิ่ง
เราต้องระวังคำว่า “คนนี้ไม่มีทางเปลี่ยนหรอก” – “เด็กคนนี้ไม่มีอนาคต” – “ครอบครัวนี้หมดหวังแล้ว” – “คนแบบนี้จะมาเข้าวัดหรือ?” – “คนรุ่นใหม่ไม่สนใจพระเจ้าหรอก” เพราะนั่นคือประโยคเวอร์ชันใหม่ของ “จากนาซาเร็ธจะมีอะไรดีได้หรือ?” พระเจ้าชอบนำสิ่งยิ่งใหญ่ ออกมาจาก “นาซาเร็ธ” ที่เราดูถูก
5. เกร็ดที่หลายคนอาจไม่รู้ — ท่านอาจไปไกลถึง “อินเดีย”
หลังเหตุการณ์ในพระวรสาร เรามีข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับบาร์โธโลมิวน้อยมาก
แต่ เอวเซบิอุส (Eusebius) นักประวัติศาสตร์พระศาสนจักรยุคแรก เล่าธรรมประเพณีว่า เมื่อ Pantaenus เดินทางไปประกาศข่าวดีในดินแดนที่เรียกว่า “India” เขาพบร่องรอยธรรมประเพณีว่าบาร์โธโลมิวเคยประกาศข่าวดีที่นั่นมาก่อน และมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระวรสารนักบุญมัทธิวที่ท่านนำไปด้วย อย่างไรก็ตาม คำว่า “India” ในโลกโบราณอาจหมายถึงดินแดนกว้างกว่าประเทศอินเดียในปัจจุบัน เรื่องนี้เป็นตำนานเล่าขานในฐานะธรรมประเพณี ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ทั้งหมด
ธรรมประเพณีอีกสายหนึ่งเชื่อมโยงท่านอย่างเข้มแข็งกับ Armenia และถือว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้ประกาศพระวรสารสำคัญแก่ชาวอาร์เมเนีย
สิ่งที่น่าคิด…ชายที่ครั้งหนึ่งถามว่า “นาซาเร็ธจะมีอะไรดี?” วันหนึ่งกลับเดินทางไปยังดินแดนที่ห่างไกล เพื่อบอกคนที่ไม่เคยรู้จักนาซาเร็ธว่า “สิ่งดีที่สุดของโลกมาจากที่นั่น!”
6. เกร็ดที่น่าทึ่งมาก — นักบุญผู้นี้ “ในมือของท่านถือแผ่นผิวหนังของตัวเอง”
ธรรมประเพณีโบราณเล่าว่า บาร์โธโลมิวเป็นมรณสักขีใน Armenia โดยธรรมประเพณีที่แพร่หลายมากกล่าวว่าท่านถูก ถลกหนังทั้งเป็น และถูกประหารชีวิต จึงทำให้ศิลปะของคริสตชนมักวาดรูปท่านถือมีด หรือถือผิวหนังของตนเอง
ในภาพ The Last Judgment ที่ Sistine Chapel ศิลปิน/จิตกร Michelangelo วาดนักบุญบาร์โธโลมิวถือหนังมนุษย์ที่ถูกถลกออก แต่เมื่อมองใบหน้าบนหนังนั้นดีๆ…
Michelangelo ใส่ใบหน้าของตัวเองลงไปบนผิวหนังที่บาร์โธโลมิวถืออยู่!
นี่ไม่ใช่เพียงรายละเอียดประหลาดในงานศิลปะ แต่นั่นกลายเป็นภาพที่ให้ข้อคิดทางชีวิตจิตได้อย่างทรงพลัง Michelangelo เหมือนกำลังถามว่า “เมื่อทุกอย่างที่ห่อหุ้มตัวฉันถูกลอกออกหมดแล้ว ตัวจริงของฉันคือใคร?” ทำให้เห็นสัจธรรมแห่งชีวิต…
ตำแหน่งถูกลอกออก- ชื่อเสียงถูกลอกออก- เงินทองถูกลอกออก – คำชมถูกลอกออก
ภาพลักษณ์ถูกลอกออก – เหลืออะไรอีกล่ะ? ก็เหลือเพียงว่า ฉันเป็นใครต่อพระพักตร์พระเจ้า
7. นี่คือความหมายสำหรับพระศาสนจักรวันนี้ — เราต้องยอมให้พระเจ้าลอก “เปลือก” ออก
เราไม่จำเป็นต้องถูกถลกหนังเหมือนธรรมประเพณีของบาร์โธโลมิว แต่คริสตชนทุกคนต้องยอมให้พระเจ้าลอกบางอย่างออกจากชีวิต – ลอก ความหยิ่ง – ลอก อคติ – ลอก การเสแสร้ง – ลอก ความต้องการให้คนชม – ลอก การแบ่งพรรคแบ่งพวก – ลอก ความคิดว่า “ฉันถูกเสมอ” – และพระศาสนจักรก็เช่นกัน ถ้าเรามีเพียงวัดอาคารสวย,
พิธีกรรมงดงาม, องค์กรบริหารเข้มแข็ง, กิจกรรมมากมาย, แต่ไม่มีความรัก, ไม่มีความเมตตา, ไม่มีพื้นที่สำหรับคนบาดเจ็บ, ไม่มีหัวใจสำหรับคนที่กำลังตามหาพระเจ้า เราก็อาจเหลือเพียง “ผิวหนังของศาสนา” แต่ไม่มีหัวใจของพระเยซูเจ้า
นักบุญบาร์โธโลมิวจึงถามพระศาสนจักรวันนี้ว่า “ถ้าพระเจ้าลอกสิ่งภายนอกทั้งหมดออกจากเรา ผู้คนจะยังพบพระเยซูเจ้าอยู่ข้างในหรือไม่?”
อยากเล่าเรื่องเล่าประวัติศาสตร์สู่กันฟัง
ตามมหาวิหารเก่าแก่ในยุโรป เราจะเห็นประติมากรรม รูปนักบุญ เสา หัวเสา และงานแกะสลักจำนวนมหาศาล หลายชิ้นงดงามอย่างเหลือเชื่อ แต่ช่างผู้สร้างจำนวนมากในยุคกลางกลับไม่ได้ทิ้งชื่อของตนไว้
มีคนถามช่างแกะสลักคนหนึ่งว่า “คุณกำลังแกะรูปตรงมุมสูงขนาดนั้นทำไม?
พอสร้างเสร็จ คนข้างล่างแทบมองไม่เห็นรายละเอียดด้วยซ้ำ!”
ช่างตอบว่า “แต่พระเจ้าทรงเห็น” ฟังครั้งแรกเหมือนเป็นเรื่องของช่างที่ทำงานละเอียดเกินความจำเป็น แต่ตรงนี้มีข้อคิดที่น่าสนใจ ในปัจจุบันพวกเรารู้จักชื่อพระสังฆราช กษัตริย์ หรือผู้มีอำนาจมากมายที่เกี่ยวข้องกับมหาวิหารเหล่านั้น แต่ช่างจำนวนมากที่สร้างความงดงามถวายพระเจ้า… เราไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของเขา โลกอาจไม่รู้ชื่อ
แต่ผลงานยังประกาศความเชื่อของเขาหลังจากเขาตายไปหลายร้อยปี นี่ทำให้นึกถึงบาร์โธโลมิว เราแทบไม่รู้รายละเอียดชีวิตของท่าน ไม่มีจดหมายของบาร์โธโลมิวในพระคัมภีร์ ไม่มีพระวรสารตามคำบอกเล่าของบาร์โธโลมิวที่พระศาสนจักรรับไว้ในสารบบ
ไม่มีเรื่องปาฏิหาริย์ยาวๆ ของท่านในกิจการอัครสาวก แต่ชื่อของท่านยังอยู่ในรายชื่อ อัครสาวกสิบสองคน พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 จึงทรงสรุปไว้อย่างงดงามว่า ชีวิตของบาร์โธโลมิวเตือนเราว่า เราสามารถติดตามและเป็นพยานถึงพระเยซูเจ้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำสิ่งหวือหวาหรือโด่งดัง เพราะผู้ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ คือพระเยซูเจ้า
สรุปข้อคิดสำหรับวันนี้
วันนี้นักบุญบาร์โธโลมิวฝากคำถามไว้กับเราสามข้อ
หนึ่ง — มี “นาซาเร็ธ” ใด ที่เรากำลังดูถูกอยู่หรือไม่?
มีคนที่เราตัดสินไปแล้วหรือเปล่าว่าเขาไม่มีวันดีขึ้น?
สอง — มี “ใต้ต้นมะเดื่อ” อะไรในชีวิตเราที่ไม่มีใครเห็นหรือไม่?
จำไว้ว่า พระเยซูเจ้าเห็นเราอยู่ตรงนั้นแล้ว
สาม — ถ้าพระเจ้าลอกทุกสิ่งภายนอกออกจากชีวิตเรา จะเหลืออะไร?
เมื่อไม่มีตำแหน่ง ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีคำชม — จะยังเหลือศิษย์ของพระเยซูเจ้าอยู่หรือไม่?
ชีวิตของบาร์โธโลมิวเริ่มจากประโยคว่า “จากนาซาเร็ธจะมีอะไรดีได้หรือ?”
แต่จบลงด้วยชีวิตที่ประกาศว่า “พระองค์ดีพอ ที่ข้าพเจ้าจะถวายทุกสิ่ง แม้กระทั่งชีวิตของข้าพเจ้า” และนี่อาจเป็นคำภาวนาของเราในวันฉลองนี้
ข้าแต่พระเยซูเจ้า
โปรดลอกสิ่งที่ไม่ใช่พระองค์ออกจากชีวิตลูก ลอกความหยิ่ง ลอกอคติ ลอกความเสแสร้ง จนกระทั่งเมื่อโลกมองเข้ามาในชีวิตลูก
เขาจะไม่เห็นเพียงชื่อ ตำแหน่ง หรือภาพลักษณ์ของลูก แต่จะพบพระพักตร์ของพระองค์อยู่ภายใน
นักบุญบาร์โธโลมิว อัครสาวก
โปรดวิงวอนเพื่อเรา ให้เราเป็นคน “ไม่มีมารยา” กล้าที่จะ “มาและดู”
และเมื่อได้พบพระเยซูเจ้าแล้ว กล้าที่จะไปและประกาศพระองค์จนถึงที่สุด อาแมน
วันนี้อยากเขียนเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับนักบุญบาร์โธโลมิวเพิ่มเติม
1. เรื่องพระธาตุของนักบุญบาร์โธโลมิว — เดินทางไกลแม้หลังความตาย
ตามตำนานธรรมประเพณีเล่าว่า นักบุญบาร์โธโลมิวเป็นมรณสักขีในแถบ Armenia โดยธรรมประเพณีที่รู้จักกันมากที่สุดกล่าวว่าท่านถูกถลกหนังและประหารชีวิต ต่อมาพระธาตุของท่านมีประวัติการเคลื่อนย้ายหลายทอด ซึ่งรายละเอียดบางช่วงมีลักษณะเป็นตำนานมากกว่าหลักฐานร่วมสมัยที่พิสูจน์ได้ทุกขั้นตอน
เส้นทางที่มักเล่ากันคือ จากดินแดนตะวันออกมายังลิปารี (Lipari) เกาะเล็ก ๆ ใกล้เกาะซิชิลี (Sicily) จากนั้นไปเบเนเวนโต (Benevento) ทางใต้ของอิตาลี และใน ค.ศ. 983 จักรพรรดิอ็อตโตที่ 3 (Otto III) ทรงนำพระธาตุส่วนสำคัญมายังกรุงโรม และสร้างวัดถวายแด่นักบุญบาร์โธโลมิวบนเกาะกลางแม่น้ำไทเบอร์ หรือ Tiber Island ซึ่งปัจจุบันคือ Basilica di San Bartolomeo all’Isola. พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ก็ทรงกล่าวถึงธรรมประเพณีเรื่องพระธาตุที่ Lipari, Benevento และกรุงโรมไว้ในการสอนเรื่องอัครสาวกองค์นี้



เกาะ Tiber มีความสัมพันธ์กับ การรักษาพยาบาล มาตั้งแต่สมัยโบราณ ก่อนคริสต์ศาสนาเสียอีก บริเวณนี้สัมพันธ์กับวิหารของเอสคูลาปิอุส (Aesculapius) เทพแห่งการแพทย์ของโรมัน และหลายศตวรรษต่อมาเกาะนี้ก็ยังคงมีโรงพยาบาลและพันธกิจดูแลผู้เจ็บป่วยอยู่ สิ่งที่น่าสนใจคือ…
บาร์โธโลมิว ผู้ซึ่งตามธรรมประเพณีถูกทำร้ายร่างกายจนถึงที่สุด กลับมาพำนักในสถานที่ซึ่งร่างกายของมนุษย์ได้รับการรักษา
คนที่ถูก “ถลกหนัง” กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังแก่คนที่ร่างกายเจ็บปวด
“พระเจ้าไม่จำเป็นต้องลบอดีตอันเจ็บปวดของเรา พระองค์สามารถเปลี่ยนบาดแผลนั้นให้กลายเป็นสถานที่รักษาบาดแผลของคนอื่น”
ในปี ค.ศ. 1999 นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ทรงมอบหมายให้ Community of Sant’Egidio ดูแลมหาวิหารแห่งนี้ และในปี ค.ศ. 2002 ทรงถวายให้เป็นสถานที่ระลึกถึง “มรณสักขีใหม่” แห่งศตวรรษที่ 20 และ 21 ปัจจุบันภายในจึงเก็บความทรงจำและสิ่งของของคริสตชนจากหลายนิกายที่ถูกฆ่าเพราะความเชื่อด้วย
นี่ทำให้สถานที่ของบาร์โธโลมิวไม่ใช่เพียง “สุสานของนักบุญในอดีต” แต่กลายเป็นสถานที่บอกว่า มรณสักขีไม่ได้จบลงในยุคอัครสาวก
2. แล้วทำไมวันฉลองบาร์โธโลมิวจึงอ่าน วิวรณ์ 21:9ข-14?
บทอ่านกล่าวถึง นครเยรูซาเล็มใหม่ ที่ลงมาจากสวรรค์ และว่า “กำแพงเมืองมีศิลาฐานสิบสองก้อน และบนศิลาฐานนั้นมีชื่อของอัครสาวกสิบสองคนของลูกแกะ” (วว 21:14)
นี่คือเหตุผลโดยตรงที่พระศาสนจักรเลือกบทนี้สำหรับวันฉลองอัครสาวก เพราะวันนี้เราไม่ได้เพียงฉลองว่า “บาร์โธโลมิวเป็นคนดีศิษย์ที่ซื่อสัตย์คนหนึ่ง” แต่ฉลองว่า บาร์โธโลมิวคือหนึ่งใน “ศิลาฐานสิบสองก้อน” ของพระศาสนจักร
พระเยซูเจ้าทรงเป็นศิลามุมเอก แต่อัครสาวกคือ รากฐานของพระศาสนจักร
วิวรณ์ไม่ได้บอกว่าชื่อของอัครสาวกเขียนอยู่บน ยอดหอคอย แต่เขียนอยู่บน ศิลาฐาน
ยอดหอคอย — ทุกคนมองเห็น, ศิลาฐาน — แทบไม่มีใครเห็น
ยอดหอคอยได้รับคำชม, ศิลาฐานรับน้ำหนัก
ยอดหอคอยอยู่สูง, ศิลาฐานอยู่ต่ำ
แต่วิหารจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีฐาน นี่คือบาร์โธโลมิวอย่างแท้จริง
เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับท่าน ท่านไม่ได้เขียนพระวรสารในสารบบ
ไม่มีจดหมายของท่านในพันธสัญญาใหม่ กิจการอัครสาวกไม่ได้เล่าพันธกิจของท่านยาว ๆ แต่ชื่อของท่านอยู่บน “ศิลาฐาน”
3. ข้อคิดที่ลึกซึ้งสำหรับพระศาสนจักรวันนี้
วันนี้ชาวโลกชอบถามว่า “ใครอยู่บนเวที?” พระเจ้าถามว่า “ใครกำลังแบกฐานอยู่?”
ในวัดก็เหมือนกัน คนที่จัดดอกไม้โดยไม่มีใครรู้ชื่อ, คนที่เช็ดเก้าอี้, คนที่มาเปิดประตูวัดแต่เช้า, คนแก่ที่นั่งสวดสายประคำอยู่เงียบ ๆ, พ่อแม่ที่ส่งต่อความเชื่อให้ลูก, ครูคำสอนที่สอนเด็กไม่กี่คน, คนที่บริจาคโดยไม่ต้องมีป้ายชื่อ, คนที่ให้อภัยทั้งที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเจ็บเพียงใด คนเหล่านี้อาจไม่อยู่บน “ยอดหอคอย” แต่เขาอาจเป็น “ศิลาฐาน” ของพระศาสนจักร สิ่งที่น่าจะเป็นข้อคิดที่ดี “พระศาสนจักรไม่ได้ตั้งอยู่ได้เพราะคนที่มีชื่อเสียงที่สุด แต่เพราะคนจำนวนมากที่ไม่มีใครรู้ชื่อ ยอมเป็นศิลาก้อนเล็ก ๆ ให้พระเจ้าวางพระศาสนจักรไว้บนชีวิตของเขา”
4. และยังมีสัญลักษณ์ “12” ที่ลึกกว่านั้นอีก
ในวิวรณ์ 21 มีเลข 12 ซ้ำไปมา 12 ประตู – 12 ทูตสวรรค์ – ชื่อ 12 เผ่าของอิสราเอล –
ศิลาฐาน 12 ก้อน- ชื่ออัครสาวก 12 คน, เลข 12 หมายถึงการปกครอง
นี่กำลังบอกว่า แผนการแห่งความรอดของพระเจ้ามีความต่อเนื่อง
อิสราเอล 12 เผ่า → อัครสาวก 12 คน → ประชากรใหม่ของพระเจ้า → เยรูซาเล็มใหม่
ดังนั้นบาร์โธโลมิวไม่ใช่ “นักบุญโดด ๆ คนหนึ่ง” เขาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความรอดที่พระเจ้ากำลังสร้าง และที่สวยมากคือ พระวรสารวันนี้ ยน 1:45-51 จบด้วยภาพว่า “ท่านทั้งหลายจะเห็นท้องฟ้าเปิด และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นลงเหนือบุตรแห่งมนุษย์”
ส่วนบทอ่านแรกจากวิวรณ์พาเราไปถึง มหานครสวรรค์ เหมือนพระศาสนจักรกำลังวางชีวิตของบาร์โธโลมิวไว้ระหว่างสองภาพ:
เขาเริ่มจากคนที่นั่งอยู่ใต้ต้นมะเดื่อบนแผ่นดิน แต่จบลงด้วยชื่อที่จารึกอยู่บนศิลาฐานของนครสวรรค์
เราไม่จำเป็นต้องมีชื่อจารึกอยู่บนกำแพงของโลก ขอเพียงวันหนึ่ง ชื่อของเราถูกพบอยู่ในนครของพระเจ้า
บาร์โธโลมิวไม่มีอนุสาวรีย์แห่งอำนาจ ไม่มีหนังสือที่เขียนชื่อของตนไว้ และตามธรรมประเพณี แม้แต่ผิวหนังของตนเองก็ยังถูกพรากไป โลกค่อย ๆ เอาทุกอย่างจากเขาไป
แต่มีสิ่งหนึ่งที่โลกเอาไปไม่ได้ — ชื่อของเขาที่พระเจ้าทรงจารึกไว้บนศิลาฐานแห่งนครสวรรค์ เพราะสำหรับพระเจ้า สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าโลกจำชื่อเราได้หรือไม่ แต่คือ พระเจ้าทรงรู้จักชื่อของเราหรือไม่”
ข้อความจากพระวรสารวันนี้ “ก่อนที่ฟิลิปจะเรียกท่าน เราเห็นท่านแล้ว” พระองค์ทรงเห็นบาร์โธโลมิวตั้งแต่ใต้ต้นมะเดื่อ และในวิวรณ์ เราเห็นชื่อของอัครสาวกอยู่บนศิลาฐานแห่งนครสวรรค์ พระเจ้าผู้ทรงเห็นเราตั้งแต่ต้น คือพระเจ้าองค์เดียวกันที่จะไม่ทรงลืมเราในวาระสุดท้าย
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ






















