บทเทศน์และข้อคิด วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2026
บทอ่านจากหนังสือประกาศกโฮเชยา 10:1-3, 7-8, 12
นี่เป็นข้อความที่ฟังดูเหมือนเป็นการกล่าวโทษอิสราเอล แต่แท้จริงแล้วเป็นเสียงของพระเจ้าที่ทรง “ผิดหวังเพราะรัก” เหมือนพ่อแม่ที่เห็นลูกเดินหลงทาง ยิ่งพระองค์อวยพรมากเท่าไร ประชากรก็ยิ่งหันเหไปจากพระองค์มากขึ้นเท่านั้น
Hosea 10:1-3, 7-8, 12
“ถึงเวลาหว่านความชอบธรรมแล้ว”
เราเคยได้ยินสุภาษิตไทยที่น่าสนใจว่า “ต้นไม้จะรู้ผลเมื่อถึงฤดู” พระเจ้าก็ตรัสคล้ายกันในบทอ่านวันนี้ อิสราเอลเป็นเหมือน “เถาองุ่นที่อุดมสมบูรณ์” ยิ่งออกผลมาก
ยิ่งสร้างแท่นบูชามาก ฟังดูแปลก ๆ ไหม… พระเจ้าไม่ได้ตำหนิเพราะประชาชนยากจน
แต่ทรงตำหนิเพราะประชาชน “ร่ำรวยแล้วลืมพระเจ้า”
พระพรจึงกลายเป็นเครื่องมือของความหลงตัวเอง นี่คือโรคร้ายประเภทหนึ่งที่ยังไม่เคยหายไปจากมนุษย์เลย
1. ความสำเร็จไม่ใช่หลักฐานว่าเราใกล้พระเจ้า
โฮเชยาไม่ได้พูดว่าประชาชนไม่มีผลผลิต ตรงกันข้ามพวกเขาประสบความสำเร็จ
เศรษฐกิจดี พืชผลดี บ้านเมืองมั่นคง ทว่ายิ่งร่ำรวย พวกเขายิ่งสร้างแท่นบูชาของตนเอง
ทุกวันนี้ก็คล้ายกัน หลายคนไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้า แต่เพียงไม่มีเวลาสำหรับพระองค์
เราอาจพูดว่า “ผม/ดิฉันยังมีความเชื่อในพระเจ้านะ” แต่วันทั้งวัน เวลาทั้งหมด หัวใจทั้งหมด กลับมอบให้โทรศัพท์ หุ้น ธุรกิจ ชื่อเสียง หรือแม้แต่ตัวเราเอง แท่นบูชาในสมัยใหม่ไม่ได้สร้างจากหิน แต่สร้างจากสิ่งที่ครอบครองหัวใจเราเอง
2. ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ “หัวใจแบ่งออกเป็นหลายส่วน”
โฮเชยากล่าวว่า “หัวใจของเขาไม่ซื่อตรง” นั่นคือ ปากบอกว่าเชื่อในพระเจ้า แต่ใจกลับเชื่ออย่างอื่น นี่เป็นโรคของคริสตชนทุกยุคทุกสมัย วันอาทิตย์เราเป็นศิษย์พระเยซูคริสต์ วันจันทร์เราเป็นศิษย์ของเงิน วันอังคารเป็นศิษย์ของอำนาจ วันพุธเป็นศิษย์ของความสะดวกสบาย พระเจ้าจึงไม่ใช่ที่หนึ่งอีกต่อไป
3. พระเจ้าทรงเสนอทางออก
แล้วพระองค์ตรัสประโยคที่งดงามมาก “จงหว่านความชอบธรรม แล้วท่านจะเกี่ยวความรักมั่นคง” ประโยคนี้น่าประทับใจมาก ชีวิตก็เหมือนการทำนา ไม่มีใครหว่านข้าวแล้วได้ผลเป็นมะม่วง ไม่มีใครหว่านความเห็นแก่ตัวแล้วได้สันติสุข ไม่มีใครหว่านความเกลียดแล้วได้ความรัก สิ่งที่เราหว่านวันนี้จะเป็นสิ่งที่ลูกหลานเก็บเกี่ยววันหน้า
ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับโลกปัจจุบัน
เรากำลังอยู่ในโลกที่ชื่นชมกับความรวดเร็ว กำไร ยอดวิว ยอดผู้ติดตาม ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เทคโนโลยี แต่กลับมีคนเหงามากขึ้น โดดเดี่ยวเดียวดายมากขึ้น ครอบครัวแตกแยกมากขึ้น เด็กซึมเศร้ามากขึ้น ความไว้วางใจลดลง โลกลงทุนมหาศาลกับเทคโนโลยี แต่ลงทุนน้อยกับคุณธรรม เราเก่งขึ้น แต่ไม่ได้ดีขึ้นเสมอไป
โฮเชยาจึงถามชาวโลกปัจจุบันว่า “วันนี้พวกเจ้ากำลังหว่านอะไร?”
ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับพระศาสนจักร
คำตักเตือนนี้เริ่มต้นที่พวกเราก่อน พระศาสนจักรอาจมีวัดสวยงาม กิจกรรมมาก
ระบบบริหารจัดการดี เทคโนโลยีทันสมัย แต่ถ้าหัวใจไม่รักพระเจ้า ทุกอย่างก็กลายเป็นเพียงองค์กรหนึ่งเท่านนั้น บางครั้งเราวัดความสำเร็จของวัด/องค์กรด้วยจำนวนคนจำนวนเงิน จำนวนงาน แต่ว่าพระเยซูเจ้าตวงวัดพวกเราด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ความเมตตา ความรัก ความเอื้ออาทร วัด/อารามของเราอาจจะเล็ก สัตบุรุษน้อย แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ความจริงใจ ย่อมยิ่งใหญ่และประเสริฐกว่าวัดใหญ่ ๆ ที่เต็มด้วยการแข่งขัน
ขอเล่าเรื่องสู่กันฟัง
ยังมีพระสงฆ์องค์หนึ่งกำลังเทศน์เรื่อง “อย่าเอาเงินเป็นพระเจ้า” หลังมิสซา คุณลุงคนหนึ่งเดินมาจับมือคุณพ่อ “คุณพ่อครับ วันนี้เทศน์ดีมาก” คุณพ่อยิ้ม “ขอบคุณนะครับ” ลุงพูดต่อ “ผมเห็นด้วยทุกอย่างเลย” คุณพ่อดีใจ “งั้นต่อไปเราคงช่วยคนยากจนกันมากขึ้นนะครับ” ลุงตอบทันที “โอ…คงไม่ใช่กระผมหรอกครับ!” คุณพ่อตกใจ
“อ้าว แล้วหมายถึงใคร?” ลุงยิ้มกว้าง “ผมหมายถึงเพื่อนบ้านของกระผมน่ะครับ เพราะเขาร่ำรวยมากกว่าผมแยะ เขาควรฟังเทศน์วันนี้!”
เรื่องเล่านี้น่าจะทำให้เราคิด เราเป็นแบบนั้นไหม? เวลาพระวาจาแรง ๆ เรามักคิดถึง “คนอื่นหรือโยนให้เป็นภาระคนอื่น” แต่ไม่ค่อยคิดถึงตัวเอง
รำพึงและไตร่ตรองพระวรสารโดยนักบุญ มัทธิว 10:1-7
นี่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่พระเยซูเจ้าทรงเปลี่ยน “ศิษย์” ให้เป็น “ผู้ถูกส่งออกไป” (Disciple → Apostle/Missionary) นี่ไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งอัครสาวกสิบสองคน แต่เป็นภาพสะท้อนของพระศาสนจักรทุกยุคสมัย รวมทั้งพวกเราทุกคนในวันนี้
“พระองค์มิได้ทรงเรียกคนที่ดีพร้อม แต่ทรงกระทำให้คนที่ถูกเรียกพร้อม”
มีประโยคหนึ่งที่เราได้ยินบ่อยในชีวิตว่า “ขอให้ทุกอย่างพร้อมก่อน แล้วค่อยลงมือ” แต่ถ้าเรารอให้พร้อมจริง ๆ บางที…เราอาจไม่ได้เริ่มอะไรเลย พระวรสารวันนี้ก็เป็นเช่นนั้น พระเยซูเจ้าทรงเรียกชาวประมง คนเก็บภาษี คนหัวร้อน คนธรรมดา ๆ ซึ่งไม่มีใครจบจากมหาวิทยาลัยศาสนศาสตร์ ไม่มีใครเป็นนักพูด/นักเทศน์มืออาชีพ ไม่มีใครเป็นนักบุญตั้งแต่วันแรก แต่พระองค์กลับตรัสว่า “จงออกไป” ซึ่งน่าสนใจมาก พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “เรียนให้จบก่อน” “รอให้เก่งก่อน” “รอให้ไม่มีข้อบกพร่องก่อน”
แต่ตรัสว่า “จงออกไป” เพราะพันธกิจไม่ได้เริ่มจากความสมบูรณ์แบบของเรา แต่เริ่มจากพระหรรษทานของพระองค์
1. พระเจ้าทรงเห็นศักยภาพ มากกว่าข้อบกพร่อง
เราลองมองรายชื่ออัครสาวก เปโตร…ใจร้อน ยากอบกับยอห์น…อยากเรียกไฟลงจากฟ้า มัทธิว…อดีตคนเก็บภาษี โทมัส…ช่างสงสัย และยูดาส…ผู้ทรยศ พระเยซูเจ้าทรงรู้ทุกอย่างแต่ก็ยังเรียกพวกเขา เพราะพระองค์ไม่ได้มองว่าพวกเขาเป็นอย่างไร แต่ทรงเห็นว่า พวกเขาจะเป็นอะไรย่อมได้ หากเปิดใจให้พระเจ้า นี่แหละคือความหวังของเราทุกคน “นักบุญคือบุคคลที่มีอดีต ส่วนคนบาปคือคนที่มีอนาคต” (นักบุญออกัสติน)
2. พระองค์ประทาน “อำนาจ”
พระองค์ประทานอำนาจ ไม่ใช่เพื่อควบคุมคน แต่เพื่อปลดปล่อยคน เพื่อรับใช้คนอื่น น่าเสียดายโลกทุกวันนี้เข้าใจคำว่า “อำนาจ” คือการออกคำสั่ง การมีตำแหน่ง
การมีลิ่วล้อผู้ติดตาม แต่ในพระวรสาร อำนาจคือการทำให้คนเจ็บป่วยได้รับความบรรเทาหายจากโรค การช่วยพยุงคนล้มลงให้ลุกขึ้นใหม่ ปลอบใจคนสิ้นหวัง ให้อภัยคนบาป กล่าวคือยิ่งมีอำนาจเท่าไร ก็ยิ่งต้องรับใช้ผู้อื่นเท่านั้น นี่คือแบบของพระเยซูเจ้า
ข้อคิดเพื่อไตร่ตรองกับโลกปัจจุบัน
โลกของเรามี “ผู้มีอิทธิพล” (Influencers) มากมาย บางคนมีผู้ติดตามหลายล้าน แต่บุคคลที่ทำให้ผู้คนมีความหวังกลับมีน้อยลง เราแชร์ข่าวสารรวดเร็วมากแต่แบ่งปันความรักช้า เราส่งรูปภาพได้ภายในวินาทีแต่บางครั้งลืมส่งกำลังใจให้คนในบ้านพระเยซูเจ้าคงไม่ถามเราว่า “วันนี้มีคนกดไลก์กี่คน” แต่จะถามว่า “วันนี้ลูกทำให้ใครเข้าใกล้พระเจ้าบ้าง?”
ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับพระศาสนจักร
พระศาสนจักรไม่ใช่สโมสรของคนสมบูรณ์แบบ แต่เป็นโรงพยาบาลสนาม ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเคยเปรียบเทียบไว้ หลายครั้งเราคิดว่าหน้าที่การประกาศข่าวดีเป็นของพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช นักพรต หรือครูคำสอน แต่พระวรสารวันนี้บอกว่า พระเยซูเจ้าทรงส่ง “ศิษย์” และเราแต่ละคนก็เป็นศิษย์ แม่บ้านที่ให้อภัย พ่อที่ซื่อสัตย์ครู/อาจารย์ที่ใส่ใจและยุติธรรมให้ความรู้คู่ศีลธรรม นักธุรกิจที่ไม่โกง วัยรุ่นที่กล้าทำดีเหล่านี้ล้วนกำลังประกาศพระวรสาร คำเทศน์ที่ดีที่สุดไม่ใช่คำพูดสวยหรู แต่เป็นชีวิตจริง อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ




















