บทเทศน์และข้อคิด วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2026
บทอ่านที่หนึ่งจากหนังสือประกาศกโฮเชยา 8:4-7, 11-13
นี่เป็นพระวาจาที่หนักแน่นมาก เป็นเสียงของพระเจ้าที่ตำหนิประชากรซึ่ง ยังเน้นทำพิธีกรรมภายนอกสง่างาม แต่หัวใจกลับห่างไกลจากพระองค์ เป็นข้อความที่เหมาะอย่างยิ่งกับโลกปัจจุบันที่ผู้คนให้ความสำคัญกับ “ภาพลักษณ์/หน้าตา” มากกว่า “ความซื่อสัตย์”
ถ้อยคำที่น่ารำพึง “เขาหว่านลม…ย่อมจะเกี่ยวพายุ”
นี่เป็นหนึ่งในประโยคทองที่ทรงพลังที่สุดในพระคัมภีร์ เพียงประโยคเดียว
แต่สรุปกฎแห่งชีวิตทั้งชีวิต
สิ่งที่เราหว่าน… วันหนึ่งจะย้อนกลับมาหาเราเสมอ
1. อิสราเอลสร้างกษัตริย์ของตนเอง…แต่ไม่ทูลถามพระเจ้า
พระเจ้าตรัสว่า “พวกเขาตั้งกษัตริย์ขึ้น แต่ไม่ใช่จากเรา”
ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้าอย่างเปิดเผย พวกเขาเพียง… “ไม่ถามพระองค์”
นี่ต่างหากคือปัญหา หลายครั้งเราไม่ได้เลิกเชื่อพระเจ้า แต่… เราใช้พระเจ้าเมื่อจำเป็น
เวลาจะลงทุน… ถามนักวิเคราะห์
เวลาจะสร้างบ้าน ถามซินแส
เวลาจะเปลี่ยนงาน ถามหมอดู
แต่ไม่เคยทูลถามพระเจ้า
จึงไม่น่าแปลกใจที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
2. ลูกวัวทองคำแห่งสะมาเรีย
ประชาชนสร้างรูปโคทองคำ ไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อพระเจ้า
แต่เพราะ อยากให้พระเจ้าอยู่ในรูปแบบที่ควบคุมได้
นี่คือบาปที่ยังเกิดขึ้นทุกยุค วันนี้เราอาจไม่มีโคทองคำ
แต่เรามี เงินทอง ชื่อเสียง ตำแหน่ง ความสำเร็จ จำนวนผู้ติดตาม เทคโนโลยี
สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นความผิด แต่เมื่อเหล่านี้กลายเป็น “พระเทียม ๆ”
เราก็กำลังสร้างโคทองคำในรูปแบบใหม่
3. หว่านลม…เกี่ยวพายุ
ช่างเป็นภาพที่น่าคิด กล่าวคือ ลมเรามองไม่เห็น เบาดูไม่มีพิษภัย แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นพายุ บาปก็เช่นกันเริ่มจากคำโกหกเล็ก ๆ ความเห็นแก่ตัวเล็ก ๆ การนินทาเล็ก ๆ ความไม่ซื่อสัตย์เล็ก ๆ สุดท้ายกลายเป็นครอบครัวแตกแยกสังคมแตกสลาย ประเทศวุ่นวาย สงครามความเกลียดชังทุกอย่างเริ่มจาก “ลมแผ่วๆ นี่แหละ”
ข้อคิดและไตร่ตรองสำหรับโลกปัจจุบัน
เรากำลังอยู่ในยุคที่ทุกอย่างเร็ว ทุกอย่างทันใจ ทุกอย่างออนไลน์
แต่หัวใจกลับว่างเปล่า เรามี AI มีอินเทอร์เน็ต มีดาวเทียม แต่กลับไม่มีเวลาเงียบเพื่อฟังพระเจ้า
คนจำนวนมาก รู้ข่าวทุกเรื่อง แต่ไม่รู้ว่าพระเจ้ากำลังตรัสอะไรกับชีวิตของตน
เราหว่านความเกลียดชังในโซเชียล แล้วแปลกใจว่าทำไมโลกเต็มไปด้วยความโกรธ เราหว่านการโกหก ข่าวปลอม ความแตกแยก แล้วสงสัยว่าทำไมไม่มีสันติภาพ พระเจ้าจึงตรัสว่า “หว่านลม…ย่อมเกี่ยวพายุ”
ข้อคิดและไตร่ตรองกับพระศาสนจักร
ข้อความนี้เตือนพระศาสนจักรเช่นกัน โฮเชยาไม่ได้กล่าวกับคนต่างศาสนา
แต่กล่าวกับ “ประชากรของพระเจ้า” วันนี้อันตรายที่สุดของพระศาสนจักรอาจไม่ใช่การเบียดเบียน แต่คือการทำทุกอย่างสำเร็จ โดยไม่มีพระเจ้าอยู่ตรงกลาง เราอาจจัดกิจกรรมมากมาย ประชุมมากมาย สร้างอาคารมากมาย มีงบประมาณมากมาย
แต่ถ้าไม่มีการภาวนา ไม่มีการกลับใจ ทั้งหมดก็เป็นเพียง “ลม”
สมเด็จพระสันตะปาปาหลายพระองค์ทรงเตือนเสมอว่า พระศาสนจักรต้องระวัง “ความเป็นองค์กรที่ทำงานเก่ง แต่ขาดชีวิตฝ่ายจิต” เพราะพันธกิจคริสตชนเกิดจากการพบพระเยซูคริสต์เจ้าก่อน แล้วจึงออกไปรับใช้ผู้อื่น ไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ
มีเรื่องเล่ากันในวาติกันว่า พระสงฆ์หนุ่มองค์หนึ่งเพิ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลบัญชีวัด ท่านภูมิใจมาก ทุกอย่างเป็นระเบียบ รายรับตรงเป๊ะ รายจ่ายไม่มีผิดแม้แต่บาทเดียว วันหนึ่งพระสังฆราชมาตรวจ พระสงฆ์รีบแสดงสมุดบัญชี “ทุกอย่างสมบูรณ์ครับ”
พระสังฆราชพยักหน้า แล้วถามเบา ๆ “ดีมากคุณพ่อ…แล้วสมุดบันทึกการภาวนาอยู่ไหน?” พระสงฆ์งง ๆ “ไม่มีครับ” พระสังฆราชยิ้ม “ถ้าบัญชีมีเงิน แต่ไม่มีการภาวนา
วัดอาจจะรวยขึ้น… แต่สวรรค์อาจจนลง”
ใช่แล้ว เราอาจจัดการทุกอย่างได้ดี แต่ถ้าหัวใจไม่อยู่กับพระเจ้า เราก็กำลัง “หว่านลม”
จอห์นนี่เด็กน้อยถามคุณพ่อเจ้าอาวาสว่า “คุณพ่อครับ พระเจ้าพูดกับคุณพ่อไหมครับ” คุณพ่อยิ้ม “พูดสิ” จอห์นนี่ถามต่อ “แล้วคุณพ่อตอบไหม” คุณพ่อตอบอย่างภูมิใจ
“ตอบสิ” จอห์นนี่นิ่งไปนิด แล้วพูดว่า “งั้นคุณพ่อช่วยเปิดลำโพงหน่อยได้ไหมครับ…
เพราะเวลาคุณพ่อประชุมสภาวัด ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่ได้ยินเลย”
นี่ก็จริง เราพูดกันมากจนไม่มีใครฟังพระเจ้าเลย
ข้อคิดปิดท้าย
พระเจ้ามิได้ต้องการเพียงเครื่องบูชา แต่ทรงต้องการ หัวใจที่กลับใจ
พระองค์มิได้ต้องการเพียงพิธีกรรมที่งดงาม แต่ทรงต้องการชีวิตที่ซื่อตรง
วันนี้ลองถามตัวเองว่า
- เรากำลังหว่านอะไรในครอบครัว?
- เรากำลังหว่านอะไรในวัด/ในคณะนักบวช?
- เรากำลังหว่านอะไรในสังคม?
- เรากำลังหว่านอะไรในใจของตนเอง?
เพราะสิ่งที่เราหว่านในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่เราเกี่ยวในวันพรุ่งนี้
ขอให้เราอย่าหว่านลมแห่งความเห็นแก่ตัว ความเย่อหยิ่งจองหอง และความเฉยเมย แต่จงหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อ ความรัก และความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว เราจะได้เก็บเกี่ยวผลแห่งสันติสุข ความชื่นชมยินดี และชีวิตนิรันดร
รำพึงพระวรสารโดยนักบุญมัทธิว 9: 32-38
นี่เป็นตอนหนึ่งที่งดงามและสะเทือนใจมาก เพราะเผยให้เห็น “ดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า” มากกว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ พระเยซูเจ้าไม่ได้เพียงรักษาคนใบ้หรือขับไล่ปีศาจ แต่พระองค์ ทอดพระเนตรประชาชนด้วยความสงสาร เพราะเขา “เหมือนแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยง” และจึงตรัสประโยคที่ยังคงท้าทายพระศาสนจักรทุกยุคทุกสมัยว่า “ข้าวที่จะเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานมีน้อย” (มธ 9:37)
นี่คือพระวาจาที่เหมาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ของโลกและพระศาสนจักรในปัจจุบัน
“พระเยซูเจ้าไม่ได้เพียงแค่เห็นฝูงชน…พระองค์เห็นหัวใจ”
หลายครั้งเวลาเราเดินเข้าเมืองใหญ่ เราเห็นผู้คนเต็มถนน เต็มรถไฟฟ้า เต็มห้างสรรพสินค้า แต่เราแทบมองไม่เห็นกันเลย ใช่แล้ว เรามองเห็น “คน” แต่ไม่ได้มองเห็น “ความทุกข์ของคน” พระเยซูเจ้าแตกต่างจากเรา
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรฝูงชน พระองค์มิได้ทรงเห็นเพียงจำนวนคน
พระองค์ทรงเห็นหัวใจแต่ละดวง พระวรสารบอกว่า
“พระองค์ทรงสงสารเขา เพราะเขาอิดโรยและหมดกำลัง เหมือนแกะที่ไม่มีผู้เลี้ยง”
พระองค์ไม่ได้เริ่มจากการตำหนิว่าพวกเขาอ่อนแอ แต่ทรงเริ่มจาก “ความเมตตา”
นั่นคือสายพระเนตรของพระเจ้า
1. คนใบ้พูดได้ แต่โลกยังพูดกันไม่รู้เรื่อง
ช่วงแรกของพระวรสาร พระเยซูเจ้าทรงขับไล่ปีศาจจากชายใบ้ ทันทีที่ปีศาจออกไป ชายคนนั้นก็พูดได้ แต่ถ้าสังเกตดี ๆ หลังจากชายคนนั้นพูดได้ กลับเป็นพวกฟาริสีที่พูดผิด เขากล่าวว่า “ชายคนนี้ขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของเจ้านายปีศาจ”
คนที่เคยพูดไม่ได้ กลับพูดความจริง ส่วนคนที่พูดได้มาตลอด กลับกล่าวหาความดีว่าเป็นความชั่ว นี่คือโรคที่น่ากลัวกว่าความเป็นใบ้ คือ หัวใจที่ปิดตัวเองต่อความจริง
2. โลกปัจจุบัน…เสียงดัง แต่หัวใจเงียบ
ทุกวันนี้โลกไม่ขาดเสียงเลย มือถือดัง ข่าวดัง โซเชียลดัง ความคิดเห็นดัง
แต่สิ่งที่หายากที่สุด คือ “เสียงของพระเจ้า” ผู้คนรู้ข่าวเรื่องดารา รู้ราคาหุ้น รู้ราคาทอง
รู้ข่าวการเมือง รู้เรื่องราวของคนอื่นแต่ไม่รู้เรื่องของตัวเอง ไม่รู้ว่าพระเจ้ากำลังเรียกตนเองไปทางไหน โลกกำลังเต็มไปด้วยข้อมูล แต่ขาดปัญญา โลกเต็มไปด้วยการสื่อสาร แต่ขาดการรับฟัง เต็มไปด้วยผู้ติดตาม แต่ขาดผู้เลี้ยง
3. เหมือนแกะไม่มีผู้เลี้ยง
พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า คนเหล่านี้เลว พระองค์ตรัสว่า พวกเขา “ไม่มีผู้เลี้ยง” ลองคิดดู แกะไม่รู้ทิศทาง แกะเดินตามเสียง ถ้าคนเลี้ยงหายไป ฝูงแกะก็หลงทันที
ทุกวันนี้ เด็กๆ จำนวนมาก โตมากับโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน แต่ไม่มีเวลาคุยกับพ่อแม่
คนหนุ่มสาวมีผู้ติดตามเป็นหมื่น แต่ไม่มีใครรับฟังเมื่อเขาร้องไห้ ผู้สูงอายุอยู่ในบ้านที่สะดวกสบาย แต่โดดเดี่ยว นี่คือฝูงแกะในศตวรรษที่ 21
4. ข้าวมีมาก…คนงานมีน้อย
พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “คนมีน้อย” พระองค์ตรัสว่า “คนงานมีน้อย” หมายความว่าปัญหาไม่ใช่จำนวนคริสตชน แต่คือมีคนจำนวนเท่าไรที่ยอมลงมือรัก รับใช้ และประกาศข่าวดี พระศาสนจักรไม่ขาดสมาชิก แต่บางครั้งขาดผู้ที่พร้อมจะเป็น “คนงาน”
ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับสถานการณ์ปัจจุบัน
โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยบาดแผล สงครามในหลายภูมิภาคยังคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ ความขัดแย้งทางการเมืองทำให้สังคมแตกแยก ความยากจนและการอพยพยังเป็นความจริงของผู้คนนับล้าน ขณะเดียวกัน หลายคนแม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย กลับรู้สึกโดดเดี่ยว วิตกกังวล และสิ้นหวัง
เมื่อพระเยซูเจ้าทอดพระเนตรโลกในวันนี้ พระองค์คงยังตรัสเหมือนเดิมว่า
“เราสงสารพวกเขา” คำตอบของพระองค์ไม่ใช่ความเฉยเมย แต่คือการส่ง “คนงาน” ออกไป คนงานอาจไม่ใช่ผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุด แต่คือผู้ที่ยอมเป็นเครื่องมือแห่งความหวังในบ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน และชุมชนของตน
ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับพระศาสนจักร
พระวาจาตอนนี้เป็นการเตือนใจพระศาสนจักรทุกระดับ บางครั้งเราให้ความสำคัญกับอาคาร งบประมาณ โครงการ และกิจกรรม ซึ่งล้วนมีคุณค่า แต่พระเยซูเจ้าทรงเริ่มจากการ “มองเห็นผู้คน” พระศาสนจักรจะเป็นพระศาสนจักรของพระเยซูคริสต์ได้ ก็ต่อเมื่อเรารู้จักมองคนที่ถูกลืม คนที่เจ็บปวด และคนที่กำลังหลงทาง
และคำว่า “คนงาน” ไม่ได้หมายถึงพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวช หรือผู้ถวายตัวเท่านั้น
พ่อแม่ที่สอนลูกด้วยความรัก ครูที่ปลูกฝังความซื่อสัตย์ แพทย์ที่รักษาคนด้วยเมตตา เยาวชนที่กล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ล้วนเป็นคนงานในทุ่งนาของพระเจ้า
พระศาสนจักรจะเข้มแข็ง ไม่ใช่เพราะมีคนมาร่วมพิธีกรรมมากขึ้นเท่านั้น แต่เพราะมีศิษย์ของพระเยซูคริสต์ที่ออกไปเป็นพยานในชีวิตประจำวันมากขึ้น
เรื่องเล่าที่อยากแบ่งปัน
มีคุณพ่อเจ้าอาวาสท่านหนึ่งซื้อรถใหม่ พร้อมระบบ GPS วันแรกที่ใช้งาน เสียงในเครื่องบอกว่า “อีก 200 เมตร เลี้ยวซ้าย” คุณพ่อคิดว่า “ฉันเป็นเจ้าอาวาสนะ ฉันรู้ทางดีกว่า” ท่านจึงเลี้ยวขวา GPS พูดอย่างสุภาพ “กำลังคำนวณเส้นทางใหม่” คุณพ่อยังดื้อ ท่านเลี้ยวผิดอีก ส่วน GPS ก็ยังพูด “กำลังคำนวณเส้นทางใหม่” ผ่านไปสิบนาที
คุณพ่อถอนหายใจ “เครื่องนี้ใจดีจัง ไม่เคยดุเราเลย”
เพื่อนพระสงฆ์ที่นั่งมาด้วยยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ใช่ GPS ใจดีหรอกครับคุณพ่อ…
แต่เหมือนพระเจ้าทรงมีพระทัยดีมากกว่า เพราะว่า แม้ตัวเราจะหลงทางกี่ครั้ง
พระองค์ก็ยังคอย ‘คำนวณเส้นทางใหม่’ ให้เราเสมอ”
นี่คือพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงมองฝูงชนด้วยความเมตตา ไม่ใช่เพื่อตัดสิน แต่เพื่อพากลับสู่หนทางที่ถูกต้อง
บทสรุป
พระวรสารวันนี้ไม่ได้เชิญชวนเราเพียงให้ “สวดภาวนาเพื่อกระแสเรียก”
แต่เชิญชวนให้ถามตนเองว่า
- วันนี้เราได้มองผู้คนด้วยสายตาแห่งความเมตตาเหมือนพระเยซูเจ้าหรือยัง?
- เราเป็นเพียงผู้ชมในทุ่งนาของพระเจ้า หรือเป็นคนงานที่พร้อมลงมือ?
- เราจะช่วยให้ผู้ที่ “เหมือนแกะไม่มีผู้เลี้ยง” ได้พบพระเยซูคริสต์ผ่านคำพูด การให้อภัย และการรับใช้ของเราได้อย่างไร?
ขอให้เราออกจากวัดในวันนี้ ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ฟังพระวาจา แต่ในฐานะ คนงานของพระเยซูคริสต์ ผู้พร้อมนำความหวังไปยังผู้ท้อแท้ นำความจริงไปยังผู้สับสน และนำความรักไปยังผู้ที่กำลังรอคอยใครสักคนที่จะมองเห็นเขา
เพราะข้าวที่จะเกี่ยวยังมีมาก… และบางที คนงานที่พระเยซูเจ้ากำลังมองหาในวันนี้ อาจเป็นเราเอง… อาเมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ


















