ข้อคิดในมิสซา วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน ค.ศ.2026

  • บทอ่านที่ 1: 2 พงศ์กษัตริย์ 4:8-11, 14-16ก (หญิงชาวชูเนมต้อนรับประกาศกเอลีชา)
  • บทอ่านที่ 2: โรม 6:3-4, 8-11 (เราได้ตายและกลับคืนชีพร่วมกับพระคริสตเจ้า)
  • พระวรสาร: มัทธิว 10:37-42 (ผู้ใดรักบิดามารดาหรือบุตรมากกว่าเรา… ผู้ใดรับท่าน ก็รับเรา)

ณ ห้องคำสอน คุณพ่อถามเด็กคำสอนว่า “ลูก ๆ ถ้าพระเยซูเจ้ามาเคาะประตูบ้าน จะทำอย่างไร”

เด็กคนแรกตอบ “รีบเปิดประตูครับ”

เด็กคนที่สองตอบ “เชิญพระองค์เข้าบ้านครับ”

แต่จอห์นนี่ เด็กคนสุดท้ายตอบว่า “ผมรีบวิ่งไปบอกแม่ก่อนครับ”

คุณพ่อถามว่า “ทำไมล่ะ”

จอห์นนี่ตอบว่า “เพราะขอให้แม่ซ่อนขนมไว้ ไม่อยากให้พระเยซูเจ้าเห็น”

บางครั้ง…เราบอกว่า “ยินดีต้อนรับพระเจ้า” แต่ก็ยังมีบางห้องในใจ

ที่เราไม่อยากให้พระองค์เข้าไป


พระวรสารวันนี้ ฟังครั้งแรกอาจรู้สึกแรงมาก

พระเยซูเจ้าตรัสว่า ผู้ใดรักบิดามารดามากกว่าเรา ก็ไม่เหมาะจะเป็นศิษย์ของเรา” หลายคนฟังแล้วตกใจ พระเยซูเจ้าสอนให้รักพ่อแม่ไม่ใช่หรือ

แล้วทำไมวันนี้กลับตรัสเช่นนี้ ความจริง…พระองค์ไม่ได้สอนให้รักครอบครัวน้อยลง แต่สอนว่า ต้องรักพระเจ้ามากที่สุดอันดับแรก

เพราะเมื่อพระเจ้าอยู่ที่หนึ่ง เราจะรักทุกคนได้ถูกต้อง

แต่ถ้ามีสิ่งใดขึ้นมาแทนพระเจ้า แม้จะเป็นสิ่งดี สิ่งนั้นก็จะกลายเป็น “พระ” ของเรา ชีวิตเราจะมีของเทียมมากมาย


หญิงชาวชูเนม ไม่ได้รู้จักประกาศกเอลีชามาก่อน แต่เธอสังเกตเห็นว่า

“ชายผู้นี้เป็นคนศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” เธอไม่ได้เพียงให้ข้าว แต่สร้างห้องพักเล็ก ๆ

มีเตียง มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีตะเกียง ทุกอย่างเกิดจากการต้อนรับพระเจ้า ผ่านการต้อนรับผู้รับใช้ของพระองค์ สิ่งที่น่าประทับใจคือ เธอไม่ได้ทำเพื่อหวังรางวัล แต่พระเจ้ากลับประทานสิ่งที่เธอปรารถนาที่สุดคือลูกชาย พระพรของพระเจ้ามักมาเมื่อเราไม่ได้คิดถึงผลตอบแทน


นักบุญเปาโลบอกเรา เมื่อรับศีลล้างบาปเราได้ตายพร้อมกับพระคริสตเจ้าและกลับคืนชีพพร้อมพระองค์นั่นหมายความว่าคริสตชนไม่ได้เป็นเพียงแค่

“คนที่ไปวัดวันอาทิตย์” แต่เป็น คนใหม่ มีความคิดใหม่ มีหัวใจใหม่ วิธีใช้ชีวิตใหม่


แล้วพระวรสารก็มาถึงประโยคสำคัญที่สุด

ผู้ใดไม่รับกางเขนของตนและติดตามเรา ก็ไม่เหมาะจะเป็นศิษย์ของเรา”

หลายคนคิดว่า กางเขนคือโรคร้าย กางเขนคือความจน กางเขนคือปัญหา แต่จริง ๆ แล้ว กางเขนคือ การเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้มันจะยาก เช่น

  • ซื่อสัตย์ ทั้งที่โกงแล้วไม่มีใครรู้
  • ให้อภัย ทั้งที่อีกฝ่ายไม่เคยขอโทษแม้เขาทำผิด
  • ดูแลพ่อแม่ ทั้งที่เหนื่อย
  • ซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง แม้มีสิ่งล่อตาล่อใจ
  • ต้องอดทนอยู่กับพี่น้องในหมู่คณะที่มีบุคคลนิสัยไม่ถูกชะตากัน

นี่คือกางเขน ที่พระเยซูเจ้าให้เราแบกทุกวัน


ทุกวันนี้… เราอาจไม่ได้ปฏิเสธพระเยซูเจ้าด้วยปากแต่ปฏิเสธพระองค์ด้วย ลำดับความสำคัญลองถามตัวเองเวลาตื่นเช้าเราทำอะไรเป็นอย่างแรกภาวนาขอบคุณพระเจ้า เปิดพระวาจา…หรือเปิดโทรศัพท์  ก่อนนอนเราคุยกับพระเจ้าหรือเลื่อนดูคลิปจนหลับปัญหาไม่ใช่โทรศัพท์แต่คือ ใครเป็นนายของหัวใจเรา


ชายคนหนึ่งทำงานหนักมาก เพื่อหาเงินให้ครอบครัว ลูกมีทุกอย่าง ยกเว้น…เวลาอยู่กับพ่อ วันเกิดลูก พ่อให้ของเล่นราคาแพง ลูกถามเพียงว่า “พ่อครับ เงินหนึ่งชั่วโมงของพ่อเท่าไร” พ่อบอก “ประมาณห้าร้อยบาท” ลูกหยิบเงินเก็บทั้งหมดออกมา แม้ยังขาดอีกนิด

แล้วพูดว่า “พ่อครับ ผมซื้อเวลาพ่อได้หนึ่งชั่วโมงไหม” … วันนั้น พ่อร้องไห้ เพราะรู้ว่า

เขาให้ทุกอย่างแก่ลูก ยกเว้น…ตัวเขาเอง


พระเยซูเจ้าไม่ได้ต้องการเพียงเศษเวลาของเรา

พระองค์ต้องการหัวใจของเราเพราะเมื่อหัวใจเป็นของพระองค์ บ้านจะเปลี่ยน

ครอบครัวจะเปลี่ยน ที่ทำงานจะเปลี่ยน ชีวิตจะเปลี่ยน


พระเยซูปิดท้ายด้วยประโยคที่งดงามมาก

“ผู้ใดให้แม้เพียงน้ำเย็นหนึ่งแก้วแก่ศิษย์ของเรา…” จะไม่สูญเสียบำเหน็จรางวัล พระองค์ไม่ได้พูดถึงเงินล้าน ไม่ได้พูดถึงการสร้างมหาวิหาร แต่พูดถึง น้ำเย็นหนึ่งแก้ว

เพราะในสายตาของพระเจ้า ไม่มีความดีใดเล็กเกินไป รอยยิ้มหนึ่งครั้ง

คำปลอบใจหนึ่งประโยค การเยี่ยมผู้ป่วย การช่วยคนแก่ข้ามถนน การให้อภัย พระเจ้าทรงเห็นทั้งหมด


หญิงชาวชูเนมเพียงเปิดห้องเล็ก ๆ แต่พระเจ้าประทานชีวิตใหม่

นักบุญเปาโลเชิญเราเป็นคนใหม่

พระเยซูเจ้าเชิญเราจัดพระองค์ไว้เป็นอันดับหนึ่ง

เมื่อพระเจ้าอยู่ที่หนึ่งครอบครัวจะไม่ถูกละเลย แต่จะได้รับความรักที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

เมื่อพระเจ้าอยู่ที่หนึ่งงานจะไม่ถูกทอดทิ้ง แต่จะทำด้วยความซื่อสัตย์กว่าเดิม

เมื่อพระเจ้าอยู่ที่หนึ่ง ชีวิตทั้งหมดจะเป็นระเบียบ เพราะทุกสิ่งอยู่ในที่ของมันอย่างเหมาะสม


บทสรุป

วันนี้พระเยซูเจ้าไม่ได้ถามเราว่า “ลูกมีเงินเท่าไร” ไม่ได้ถามว่า “ลูกมีตำแหน่งอะไร”

ไม่ได้ถามว่า “ลูกทำงานที่ไหน” แต่พระองค์ถามเพียงว่า ในหัวใจของลูก…เรายังเป็นที่หนึ่งอยู่หรือไม่” ถ้าคำตอบคือ “ใช่” เราจะพบว่า การแบกกางเขนจะไม่ใช่ภาระที่หนักเกินไป เพราะพระองค์ทรงแบกไปกับเรา และการต้อนรับพระองค์ในชีวิตประจำวัน แม้เพียงผ่านการกระทำเล็ก ๆ เหมือนการยื่น “น้ำเย็นหนึ่งแก้ว” ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้อื่นและเปลี่ยนชีวิตของเราเองได้

พระเยซูเจ้าไม่ได้เรียกร้องให้เราเลิกรักครอบครัว แต่พระองค์ทรงเตือนว่า ถ้าเราไม่เอาพระเจ้าเป็นที่หนึ่ง ความรักของเราต่อคนอื่นจะกลายเป็นความรักที่เห็นแก่ตัวและคาดหวัง แต่ถ้าเราให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง เราจะมีพลังในการรักคนอื่นได้อย่างแท้จริง และการรักพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องออกไปทำภารกิจกู้โลก พระวรสารบอกเราชัดเจน แค่ น้ำเย็นแก้วเดียว” ก็พอแล้ว:

  • น้ำเย็นแก้วเดียว คือ คำพูดที่ให้กำลังใจ ในวันที่คนในครอบครัวเหนื่อยล้า
  • น้ำเย็นแก้วเดียว คือ รอยยิ้มและการต้อนรับ คนที่สังคมมองข้าม (เหมือนหญิงชาวชูเนมต้อนรับประกาศก)
  • น้ำเย็นแก้วเดียว คือ ความอดทน ไม่นินทา ไม่ซ้ำเติมเมื่อเห็นคนอื่นทำผิดพลาด

สัปดาห์นี้ ขอให้เราถามตัวเองว่า: “น้ำเย็นแก้วเดียว” ที่เราจะส่งมอบให้ผู้อื่นในนามของพระเยซูเจ้าในสัปดาห์นี้คืออะไร? จงแบกกางเขนแห่งความรักนั้นด้วยความยินดี เพราะแม้แต่น้ำแก้วเดียว พระองค์ก็ไม่เคยลืมที่จะประทานรางวัลให้เราอย่างแน่นอน…

ขอให้ในสัปดาห์นี้ เราลองเปิด “ห้องเล็ก ๆ” ในใจที่เราเคยปิดไว้ ให้พระเยซูเจ้าได้เข้ามาประทับอยู่ เพราะเมื่อพระองค์ทรงเป็นที่หนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตก็จะค่อย ๆ เข้าที่เข้าทาง และเราจะค้นพบความปิติสุขที่แท้จริง อาแมน

และ ขอให้มีความสุขวันอาทิตย์ วันพระเจ้า


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ