LEO XIV
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
GENERAL AUDIENCE/การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป
St Peter’s Square
Wednesday, 11 March 2026
ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2026


I Documenti del Concilio Vaticano II. II. Costituzione dogmatica Lumen gentium. 3. La Chiesa popolo di Dio
การเรียนคำสอนต่อเนื่อง : มองสภาสังคายนาวาติกันที่สองผ่านเอกสารของสภาสังคายนา II. สังฆธรรมนูญข้อเชื่อ Lumen Gentium ว่าด้วยพระศาสนจักร (3) พระศาสนจักร ประชากรของพระเจ้า
Dear brothers and sisters, good morning and welcome!
เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก อรุณสวัสดิ์และยินดีต้อนรับ
Continuing in our reflection on the Dogmatic Constitution Lumen gentium (LG), today we will look at the second chapter, dedicated to the People of God.
พวกเรายังคงรำพึงไตร่ตรองเกี่ยวกับสังฆธรรมนูญ Lumen gentium [ของสภาสังคายนาวาติกันที่สอง ว่าด้วยพระศาสนจักร] โดยในวันนี้ พวกเราจะพิจารณาเนื้อหาในบทที่สอง ซึ่งกล่าวถึงประชากรของพระเจ้า
God, who created the world and humanity, and who wishes to save every man, carries out his work of salvation in history, choosing a real people and dwelling among them. For this reason, He calls Abraham and promises him descendants as numerous as the stars in the sky and the sand on the seashore (cf. Gen 22:17-18). With Abraham’s children, after freeing them from slavery, God makes a covenant with them, accompanies them, cares for them, and gathers them together whenever they stray. Therefore, the identity of this people is given by God’s action and by faith in Him. They are called to become a light for other nations, like a beacon that will draw all peoples, the whole of humanity, to itself (cf. Is 2:1-5).
พระเจ้าผู้ทรงเนรมิตสร้างโลกและมนุษยชาติ และทรงประสงค์จะช่วยมนุษย์ทั้งหลายให้รอด ทรงกระทำกิจการแห่งความรอดของพระองค์ในประวัติศาสตร์ ด้วยการที่ทรงเลือกประชากรที่มีตัวตนอยู่จริง และประทับอยู่ท่ามกลางพวกเขา ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้ทรงเรียกอับราฮัม และทรงสัญญากับเขาว่าจะทำให้ลูกหลานมีจำนวนมากเหมือนกับดาวบนท้องฟ้าและเม็ดทรายตามชายทะเล (เทียบ ปฐก 22:17-18) สำหรับลูกหลานของอับราฮัมนั้น หลังจากที่พระเจ้าทรงปลดปล่อยพวกเขาให้พ้นจากความเป็นทาส พระองค์ก็ทรงทำพันธสัญญากับพวกเขา ทรงอยู่เคียงข้างพวกเขา ทรงดูแลพวกเขา และถึงแม้พวกเขาจะออกนอกลู่นอกทาง แต่พระองค์ก็ทรงรวบรวมพวกเขาให้กลับมาอยู่ด้วยกัน ดังนั้น อัตลักษณ์ของประชากรของพระเจ้าจึงมีที่มาจากกิจการของพระเจ้า และจากความเชื่อที่พวกเขามีต่อพระองค์ [ประชากรของพระเจ้า]ถูกเรียกให้เป็นแสงสว่างแก่บรรดาประชาชาติอื่น ๆ เหมือนกับเป็นคบเพลิงที่จะดึงดูดผู้คนทั้งหลาย คือมนุษยชาติทั้งมวล ให้มาหาตน (เทียบ อสย 2:1-5)
The Council affirms that “All these things, however, were done by way of preparation and as a figure of that new and perfect covenant, which was to be ratified in Christ, and of that fuller revelation which was to be given through the Word of God Himself made flesh” ( LG, 9). Indeed, it is Christ who, in giving His Body and His Blood, unites this people in Himself and in a definitive way. It is a people now made up of members of every nation; it is united by faith in Him, by adherence to Him, by living the same life as Him, animated by the Spirit of the Risen One. This is the Church: the people of God who draw their existence from the body of Christ (Cf. J. Ratzinger, The New People of God, Brescia 1992, 97.) and who are themselves the body of Christ; (Cf. Y. M.-J. Congar, A Messianic People, Brescia 1976, 75.) not a people like any other, but the People of God, called together by Him and made up of women and men from all the peoples of the earth. Its unifying principle is not a language, a culture, an ethnicity, but faith in Christ: the Church is therefore – according to a splendid expression of the Council – the assembly of “all those who in faith look upon Jesus” ( LG, 9).
สภาสังคายนา[วาติกันที่สอง]ได้ยืนยันว่า “อย่างไรก็ตาม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการตระเตรียมและเป็นภาพสื่อถึงพันธสัญญาใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจะได้รับสัตยาบันในพระคริสตเจ้า นอกจากนี้ยังเป็น[การตระเตรียมและเป็นภาพสื่อถึง]การเผยแสดงที่บริบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่ง[พระเจ้า]จะได้ประทานผ่านทางพระวจนาตถ์ของพระองค์ ผู้ทรงรับสภาพมนุษย์” (สังฆธรรมนูญ Lumen gentium, ข้อ 9) จริงทีเดียวว่า พระคริสตเจ้าได้ทรงมอบพระกายและพระโลหิต เพื่อนำประชากรของพระเจ้าเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสิ้นสุดเด็ดขาดในพระองค์เอง บัดนี้ ประชากรของพระเจ้าได้ประกอบด้วยผู้คนจากทุกชาติทุกภาษา ที่มาเป็นหนึ่งเดียวกันภายในความเชื่อที่มีต่อพระองค์ อาศัยความผูกพันที่พวกเขามีต่อพระองค์ การที่พวกเขาเจริญชีวิตอันเดียวกับพระองค์ และได้รับชีวิตชีวาจากพระจิตเจ้าของพระผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ นี่คือพระศาสนจักร คือประชากรของพระเจ้าที่ได้รับตัวตนมาจากพระกายของพระคริสตเจ้า (เทียบ โยเซฟ รัตซิงเงอร์ (สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่สิบหก), ประชากรใหม่ของพระเจ้า (ฉบับแปลภาษาอิตาลี), ปี 1992, หน้า 97) และเป็นพระกายของพระคริสตเจ้า (เทียบ อีฟส์ คองการ์, ประชากรของพระเมสสิยาห์ (ฉบับแปลภาษาอิตาลี), ปี 1976, หน้า 75) ประชากรนี้ไม่เหมือนกับประชากรอื่น ๆ หากแต่เป็นประชากรของพระเจ้า ที่พระเจ้าได้ทรงเรียกให้มาอยู่ด้วยกัน และประกอบด้วยชายหญิงจากทุกชาติ[ทุกภาษา]ทั่วโลก สิ่งที่เป็นหลักนำพวกเขามาอยู่ร่วมกันไม่ใช่ภาษา วัฒนธรรม หรือเชื้อชาติ หากแต่เป็นความเชื่อในพระคริสตเจ้า ดังนั้น พระศาสนจักรจึงเป็นดังที่สภาสังคายนาได้กล่าวไว้อย่างสง่าว่า คือ การรวมตัวกันของ “ผู้ที่มองขึ้นไปหาพระเยซูเจ้าด้วยความเชื่อ” (สังฆธรรมนูญ Lumen gentium, ข้อ 9)
It is a messianic people, precisely because it has Christ, the Messiah, as its head. Those who belong to it do not pride themselves on merits or titles, but only on the gift of being, in Christ and through Him, daughters and sons of God. Above any task or function, therefore, what really matters in the Church is to be grafted onto Christ, to be children of God by grace. This is also the only honorary title we should seek as Christians. We are in the Church in order to receive life from the Father unceasingly and to live as His children and brothers and sisters among ourselves. Consequently, the law that animates relationships in the Church is love, as we receive and experience it in Jesus; and her goal is the Kingdom of God, towards which she walks together with all humanity.
ประชากร[ของพระเจ้า]เป็นประชากรของพระเมสสิยาห์ เพราะว่าประชากรนี้มีศีรษะคือพระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ผู้คนที่เป็นส่วนหนึ่งในประชากรของพระเจ้าย่อมไม่อวดอ้างตำแหน่งหรือความดีความชอบ แต่สิ่งที่พวกเขาอวดอ้าง มีเพียงการได้เป็นบุตรชายหญิงของพระเจ้า ซึ่งเป็นของประทานที่พวกเขาได้รับในพระคริสตเจ้าและอาศัยพระคริสตเจ้า ดังนั้น สิ่งที่มีความสำคัญแท้จริงในพระศาสนจักรยิ่งกว่าการงานหรือหน้าที่ใด ๆ จึงเป็นการที่[เรา]ถูกทาบกิ่งเข้ากับพระคริสตเจ้า และได้เป็นบุตรชายหญิงของพระเจ้าอาศัยพระหรรษทาน และสิ่งนี้ยังเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติหนึ่งเดียวที่พวกเราพึงแสวงหาในฐานะคริสตชน พวกเรามาอยู่ในพระศาสนจักรก็เพื่อที่จะได้รับชีวิตจากพระเจ้าพระบิดาอยู่เสมอไม่หยุดหย่อน และเพื่อที่จะเจริญชีวิตในฐานะบุตรชายหญิงของพระองค์ และในฐานพี่น้องของกันและกัน ด้วยเหตุนี้ กฎเกณฑ์ที่ขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทุกอย่างในพระศาสนจักร จึงเป็นความรักที่เราได้รับและได้สัมผัสในองค์พระเยซูเจ้า ส่วนเป้าหมายของพระศาสนจักรก็ย่อมเป็นพระอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งพระศาสนจักรย่อมก้าวเดินมุ่งสู่เป้าหมายนี้ร่วมกับมนุษยชาติทั้งมวล
Unified in Christ, Lord and Saviour of every man and woman, the Church can never turn inwards on herself, but is open to everyone and is for everyone. If believers in Christ belong to it, the Council reminds us that “All men are called to belong to the new people of God. Wherefore this people, remaining one and unique, must extend to the whole world and to all ages, so that the intention of God’s will may be fulfilled, who in the beginning created human nature as one and wants to gather together his children who were scattered” (LG, 13). Even those who have not yet received the Gospel are therefore, in some way, oriented towards the people of God, and the Church, cooperating in Christ’s mission, is called upon to spread the Gospel everywhere and to everyone (cf. LG 17), so that every person may enter into contact with Christ. This means that in the Church there is, and there must be, a place for everyone, and that every Christian is called to proclaim the Gospel and bear witness in every environment in which he or she lives and works. Thus, this people shows its catholicity, welcoming the wealth and resources of different cultures and, at the same time, offering them the newness of the Gospel to purify them and to raise them up (cf. LG, 13).
เมื่อพระศาสนจักรได้เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของมนุษย์ทั้งหลาย และทรงช่วยมนุษย์ทั้งหลายให้รอด พระศาสนจักรจึงไม่สามารถปิดกั้นตัวเองได้ หากแต่จะต้องเปิดกว้างแก่ทุกคน และดำรงอยู่เพื่อทุกคน ถึงแม้ว่าสมาชิกของพระศาสนจักรคือผู้คนทั้งหลายที่มีความเชื่อในพระคริสตเจ้า แต่สภาสังคายนา[วาติกันที่สอง]ก็ยังเตือนใจพวกเราว่า “มนุษย์ทั้งหลายถูกเรียกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในประชากรใหม่ของพระเจ้านี้ ดังนั้น ประชากรของพระเจ้าจึงต้องแผ่ขยายไปทั่วโลกและทุกยุคทุกสมัย โดยที่ยังคงเป็นหนึ่งเดียวและไม่เหมือนใคร เพื่อทึ่ความมุ่งหมายในพระประสงค์ของพระเจ้าจะได้สำเร็จเป็นจริง เหตุว่าในปฐมกาล พระองค์ได้ทรงเนรมิตสร้างมนุษย์ให้มีธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน และทรงปรารถนาที่จะรวบรวมบุตรชายหญิงของพระองค์ที่กระจัดกระจายไปให้มาอยู่ด้วยกัน” (สังฆธรรมนูญ Lumen gentium, ข้อ 13) และในบางแง่มุม แม้แต่ผู้คนที่ยังไม่ยอมรับพระวรสารก็ยังมีทิศทางมุ่งสู่ประชากรของพระเจ้า [ในการนี้] พระศาสนจักรจึงถูกเรียกให้ร่วมมือในพันธกิจของพระคริสตเจ้า ในการเผยแผ่พระวรสารให้แก่ทุกคนในทุกหนแห่ง (เทียบ ข้อ 17) เพื่อที่มนุษย์ทั้งหลายจะได้เข้ามาสัมผัสกับพระคริสตเจ้า สิ่งนี้ย่อมหมายความว่า จะต้องมีที่ทางสำหรับทุกคนในพระศาสนจักร และคริสตชนทุกคนย่อมถูกเรียกให้ประกาศพระวรสาร และเป็นพยาน[ถึงพระคริสตเจ้าเสมอ]ไม่ว่าเขาจะมีชีวิตและทำงานอยู่ท่ามกลางภาวะแวดล้อมแบบใดก็ตาม ดังนั้น ประชากร[ของพระเจ้า]จึงย่อมแสดงออกซึ่งความเป็นสากล และเปิดกว้างต่อความร่ำรวยและทรัพยากรทั้งหลายภายในวัฒนธรรมต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมอบเสนอความใหม่ของพระวรสารเพื่อชำระวัฒนธรรมทั้งหลายให้บริสุทธิ์ และยกฐานะของวัฒนธรรมเหล่านี้ให้สูงส่งยิ่งขึ้นด้วย (เทียบ ข้อ 13)
In this regard, the Church is one but includes everyone. A great theologian described it thus: “The unique Ark of Salvation must welcome all human diversity into its vast nave. The only banquet hall, the food it distributes is drawn from all of creation. The seamless garment of Christ, it is also – and it is the same thing – the garment of Joseph, with its many colours”. (Cf. H. de Lubac, Catholicism: A study of dogma in relation to the corporate destiny of mankind)
ในแง่นี้ พระศาสนจักรจึงเป็นหนึ่งเดียว แต่ก็[เปิดกว้าง]แก่ทุกคน นักเทววิทยาผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งได้บรรยายไว้เช่นนี้ว่า “เรือแห่งความรอดหนึ่งเดียวจะต้องเปิดรับความหลากหลายทุกอย่างของมนุษย์เข้ามาอยู่ในท้องเรืออันกว้างขวางของตน ในห้องกินเลี้ยงหนึ่งเดียวนี้ย่อมมีการแบ่งปันอาหารที่นำมาจากสิ่งสร้างทุกอย่าง และอาภรณ์ไร้รอยต่อของพระคริสตเจ้า ก็ย่อมเป็นอันเดียวกับอาภรณ์ของโยเซฟที่ประกอบด้วยสีสันหลากหลาย” (เทียบ อ็องรี เด ลือบัก, คาทอลิก: บทความศึกษาข้อคำสอนเกี่ยวกับจุดหมายร่วมกันของมนุษยชาติ)
It is a great sign of hope – especially in our times, traversed by so many conflicts and wars – to know that the Church is a people in which women and men of different nationalities, languages and cultures live together in faith: it is a sign placed in the very heart of humanity, a reminder and prophecy of that unity and peace to which God the Father calls all his children.
การได้รู้ว่าพระศาสนจักรเป็นประชากรที่ประกอบด้วยชายหญิงที่มีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ที่ได้มาอยู่ร่วมกันภายในความเชื่อเช่นนี้ ย่อมเป็นเครื่องหมายอันยิ่งใหญ่ที่สื่อถึงความหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยของพวกเราที่กำลังเผชิญกับความขัดแย้งและสงครามมากมาย เครื่องหมายนี้เป็นสิ่งที่[พระเจ้าทรง]วางไว้ในหัวใจของมนุษยชาติ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจและเป็นคำประกาศกที่สื่อถึงเอกภาพและสันติสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าพระบิดาทรงเรียกบุตรชายหญิงทุกคนของพระองค์[ให้มาเข้าส่วน]
พระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาหลังการสอนคำสอน
Today in Qlayaa, Lebanon, the funeral of Father Pierre El Raii, Maronite parish priest of one of the Christian villages in southern Lebanon, is being celebrated. These villages are once again experiencing the tragedy of war. I am close to all the Lebanese people at this time of grave trial.
ในวันนี้ที่เมืองกลายาของเลบานอน มีพิธีปลงศพของคุณพ่อปีแอร์ เอล ราย สังกัดพระศาสนจักรมาโรไนต์คาทอลิก คุณพ่อเป็นบาทหลวงเจ้าวัดในหมู่บ้านคริสตชนแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของประเทศเลบานอน ซึ่งทุกวันนี้หมู่บ้านต่าง ๆ ในแถบนั้นต้องเผชิญกับความโหดร้ายน่าเศร้าของสงคราม พ่อขอแสดงความใกล้ชิดกับชาวเลบานอนทุกคนในช่วงเวลาแห่งการทดลองอันหนักหน่วงนี้
In Arabic, “El Raii” means “the shepherd”. Father Pierre was a true shepherd, who always stayed beside his people, with the love and sacrifice of Jesus the Good Shepherd. As soon as he heard that some parishioners had been wounded in a bombing, he rushed to help them without hesitation. May the Lord grant that the blood he shed be a seed of peace for beloved Lebanon.
คำว่า “เอล ราย” [ซึ่งเป็นนามสกุลของคุณพ่อ] ในภาษาอาหรับมีความหมายว่า “ผู้เลี้ยงแกะ” คุณพ่อปีแอร์ได้กระทำตนเป็นผู้เลี้ยงแกะอย่างแท้จริง ด้วยการอยู่เคียงข้างประชากรของท่าน ด้วยความรักและการอุทิศตนอย่างพระเยซูเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี ทันทีที่คุณพ่อได้ยินว่าสัตบุรุษบางคนได้รับบาดเจ็บจากการถูกทิ้งระเบิด ท่านก็ได้รีบเร่งไปช่วยเขาโดยไม่ลังเล ขอให้พระเจ้าโปรดทรงบันดาลให้โลหิตที่หลั่งออกของคุณพ่อจงกลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งสันติสุขสำหรับประเทศเลบานอนอันเป็นที่รักด้วยเทอญ
Dear brothers and sisters, let us continue to pray for peace in Iran and throughout the Middle East, especially for the many civilian victims, including many innocent children. May our prayer be a comfort to those who suffer and a seed of hope for the future.
พี่น้องชายหญิงที่รัก ขอให้พวกเราอธิษฐานภาวนาต่อไปเพื่อสันติภาพในอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง และขอให้เราภาวนาเป็นพิเศษเพื่อพลเรือนจำนวนมากมายที่ถูกคร่าชีวิต ซึ่งรวมถึงเด็ก ๆ ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากด้วย ขอให้คำภาวนาของพวกเราจงเป็นความบรรเทาใจสำหรับผู้คนที่กำลังทนทุกข์ และเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังสำหรับอนาคต
I greet all the English-speaking pilgrims and visitors taking part in today’s Audience, particularly the groups from Denmark, Australia and the United States of America. With prayerful good wishes that this Lent will be a time of grace and spiritual renewal for you and your families, I invoke upon all of you joy and peace in our Lord Jesus Christ.
พ่อขอส่งคำทักทายอย่างอบอุ่นแก่ผู้แสวงบุญและผู้มาเยือนที่พูดภาษาอังกฤษที่ได้มาหาพ่อในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มาจากเดนมาร์ก ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พ่อขอส่งความปรารถนาดีในคำภาวนา เพื่อที่เทศกาลมหาพรตจะเป็นช่วงเวลาแห่งพระหรรษทานและการฟื้นฟูจิตใจ ทั้งสำหรับลูก และสำหรับครอบครัวของลูกด้วย พ่อขอให้ลูกทุกคนจงได้รับความปีติยินดีและสันติสุขของพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย
Il mio pensiero va infine ai malati, agli sposi novelli e ai giovani […]. In questo tempo di Quaresima, proseguiamo con impegno il cammino verso la Pasqua, mistero centrale della nostra fede.
ท้ายสุด พ่อขอทักทายบรรดาเยาวชน บรรดาคนป่วย และคนที่เพิ่งแต่งงาน ในเทศกาลมหาพรตนี้ ขอให้พวกเราจงเราก้าวเดินต่อไปด้วยความมุ่งมั่นบนหนทางสู่ปัสกา ซึ่งเป็นธรรมล้ำลึกศูนย์กลางแห่งความเชื่อของพวกเรา
ใจความสรุปการสอนคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปา
Dear brothers and sisters, in our continuing catechesis on the Dogmatic Constitution Lumen Gentium, we reflect on God’s salvific work in history by choosing a people as his own. He makes a covenant with Abraham and calls his people to be a light for other nations. In this way, he foreshadows the new and perfect covenant in Jesus Christ. With his Death and Resurrection, Jesus gathers all peoples, men and women of different nationalities, languages and cultures into his Bride, the Church. The Church is the new people of God, who united by faith and animated by Christ’s love proclaim the Gospel to the whole world. We too, as members of the Church, are called to be signs of hope and to spread the message of the Father, who desires to gather to himself all his children.
พี่น้องที่รักทั้งหลาย ในการเรียนคำสอนต่อเนื่องเกี่ยวกับสังฆธรรมนูญ Lumen Gentium ของสภาสังคายนาวาติกันที่สองว่าด้วยพระศาสนจักร วันนี้พวกเราจะรำพีงไตร่ตรองเกี่ยวกับกิจการแห่งความรอดที่พระเจ้าทรงกระทำในประวัติศาสตร์ ด้วยการที่พระองค์ทรงเลือกประชากรหนึ่งให้เป็นของพระองค์ พระองค์ทรงกระทำพันธสัญญากับอับราฮัม และทรงเรียกให้ประชากรของพระองค์เป็นแสงสว่างให้แก่นานาชาติ ซึ่งการที่พระองค์ทรงกระทำเช่นนั้นก็เป็นการบอกล่วงหน้าถึงพันธสัญญาใหม่ที่สมบูรณ์แบบในพระเยซูคริสตเจ้า ผู้ทรงรวบรวมผู้คนชายหญิงจากชนชาติ ภาษา และวัฒนธรรมต่าง ๆ หลากหลาย เข้ามาอยู่ในพระศาสนจักรผู้เป็นเจ้าสาวของพระองค์ อาศัยการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนม์ชีพ พระศาสนจักรคือประชากรใหม่ของพระเจ้า ที่ได้มาเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความเชื่อ ได้รับชีวิตชีวาจากความรักของพระคริสตเจ้า และนำข่าวดีแห่งพระวรสารของพระองค์ไปประกาศยังทั่วโลก ดังนั้น เมื่อพวกเราทุกคนเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร พวกเราก็ย่อมถูกเรียกให้เป็นเครื่องหมายแห่งความหวัง และเป็นผู้นำสารของพระเจ้าพระบิดาไปประกาศให้แพร่หลาย เหตุว่าพระองค์ทรงปรารถนาที่จะรวบรวมบุตรชายหญิงทุกคนให้มาอยู่กับพระองค์
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บการสอนคำสอน General audience ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
