ข้อคิดในมิสซา วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม ค.ศ.2026

ธรรมาจารย์ถามพระเยซูเจ้าว่า “ใครคือเพื่อนมนุษย์ของข้าพเจ้า?”

คำถามนี้ซ่อนความคิดอย่างหนึ่งไว้ นั่นคือ เขาต้องการรู้ว่า “ขอบเขตของความรักอยู่ตรงไหน” ใครบ้างที่เขาจำเป็นต้องรัก และใครบ้างที่เขาสามารถเดินผ่านไปได้โดยไม่ผิดธรรมบัญญัติ แต่พระเยซูเจ้าไม่ได้ให้คำนิยาม พระองค์เล่าเรื่องชายผู้ถูกโจรปล้น ถูกทุบตี และถูกทิ้งไว้ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตาย สมณะเดินผ่านมา เห็นแล้วก็หลีกไปอีกด้านหนึ่ง ชาวเลวีก็เช่นกัน เห็นแล้วก็ผ่านไป น่าสังเกตว่าพระวรสารไม่ได้บอกว่าพวกเขาเป็นคนเลว พวกเขาอาจมีเหตุผลมากมาย อาจกลัวโจรย้อนกลับมา อาจต้องรีบไปประกอบพิธี หรืออาจกลัวว่าชายคนนั้นตายแล้ว และการสัมผัสศพจะทำให้ตนเป็นมลทินตามกฎศาสนา พวกเขาอาจมี “เหตุผลที่ดี” แต่เหตุผลที่ดีทั้งหมด ไม่ได้ช่วยรักษาบาดแผลของชายคนนั้นเลย คนที่หยุดกลับเป็นชาวสะมาเรีย ซึ่งชาวยิวในยุคนั้นดูหมิ่นและไม่คบหาด้วย เขาไม่ได้ถามว่า “ชายคนนี้เป็นคนชาติไหน ศาสนาอะไร เป็นพวกเดียวกับฉันหรือไม่ เขาสมควรได้รับความช่วยเหลือหรือเปล่า” เขาเพียงแต่ “เห็น” และ “มีใจสงสาร” แล้วความสงสารก็เปลี่ยนเป็นการกระทำ เขาเข้าไปใกล้ เทน้ำมันและเหล้าองุ่นลงบนบาดแผล พันแผลให้ พาขึ้นหลังสัตว์ของตน นำไปยังที่พัก ดูแลตลอดคืน ออกค่าใช้จ่าย และยังสัญญาว่าจะกลับมารับผิดชอบส่วนที่เหลือ

นี่คือพระเมตตา เพราะพระเมตตาไม่ใช่เพียงความรู้สึกสงสาร แต่คือความรักที่ยอมเข้าไปใกล้บาดแผลของผู้อื่น และยอมจ่ายบางสิ่งจากชีวิตของตนเอง

วันนี้พระศาสนจักรระลึกถึงนักบุญโฟสตีนา โควัลสกา ผู้ได้รับสมญาว่า “อัครสาวกแห่งพระเมตตาของพระเจ้า”

เธอเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1905 ในครอบครัวชาวนาที่ยากจนในประเทศโปแลนด์ เป็นบุตรคนที่สามจากพี่น้องสิบคน มีชื่อเดิมว่า เฮเลนา โควัลสกา ได้รับการศึกษาในโรงเรียนเพียงไม่กี่ปี และต้องออกไปทำงานรับใช้ตามบ้านเพื่อช่วยเหลือครอบครัว

หากมองด้วยสายตาของโลก เธอไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นบุคคลสำคัญ ไม่มีการศึกษาสูง ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีทรัพย์สิน และไม่มีเวทีใหญ่โต หน้าที่ส่วนมากในอารามคือทำครัว ทำสวน เฝ้าประตู และงานเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

แต่พระเจ้าทรงมองเห็นสิ่งที่โลกมองข้าม

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1931 ขณะอยู่ที่เมืองปวอตสก์ (Płock) ซิสเตอร์โฟสตีนาเล่าว่า ได้เห็นพระเยซูเจ้าทรงฉลองพระองค์สีขาว พระหัตถ์ขวาทรงอวยพร และมีลำแสงสองสายออกมาจากพระหฤทัย สายหนึ่งสีแดง อีกสายหนึ่งสีขาวจาง พร้อมกับพระประสงค์ให้จัดทำพระรูปและเขียนข้อความว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกวางใจในพระองค์” (Jesus, I trust in You). ลำแสงสีขาวจางชวนให้เราระลึกถึงน้ำแห่งศีลล้างบาป ส่วนลำแสงสีแดงชวนให้ระลึกถึงพระโลหิตและศีลมหาสนิท เป็นพระเมตตาที่หลั่งจากพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าผู้ถูกแทงบนไม้กางเขน นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงอธิบายเช่นนี้ในวันประกาศแต่งตั้งซิสเตอร์โฟสตีนาเป็นนักบุญ

โฟสตีนาเคยผิดหวังเมื่อเห็นภาพพระเมตตาที่จิตรกรวาด เพราะเธอรู้สึกว่าภาพนั้นไม่งดงามเหมือนพระเยซูเจ้าที่เธอได้เห็น เธอถึงกับร้องไห้และทูลว่า “ใครจะวาดพระองค์ให้งดงามอย่างที่ทรงเป็นได้?” บทเรียนสำคัญก็คือ พลังของภาพนี้ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของจิตรกร แต่อยู่ที่พระหรรษทานของพระเจ้า ความเมตตาไม่จำเป็นต้องมีรูปลักษณ์สมบูรณ์แบบก่อนจึงจะเริ่มทำงาน

บางครั้งเราก็เป็นเช่นนั้น เราคิดว่า “ถ้าฉันพูดเก่งกว่านี้ ฉันจึงจะปลอบใจคนได้”, “ถ้าฉันมีเงินมากกว่านี้ ฉันจึงจะช่วยคนได้”, “ถ้าฉันเป็นคนดีกว่านี้ ฉันจึงจะรับใช้พระเจ้าได้” แต่พระเจ้าตรัสกับเราเหมือนตรัสกับโฟสตีนาว่า “ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ จงวางใจในเรา และเริ่มต้นด้วยสิ่งที่เจ้ามี”

พระเมตตาไม่ได้หมายความว่า บาปไม่สำคัญ ความจริงไม่สำคัญ หรือใครจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ

บทอ่านแรก นักบุญเปาโลเตือนชาวกาลาเทียอย่างหนักแน่นว่า อย่าหลงไปเชื่อ “ข่าวดีแบบอื่น” ที่บิดเบือนข่าวดีของพระเยซูเจ้า ท่านไม่ยอมเปลี่ยนความจริงเพื่อเอาใจมนุษย์ เพราะพระเมตตาที่ปราศจากความจริงอาจกลายเป็นการปล่อยให้คนป่วยอยู่กับบาดแผลต่อไป ส่วนความจริงที่ปราศจากพระเมตตาก็อาจกลายเป็นก้อนหินที่ใช้ขว้างคนบาป พระเยซูเจ้าทรงทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน พระองค์ทรงเรียกบาปว่า “บาป” แต่ไม่ทรงเรียกคนบาปว่า “คนไร้ค่า” พระองค์ทรงเชิญให้กลับใจ แต่ไม่ทรงปิดประตูใส่ผู้ที่ต้องการกลับมา

โฟสตีนาจึงไม่ได้ประกาศว่า “ไม่เป็นไร ทุกอย่างไม่ผิด” แต่ประกาศว่า “ไม่ว่าเราจะล้มลึกเพียงใด ยังมีหนทางกลับบ้านเสมอ หากเราวางใจในพระเมตตาของพระเจ้า”

นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 ตรัสว่า ข่าวสารนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะโฟสตีนาได้รับพันธกิจในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง ก่อนที่โปแลนด์และยุโรปจะเผชิญความเกลียดชังและความรุนแรงอย่างใหญ่หลวง ราวกับพระเจ้าทรงจุดตะเกียงแห่งพระเมตตาไว้ ก่อนที่พายุแห่งความโหดร้ายจะมาถึง

ถนนจากเยรูซาเล็มไปเยรีโคไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ ถนนสายนั้นอาจอยู่ในบ้านของเรา เมื่อมีคนชราที่ไม่มีใครอยากฟัง, อาจอยู่ในที่ทำงาน เมื่อมีคนผิดพลาดแล้วทุกคนช่วยกันซ้ำเติม, อาจอยู่ในโทรศัพท์ เมื่อเราเห็นชื่อคนคนหนึ่งแล้วไม่ยอมรับสาย เพราะรู้ว่าเขากำลังมีปัญหา, อาจอยู่ในสังคมออนไลน์ เมื่อชื่อเสียงของคนหนึ่งถูกทุบตีจนเกือบตาย และเรากดแชร์ต่อโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง, อาจอยู่ในพระศาสนจักร เมื่อผู้ที่มีชีวิตไม่เรียบร้อย ผู้ที่หย่าร้าง ผู้ติดยา ผู้พ้นโทษ ผู้มีบาดแผล หรือผู้ที่ห่างวัด กลับรู้สึกว่าไม่มีที่สำหรับตน

พระศาสนจักรต้องไม่เป็นเพียงสถานที่ที่คนสมบูรณ์มารวมตัวกัน แต่ต้องเป็นเสมือน “โรงแรม” ในเรื่องชาวสะมาเรียใจดี เป็นสถานที่ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงนำมนุษย์ที่บาดเจ็บมาฝากไว้ เพื่อให้เราเช็ดน้ำตา พันบาดแผล ให้อภัย และช่วยเขาค่อย ๆ กลับมามีชีวิตใหม่ เราไม่ควรถามเพียงว่า “คนนี้สมควรได้รับความช่วยเหลือหรือไม่?” แต่ควรถามว่า
“วันนี้ฉันจะเป็นเพื่อนมนุษย์ของเขาได้อย่างไร?”

นักบุญโฟสตีนาสอนถึงวิธีปฏิบัติเมตตาธรรมสามประการ คือ 1) เมตตาด้วยการกระทำ 2) เมตตาด้วยคำพูด 3) เมตตาด้วยการภาวนา

ถ้าเราช่วยด้วยการกระทำไม่ได้ เรายังพูดให้กำลังใจได้
ถ้าพูดไม่ได้ เรายังภาวนาได้, แต่เราไม่มีสิทธิ์กล่าวว่า “ฉันทำอะไรไม่ได้เลย”

บางคนกำลังรอคำว่า “ฉันยกโทษให้”, บางคนกำลังรอคำว่า “ฉันเข้าใจ”, บางคนกำลังรอเพียงใครสักคนถามว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” บางคนอาจไม่ได้ต้องการคำเทศน์ทางพระคัมภีร์และทางเทววิทยายาวๆ แต่ต้องการคนที่ยอมหยุด นั่งลง และฟังเขาโดยไม่ตัดสิน

นักบุญโฟสตีนาสิ้นใจเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1938 ขณะมีอายุเพียง 33 ปี ชีวิตของเธอสั้น งานของเธอดูเล็กน้อย และชาวโลกแทบไม่รู้จักชื่อของเธอในวันนั้น แต่หญิงสาวยากจนผู้เคยเฝ้าประตูอาราม กลับเปิดประตูแห่งความหวังให้ผู้คนนับล้าน เพราะเธอยอมให้พระเจ้าทรงใช้ชีวิตเล็ก ๆ ของเธอประกาศความจริงยิ่งใหญ่ว่า “ไม่มีบาดแผลใดใหญ่กว่าพระเมตตาของพระเจ้า, ไม่มีอดีตใดมืดจนพระเยซูเจ้าส่องแสงเข้าไปไม่ถึง
และไม่มีคนบาปคนใดที่พระเจ้าทรงเลิกรอคอย”

วันนี้ก่อนจบมิสซา ขอให้เราอย่าเพียงมองภาพพระเมตตา อย่าเพียงสวดสายประคำพระเมตตา แต่ขอให้เรากลายเป็นภาพพระเมตตาที่มีชีวิต ขอให้ดวงตาของเราเป็นดวงตาที่มองเห็นคนบาดเจ็บ, ขอให้หัวใจของเราเป็นหัวใจที่สะเทือนใจ, ให้มือของเราเป็นมือที่พันบาดแผล, และให้เท้าของเราเป็นเท้าที่ไม่เดินผ่านไปอีกด้านหนึ่ง

เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด” ขอให้เราตอบพร้อมกับนักบุญโฟสตีนาว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกวางใจในพระองค์
โปรดทรงทำให้ลูกเป็นเครื่องมือแห่งพระเมตตาของพระองค์
เพื่อว่าเมื่อโลกพบลูก โลกจะไม่พบการตัดสิน แต่จะได้พบพระหฤทัยของพระองค์”

อาแมน.


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ