
บทเทศน์และข้อคิด วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2026
โอกาสระลึกถึงนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู
Thérèse of Lisieux, ocd., 2 January 1873 – 30 September 1897
บทอ่านประจำวัน: โยบ 19:21-27; สดด 27; ลูกา 10:1-12





“สิ่งเล็กน้อยที่ทำด้วยความรักอันยิ่งใหญ่”
เรื่องเล่าจริงจากอารามคาร์แมลแห่งลีซีเออว่า ขณะที่นักบุญเทเรซากำลังซักผ้าอยู่กับซิสเตอร์อีกคนหนึ่ง ซิสเตอร์คนนั้นซักผ้าแรงมาก จนน้ำสกปรกกระเด็นใส่หน้าเทเรซาซ้ำแล้วซ้ำอีก หากเป็นเรา บางคนอาจพูดว่า “ซิสเตอร์คะ…ซักผ้านะคะ ไม่ใช่ทำพิธีโปรยน้ำเสก!” แต่เทเรซาไม่ได้บ่น ไม่เช็ดหน้าด้วยท่าทีรำคาญ และไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว เธอกลับคิดว่า “ฉันจะรับหยดน้ำสกปรกเหล่านี้ เหมือนเป็นดอกไม้ที่พระเยซูเจ้าประทานให้” ฟังดูเป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน ไม่มีใครเห็น ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีรูปถ่าย ไม่มีใครนำไปประกาศในข่าวของอาราม แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า วันนั้นมีคนหนึ่งกำลังเปลี่ยน “น้ำสกปรก” ให้กลายเป็น “ดอกกุหลาบแห่งความรัก”
นี่คือความลับของนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู—ท่านไม่ได้สอนเราว่า ต้องทำสิ่งยิ่งใหญ่จึงจะเป็นนักบุญ แต่สอนว่า “จงทำสิ่งเล็กน้อย ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่”
1. “แม้ร่างกายของข้าพเจ้าจะถูกทำลาย ข้าพเจ้าก็จะเห็นพระเจ้า”
บทอ่านแรกวันนี้ โยบกำลังเผชิญความสูญเสียแทบทุกอย่าง ทั้งทรัพย์สิน ลูกหลาน สุขภาพ และแม้แต่มิตรสหาย ผู้ซึ่งแทนที่จะปลอบใจ กลับตั้งคำถามว่าเขาทำบาปอะไรจึงถูกพระเจ้าลงโทษ
ท่ามกลางความทุกข์ โยบกลับประกาศถ้อยคำแห่งความเชื่ออันยิ่งใหญ่ว่า “ข้าพเจ้ารู้ว่าพระผู้ไถ่ของข้าพเจ้าทรงพระชนม์อยู่… แม้ผิวหนังของข้าพเจ้าจะถูกทำลาย ข้าพเจ้าก็จะเห็นพระเจ้า”
ถ้อยคำนี้สะท้อนชีวิตบั้นปลายของนักบุญเทเรซาอย่างน่าประหลาด เรามักเห็นภาพของท่านอุ้มกางเขนและดอกกุหลาบ ใบหน้าอ่อนหวาน จนบางครั้งคิดว่าชีวิตของท่านคงเต็มไปด้วยความปลอบโยนจากพระเจ้า แต่ความจริง ท่านเสียมารดาเมื่ออายุเพียงสี่ขวบ เคยเจ็บป่วยทางประสาทอย่างรุนแรง บิดาที่ท่านรักมีอาการป่วยทางจิต และช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านป่วยเป็นวัณโรค ไอจนกระทั่งเสมหะเป็นเลือด หายใจลำบาก และต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัส สิ่งที่หนักยิ่งกว่าความเจ็บป่วยทางกายคือ ท่านต้องผ่าน “คืนมืดแห่งความเชื่อ” ท่านรู้สึกราวกับสวรรค์ปิดประตู และความคิดของผู้ไม่เชื่อพระเจ้าเข้ามารบกวนจิตใจ จนท่านกล่าวว่าตนเองเสมือนนั่งร่วมโต๊ะกับบรรดาผู้ไม่มีความเชื่อ แต่ท่านไม่ได้กล่าวว่า “ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้” ท่านเลือกกล่าวว่า “แม้ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย ฉันก็ยังเชื่อ” นี่คือความเชื่อแท้ ไม่ใช่เชื่อเพราะทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่ยังจับพระหัตถ์พระเจ้า แม้ในความมืดเรามองไม่เห็นพระพักตร์พระองค์ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิสทรงชี้ว่า ความเชื่อของเทเรซาได้รับการพิสูจน์อย่างถึงที่สุดท่ามกลางความมืดมนในชีวิต และทำให้เธอรู้สึกเป็นพี่น้องกับผู้ไม่เชื่อ เพื่อภาวนาแทนพวกเขา
2. “จงไปเถิด เราส่งท่านไปเหมือนลูกแกะท่ามกลางฝูงหมาป่า”
ในพระวรสารประจำวันวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงส่งศิษย์เจ็ดสิบสองคนออกไปประกาศข่าวดี โดยไม่ให้ถือถุงเงิน ย่าม หรือรองเท้าสำรอง พระองค์ทรงสอนให้พวกเขาไปอย่างผู้เล็กน้อย ทำตัวเองให้เรียบง่าย ว่างเปล่า และไว้วางใจ
น่าแปลกมากที่นักบุญเทเรซา ผู้ไม่เคยออกจากอารามคาร์แมล ไม่เคยเดินทางไปประกาศพระวรสารในต่างแดน กลับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์อุปถัมภ์แห่งงานธรรมทูต เคียงข้างนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ผู้เดินทางหลายหมื่นกิโลเมตร คนหนึ่งเดินทางไปจนเกือบถึงประเทศจีน แต่อีกคนหนึ่งอยู่หลังกำแพงอารามตลอดชีวิต แล้วทั้งสองเป็นธรรมทูตได้อย่างไร? เพราะงานธรรมทูตไม่ได้เริ่มที่เท้า แต่เริ่มที่หัวใจ ไม่ได้เริ่มจากการเดินทางไกล แต่เริ่มจากการรักอย่างลึกซึ้ง
เทเรซาได้รับพระสงฆ์ธรรมทูตสององค์เป็น “พี่น้องฝ่ายจิต” เขียนจดหมายให้กำลังใจ ถวายความเจ็บป่วย การภาวนา และการเสียสละเล็กๆ น้อยๆ เพื่อพันธกิจของพวกเขา ท่านปรารถนาจะรักพระเยซูเจ้าและทำให้พระองค์เป็นที่รักของทุกคน ด้วยเหตุนี้เอง พระศาสนจักรจึงประกาศท่านเป็นองค์อุปถัมภ์แห่งงานธรรมทูตในปี ค.ศ. 1927 แม้ท่านไม่เคยออกไปยังดินแดนธรรมทูตเลยก็ตาม
นี่เป็นข้อคิดและข่าวดีสำหรับพวกเราทุกคน เพราะเราอาจกล่าวว่า “พ่อครับ ผมแก่แล้ว ไปช่วยงานไม่ไหว”, “ดิฉันไม่มีความรู้ พูดเรื่องพระเจ้าไม่เก่ง”, “ผมไม่มีเงินมากพอจะทำบุญใหญ่”, “ชีวิตฉันยุ่งอยู่กับครอบครัวและงานประจำ” นักบุญเทเรซาจะตอบว่า“ท่านยังยิ้มได้ไหม? ท่านยังให้อภัยได้ไหม? ท่านยังภาวนาให้ใครสักคนได้ไหม? ท่านยังทำหน้าที่เล็กๆ น้อยๆ โดยไม่บ่นได้ไหม? ถ้าท่านทำได้—ท่านก็เป็นธรรมทูตได้”
3. “หนทางสายเล็ก” ไม่ใช่การทำให้สิ่งนั้นน้อยด้อยค่า แต่คือการรักให้มาก
เทเรซามองเห็นว่า ตนเองไม่สามารถปีนบันไดสูงชันแห่งความศักดิ์สิทธิ์ได้ เธอจึงมองหาหนทางเล็ก สั้น และตรง เพื่อขึ้นไปหาพระเจ้า ในสมัยนั้น ลิฟต์เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ เทเรซาจึงใช้ภาพที่ทันสมัยมากสำหรับยุคของเธอว่า “ลิฟต์ที่จะยกดิฉันขึ้นไปสู่สวรรค์ คือพระกรของพระเยซูเจ้า”
หนทางสายเล็กๆ จึงไม่ได้หมายความว่า เราไม่ต้องพยายาม หรือทำอะไรก็ได้แล้วรอพระเจ้าทำทั้งหมด แต่หมายความว่า เราทำสิ่งที่เราทำได้อย่างซื่อสัตย์ แล้ววางใจว่าพระหรรษทานจะทำสิ่งที่เราเองทำไม่ได้
เด็กเล็กๆ ที่หกล้มลง ไม่ได้นอนอยู่บนพื้นแล้วพูดว่า “คุณพ่อรักฉันก็มาอุ้มเองสิ” เด็กคนนั้นจะพยายามลุก ยกแขนขึ้น และร้องเรียกหาบิดา ความศักดิ์สิทธิ์จึงไม่ใช่การไม่เคยล้ม แต่คือทุกครั้งที่ล้ม เรายังยกแขนขึ้นหาพระบิดา
นักบุญเทเรซาเรียกสิ่งนี้ว่า “หนทางแห่งความไว้วางใจและความรัก” ซึ่งเป็นหนทางที่ทุกคนเดินได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดของชีวิต
4. เรื่องของนักโทษที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะกลับใจ
ก่อนเข้าอาราม เทเรซาอ่านข่าวของอองรี ปร็องซีนี (Henri Pranzini) ฆาตกรที่สังหารคนสามคน เขาไม่แสดงความสำนึกผิด และถูกตัดสินประหารชีวิต คนทั้งประเทศฝรั่งเศสมองว่าเขาเป็นสัตว์ร้ายที่หมดหวังแล้ว แต่เทเรซาซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 14 ปี กลับเรียกเขาในใจว่า “ลูกคนแรกของฉัน” เธอภาวนา ขอให้มีการถวายมิสซาเพื่อเขา และวางใจในพระเมตตาของพระเยซูเจ้า แม้เขาจะไม่แสดงเครื่องหมายกลับใจก็ตาม
วันประหาร ก่อนใบมีดกิโยตินจะตกลงมา ปร็องซีนีผู้ที่ผลักคุณพ่อบาทหลวงออกไปในตอนแรก แต่แล้วทันใดนั้น เขาหันกลับมา คว้าไม้กางเขนจากมือคุณพ่อ (บาทหลวง) และจุมพิตบาดแผลของพระเยซูเจ้าถึงสามครั้ง หนังสือพิมพ์เห็นเพียงนักโทษคนหนึ่งจุมพิตไม้กางเขน แต่เทเรซาเห็นว่า—พระเมตตาของพระเจ้าวิ่งเร็วกว่าความบาปของมนุษย์เสมอ นี่แหละคือจุดหักมุมของพระวรสาร คนที่เราคิดว่า “ไม่มีความหวังแล้ว” อาจกำลังรอใครสักคนที่ยังไม่เลิกภาวนาให้เขา
ในครอบครัวของเรา มีใครที่เราตัดสินเขาว่าเปลี่ยนไม่ได้หรือไม่?
ในพระศาสนจักร มีใครที่เราผลักเขาออกไป เพราะเขาไม่เรียบร้อยพอหรือไม่?
ในสังคม มีใครที่เราตราหน้าเขาจากอดีต จนไม่ยอมเปิดประตูให้อนาคตของเขาหรือไม่?
ศิษย์ของเทเรซาไม่ถามว่า “เขาสมควรได้รับความรักหรือยัง?” แต่ถามว่า “วันนี้ฉันจะรักเขาเหมือนพระเยซูเจ้าได้อย่างไร?”
5. พระศาสนจักรไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แต่ต้องมีหัวใจ
เทเรซาเคยปรารถนาจะเป็นทุกอย่าง—เป็นธรรมทูต นักบวช มรณสักขี และอัครสาวก แต่เมื่ออ่านจดหมายนักบุญเปาโลเรื่องพระศาสนจักรซึ่งเป็นพระวรกายของพระเยซูเจ้าเธอค้นพบคำตอบว่า “ในหัวใจของพระศาสนจักร มารดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเป็นความรัก” วันนี้พระศาสนจักรอาจมีโครงการมาก มีการประชุม/สัมนามาก มีเอกสารมาก และมีสื่อทันสมัยมาก แต่ถ้าขาดความรัก ทุกอย่างก็กลายเป็นเพียงร่างกายที่หัวใจหยุดเต้น ชาวโลกไม่ได้ต้องการพระศาสนจักรที่มีเสียงดังที่สุด แต่พวกเขาต้องการพระศาสนจักรที่มีความรักมากที่สุด ชาวโลกไม่ได้ต้องการคริสตชนที่ชนะการโต้เถียงทุกครั้ง แต่ต้องการคริสตชนที่ทำให้บุคคลที่เจ็บปวดรู้ว่า พวกเขายังมีคุณค่าและไม่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง
สรุปข้อคิดภาพรวมโอกาสฉลองนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู
นักบุญเทเรซามีชีวิตอยู่เพียง 24 ปี ไม่มีปริญญาเทววิทยา ไม่ได้ก่อตั้งคณะนักบวช ไม่ได้เดินทางไปต่างแดน และไม่ได้ทำอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ต่อหน้าฝูงชน แต่พระศาสนจักรได้ประกาศให้เธอเป็นนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร เพราะเธอค้นพบ “ศาสตร์แห่งความรัก” — เทววิทยาที่ไม่เพียงเขียนด้วยหมึก แต่เขียนด้วยชีวิต
ก่อนเทเรซาสิ้นใจในวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1897 ท่ามกลางความเจ็บปวดจากวัณโรค เธอมองไม้กางเขนและกล่าวถ้อยคำสุดท้ายว่า “พระเจ้าของข้าพเจ้า…ข้าพเจ้ารักพระองค์”
แม้ว่าชีวิตของเธอจบลงด้วยประโยคสั้นๆ แต่ประโยคนั้นสรุปพระวรสารทั้งเล่ม
วันนี้เราอาจไม่มีดอกกุหลาบจะถวายพระเยซูเจ้า แต่เรามีความเหนื่อย มีบาดแผล มีคนที่ทำให้เรารำคาญ มีหน้าที่ที่ไม่มีใครเห็น และมีหยดน้ำสกปรกที่กระเด็นใส่หน้าเราอยู่ทุกวัน ขออย่าทิ้งสิ่งเหล่านั้นไปอย่างไร้ค่า จงรับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรัก แล้วพระเจ้าจะทรงเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้เป็นดอกกุหลาบอันงดงาม
ข้าแต่นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู โปรดสอนชาวเราให้ไม่แสวงหาการทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อให้คนเห็น แต่ให้ทำสิ่งเล็กน้อยเพื่อให้พระเจ้าทรงยินดี โปรดช่วยเราให้เชื่อแม้จะเผชิญกับคืนมืดมนแห่งชีวิต ให้รักผู้อื่นแม้ไม่ได้รับความรักตอบ และให้วางใจว่า พระกรของพระเยซูเจ้าคือ “ลิฟต์” ที่จะยกความเล็กน้อยของเราไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์
เพื่อว่าในหัวใจของครอบครัว ในหัวใจของชุมชน และในหัวใจของพระศาสนจักร
พวกเราจะสามารถกล่าวพร้อมกับนักบุญเทเรซาว่า “กระแสเรียกของข้าพเจ้า คือความรัก ในหัวใจของพระศาสนจักร ข้าพเจ้าจะเป็นความรัก” อาแมน
ขอแสดงความยินดีด้วยการภาวนาและคิดถึงในมิสซาแก่ผู้มีศาสนนาม “เทเรซาแห่งพระกุมารเยซู” และบรรดาสมาชิกคณะนักพรตคาร์เมไลท์
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ



























