

นักบุญเกรโกรี ผู้ยิ่งใหญ่ (Saint Gregory, the Great)
พระสันตะปาปา และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร ศต. 6
นักบุญเกรโกรี พระสันตะปาปา เป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้รับฉายา “ผู้ยิ่งใหญ่” และ “นักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร” ผมจึงอยากจะรวบรวมเกร็ดทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และตำนานบางเรื่องที่เล่าขานกันมา ตั้งแต่ ศต. ที่ 6 ซึ่งความจริงมีเรื่องราวเกี่ยวกับนักบุญเกรโกรีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ผมเลือกเพียงบางเรื่องเท่านั้น เพื่อแบ่งปันเล่าสู่กันฟัง
1. “Angles? No… Angli!” — คำเดียวที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์อังกฤษ
นักบุญเบเด (Bede) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 8 บันทึกเรื่องว่า ก่อนเกรโกรีจะเป็นพระสันตะปาปา วันหนึ่งท่านเดินผ่านตลาดที่กรุงโรม แล้วพบเด็กหนุ่มผิวขาว ผมสีอ่อน หน้าตาดี กำลังถูกนำมาขายเป็นทาส —นี่คือโลกคริสต์ศตวรรษที่ 6 การค้าทาสยังเป็นความจริงอันโหดร้าย เกรโกรีถามว่า “เด็กพวกนี้มาจากไหน?” มีคนตอบว่า “มาจากเกาะบริเตน” “เป็นคริสตชนหรือ?” “ไม่ครับ ยังเป็นพวกนอกศาสนา” เกรโกรีถอนใจ แล้วถามว่า “พวกเขาเป็นชนชาติอะไร?” คำตอบคือ “Angli — พวกแองเกิล” เกรโกรีจึงเล่นคำภาษาละตินว่า “Non Angli, sed Angeli.” “ไม่ใช่แค่ Angles แต่เป็น Angels!” เพราะคำ Angli กับ Angeli (เทวดา) ฟังคล้ายกันมาก ท่านกล่าวว่าพวกเขามีใบหน้าเหมือนทูตสวรรค์ และสมควรจะได้เป็นทายาทร่วมกับทูตสวรรค์ในสวรรค์ เรื่องนี้ปรากฏใน Bede และแหล่งชีวประวัติเก่าแก่ของเกรโกรี แม้นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่จะระมัดระวังว่าเราไม่สามารถพิสูจน์บทสนทนาคำต่อคำได้ก็ตาม แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เกรโกรีถามต่อ “เด็กพวกนี้มาจากแคว้นไหน?” ตอบว่า “Deira” ท่านเล่นคำภาษาอีกว่า De ira! ภาษาละติน de ira ประมาณว่า “ออกจากพระพิโรธ” กล่าวคือ ขอให้พวกเขาถูกนำออกจากความมืดเข้าสู่พระเมตตาของพระเยซูเจ้า
ข้อคิดตรงนี้คือ คนทั่วไปมองเด็กเหล่านั้นแล้วเห็นการเป็น “ทาส”, พ่อค้าเห็นพวกเขาเป็น “สินค้า”, แต่เกรโกรีเห็นพวกเขาเป็น “ว่าที่บุตรของพระเจ้า”
ต่อมาเมื่อท่านเป็นพระสันตะปาปา ท่านส่งนักบุญออกัสตินแห่งแคนเทอร์เบอรีและคณะธรรมทูตไปอังกฤษใน ค.ศ. 596 และใน ค.ศ. 597 พวกเขาก็เดินทางถึงเมือง Kent เด็กทาสไม่กี่คนในตลาดกรุงโรม กลายเป็นประกายความคิดที่เชื่อมโยงในธรรมประเพณีกับการประกาศพระวรสารแก่ชนชาติหนึ่ง
ข้อคิดสำหรับเราวันนี้ “บางครั้งพันธกิจยิ่งใหญ่ของพระเจ้า – ไม่ได้เริ่มจากการประชุมใหญ่ – ไม่ได้เริ่มจากแผนยุทธศาสตร์ – แต่เริ่มจากการที่คริสตชนคนหนึ่ง มองเห็นมนุษย์คนหนึ่งต่างจากที่โลกมองเขา”
2. เรื่อง Castel Sant’Angelo — จาก “สุสานจักรพรรดิ” กลายเป็น “ปราสาททูตสวรรค์”
เรื่องนี้น่าสนใจในทาง ประวัติศาสตร์ + โบราณสถาน + ตำนานคริสตชน



เมื่อปี ค.ศ. 590 กรุงโรมเผชิญวิกฤตหนัก น้ำท่วม – อาหารขาดแคลน – ผู้ลี้ภัย
และโรคระบาด – โรคระบาดถึงกับคร่าชีวิตพระสันตะปาปาเปลาจิอุสที่ 2 และช่วงนั้นเกรโกรีถูกเลือกเป็นพระสันตะปาปาต่อมา
เกรโกรีจัดขบวนภาวนาครั้งใหญ่ ประชาชนแบ่งเป็น เจ็ดขบวน เดินจากส่วนต่างๆ ของกรุงโรมมารวมกันที่มหาวิหาร Santa Maria Maggiore ร้องบทภาวนาและ Kyrie eleison ขอพระเมตตา
สิ่งที่น่าตกใจมากๆ คือ มีบันทึกยุคใกล้เคียงเหตุการณ์ว่า ระหว่างการภาวนานั้นเอง มีคนล้มตายถึง 80 คน เราลองคิดดู ขณะกำลังเดินขบวนขอให้โรคระบาดหยุด… แต่คนในขบวนกลับล้มตายต่อหน้าต่อตา! นี่ไม่ใช่ความเชื่อราคาถูก แต่นี่คือความเชื่อที่เดินต่อ แม้ยังไม่เห็นคำตอบ ต่อมาเกิดตำนานเล่าขานว่า เมื่อขบวนผ่าน Mausoleum of Hadrian — สุสานจักรพรรดิเฮเดรียน เกรโกรีมองเห็นอัครเทวดามีคาแอลอยู่เหนืออาคาร กำลัง เก็บดาบเข้าฝัก ผู้คนตีความว่า ภัยพิบัติกำลังสิ้นสุดลง และในที่สุด สุสานของจักรพรรดิก็ได้ชื่อว่า Castel Sant’Angelo “ปราสาทแห่งทูตสวรรค์” จนถึงวันนี้ด้านบนปราสาทยังมีรูปอัครเทวดามีคาแอลถือดาบอยู่ แต่ตรงนี้มีเกร็ดที่น่าสนใจยิ่งกว่าเรื่องปาฏิหาริย์เสียอีก นักประวัติศาสตร์ชี้ว่า เรื่องการเห็นอัครเทวดามีคาแอลเป็นตำนานที่บันทึกภายหลัง และตัวเกรโกรีเองไม่ได้กล่าวถึงนิมิตนี้ในงานเขียนของท่าน แต่สิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์จริงๆ กลับทรงพลังกว่า:โรคระบาดยังไม่หยุด คนยังล้มตาย แต่เกรโกรียังเดินนำประชาชนภาวนา นี่แหละความเชื่อ! ความเชื่อไม่ใช่การเดินเพราะเราเห็นทูตสวรรค์ แต่คือการเดินต่อ แม้เรายังไม่เห็นทูตสวรรค์ เช่นเดียวกับพระวรสาร เรื่องของเปโตร “ข้าพเจ้าทำงานมาตลอดคืนแล้ว ไม่ได้อะไรเลย…แต่ขอนอบน้อมตามพระวาจาของพระองค์ ข้าพเจ้าจะหย่อนอวน”
3. คนที่ได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา แต่พยายามหนี “ไม่ยอมรับหน้าที่”!
เรื่องนี้มีทั้งส่วนจริงและส่วนที่ตำนานเติมแต่งภายหลัง เมื่อพระสันตะปาปาเปลาจิอุสที่ 2 สิ้นพระชนม์ ชาวโรมต้องการเกรโกรีขึ้นสู่ตำแหน่งสันตะปาปา ปัญหาคือ… เกรโกรีไม่ต้องการเป็นพระสันตะปาปา! ท่านรักชีวิตนักพรตเบเนดิกติน และรู้ว่าตำแหน่งนี้หนักหนาเพียงใด มีตำนานภายหลังเล่าถึงขั้นว่า เกรโกรี หนีออกจากกรุงโรมไปซ่อนตัวในป่า และมีแสงจากสวรรค์ชี้ตำแหน่งที่ซ่อน จนชาวบ้านตามไปพบและลากท่านกลับมา!และวันที่น่าสนใจที่สุดคือ… 3 กันยายน ค.ศ. 590 เกรโกรีได้รับการสถาปนาเป็นพระสันตะปาปา ดังนั้นวันที่เราเฉลิมฉลองท่าน 3 กันยายน จึงเชื่อมโยงกับวันเริ่มต้นพันธกิจพระสันตะปาปาของท่านโดยตรง
ข้อคิดที่น่าสนใจ – “คนบางประเภท พอมีตำแหน่งว่าง ยังไม่ทันประกาศรับสมัคร ก็เตรียม CV แล้ว แต่เกรโกรีตรงกันข้าม—คนทั้งกรุงโรมอยากให้ท่านรับตำแหน่ง แต่เจ้าตัวอยากหนี!” “บางทีคนที่เหมาะกับอำนาจที่สุด คือคนที่รู้ว่าอำนาจนั้นน่ากลัวเพียงใด” อันนี้เหมาะกับพระศาสนจักรวันนี้มาก
4. “พระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่” ที่ร่างกายไม่ยิ่งใหญ่เลย
เรามอง Gregory the Great แล้วมัดจินตนาการถึงพระสันตะปาปาผู้แข็งแรง บริหารกรุงโรม เจรจากับชาวลอมบาร์ด ส่งธรรมทูต เขียนหนังสือ ดูแลคนจน ปฏิรูปการอภิบาล ฯลฯ แต่ความจริงคือ สุขภาพของเกรโกรีไม่ดีเลย ท่านเจ็บป่วยเรื้อรัง และช่วงท้ายชีวิตทรมานจากอาการปวดอย่างหนัก ถึงขนาดเขียนถึงเพื่อนใน ค.ศ. 601 ว่าเป็นเวลานานแล้วที่แทบลุกจากเตียงไม่ได้ ความเจ็บปวดเหมือนไฟเผาร่างกาย นี่ทำให้คำว่าGregory “the Great” มีความหมายใหม่ – ท่านไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะแข็งแรง – ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะไม่มีปัญหา – ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะชีวิตง่ายๆ – แต่ยิ่งใหญ่เพราะ ร่างกายอ่อนแอ แต่พันธกิจไม่อ่อนแอ นี่เหมาะมากกับคนสูงอายุ คนเจ็บป่วย หรือคนที่คิดว่า “ฉันไม่มีประโยชน์แล้ว” ซึ่งไม่จริง บางครั้งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า
เกิดขึ้นผ่านมนุษย์ที่รู้ตัวดีว่า “ฉันทำทุกอย่างด้วยกำลังตัวเองไม่ได้”
นอกนั้นยังมีเกร็ดชีวิตพิศดารของเกรโกรีมากมาย จะขอเลือกมาเล่าบางตำนาน ซึ่งเป็นประเพณีเล่าขานต่อกันมา ไม่ใช่ข้ออ้างอิงทางประวัติศาสตร์
1. แขกคนที่ 13 ที่หายตัวไป — แล้วบอกว่า “เราเคยมาหาท่านแล้ว”
ธรรมประเพณีโบราณเล่าว่า เกรโกรีมีนิสัยเชิญ คนยากจน 12 คน มารับประทานอาหารด้วยเป็นประจำ เพราะท่านเห็นพระเยซูเจ้าในคนยากจน วันหนึ่ง คนรับใช้มารายงานอย่างงง ๆ ว่า “วันนี้เราจัดไว้สำหรับ 12 คน… แต่ทำไมผมนับได้ 13 คน?” เกรโกรีมองไปและเห็นชายลึกลับคนหนึ่งอยู่ในหมู่แขก หลังอาหาร ท่านถามชายคนนั้นว่า “ท่านเป็นใคร?” ตามตำนาน ชายคนนั้นเปิดเผยตนว่าเป็น ทูตสวรรค์ของพระเจ้า และเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น เมื่อเกรโกรีเคยช่วยคนยากจนคนหนึ่งจนถึงกับมอบภาชนะเงินของครอบครัวให้ เพราะไม่มีอะไรเหลือจะให้แล้ว นี่เป็นเพียงตำนานที่สะท้อนชื่อเสียงของท่านด้านความเมตตาต่อคนยากจน
ข้อคิดสำหรับเราคือ “เมื่อฉันเปิดประตูให้คนยากจน พระเจ้าอาจเข้ามาด้วย”
แต่พระวรสารไปไกลกว่านั้น — คนยากจน คนต่ำต้อย ที่เรากำลังเปิดประตูให้นั่นแหละ อาจเป็นวิธีที่พระเจ้ากำลังเสด็จเข้ามา ทำให้รำพึงถึง มธ 25 : “สิ่งใดที่ท่านทำแก่พี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุด…ท่านทำแก่เราเอง”
2. “โต๊ะของนักบุญเกรโกรี” ยังมีร่องรอยอยู่ในกรุงโรม
“โต๊ะที่เกรโกรีใช้เลี้ยงคนยากจน” สถานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของท่านบนเนิน Caelian คือบริเวณวัด “San Gregorio Magno al Celio” ซึ่งเชื่อมโยงกับอารามที่เกรโกรีก่อตั้งในบ้านของครอบครัว



นี่เป็นเรื่องราวที่มีพลังมากขึ้น เพราะเราไม่ได้กำลังพูดถึงนักบุญที่เขียนเทววิทยาอยู่แต่ในห้องสมุด โต๊ะอาหารของคนยากจนก็เป็นส่วนหนึ่งของเทววิทยาของท่าน “ก่อนที่เกรโกรีจะเป็น นักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร/Doctor of the Church ด้วยหนังสือ ท่านเป็นนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักรด้วยความรักและเมตตา/Doctor of Charity ณ โต๊ะอาหาร”
3. พระสันตะปาปาเกรโกรีพยายามช่วย “จักรพรรดินอกศาสนา” ซึ่งตายไปแล้วหลายร้อยปี!
มีตำนานยุคกลางเกี่ยวกับจักรพรรดิทราจาน (Trajan) เกรโกรีได้ยินเรื่องความยุติธรรมของจักรพรรดิ Trajan ซึ่งแม้จะไม่ใช่คริสตชน แต่มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งขณะกำลังออกไปรบ หญิงม่ายคนหนึ่งเข้ามาขอความยุติธรรมให้ลูกชายที่ถูกฆ่า จักรพรรดิตรัสประมาณว่า “ไว้เรากลับจากสงครามก่อน” หญิงม่ายตอบว่า “แล้วถ้าพระองค์ไม่กลับมาล่ะ?” คำถามนั้นแทงใจจักรพรรดิ ท่านจึงหยุดกองทัพและจัดการคดีให้หญิงม่ายก่อน หลายศตวรรษต่อมา ตำนานเล่าว่าเกรโกรีประทับใจความยุติธรรมของจักรพรรดิผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ผู้นี้มาก จึงภาวนาเพื่อเขาอย่างแรงกล้า จนเกิดตำนานเกี่ยวกับความรอดของ Trajan นี่คือ ตำนานยุคกลางซึ่งเล่าต่อกันมา ไม่ใช่คำสอนของพระศาสนจักรว่าคนตายสามารถเปลี่ยนชะตานิรันดรได้ด้วยการภาวนาย้อนหลัง เรื่องนี้ต่อมามีชีวิตอยู่ในวรรณกรรมยุโรป และแม้แต่ปรมาจารย์กวีนิพนธ์ “ดันเต้-Dante” ก็รับจักพรรดิทราจาน (Trajan) เข้าไปในวรรณกรรม “Divine Comedy”
ข้อคิดจากเรื่องเล่านี้คือ… เกรโกรีเห็นความดี แม้ในคนที่อยู่นอกขอบเขตของตนเอง
สำหรับพระศาสนจักรวันนี้ นี่สำคัญมาก เราไม่ควรถามเพียงว่า “เขาเป็นพวกเราหรือเปล่า?” แต่ควรถามด้วยว่า “พระเจ้ากำลังทำความดีอะไรผ่านเขา?”
4. นกพิราบกระซิบข้างหูพระสันตะปาปา!
ถ้าเคยเห็นภาพนักบุญเกรโกรี เราอาจสังเกตว่า บางภาพมี นกพิราบสีขาวอยู่ใกล้หู



มีตำนานเล่าว่า เวลาท่านเขียนหรือบอกคำสอนแก่เลขานุการ จะมีม่านกั้นอยู่ เลขานุการส่วนพระองค์ได้ยินเกรโกรีพูดเป็นช่วง ๆ แล้วหยุดเงียบเป็นช่วง ๆ จึงสงสัยว่า “ทำไมท่านหยุดนานจัง?” จึงแอบมองหลังม่าน แล้วตามตำนานก็เห็น… นกพิราบกำลังกระซิบที่หูของเกรโกรี! นกพิราบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ พระจิตเจ้า ที่ทรงนำท่านในการสอน แน่นอน นี่คือตำนานที่เล่ากันมา (hagiographical legend) ไม่ใช่รายงานข่าวจากศตวรรษที่ 6 อย่างไรก็ตาม มีบทสอนใจเป็นข้อคิดที่ดี “บางครั้งปัญหาของเราไม่ใช่พระจิตเจ้าไม่ตรัส แต่คือเราไม่เคยหยุดพูดนานพอที่จะฟัง!” นักเทศน์ที่ดีจึงไม่ใช่คนที่มีอะไรพูดตลอดเวลา แต่คือผู้ที่รู้ว่าเมื่อไรควรเงียบเพื่อฟังพระเจ้า
5. บทเพลงภาษาละตินเกรโกเรียน หรือ Gregorian Chant — เกรโกรีแต่งทั้งหมดจริงไหม?
นี่คือความเข้าใจผิดที่แพร่หลายที่สุดเรื่องหนึ่ง ชื่อ Gregorian Chant ทำให้เราจินตนาการว่าเกรโกรีนั่งอยู่ที่โต๊ะ นกพิราบกระซิบ “ทำนอง/melody” แล้วท่านเขียนโน้ตออกมาทีละเพลง เรื่องจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก ธรรมประเพณีเพลงสวดที่เรียกว่า Gregorian chant พัฒนาขึ้นเป็นกระบวนการยาวนาน และรูปแบบที่เรารู้จักในภายหลังเกี่ยวข้องกับพัฒนาการหลังสมัยเกรโกรีด้วย ดังนั้นนักประวัติศาสตร์ไม่ถือว่า ท่านเป็นคนประพันธ์เพลงทั้งหมด “Gregory personally composed the entire Gregorian repertoire” “ถ้าเราพบปะกับนักบุญเกรโกรีบนสวรรค์ แล้วถามว่า
‘เพลง Gregorian ทั้งหมดนี่ท่านแต่งเองใช่ไหมครับ?’ ท่านอาจตอบว่า ‘โอ อย่าให้เครดิตฉันเยอะขนาดนั้น เดี๋ยวฉันต้องรับผิดชอบค่าลิขสิทธิ์แย่เลย!’”
แต่ข้อคิดกลับลึกซึ่งมาก ความยิ่งใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำทุกอย่างเอง กล่าวคือ คนรุ่นหนึ่งเริ่ม – คนรุ่นต่อมาพัฒนา – คนอีกรุ่นรักษา – และอีกรุ่นส่งต่อ นี่แหละคือธรรมประเพณี Tradition — Traditio — การส่งมอบ พระศาสนจักรไม่ได้เริ่มต้นจากเรา และหวังว่าจะไม่จบลงที่เรา
6. “ไฟชำระ/Purgatory” — เกรโกรีมีส่วนทำให้ภาพไฟชำระแพร่หลายมากขึ้น
นี่เป็นเรื่องทางประวัติศาสตร์เทววิทยาที่น่าสนใจมาก เกรโกรีเขียนหนังสือ Dialogues ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องชีวิตนักบุญ ปาฏิหาริย์ อัศจรรย์ นิมิต และเรื่องเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย โดยเฉพาะหนังสือเล่มที่ 4 ( Book IV) กล่าวถึงวิญญาณหลังความตาย การชำระ และการภาวนา/ถวายมิสซาเพื่อผู้ล่วงลับ
แน่นอนว่า เกรโกรีไม่ได้ “ประดิษฐ์เรื่องไฟชำระ” ความเชื่อเรื่องการภาวนาเพื่อผู้ล่วงลับเก่าแก่กว่าท่านมาก และมีรากในธรรมประเพณีคริสตชนก่อนหน้านั้น
แต่ผลงานของเกรโกรีมีอิทธิพลอย่างสูงต่อจินตนาการและเทววิทยาตะวันตกในเวลาต่อมา
7. ที่มาของ “Gregorian Masses” — มิสซา 30 วัน
เรื่องนี้ชาวคาทอลิกจำนวนมากรู้จักธรรมเนียม แต่ ไม่รู้ว่าชื่อ Gregorian มาจาก Gregory the Great
ตามเรื่องที่เกรโกรีบันทึกไว้ใน “Dialogues” มีนักพรตคนหนึ่งชื่อยุสตุส (Justus) อยู่ในอารามของท่าน หลังจาก Justus ป่วย พบว่าเขาเก็บ เหรียญทองคำเอาไว้สามเหรียญ ไว้เป็นส่วนตัว ปัญหาคือ นักพรตได้ปฏิญาณความยากจน เกรโกรีถือว่าเรื่องนี้ร้ายแรง เพราะเป็นการฝ่าฝืนชีวิตส่วนรวมและคำปฏิญาณ หลังจากยุสตุส (Justus) เสียชีวิต เกรโกรีมีความปรารถนาจะช่วยวิญญาณของเขา จึงสั่งให้ถวายบูชามิสซาเพื่อเขา ติดต่อกัน 30 วัน เมื่อครบ 30 วัน มีเรื่องเล่าว่ายุสตุส (Justus) ปรากฏแก่พี่น้องของตนและบอกว่าเขาได้รับการปลดปล่อยจากความทุกข์ นี่กลายเป็นรากของธรรมเนียมที่เรียกว่า มิสซาเกรโกเรียน (Gregorian Masses) คือ การถวายมิสซา 30 วันติดต่อกันเพื่อผู้ล่วงลับหนึ่งคน ธรรมเนียมนี้ยังคงอยู่ในพระศาสนจักรคาทอลิก
ข้อคิดที่งดงามคือว่า เกรโกรีตำหนิความผิดของ Justus อย่างจริงจัง แต่เมื่อ Justus ตาย… ท่านไม่ทิ้งเขา นี่คือการอภิบาลด้วยความรัก (pastoral charity) ที่งดงามมากความยุติธรรมพูดว่า “สิ่งที่คุณทำผิด” ความเมตตาพูดว่า “แต่ฉันจะไม่ทอดทิ้งคุณ”
พระศาสนจักรที่แท้จริงต้องถือสองสิ่งนี้พร้อมกัน ความจริง+ความเมตตา (Truth + Mercy) ถ้ามีแต่ความจริง/truth ไม่มี ความเมตตา/mercy พระศาสนจักรกลายเป็นศาลพิพากษา ถ้ามีแต่ความเมตตา (mercy) ไม่มีความจริง (truth) พระศาสนจักรก็ไม่สามารถรักษาบาดแผลได้ แต่เกรโกรีพยายามทำทั้งสองอย่างกลมกลืนกัน
ขอสรุปเรื่องเล่าเพื่อเป็นข้อคิดประจำวัน
คิดว่าคำสอนหนึ่งจากคู่มือการอภิบาล (Pastoral Rule) ที่สะท้อนวิธีคิดของท่านอย่างยอดเยี่ยม: ผู้อภิบาลต้องรู้ว่า ไม่สามารถพูดกับทุกคนแบบเดียวกัน
คนร่าเริงต้องพูดแบบหนึ่ง – คนเศร้าอีกแบบหนึ่ง – คนมั่นใจแบบหนึ่ง – คนหวาดกลัวอีกแบบหนึ่ง – คนร่ำรวยแบบหนึ่ง – คนยากจนอีกแบบหนึ่ง
เพราะ… ยาชนิดเดียวกันไม่ได้รักษาทุกโรค นี่คือการอภิบาลแบบอัจฉริยะ (pastoral genius) ของเกรโกรี และผมคิดว่า ทันสมัยอย่างเหลือเชื่อสำหรับพระศาสนจักรในยุคนี้ บางครั้งเราอาจคิดว่า “ฉันประกาศความจริงแล้ว ถ้าเขาไม่เข้าใจก็เรื่องของเขา”
เกรโกรีคงตอบว่า “ถ้าแกะไม่เข้าใจเสียงของคนเลี้ยง ก่อนจะโทษแกะ คนเลี้ยงควรถามตัวเองด้วยว่า เราพูดกับแกะเป็นหรือยัง?”
ผมได้รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับพระสันตะปาปาเกรโกรี อีกมากมายเพื่อเป็นความรู้และเป็นข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร ถ้าท่านสนใจและมีเวลาก็อ่านเพลินๆ ประดับความรู้
มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากในเชิงประวัติศาสตร์พระศาสนจักร คือเรื่องที่เกรโกรีทะเลาะทางจดหมายกับพระอัยกาแห่งคอนสแตนติโนเปิลเรื่องคำว่า “Universal Bishop” จนเกรโกรีโต้กลับด้วยการเน้นว่าตนคือ “Servus servorum Dei — ผู้รับใช้ของผู้รับใช้ของพระเจ้า” เรื่องนี้ถ้าเล่ารายละเอียด จะโยงมาถึงเรื่อง อำนาจ ตำแหน่ง ความถ่อมตน และ Synodal Church วันนี้ ได้แรงมาก และมีความ “กัดเจ็บแบบผู้ดีคริสต์ศตวรรษที่ 6” อยู่ไม่น้อยทีเดียว!
ขอเล่าสู่กันฟัง
เรื่อง “พระสังฆราชสากล/Universal Bishop” นี่น่าสนใจมาก เพราะเมื่ออ่านจดหมายจริงของนักบุญเกรโกรี จะพบว่าไม่ได้เป็นเพียงการทะเลาะเรื่อง “ตำแหน่ง” แต่เป็นการปะทะกันของ ความเข้าใจเรื่องอำนาจในพระศาสนจักร และน่าทึ่งตรงที่เกรโกรีเองยืนยันอำนาจของพระสันตะปาปาอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันกลับต่อต้านตำแหน่งที่ฟังดูเหมือนยกคนหนึ่งให้อยู่เหนือทุกคน!
เรื่องเริ่มเกิดขึ้นที่ Constantinople
ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 พระอัยกาแห่งคอนสแตนติโนเปิลคือ John IV หรือ John the Faster (John Nesteutes) ผู้มีชื่อเสียงด้านชีวิตเคร่งครัด แต่มีคำหนึ่งทำให้กรุงโรมสะดุ้ง John ใช้ตำแหน่งภาษากรีกว่า οἰκουμενικὸς πατριάρχης — Oikoumenikos Patriarchēs หรือ Ecumenical Patriarch ปัญหาอยู่ที่คำว่า oikoumenikos ฝ่ายคอนสแตนติโนเปิลสามารถเข้าใจในบริบทจักรวรรดิประมาณว่า “พระอัยกาแห่งจักรวรรดิ/แห่งโลกที่มีอารยธรรม” ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า “พระสังฆราชเพียงคนเดียวเหนือพระสังฆราชทุกคน” แต่เกรโกรีอ่านนัยของคำนั้นแรงกว่านั้น คือคล้ายกับ “Universal Bishop — พระสังฆราชสากล” และท่านไม่ยอมเรื่องนี้ จึงเกิดเรื่องโต้ตอบไปมาทางจดหมายแรงมาก
1. เกรโกรีเขียนจดหมายไปหา John — และคำพูดค่อนข้างแรง!
ประมาณ ค.ศ. 595 เกรโกรีเขียนถึง John โดยตรง ใจความประมาณว่า เมื่อท่านได้รับตำแหน่งพระสังฆราช ท่านเคยคิดว่าตัวเองไม่สมควรเป็นพระสังฆราชเสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลับต้องการชื่อที่ทำให้ดูราวกับว่า ท่านเป็นพระสังฆราชเพียงคนเดียว
เกรโกรีมองว่าตำแหน่งนี้เป็น “ชื่อใหม่” ที่เกิดจากความทะนงตน และอาจทำร้ายศักดิ์ศรีของพี่น้องพระสังฆราชคนอื่น
“ตอนยังไม่มีตำแหน่ง เราบอกว่า ‘ผมไม่คู่ควรครับ’ พอได้ตำแหน่งแล้ว อีกไม่นานอาจกลายเป็น ‘ทำไมไม่เรียกตำแหน่งผมให้ถูก!’”
“ความถ่อมตนไม่ได้ถูกทดสอบตอนที่เราไม่มีอำนาจ แต่ถูกทดสอบหลังจากเรามีอำนาจแล้ว”
2. ที่น่าทึ่งที่สุด — เกรโกรีไม่ได้ปฏิเสธอำนาจของเปโตร!
ตรงนี้สำคัญมากๆ มิฉะนั้นอาจเข้าใจผิดว่าเกรโกรีกำลังบอกว่า “พระสันตะปาปาก็เป็นแค่พระสังฆราชคนหนึ่ง ไม่มี primacy”
ในจดหมายถึงจักรพรรดิมอริซ เกรโกรีกล่าวชัดว่า พระเยซูเจ้าทรงมอบหมายการดูแลพระศาสนจักรทั้งหมดแก่เปโตร ทรงมอบกุญแจและอำนาจผูก–แก้แก่เขา แต่แล้วเกรโกรีเน้นย้ำว่า ถึงกระนั้น เปโตรก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่า “Universal Apostle”!
เกรโกรีไม่ได้พูดว่า “อย่ามีอำนาจ” แต่กำลังพูดว่า “ยิ่งได้รับอำนาจมาก ยิ่งต้องระวังชื่อเสียงและเกียรติยศมาก”
3. แล้วเกรโกรีก็พูดประโยคเด็ด
ในจดหมายถึงพระอัยกาแห่ง Alexandria และ Antioch ท่านอธิบายว่า หากเราเรียกพระอัยกาคนหนึ่งว่า Universal ในความหมายที่ลดทอนคนอื่น ก็เท่ากับทำให้ศักดิ์ศรีของพระอัยกาคนอื่นลดลง แล้วเกรโกรีกล่าวว่า แม้ตำแหน่งเช่นนี้เคยถูกเสนอแก่ “Apostolic See” แต่บรรดาพระสันตะปาปาก่อนหน้าก็ไม่ยอมรับ เพราะไม่ต้องการรับเกียรติที่อาจลดเกียรติของพี่น้อง นี่คือหัวใจของเกรโกรี: “ฉันไม่จำเป็นต้องทำให้เธอเล็กลง เพื่อพิสูจน์ว่าฉันใหญ่”
และนี่เป็นคำสอนวิชาพระศาสนจักร (ecclesiology) ที่สวยมากสำหรับพระศาสนจักรวันนี้
ความเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ uniformity
Primacy ไม่ใช่ domination
Authority ไม่ใช่ superiority
Leadership ไม่ใช่ privilege
4. แล้ว “Servus servorum Dei” ก็เปล่งแสงขึ้นมา
นี่ทำให้คำที่เกรโกรีใช้เรียกตนเองมีพลังขึ้นทันที แทนที่จะบอกว่า “ข้าพเจ้าคือ Universal Bishop” ท่านเลือกคำว่า SERVUS SERVORUM DEI “ผู้รับใช้ของผู้รับใช้ทั้งหลายของพระเจ้า”
คำนี้ต่อมากลายเป็นหนึ่งในตำแหน่งดั้งเดิมของพระสันตะปาปา
นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 อธิบายไว้อย่างงดงามว่า servus servorum Dei ของเกรโกรีเป็นเหมือนเครื่องป้องกันไม่ให้เรา แยกอำนาจออกจากการรับใช้ เพราะอำนาจตามพระวรสารต้องมีรูปแบบของพระเยซูเจ้า ผู้ตรัสว่า “เราอยู่ในหมู่ท่านเหมือนผู้รับใช้”
และสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 อธิบายว่า การที่เกรโกรีต่อต้านคำว่า “ecumenical” ไม่ได้เกิดจากความต้องการลดอำนาจอันชอบธรรมของConstantinople แต่เพราะท่านห่วง ความเป็นพี่น้องและความเป็นหนึ่งเดียวของพระศาสนจักร
5. แต่มี “ความย้อนแย้ง” ที่น่าสนใจมาก
นี่เป็นจุดที่สัตบุรุษส่วนใหญ่ไม่รู้ เกรโกรีต่อต้านคำว่า Universal Bishop
แต่ในทางปฏิบัติ… ท่านใช้อำนาจพระสันตะปาปาอย่างเข้มแข็งมาก! ท่านแทรกแซงปัญหาพระสังฆราช – ดูแลวินัยพระศาสนจักร – ติดต่อจักรพรรดิ – ส่งธรรมทูตไปอังกฤษ – ดูแลพระศาสนจักรในหลายภูมิภาค และยืนยันอย่างชัดเจนถึงบทบาทของอัครสาวกเปโตรต่อพระศาสนจักรทั้งหมด
ดังนั้นเกรโกรีไม่ได้เสนอว่า “ฉันถ่อมตัว เพราะฉะนั้นฉันไม่ตัดสินใจอะไรเลย”
ท่านตัดสินใจ – ท่านสั่ง – ท่านแก้ปัญหา – ท่านตำหนิ – ท่านบริหาร
แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้คำว่า “SERVICE” นี่สำคัญมากสำหรับผู้อภิบาล
ความถ่อมตน ≠ ความอ่อนแอ
บางครั้งผู้อภิบาลต้องตัดสินใจเรื่องยาก
ต้องพูดว่า “ไม่” – ต้องแก้ไขสิ่งผิด – ต้องปกป้องฝูงแกะ
แต่คำถามคือ “ฉันใช้อำนาจเพื่อปกป้องฝูงแกะ หรือใช้ฝูงแกะเพื่อปกป้องอำนาจของฉัน?” สองอย่างนี้ดูคล้ายกันมากจากภายนอก แต่ต่างกันราวฟ้ากับดิน
6. มีจดหมายอีกฉบับที่เกรโกรี “กัดแบบสุภาพ”
เมื่อเกรโกรีเพิ่งเป็นพระสันตะปาปา ท่านเขียนถึง John แห่ง Constantinople
เกรโกรีพูดประมาณว่า “ฉันจำได้นะว่าตอนคุณจะเป็นพระสังฆราช คุณเองก็พยายามหนีตำแหน่งนี้” แล้วท่านพูดต่อแบบมีอารมณ์ขันว่า “แต่ทำไมคุณถึงยอมให้ภาระที่คุณเองเคยพยายามหนี มาตกอยู่บนตัวฉันล่ะ? ถ้าคุณรักฉันเหมือนรักตัวเองจริง คุณไม่น่าทำอย่างนี้กับฉันนะ!”
นี่อยู่ในจดหมายของเกรโกรีจริง ๆ! เราเห็นภาพพระสังฆราชสององค์หยอกกันเลย
“ตำแหน่งนี้หนักมาก ผมไม่เอา!” “งั้นให้เกรโกรี!” “เดี๋ยวก่อน! ถ้าคุณรักผมจริง ทำไมโยนมาให้ผมล่ะ!” สำหรับเกรโกรี ตำแหน่งในพระศาสนจักรคือ “ภาระ” ก่อนจะเป็น “เกียรติ”
7. นี่โยงกับบทอ่าน 1 คร 3:18-23 วันที่ 3 กันยายนอย่างเหลือเชื่อ
นักบุญเปาโลกล่าวว่า “อย่าให้ผู้ใดโอ้อวดมนุษย์” เพราะชาวโครินธ์กำลังแบ่งฝ่าย“ฉันฝ่ายเปาโล” – “ฉันฝ่ายอปอลโล” – “ฉันฝ่ายเคฟาส” – เปาโลตอบว่า หยุดก่อน! ทั้ง เปาโล อปอลโล เคฟาส… ทุกคนเป็นของท่าน ท่านเป็นของพระเยซูเจ้า และพระเยซูเจ้าทรงเป็นของพระเจ้า นี่คือสิ่งเดียวกับที่เกรโกรีกำลังต่อสู้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ ตำแหน่งที่ควรสร้างความเป็นเอกภาพ – communion กลายเป็นเครื่องสร้าง ความยิ่งใหญ่มีอำนาจเหนือคนอื่น – superiority
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
เก็บเรื่องราวต่าง ๆ ของนักบุญเกรโกรี ผู้ยิ่งใหญ่ มาเล่าสู่กันฟัง
(สังฆราชอาจจะไม่มีเวลาอ่าน ให้บรรดาสัตบุรุษอ่านแทน 55)
บทเทศน์และข้อคิด วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2026
นักบุญเกรโกรีผู้ยิ่งใหญ่ (St. Gregory the Great) ศต. 6
พระสันตะปาปาและนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร
บทอ่านประจำวันนี้
1 คร 3:18-23 — “อย่าให้ผู้ใดโอ้อวดมนุษย์…ท่านทั้งหลายเป็นของพระเยซูคริสตเจ้า”
สดด 24 — “แผ่นดินและทุกสิ่งในโลกเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า”
ลก 5:1-11 — “จงแล่นเรือออกไปในที่ลึก…ตั้งแต่นี้ไป ท่านจะเป็นผู้จับมนุษย์”




“ความยิ่งใหญ่ในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่ใช่การอยู่สูงกว่าคนอื่น แต่คือการยอมลงต่ำเพื่อรับใช้คนอื่น และกล้าแล่นออกไปในที่ลึกเมื่อพระเจ้าทรงเรียก”
หัวข้อรำพึง: “ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่อยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่”
วันนี้เราฉลองนักบุญองค์หนึ่งที่มีคำว่า “ผู้ยิ่งใหญ่ — Magnus – the Great” ต่อท้ายชื่อ แต่เรื่องน่าทึ่งก็คือ คนที่พระศาสนจักรเรียกว่า “ผู้ยิ่งใหญ่” กลับเป็นคนที่พยายามหนีจากตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!
นักบุญเกรโกรีเกิดที่กรุงโรมราว ค.ศ. 540 ในครอบครัวชนชั้นสูง มีทั้งฐานะ การศึกษา และสายสัมพันธ์กับผู้นำพระศาสนจักร ท่านมีความสามารถด้านการบริหารอย่างโดดเด่น จนอายุเพียงประมาณ 30 ปีก็ได้เป็น “Praefectus Urbis — Prefect of Rome” หนึ่งในตำแหน่งพลเรือนสูงสุดของกรุงโรม พูดภาษาสมัยเราก็คือ หนุ่มอายุสามสิบกว่า มีตำแหน่งใหญ่ มีบ้าน มีทรัพย์สิน มีอนาคตทางการเมืองสดใส ถ้าเป็นคนสมัยนี้ เราอาจพูดว่า “ชีวิตกำลังขึ้น อย่าเพิ่งลง!” แต่เกรโกรีกลับทำตรงข้าม ท่านละทิ้งเส้นทางอำนาจ เปลี่ยนบ้านของครอบครัวบนเนิน “Caelian” ให้เป็นอารามคณะเบเนดิกติน และเลือกชีวิตนักพรตที่เรียบง่าย ท่านรักการภาวนา ความเงียบ และการศึกษาพระคัมภีร์มากกว่าตำแหน่งใหญ่โต และนี่คือ การหักมุมครั้งแรกของชีวิตท่าน คนที่อยากอยู่เงียบๆ กับพระเจ้า กลับถูกพระเจ้าส่งเข้าไปกลางความวุ่นวายของโลก
1. กรุงโรมกำลังพัง แต่พระเจ้ากำลังสร้างผู้เลี้ยงแกะ
ช่วงเวลาของเกรโกรีไม่ใช่ยุคทองของกรุงโรม จักรวรรดิโรมันตะวันตกสิ้นสุดไปแล้ว อิตาลีเผชิญสงคราม การรุกรานของชาวลอมบาร์ด ความอดอยาก น้ำท่วม และโรคระบาด ในปี ค.ศ. 590 โรคระบาดคร่าชีวิตประชาชนจำนวนมาก และพระสันตะปาปาเปลาจิอุสที่ 2 ก็สิ้นพระชนม์จากโรคระบาดนั้นเอง พระสงฆ์ นักบวช ประชาชน และวุฒิสภาเห็นพ้องกันว่า “เกรโกรีควรเป็นพระสันตะปาปา” แต่เกรโกรีไม่อยากเป็น!แหล่งข้อมูลวาติกันบันทึกว่าท่านพยายามหลีกเลี่ยงตำแหน่งนี้อย่างจริงจัง ก่อนจะยอมรับในที่สุด เพราะมองว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า
นี่ทำให้บทอ่านแรกวันนี้มีชีวิตขึ้นมาทันที “ถ้าผู้ใดคิดว่าตนเป็นผู้มีปรีชา…จงยอมเป็นคนโง่ เพื่อจะได้เป็นผู้มีปรีชา…อย่าให้ผู้ใดโอ้อวดมนุษย์” (1 คร 3:18,21)
ชาวโลกบอกว่า “ถ้าเก่ง จงขึ้นไปให้สูง” แต่พระวรสารบอกว่า “ถ้าเก่ง จงลงมาให้ต่ำพอที่จะรับใช้”, ชาวโลกถามว่า “คุณมีคนอยู่ใต้บังคับบัญชากี่คน?” แต่พระเยซูเจ้าถามว่า “คุณยอมก้มลงรับใช้กี่คน?”
2. ชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระสันตะปาปา คือ “ผู้รับใช้”
สิ่งหนึ่งที่งดงามมากในชีวิตเกรโกรีคือ ท่านใช้ถ้อยคำเรียกตนเองว่า “Servus servorum Dei” — “ผู้รับใช้ของผู้รับใช้ทั้งหลายของพระเจ้า” ถ้อยคำนี้ต่อมากลายเป็นตำแหน่งสำคัญที่ใช้กับพระสันตะปาปา และสะท้อนความเข้าใจอำนาจแบบพระวรสารอย่างลึกซึ้ง พระศาสนจักรเรียกท่านว่า Gregory “the Great” — เกรโกรี “ผู้ยิ่งใหญ่” แต่ท่านเรียกตัวเองว่า “ผู้รับใช้ของผู้รับใช้”
นี่แหละคือ ข้อคิดจากพระวรสาร คนที่พยายามเรียกตัวเองว่า “ยิ่งใหญ่” มักจะเล็กลงเรื่อยๆ คนที่ยอมเรียกตัวเองว่า “ผู้รับใช้” พระเจ้ากลับทำให้เขายิ่งใหญ่
นี่เป็นบทเรียนสำคัญมากสำหรับพระศาสนจักรวันนี้ อันตรายของพระศาสนจักรไม่ใช่เพียงการไม่มีอำนาจบางครั้งอันตรายยิ่งกว่าคือ เรามีอำนาจ แล้วลืมว่าอำนาจนั้นมีไว้ทำอะไร ทั้ง พระสันตะปาปา พระคาร์ดินัล พระสังฆราช พระสงฆ์ เจ้าอาวาส ผู้นำองค์กร สภาอภิบาล ครูคำสอน หรือแม้แต่พ่อแม่— หากตำแหน่งทำให้คนอื่นต้องรับใช้เรา เราอาจเข้าใจตำแหน่งผิด แต่หากตำแหน่งทำให้เรา รับผิดชอบต่อความทุกข์ของคนอื่นมากขึ้น นั่นคืออำนาจแบบพระเยซูเจ้า
3. “เราทำงานมาทั้งคืนแล้ว ไม่ได้ปลาสักตัวเลย”
ส่วนพระวรสารวันนี้งดงามมาก เปโตรเหนื่อยแล้ว “โอ้ พระอาจารย์ พวกเราทำงานหนักตลอดทั้งคืน จับอะไรไม่ได้เลย” คิดว่าหลายคนในพระศาสนจักรวันนี้เข้าใจประโยคนี้ดี “เราทำมาตั้งนานแล้ว…” เราจัดสอนคำสอนแล้ว คนยังน้อย – เราจัดกิจกรรมแล้ว เยาวชนยังหาย – เราประกาศข่าวดีแล้ว สังคมดูเหมือนไม่สนใจ – เราพยายามสร้างสันติภาพ แต่โลกยังมีสงคราม – เราพูดเรื่องความจริง แต่ข่าวปลอมวิ่งเร็วกว่า – เราสอนเรื่องความรัก แต่ social media เต็มไปด้วยความโกรธ – บางครั้งพระศาสนจักรก็เหมือนเปโตรตอนเช้า เหนื่อย — อวนเปล่า — และกำลังล้างอวนเตรียมกลับบ้าน แต่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงแล่นเรือออกไปในที่ลึก” และคำตอบของเปโตรคือหัวใจทั้งหมดของวันนี้ “ขอน้อมรับตามพระวาจาของพระองค์ ข้าพเจ้าจะหย่อนอวน”
4. เกรโกรีทำสิ่งเดียวกับเปโตร
เกรโกรีอาจอยากอยู่ในอาราม แต่พระเจ้าตรัสว่า “Duc in altum — ออกไปในที่ลึก”และ “ที่ลึก” ของเกรโกรีไม่ใช่ทะเลสาบกาลิลี แต่คือยุโรปที่กำลังเปลี่ยนแปลง ท่านไม่ได้มองชนเผ่าต่างๆ ที่เข้ามาในดินแดนจักรวรรดิว่าเป็นเพียง “พวกป่าเถื่อนที่ต้องกำจัด” แต่พยายามสร้างความสัมพันธ์และสันติภาพกับพวกเขา พร้อมกับประกาศข่าวดีแก่ชนชาติเหล่านั้น และหนึ่งในการตัดสินใจที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ยุโรปคือ ท่านส่งนักบุญออกัสตินแห่งแคนเทอร์เบอรี พร้อมคณะนักพรตไปประกาศข่าวดีในอังกฤษพระสันตะปาปาฟรังซิสเองเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากกรุงโรม เกรโกรีส่งออกัสตินและบรรดานักพรตไปยังชาว “Anglo-Saxon” และนั่นเปิดบทสำคัญของการประกาศข่าวดีในอังกฤษ เราลองคิดดู…ชายคนหนึ่งอยากอยู่เงียบๆ ในอารามคณะเบเนดิกติน แต่เพราะการเชื่อฟังของเขา จึงส่งพระวรสารข้ามทะเลและเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของชนชาติหนึ่งอวนของเกรโกรีไปไกลกว่าที่เกรโกรีเคยคิด
5. เกร็ดน่าทึ่ง: Gregorian chant จริงๆ แล้วเกรโกรีแต่งหรือไม่?
หลายคนเห็นภาพนักบุญเกรโกรีกับ นกพิราบกระซิบอยู่ข้างหู และเชื่อว่าท่านนั่งแต่ง “Gregorian chant” ทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่เรื่องจริงคือ ตามตำนานของพระศาสนจักรเชื่อมโยงชื่อเกรโกรีกับการรวบรวม จัดระบบ และปกป้องธรรมประเพณีเพลงศักดิ์สิทธิ์ของโรม แต่รูปแบบที่เราเรียกว่า “Gregorian chant” พัฒนาต่อมาอีกหลายศตวรรษ จนชื่อของท่านกลายเป็นชื่อของธรรมประเพณีเพลงนี้
“ถ้าวันนี้นักบุญเกรโกรีกลับมา แล้วเราไปบอกว่า ‘เพลง Gregorian ทั้งหมดนี่ ท่านแต่งเองใช่ไหมครับ?’ ท่านอาจตอบว่า ‘เดี๋ยวก่อน…อย่าเอาลิขสิทธิ์ทั้งหมดมาให้ฉัน!’” แต่ความหมายลึกกว่านั้นคือ คนยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง บางครั้งความยิ่งใหญ่คือ รับสิ่งดีจากคนรุ่นก่อน จัดระเบียบ ดูแลให้ดี แล้วส่งต่อให้คนรุ่นหลัง นี่เป็นข้อคิดงดงามมากสำหรับพระศาสนจักร เราไม่ได้รับความเชื่อมาเพื่อ “ครอบครอง” แต่ได้รับมาเพื่อ ส่งต่อให้คนรุ่นต่อมา
6. หนังสือที่บุคคลเป็นผู้นำ “ควรเตรียมใจเปิดกว้าง” ก่อนจะอ่าน!
เกรโกรีเขียนหนังสือสำคัญมากเล่มหนึ่งคือ “Regula Pastoralis — Pastoral Rule” หนังสือนี้มีอิทธิพลมากในยุคกลาง ถึงขนาดได้รับการแปลเป็นภาษากรีกและภาษาแองโกล-แซกซอนอย่างรวดเร็ว หลักคิดของเกรโกรีว่า “คนที่อยากเป็นผู้นำมากเกินไป ควรถามตัวเองให้ดี และคนที่ถูกเรียกให้เป็นผู้นำ ต้องรู้สึกถึงความหนักของความรับผิดชอบ” เพราะสำหรับเกรโกรี การอภิบาลคือ “ars atrium” — “ศิลปะแห่งศิลปะทั้งปวง” เพราะอะไรหรือ? เพราะเราไม่ได้กำลังจัดการ “วัตถุสิ่งของ” เรากำลังดูแล “หัวใจมนุษย์” และท่านสอนด้วยว่า ผู้เทศน์ต้องรู้จักคนที่ตนกำลังพูดด้วย และปรับวิธีพูดตามสภาพของผู้ฟังแต่ละคน หลักการนี้ทันสมัยมาก พระวรสารไม่เปลี่ยน แต่ภาษาที่ใช้ประกาศพระวรสารต้องเข้าใจหัวใจคนในแต่ละยุค – กับเด็กพูดแบบหนึ่ง – กับผู้สูงอายุแบบหนึ่ง – กับคนกำลังทุกข์แบบหนึ่ง – กับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าแบบหนึ่ง – เราไม่ได้เปลี่ยน Truth/ความจริง แต่ต้องเรียนรู้ how to communicate the Truth with love /เราต้องรู้ว่าจะสื่อความจริงด้วยความรักอย่างไร.
อยากเล่าสู่กันฟัง
จากพระวรสารวันนี้ ซึ่งบางครั้งเรามองข้าม เมื่อเปโตรจับปลาได้มาก พระวรสารบอกว่า“อวนของเขาเริ่มขาด” เขาจึงส่งสัญญาณเรียก เรืออีกลำหนึ่งมาช่วย นี่ก็เป็นภาพของพระศาสนจักรที่สวยมาก พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “เปโตร เธอเก่งมาก เก็บปลาไว้คนเดียว!” ตรงกันข้าม พระพรของพระเจ้ามากเสียจนเรือลำเดียวรับไม่ไหว จึงต้องเรียกอีกลำมาช่วย นี่คือพระศาสนจักรแบบ Synodal Church/ก้าวไปด้วยกัน ซึ่งไม่ใช่ “นี่วัดฉัน” – “นี่คือคณะของฉัน” – “นี่กลุ่มฉัน” – “นี่ผลงานฉัน” – “นี่ความคิดฉัน” – นักบุญเปาโลจึงเตือนในบทอ่านแรกว่า อย่าแบ่งว่า “ฉันเป็นฝ่ายเปาโล” – “ฉันเป็นฝ่ายอปอลโล” – “ฉันเป็นฝ่ายเคฟาส” เพราะท้ายที่สุด “ทุกสิ่งเป็นของท่าน ท่านเป็นของพระเยซูเจ้า และพระเยซูเจ้าทรงเป็นของพระเจ้า” บางทีปัญหาของพระศาสนจักรวันนี้ไม่ใช่ว่า “ไม่มีปลา”แต่อาจเป็นว่า “เรายังไม่ยอมเรียกเรืออีกลำมาช่วย”
บทสรุปภาพรวมของวันฉลองนักบุญเกรโกรี ผู้ยิ่งใหญ่
วันนี้นักบุญเกรโกรีผู้ยิ่งใหญ่สอนเราสามเรื่อง 1. อย่าพยายามเป็นคนสำคัญ — จงพยายามเป็นคนรับใช้ 2. อย่าท้อแท้ใจเพราะอวนว่าง — ถ้าพระเยซูเจ้าตรัส จงหย่อนอวนอีกครั้ง และ 3. อย่าจับปลาเพื่อตัวเอง — เมื่ออวนเต็ม จงเรียกเรือลำอื่นมาช่วย ชาวโลกถามว่า “คุณยิ่งใหญ่แค่ไหน?” แต่พระเยซูเจ้าถามว่า “คุณรับใช้ใครบ้าง?” ชาวโลกถามว่า “คุณประสบความสำเร็จเท่าไร?” แต่พระเยซูเจ้าถามว่า “เมื่อเราบอกให้หย่อนอวนอีกครั้ง คุณยังเชื่อเราไหม?” และชาวโลกถามว่า “นี่เป็นของใคร?” นักบุญเปาโลตอบว่า “ทุกสิ่งเป็นของท่าน ท่านเป็นของพระเยซูเจ้า และพระเยซูเจ้าทรงเป็นของพระเจ้า” นี่อาจเป็นเหตุผลที่ชายคนหนึ่งซึ่งไม่อยากเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” ในที่สุดพระศาสนจักรกลับเรียกเขามาจนถึงวันนี้ว่า Gregorius Magnus — เกรโกรีผู้ยิ่งใหญ่ เพราะในพระศาสนจักร คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่คนที่มีคนรับใช้มากที่สุด แต่คือคนที่สามารถพูดได้อย่างจริงใจว่า “ข้าพเจ้าเป็นเพียง Servus servorum Dei — ผู้รับใช้ของผู้รับใช้ทั้งหลายของพระเจ้า”
นักบุญเกรโกรีผู้ยิ่งใหญ่ โปรดภาวนาเพื่อเรา และโดยเฉพาะเพื่อบรรดาผู้อภิบาลของพระศาสนจักร ให้เรากล้าออกไปในที่ลึก มีหัวใจของผู้รับใช้ และมีความสุภาพถ่อมตนพอที่จะเรียก “เรือลำอื่น” มาช่วย เมื่อพระเจ้าประทานปลาเต็มอวนแก่เรา อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ





















