ข้อคิดในมิสซา วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.2026

นี่เป็นหนึ่งในข้อความพระคัมภีร์ที่ทรงพลังที่สุดในภาคพันธสัญญาเดิม เพราะเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงเปลี่ยนโทนเสียงจากการพิพากษาอันเข้มงวดมาสู่ ถ้อยคำแห่งความหวังและการฟื้นฟู” อย่างสิ้นเชิง

บริบทของตอนนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้:

  • การรื้อฟื้น “กระท่อมของดาวิด” ที่พังทลายลง : คำว่า “เรือน” หรือ “กระท่อม” (Booth/Tabernacle) ของดาวิดในภาษาเดิมสื่อถึงราชวงศ์ของดาวิดและแผ่นดินที่เคยเป็นปึกแผ่นแต่กลับเสื่อมอำนาจและพังทลายลงเพราะความบาป พระเจ้าสัญญาว่าจะทรง “ยกขึ้นใหม่” ซ่อมแซม และขยายแผ่นดินออกไปจนรวมถึงเอโดม (ศัตรูในอดีต) และ “บรรดาประชาชาติที่เรียกตามนามของเรา”
  • ความอุดมสมบูรณ์ที่เกินขนาด : พระเจ้าทรงใช้ภาพสะท้อนทางเกษตรกรรมที่น่าทึ่งมาก: คนไถจะทันคนเกี่ยว และคนย่ำผลองุ่นจะทันคนหว่านพืช” หมายความว่า พืชผลจะงอกงามและเก็บเกี่ยวได้มากมายมหาศาลจนคนเก็บเกี่ยวเก่ายังเก็บไม่หมด คนไถฤดูกาลใหม่ก็ต้องเริ่มงานแล้ว เป็นภาพของพระพรที่ไหลบ่าอย่างต่อเนื่อง ไม่มีช่องว่างของความอดอยากอีกต่อไป
  • ความมั่นคงนิรันดร์ : เราจะปลูกเขาไว้ในแผ่นดินของเขา และเขาจะไม่ถูกถอนรากถอนโคนอีกเลย” เป็นสัญญาว่าจะไม่มีการถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยหรือต้องกระจัดกระจายพลัดพรากจากแผ่นดินที่พระเจ้าประทานให้อีก

เมื่อเรามองดูสถานการณ์โลกในปัจจุบัน พระวาจาพระเจ้าตอนนี้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งใน 2 มิติ:

  • วิกฤตการณ์และการล่มสลายเป็นสิ่งชั่วคราว: ในยุคปัจจุบันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตเศรษฐกิจ หรือภัยธรรมชาติ อาโมสเตือนสติเราว่า การพิพากษาหรือความทุกข์ยากไม่ใช่คำสุดท้ายของพระเจ้า” แม้สิ่งต่างๆ จะดูพังทลายเหมือนกระท่อมที่ล้มลง แต่แผนการขั้นสุดท้ายของพระเจ้าคือการรื้อฟื้นและการเยียวยาเสมอ
  • บทเรียนเรื่องความยุติธรรมทางสังคม: หนังสืออาโมสทั้งเล่มเน้นย้ำเรื่องการที่คนรวยกดขี่คนจน และความไม่เป็นธรรมในสังคม ข้อความแห่งการรื้อฟื้นนี้เตือนใจผู้คนในปัจจุบันว่า ความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริงและยั่งยืน (ภาพของน้ำองุ่นที่หยดจากภูเขา) จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมนั้นได้รับการเยียวยาจากความบาป และดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของความรักและความยุติธรรมตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ในพันธสัญญาใหม่ ประกาศกอาโมสถูกนำมาอ้างอิงโดย ยากอบ ในระหว่างการประชุมที่กรุงเยรูซาเล็ม (กิจการ 15:16-17) เพื่อชี้ให้เห็นว่า แผนการรื้อฟื้นของพระเจ้านั้นสำเร็จแล้วในพระเยซูคริสต์ และนี่คือสิ่งที่พระศาสนจักรต้องเรียนรู้:

  • พระศาสนจักรคือการสำเร็จส่วนหนึ่งของคำพยากรณ์นี้: “กระท่อมของดาวิด” ได้ถูกยกขึ้นใหม่ผ่านทาง พระเยซูคริสต์ (โอรสของดาวิด) และพระศาสนจักรไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชนชาติอิสราเอลฝ่ายเนื้อหนังอีกต่อไป แต่เปิดออกสู่ “คนต่างชาติ” (บรรดาประชาชาติที่เรียกตามนามของพระองค์) ทุกคนทีต้อนรับพระเยซูเจ้าคือส่วนหนึ่งของอาณาจักรที่ได้รับการรื้อฟื้นนี้
  • การฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณและความอุดมสมบูรณ์: ภาพของ “คนไถทันคนเกี่ยว” ในบริบทของพระศาสนจักรคือ การเก็บเกี่ยวฝ่ายวิญญาณ” พระศาสนจักรในปัจจุบันถูกเรียกให้มีความเชื่อพร้อมสำหรับการเก็บเกี่ยวผู้คนเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง พระพรและพระคุณของพระเจ้าในพระศาสนจักรจะหลั่งไหลจนความกลัวต่อความขาดแคลนฝ่ายวิญญาณหมดไป
  • ความมั่นคงในพระสัญญา (ไม่ถูกถอนรากถอนโคน): พระศาสนจักรอาจเผชิญกับการข่มเหง วิกฤตศรัทธา หรือกระแสโลกที่พยายามสั่นคลอน แต่ในที่สุดประชากรของพระเจ้าที่ถูก “ปลูกไว้” โดยพระหัตถ์ของพระองค์จะไม่มีวันถูกทำลายล้าง พระศาสนจักรของพระเยซูคริสต์จะมั่นคงและประตูนรกก็เอาชนะไม่ได้

บทสรุปสำหรับเรา: อาโมส 9:11-15 เปลี่ยนสายตาของเราจากการมองดู “ซากปรักหักพัง” ในชีวิตหรือในโลก มาเป็นการมองดู พระหัตถ์ของผู้ทรงซ่อมแซม” ไม่ว่าพระศาสนจักรหรือชีวิตส่วนตัวของเราจะเจอกับความล้มเหลวหรือบาดแผลใดๆ พระเจ้าทรงพร้อมที่จะยกเราขึ้นใหม่ เพาะปลูกเราใหม่อย่างมั่นคง และประทานพระพรที่เกินความคาดหมายเสมอครับ

พระวาจาพระเจ้าตอนนี้พระเยซูเจ้าทรงตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับ การถืออดอาหาร” แต่พระองค์ไม่ได้ตอบเพียงแค่เรื่องพิธีกรรมเท่านั้น ทรงใช้โอกาสนี้เปิดเผยถึง ยุคใหม่” และความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงระบบความคิด (Mindset) ผ่านอุปมาที่โด่งดัง 2 เรื่อง

บริบทของตอนนี้เริ่มต้นจากการที่ศิษย์ของยอห์น แบปติส มามาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า เหตุใดศิษย์ของพวกเขาและพวกฟาริสีจึงถืออดอาหารเป็นประจำ แต่ศิษย์ของพระเยซูเจ้าไม่ได้ทำ พระองค์ทรงตอบด้วย 3 ภาพเปรียบเทียบ:

  • งานเลี้ยงสมรส : พระเยซูเจ้าทรงเปรียบพระองค์เองเป็น เจ้าบ่าว” และศิษย์ของพระองค์เป็น เพื่อนๆ ของเจ้าบ่าว” ในวัฒนธรรมยิว งานแต่งงานคือเวลาแห่งการเฉลิมฉลองอย่างชื่นชมยินดี ไม่มีใครอดอาหารในงานแต่งงาน พระองค์กำลังบอกว่าตราบใดที่พระองค์ (พระเมสสิยาห์) ยังอยู่กับพวกเขา นั่นคือเวลาแห่งความยินดี ไม่ใช่เวลาแห่งการไว้ทุกข์หรืออดอาหารแบบเดิมๆ
  • ผ้าใหม่บนเสื้อเก่า : การเอาผ้าทอใหม่ที่ยังไม่หดตัว ไปปะชุนเสื้อตัวเก่าที่ผ่านการซักจนหดเต็มที่แล้ว เมื่อนำไปซักอีกครั้ง ผ้าใหม่จะหดตัวและรั้งผ้าเก่าจนทำให้รอยขาดนั้น “เยิ้มและแย่ลงกว่าเดิม”
  • เหล้าองุ่นใหม่ในถุงหนังเก่า : เหล้าองุ่นใหม่ยังอยู่ ในกระบวนการหมัก (Fermentation) ซึ่งจะปล่อยก๊าซออกมาทำให้ถุงหนังขยายตัว ถุงหนังใหม่จะมีความยืดหยุ่นรองรับได้ แต่ถ้าใส่ใน ถุงหนังเก่า” ที่แห้งกรอบและหมดความยืดหยุ่นแล้ว ก๊าซจากเหล้าใหม่จะดันจนถุงหนังเก่า ปริแตก เหล้าก็รั่ว และถุงหนังก็เสียไปด้วย” ดังนั้น ต้องใส่เหล้าองุ่นใหม่ในถุงหนังใหม่ เพื่อให้ปลอดภัยทั้งสองอย่าง

สาระสำคัญ: พระเยซูเจ้าไม่ได้มาเพื่อ “ปะชุน” หรือซ่อมแซมระบบศาสนาเดิมที่ตายซาก แต่พระองค์กำลังนำ พันธสัญญาใหม่” และชีวิตใหม่มาให้ ซึ่งระบบความคิดและธรรมเนียมปฏิบัติแบบเก่าทางศาสนาไม่สามารถรองรับได้

เมื่อมองสถานการณ์โลกในปัจจุบัน พระวาจาพระเจ้าอนนี้ให้สัจธรรมที่ลึกซึ้ง:

  • ความพยายามแก้ปัญหาแบบ “ปะผุกระท่อนกระแท่น”: โลกปัจจุบันมักพยายามแก้ปัญหาระดับโครงสร้างใหญ่ๆ (เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสิ่งแวดล้อม หรือความขัดแย้งทางการเมือง) ด้วยวิธีคิดเดิมๆ หรือนโยบายชั่วคราวที่เป็นเหมือนการ “เอาผ้าใหม่ไปปะเสื้อเก่า” สุดท้ายปัญหากลับบานปลายและแย่ลงกว่าเดิม พระคัมภีร์ตอนนี้เตือนเราว่า วิกฤตการณ์ในยุคปัจจุบันต้องการ นวัตกรรมทางความคิด ระบบใหม่ และหัวใจดวงใหม่” ในการขับเคลื่อนสังคม ไม่ใช่แค่การซ่อมแซมพื้นผิวภายนอก
  • การเปิดรับสิ่งใหม่และการปรับตัว: โลกยุคเทคโนโลยีและ AI เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก หากคนเราทำตัวเป็น “ถุงหนังเก่า” ที่ดื้อรั้น ไม่ยอมเรียนรู้ ไม่ยืดหยุ่น และยึดติดกับความสำเร็จหรือวิธีการในอดีต เราจะไม่สามารถรองรับกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันได้ และในที่สุดอาจต้องเผชิญกับภาวะ “แตกสลาย” หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นี่คือจุดที่พระคัมภีร์ตอนนี้ทำงานอย่างแหลมคมที่สุดกับพระศาสนจักรในทุกยุคสมัย:

  • ระวัง “ลัทธิธรรมเนียมนิยม” (Legalism): พวกฟาริสีในตอนนั้นยึดติดกับ “รูปแบบ” (ต้องอดอาหารสัปดาห์ละ 2 วันจึงจะดูศรัทธา) จนมองไม่เห็น “แก่นแท้” (พระเยซูเจ้าผู้เป็นเจ้าบ่าวอยู่ตรงหน้าแล้ว) พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องสำรวจตัวเองว่า เรากำลังยึดติดกับรูปแบบ รูปประโยคคำอธิษฐาน หรือระเบียบการจนละเลยความสัมพันธ์ที่สดใหม่กับพระจิตเจ้าหรือไม่
  • พระศาสนจักรต้องเป็น “ถุงหนังใหม่” เสมอ:เหล้าองุ่นใหม่ เปรียบเหมือน พระจิตและงานฟื้นฟูอันสดใหม่ ที่พระเจ้าทรงเทลงมาในแต่ละยุคสมัย ส่วน ถุงหนัง คือ โครงสร้าง วิธีการ และรูปแบบการรับใช้ ของพระศาสนจักร
    • พระศาสนจักรไม่สามารถใช้ “วิธีการของปี ค.ศ. 1950” มาตอบสนองและเลี้ยงดูคนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งหมด
    • ถ้าพระศาสนจักรปฏิเสธที่จะยืดหยุ่น (เป็นถุงหนังเก่า) เมื่อพระจิตเจ้าทรงเคลื่อนไหว พระศาสนจักรนั้นอาจเกิดความขัดแย้งภายในจน “ปริแตก”
  • ไม่ใช่การทำลายของเก่า แต่เป็นการรักษาทั้งสองไว้: สังเกตถ้อยคำของพระเยซูเจ้าที่ว่าว่า เพื่อจะได้ปลอดภัยด้วยกันทั้งสองฝ่าย” พระองค์ไม่ได้บอกว่าธรรมเนียมเดิมไม่มีค่า แต่ทุกสิ่งมี “เวลาและหน้าที่” ของมัน พระศาสนจักรที่ฉลาดจะรู้จักเคารพรากฐานทางเทววิทยาที่มั่นคงในอดีต (ของเก่า) ในขณะเดียวกันก็เปิดใจกว้างอย่างกล้าหาญที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการ พันธกิจ และความคิดสร้างสรรค์ (ของใหม่) เพื่อเข้าถึงผู้คนในยุคปัจจุบัน

บทสรุปสำหรับเรา: มัทธิว 9:14-17 ท้าทายให้เราถอดเสื้อตัวเก่าที่ขาดวิ่นออก แล้วสวมใส่ชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์อย่างสิ้นเชิง และท้าทายพระศาสนจักรให้เป็น ถุงหนังที่มีชีวิต” พร้อมที่จะขยายออกและยืดหยุ่นตามการนำของพระจิตเจ้า เพื่อรองรับเหล้าองุ่นใหม่ที่พระเจ้าจะทรงเทลงมาในทุกๆ วัน

วันนี้พระศาสนจักรคาทอลิกระลึกถึง นักบุญเอลิซาเบธแห่งโปรตุเกส (St. Elizabeth of Portugal) หรือที่รู้จักกันในนาม “Saint Isabel” ในวันที่ 4 กรกฎาคม ของทุกปี พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่งดงามยิ่งของคุณลักษณะแห่งความรัก เมตตา และการสร้างสันติ

นักบุญเอลิซาเบธ (ค.ศ. 1271 – 1336) ทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์อารากอน (สเปนในปัจจุบัน) และทรงเป็นพระนัดดา (หลานย่า) ของนักบุญเอลิซาเบธแห่งฮังการี ซึ่งพระนามของพระองค์ก็ถูกตั้งตามคุณย่าทวดท่านนี้ด้วย

เมื่อพระชนมายุได้เพียง 12 พรรษา พระองค์ทรงถูกคลุมถุงชนให้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ พระเจ้าเดนิส (King Denis) แห่งโปรตุเกส ชีวิตสมรสของพระองค์เต็มไปด้วยความทุกข์ใจ เนื่องจากพระสวามีทรงเป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถในการปกครอง แต่ในชีวิตส่วนตัวกลับเป็นคนเจ้าชู้ มักมากในกาม และมีบุตรนอกสมรสมากมาย

ถึงกระนั้น พระราชินีเอลิซาเบธทรงเลือกที่จะตอบแทนความเจ็บปวดด้วยความรักและเมตตา พระองค์ทรงอดทน อธิษฐานเผื่อพระสวามี และถึงขนาดช่วยดูแลเลี้ยงดูบุตรนอกสมรสเหล่านั้นด้วยความรักอย่างเท่าเทียมกัน ในบั้นปลายชีวิต หลังจากพระสวามีสวรรคต พระองค์ทรงสละทางโลก สวมชุดกางเกงผ้าเนื้อหยาบของคณะชั้นสามแห่งคณะฟรันซิสกัน (Third Order of St. Francis) และใช้ชีวิตที่เหลือในการปรนนิบัติคนยากจนและคนโรคเรื้อน

  • อัศจรรย์แห่งดอกกุหลาบ : นี่คือเรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดของพระองค์ วันหนึ่งพระองค์ทรงแอบนำเงินและอาหารแอบใส่ไว้ในผ้ากันเปื้อนเพื่อนำไปแจกจ่ายให้คนยากจน (เนื่องจากพระสวามีทรงสั่งห้ามไม่ให้พระองค์นำทรัพย์สินในวังไปแจกคนจนเพราะมองว่าเป็นการสิ้นเปลือง) พระเจ้าเดนิสทรงมาพบเข้าและตรัสสั่งให้พระองค์เปิดผ้าผืนนั้นออก ทันทีที่พระองค์คลี่ผ้าออก แทนที่จะเป็นเงินหรือขนมปัง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับกลายเป็น ดอกกุหลาบสีสันงดงาม” ทั้งที่เป็นช่วงฤดูหนาวที่ไม่ใช่ฤดูกาลของดอกไม้ชนิดนี้ กษัตริย์จึงทรงตกตะลึงและยอมปล่อยพระองค์ไป
  • พระราชินีผู้สร้างสันติสุข : พระองค์ได้รับสมญานามว่าเป็นผู้สร้างสันติภาพในยุคกลางอย่างแท้จริง ครั้งหนึ่งเจ้าชายอาฟอนโซ (โอรสของพระองค์) ทรงโกรธแค้นพระบิดาที่ดูเหมือนจะโปรดปรานบุตรนอกสมรสมากกว่า จนนำไปสู่สงครามกลางเมือง พระราชินีเอลิซาเบธทรงยอม ควบม้าเข้าไปยืนขวางอยู่ท่ามกลางกองทัพของทั้งสองฝ่าย ที่กำลังจะปะทะกันเพื่อห้ามทัพ ความกล้าหาญและความรักของพระองค์ทำให้ทั้งสองฝ่ายยอมวางอาวุธและหันมาคืนดีกัน นอกจากนี้พระองค์ยังช่วยเจรจาสงครามระหว่างสเปนและโปรตุเกสอีกหลายครั้ง

ชีวิตของนักบุญเอลิซาเบธให้บทเรียนที่ล้ำค่าและตรงกับความท้าทายของพระศาสนจักรในศตวรรษที่ 21 อย่างยิ่ง:

  • บทบาทของผู้สร้างสันติภาพในโลกที่แบ่งแยก: ปัจจุบันโลกของเราเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทั้งในระดับประเทศ สงคราม การเมือง ไปจนถึงความขัดแย้งในโลกโซเชียลมีเดียและในครอบครัว พระศาสนจักรถูกเรียกให้เจริญรอยตามนักบุญเอลิซาเบธ คือการไม่เลือกข้างด้วยความเกลียดชัง แต่กล้าที่จะ “ก้าวเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้ง” เพื่อนำความยุติธรรมและการคืนดีมาสู่สังคม
  • การอภิบาลด้วยความเมตตาในวิกฤตครอบครัว: ชีวิตสมรสของพระองค์ไม่ได้สมบูรณ์แบบและเต็มไปด้วยบาดแผล (การนอกใจ) แต่พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงความรักแบบไร้เงื่อนไขและการให้อภัย พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องเรียนรู้ที่จะต้อนรับและเยียวยาผู้คนที่มีปัญหาครอบครัว แตกแยก หรือผู้ที่เป็นเหยื่อของความสัมพันธ์ที่เจ็บปวด โดยไม่ซ้ำเติมด้วยการตราหน้า แต่ให้การอภิบาลด้วยความรักที่ช่วยรักษาจิตใจ
  • พระศาสนจักรเพื่อคนยากจน : แม้จะมียศถาบรรดาศักดิ์สูงสุดเป็นถึงพระราชินี แต่พระองค์ทรงมองว่าอำนาจและทรัพย์สินคือ “เครื่องมือในการรับใช้” ไม่ใช่เพื่อเสวยสุข สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเน้นย้ำเสมอถึงการเป็น พระศาสนจักรที่ยากจนและเพื่อคนยากจน” ชีวิตของนักบุญเอลิซาเบธเตือนใจคริสตชนและผู้นำพระศาสนจักรในปัจจุบันว่า ยิ่งเรามีตำแหน่งหรือทรัพยากรมากเท่าใด เรายิ่งต้องโน้มตัวลงต่ำเพื่อรับใช้ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในสังคมมากเท่านั้น

ถ้อยคำหนุนใจ: ชีวิตของนักบุญเอลิซาเบธพิสูจน์ให้เห็นว่า ความอ่อนโยนสามารถสยบความก้าวร้าวได้” ไม่ว่าจะเป็นหัวใจที่แข็งกระด้างของกษัตริย์ หรือกองทัพที่พร้อมจะห้ำหั่นกัน ก็ล้วนสยบลงได้ด้วยความรักและการอธิษฐานภาวนาอย่างสม่ำเสมอ


พระราชินีเอลิซาเบธคงมีความเครียดสูงเพาะพระสวามีมีชู้ แต่เรามามองในแง่ผ่อนคลายบ้าง

1. “กุหลาบแก้ต่าง”

ฉากอัศจรรย์แห่งดอกกุหลาบที่โด่งดัง ถ้านึกภาพตามดีๆ นี่คือสถานการณ์ที่ชวนลุ้นมาก:

  • สถานการณ์: พระราชินีแอบหอบของออกจากวัง กษัตริย์เดนิสผู้เป็นสามีเดินมาดักหน้า ยืนกอดอกทำหน้ายักษ์แล้วถามว่า นั่นหอบอะไรไป?!”
  • คำตอบของพระองค์: ด้วยความตกใจ พระองค์ตอบไปว่า อ๋อ… ดอกกุหลาบเพคะ” (ทั้งที่ข้างในเป็นขนมปังกับเงิน ซึ่งจริงๆ ในแง่ศีลธรรมตอนนั้นแอบขัดแย้งนิดๆ ว่าพระราชินีกำลัง ‘มุสา’ หรือเปล่า)
  • จังหวะซิทคอม: พอเปิดผ้ากันเปื้อนออกมาปุ๊บ กลายเป็นดอกกุหลาบจริงๆ! นอกจากกษัตริย์จะหน้าแตกและเถียงไม่ถูกแล้ว นักวิชาการบางคนยังแซวว่า นี่คือเหตุการณ์ที่พระเจ้าร่วมมือกับภรรยา เพื่อช่วยปกปิดความลับจากสามีได้อย่างเนียนกริบที่สุดในประวัติศาสตร์”

2. “สุดยอดของหัวใจแม่” จนสามีไปไม่เป็น

ในความนิ่งของพระราชินีเอลิซาเบธคือ การใช้วิธี เอาความดีเข้าข่มจนคนบาปอยู่ไม่สุข”

  • กษัตริย์เดนิสทรงมีสนมมากมายและมีลูกนอกสมรสเต็มไปหมด แทนที่พระราชินีจะวีนเหวี่ยงตามขนบเมียหลวง พระองค์กลับทำตรงกันข้ามคือ ส่งรถม้าไปรับลูกๆ นอกสมรสเหล่านั้นเข้ามาเลี้ยงในวัง จัดหาเสื้อผ้าอย่างดี และให้การศึกษาที่เท่าเทียมกับลูกแท้ๆ ของพระองค์”
  • การทำดีระดับนี้ไม่ได้ทำให้กษัตริย์เดนิสรู้สึกซาบซึ้งอย่างเดียว แต่ทำให้ทรง เกรงใจจนถึงขั้นระแวง” เพราะเวลาทำผิดแล้วภรรยาไม่ด่า แต่กลับเอาลูกชู้มาเลี้ยงให้อย่างดี ซึ่งสร้างความกดดันทางจิตวิทยาขั้นสุดยอด จนกษัตริย์ไปไม่เป็นเลยทีเดียว

3. “หน่วยห้ามทัพ” ขี่ม้าตัดหน้ากองทัพ

นึกภาพสงครามกลางเมืองที่พ่อ (กษัตริย์) กับลูกชาย (เจ้าชาย) กำลังจะสั่งทหารนับพันให้วิ่งเข้าใส่กันเพื่อฆ่าฟันกันให้ตายไปข้างหนึ่ง:

  • จู่ๆ พระราชินีเอลิซาเบธในวัยที่ไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว ทรงควบม้าพุ่งพรวดเข้าไปอยู่ ตรงกลาง ระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่าย แล้วสั่งให้ทุกคนหยุด!
  • ทันทีทันใดทหารทั้งสองฝ่าย รวมถึงพ่อลูกคู่นั้น ต่างพากันเลิ่กลั่ก ทหารไม่มีใครกล้าง้างธนูหรือชักดาบ เพราะถ้าทำพลาดไปโดนพระราชินี (ซึ่งเป็นทั้งแม่ของแม่ทัพฝั่งนี้ และเป็นเมียของแม่ทัพฝั่งโน้น) คงได้บ้านแตกของจริง สงครามครั้งนั้นเลยต้อง จอดสนิท” เพราะไม่มีใครกล้าห้าวกับคุณแม่นั่นเอง


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ