ข้อคิดในมิสซา วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026

        ก่อนจะเทศน์วันนี้ขออนุญาตอธิบายที่มาที่ไปของหนังสือพระคัมภีร์เล่มนี้…

ถ้าพูดถึง หนังสือบุตรสิรา” (Book of Sirach) หรือในบางสารบบเรียกว่า ปรีชาญาณของเบน สิรา” (Wisdom of Ben Sira) หรือ หนังสือคริสตธรรมคำสอน” (Ecclesiasticus) นี่คือหนึ่งในหนังสือที่มีเบื้องหลังและ “ประวัติศาสตร์การเดินทาง” ที่น่าตื่นเต้นที่สุดเล่มหนึ่งในพระคัมภีร์

เราสามารถเจาะเวลาหาอดีตไปดูเบื้องหลังการเขียนได้เป็น 3 ประเด็นหลักๆ ดังนี้

1. ใครคือผู้เขียน? (ชายผู้เต็มเปี่ยมด้วยความรู้และประสบการณ์)

ต่างจากหนังสือหลายเล่มในพันธสัญญาเดิมที่ไม่ระบุชื่อผู้เขียนอย่างชัดเจน แต่หนังสือเล่มนี้บอกชื่อตัวเองไว้เลยในตอนท้าย (สิรา 50:27) ว่าผู้เขียนคือ เยซู บุตรสิรา แห่งเยรูซาเล็ม” (หรือ เบน สิรา ในภาษาฮีบรู)

  • เขาเป็นใคร?: เบน สิรา เป็น “ปราชญ์” หรือ “ธรรมาจารย์” (Scribe) ผู้อาวุโสในกรุงเยรูซาเล็ม ท่านเปิดสำนักศึกษาเพื่อสอนวิชาปรีชาญาณและการดำเนินชีวิต
  • โปรไฟล์ของเขา: ท่านเป็นคนที่รักและศึกษาธรรมบัญญัติของโมเสส (Torah) อย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่เดินทางท่องเที่ยว ไปเห็นโลกกว้าง เข้าสังคม และสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ (ท่านเขียนเรื่องการวางตัวในงานเลี้ยง เพื่อนแท้ เพื่อนเทียม การทำธุรกิจ และชีวิตแต่งงานได้อย่างเฉียบคมเพราะประสบการณ์ตรงนี้เอง)

2. ที่มาที่ไป: วิกฤตการณ์ “กลืนชาติ” ทางวัฒนธรรม

เบื้องหลังที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เบน สิรา ต้องลุกขึ้นมาเขียนหนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นในช่วงประมาณ 200 – 175 ปีก่อนคริสตกาล (ก่อนยุคมัคคาบี)

ในยุคนั้น จักรวรรดิกรีกภายใต้การนำของทายาทพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้แผ่อิทธิพลวัฒนธรรมกรีก หรือที่เรียกว่า เฮเลนนิสม์” (Hellenism) เข้ามาในปาเลสไตน์อย่างรุนแรง วัฒนธรรมกรีกนั้นมีความศิวิไลซ์ มีปรัชญาที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีสนามกีฬา มีโรงละคร และมีวิถีชีวิตที่ดู “ทันสมัย”

วิกฤตที่เกิดขึ้นคือ วัยรุ่นและคนยิวรุ่นใหม่ในยุคนั้นเริ่ม “เห่อกรีก” พวกเขาเริ่มมองว่า:

  • ธรรมบัญญัติของโมเสสและศาสนายิวเป็นเรื่อง “ล้าสมัย” น่าเบื่อ และเชย
  • เริ่มละทิ้งขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้ เพื่อไปใช้ชีวิตแบบชาวกรีก

เบน สิรา เห็นท่าไม่ดี ท่านมองว่านี่คือวิกฤตศรัทธาที่จะทำให้เอกลักษณ์ของประชากรของพระเจ้าสูญสิ้น ท่านจึงตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อใช้เป็น คู่มือชีวิตคริสตธรรมคำสอน”

กลยุทธ์ของเบน สิรา คือ: ท่านไม่ได้บอกว่าปรัชญากรีกไม่ดี แต่ท่านต้องการพิสูจน์ให้คนยิวยุคนั้นเห็นว่า ปรีชาญาณที่แท้จริงและยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ได้อยู่ที่กรีก แต่อยู่ในธรรมบัญญัติของพระเจ้า และการยำเกรงพระองค์ต่างหาก!”

3. “การเดินทาง” ของหนังสือ: จากฮีบรู สู่กรีก และการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์

ความน่าทึ่งอีกอย่างของหนังสือบุตรสิราคือ คำนำ” (Prologue) ของหนังสือ ซึ่งเขียนโดย หลานชาย” ของเบน สิรา เอง

  • หลานชายผู้แปล: ประมาณปี 132 ก่อนคริสตกาล (หลังเบน สิรา เสียชีวิตไปแล้ว) หลานชายของท่านได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของคนยิวที่พูดภาษากรีก เขาเห็นว่าคนยิวที่นั่นอ่านภาษาฮีบรูไม่ออกแล้ว แต่อยากให้พวกเขาได้อ่านคำสอนดีๆ ของปู่ เขาจึงลงมือ แปลหนังสือบุตรสิราจากภาษาฮีบรูเป็นภาษากรีก
  • ฉบับฮีบรูที่สาบสูญ: เวลาผ่านไปหลายศตวรรษ ต้นฉบับภาษาฮีบรูดั้งเดิมได้สูญหายไป เหลือเพียงฉบับแปลภาษากรีก ทำให้ชาวคาทอลิกและออร์โธด็อกซ์เก็บรักษาหนังสือเล่มนี้ไว้ในพระคัมภีร์ (สารบบที่สอง) ขณะที่ฝ่ายโปรเตสแตนต์และชาวยิวยุคหลังไม่ได้รวมไว้เพราะหาต้นฉบับฮีบรูไม่เจอ
  • การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่: ในปี 1896 และต่อมาในปี 1947 (การค้นพบม้วนหนังสือแห่งทะเลตาย หรือ Dead Sea Scrolls) นักโบราณคดีได้ค้นพบ เศษชิ้นส่วนคัมภีร์บุตรสิราที่เป็นภาษาฮีบรูดั้งเดิม! ซึ่งตรงกับฉบับภาษากรีกที่หลานชายแปลไว้เกือบทั้งหมด เป็นการพิสูจน์ว่าหนังสือเล่มนี้มีที่มาจากยิวเยรูซาเล็มแท้ๆ ไม่ใช่หนังสือที่แต่งขึ้นใหม่ในภาษากรีก

สรุป

หนังสือบุตรสิรา จึงไม่ใช่แค่หนังสือรวบรวมคำพังเพยขำๆ แต่เป็น วรรณกรรมกอบกู้ศรัทธา” ที่เขียนขึ้นโดยคุณปู่ท่านหนึ่งที่รักพระเจ้าสุดหัวใจ เพื่อเตือนสติลูกหลานไม่ให้หลงไหลไปกับกระแสโลกอันหวือหวา และหันกลับมารักในรากเหง้าและความเชื่อของตัวเอง

เป็นบทสดุดีที่ยกย่อง ประกาศกเอลียาห์” (Elijah) และศิษย์เอกของท่านคือ ประกาศกเอลีชา” (Elisha) โดยเล่าถึงความกล้าหาญ อัศจรรย์ และบทบาทอันยิ่งใหญ่ของท่านในการเรียกความเชื่อของประชากรอิสราเอลให้กลับคืนมาสู่พระเจ้า ในช่วงเวลาที่สังคมเต็มไปด้วยการกราบไหว้รูปเคารพและความเสื่อมทรามทางศีลธรรม

พระคัมภีร์ตอนนี้แบ่งออกเป็นสองช่วงหลักอย่างชัดเจน:

ช่วงที่ 1: ไฟแห่งความเชื่อของเอลียาห์ (ข้อ 1-11)

  • ประกาศกเอลียาห์ก็ปรากฏขึ้นเหมือนไฟ วาจาของท่านลุกไหม้เหมือนคบเพลิง” (ข้อ 1): ภาพของ “ไฟ” สะท้อนถึงความร้อนรน (Zeal) ท่านไม่ได้พูดเพื่อเอาใจใคร แต่วาจาของท่านทรงพลัง แทงทะลุใจคนผิด
  • การควบคุมธรรมชาติและการท้าทายอำนาจรัฐ (ข้อ 2-5): เอลียาห์สั่งให้เกิดภัยแล้ง ดึงไฟลงมาจากฟ้าสามครั้ง (เพื่อพิสูจน์ว่าใครคือพระเจ้าที่แท้จริงต่อหน้ากษัตริย์อาหับและราชินีเยเซเบล) และถึงขั้นชุบชีวิตคนตาย
  • การถูกรับขึ้นสู่สวรรค์ (ข้อ 9-11): ท่านถูกรับขึ้นไปด้วยรถรบเพลิง และพระคัมภีร์บันทึกว่าท่านจะกลับมาเพื่อ “ระงับพระพิโรธ” และ “ทำให้ใจของพ่อคืนดีกับลูก” (สอดคล้องกับคำทำนายเรื่องผู้นำทางของพระเมสสิยาห์)

ช่วงที่ 2: ช่วงต่อการสืบทอดสู่เอลีชา (ข้อ 12-14)

  • เมื่อเอลียาห์จากไป เอลีชาก็ได้รับพระจิตเจ้าของเอลียาห์มาอย่างเต็มเปี่ยม: เอลีชาไม่ได้กลัวเกรงผู้ปกครองคนใด ไม่มีใครทำให้ท่านสยบได้
  • อัศจรรย์แม้ในความตาย (ข้อ 14): “เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ร่างกายของท่านยังทำอัศจรรย์” (อ้างอิงถึงตอนที่ศพของชายคนหนึ่งไปแตะโดนกระดูกของเอลีชาแล้วฟื้นคืนชีพ) สะท้อนว่าพระอานุภาพของพระเจ้ายังคงอยู่แม้ตัวท่านจะจากไปแล้ว

เมื่อมองดูโลกในศตวรรษที่ 21 เราจะพบความคล้ายคลึงกับยุคของเอลียาห์อย่างน่าทึ่ง:

  • ลัทธิบูชาสิ่งอื่นแทนพระเจ้า (Modern Idolatry): ยุคเอลียาห์คนกราบไหว้พระบาอัล ส่วนยุคนี้ผู้คนกราบไหว้ “วัตถุนิยม” “อำนาจเงิน” “เทคโนโลยี” หรือ “อัตตา (ตัวเอง)” พระวาจาตอนนี้เตือนใจเราว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งสมมติ และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริงแท้
  • วิกฤตความจริง : โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยข่าวลวง การบิดเบือนศีลธรรม และการเปลี่ยนความผิดให้กลายเป็นความถูกต้อง วาจาที่ “ลุกไหม้เหมือนคบเพลิง” ของเอลียาห์ ท้าทายให้คนในยุคนี้กล้าพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ประนีประนอมกับความอธรรมเพียงเพื่อความอยู่รอดหรือความสะดวกสบาย
  • ความแตกแยกในครอบครัวและสังคม: บทบาทของเอลียาห์คือการ “ทำให้ใจของพ่อคืนดีกับลูก” ในโลกปัจจุบันที่ความสัมพันธ์พังทลาย ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) กว้างขึ้น และสังคมแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างรุนแรง สิ่งที่โลกต้องการไม่ใช่การซ้ำเติม แต่คือ “จิตตารมณ์แห่งการคืนดี” และการเยียวยาบาดแผล

สำหรับพระศาสนจักร (ทั้งผู้นำและสัตบุรุษ) พระคัมภีร์ตอนนี้ให้บทเรียนที่ลึกซึ้ง 3 ประการ:

  • ความร้อนรนที่จืดจางลง : หลายครั้งพระศาสนจักรในปัจจุบันเผชิญกับภาวะ “อุ่นๆ” (Lukewarm) คือทำหน้าที่ไปตามพิธีกรรมแต่ขาดพลัง ชีวิตของเอลียาห์เตือนใจให้คริสตชนต้องกลับมามี “ไฟ” ในการประกาศข่าวดี กล้าเป็นแกะที่ยืนหยัดท่ามกลางฝูงหมาป่า ไม่กลัวที่จะตักเตือนสังคมเมื่อเห็นความไม่เป็นธรรม
  • การสืบทอดเจตนารมณ์ : การส่งไม้ต่อจากเอลียาห์ไปสู่เอลีชา เป็นแบบอย่างที่ดีเลิศของการสร้างศิษย์ (Discipleship) พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องไม่พึ่งพาฮีโร่แค่คนเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการบ่มเพาะ ผู้นำรุ่นใหม่ ให้มารับช่วงต่อด้วยพระจิตเจ้าที่เต็มเปี่ยม ไม่ใช่แค่รับตำแหน่งตามโครงสร้าง แต่รับ “ไฟแห่งความเชื่อ” ไปด้วย
  • ยืนหยัดด้วยพระอานุภาพ ไม่ใช่อำนาจการเมือง: เอลียาห์และเอลีชาเผชิญหน้ากับกษัตริย์อย่างกล้าหาญ เพราะท่านพึ่งพิงอำนาจของพระเจ้า ไม่ใช่อำนาจของโลก พระศาสนจักรถูกเตือนใจไม่ให้เอาตัวไปผูกติดกับผลประโยชน์ฝ่ายโลก หรือเกรงใจผู้มีอำนาจจนละเลยเสียงของคนยากจนและผู้ถูกกดขี่

ข้อคิดปิดท้าย: บุตรสิราเน้นย้ำว่า ผู้ที่ได้เห็นท่าน… ย่อมเป็นสุข” วันนี้เราอาจไม่ได้เห็นเอลียาห์ตัวจริง แต่เราถูกเรียกให้เป็น เอลียาห์ในยุคปัจจุบัน” คือเป็นคนที่จุดไฟแห่งความเชื่อ ความหวัง และความรัก ท่ามกลางโลกที่กำลังเย็นชาและมืดมน

เป็นหนึ่งในตอนที่สำคัญและงดงามที่สุดในพันธสัญญาใหม่ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงสอน บทสวดข้าแต่พระบิดา” (The Lord’s Prayer) ซึ่งเป็นหัวใจแห่งการภาวนาของคริสตชน พร้อมทั้งให้หลักการสำคัญว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อสนทนากับพระเจ้า

บริบทของตอนนี้อยู่ใน “เทศน์บนภูเขา” (Sermon on the Mount) พระเยซูเจ้าทรงจัดระเบียบ “การภาวนา” ใหม่ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนหลัก:

  • อย่าพึมพำซ้ำซากเหมือนคนต่างศาสนา”: พระองค์ไม่ได้ห้ามการสวดซ้ำๆ (เช่น การสวดสายประคำ) แต่ทรงห้ามการสวดแบบ ไร้หัวใจ หรือเชื่อแบบผิดๆ คิดไปว่า “ยิ่งพูดมาก ยิ่งใช้คำหรูหรา พระเจ้าถึงจะยอมฟัง”
  • พระบิดาของท่านทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการอะไร”: การภาวนาไม่ใช่การไป “รายงาน” หรือ “ทวงของ” จากพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงรักและรู้จักเราดีอยู่แล้ว แต่การภาวนาคือการเข้ามามีความสัมพันธ์และความไว้วางใจในพระองค์

พระเยซูเจ้าทรงวางลำดับความสำคัญ (Priority) ไว้อย่างเฉียบคม โดยแบ่งคำวอนขอเป็น 2 ชุด:

  • ชุดแรก: เรื่องของพระเจ้าก่อน
    • พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ (ขอให้โลกรับรู้ความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์)
    • พระอาณาจักรจงมาถึง (ขอให้ความรักและความยุติธรรมของพระเจ้าปกครองใจคน)
    • พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์ (ยอมจำนนต่อแผนการของพระองค์ ไม่ใช่เอาแต่ใจตัวเอง)
  • ชุดที่สอง: เรื่องปากท้องและความรอดของเรา
    • อาหารประจำวัน (ขอแค่พอดีสำหรับวันนี้ สะท้อนความสุภาพและความพอเพียง)
    • การอภัยความผิด (ผูกเงื่อนไขชัดเจนว่า เราต้องอภัยให้ผู้อื่นก่อน)
    • การพ้นจากความยั่วยวนและสิ่งชั่วร้าย (ตระหนักในความอ่อนแอของมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาพระหรรษทาน)

หลังสวดจบ พระเยซูเจ้าทรงเน้นย้ำเรื่องเดียวซ้ำอีกครั้ง คือ ถ้าท่านอภัย…พระบิดาจะอภัย…แต่ถ้าท่านไม่อภัย…พระบิดาก็จะไม่อภัย” นี่คือข้อเรียกร้องทางจริยธรรมที่สูงสุดและท้าทายที่สุด

  • ต่อต้านวัฒนธรรมแห่งความเร่งรีบและฉาบฉวย : โลกปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยความเร็ว ความสำเร็จรูป และการแสดงออกภายนอก (เน้นยอดไลค์ เน้นภาพลักษณ์) คำสอนเรื่อง “อย่าพึมพำซ้ำซาก” เตือนใจเราให้หยุดนิ่ง และหันมาเน้น คุณภาพลึกๆ ของจิตใจ” มากกว่าปริมาณหรือเปลือกนอก
  • ทางออกของวิกฤตเศรษฐกิจและความโลภ : คำขอ โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้” เป็นยารักษาโรคบริโภคนิยมอย่างดี โลกปัจจุบันมีปัญหาช่องว่างคนรวยคนจนเพราะความโลภและการกักตุน พระวาจาตอนนี้เตือนให้เราพึงพอใจในสิ่งที่จำเป็นสำหรับ “วันนี้” และแบ่งปันส่วนที่เหลือให้ผู้อื่น
  • การเยียวยาสังคมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง : ในยุคที่ผู้คนพร้อมจะโจมตี หักล้าง และไม่ให้อภัยกันบนโลกโซเชียล ข้อเรียกร้องเรื่อง การอภัย” ของพระเยซูเจ้าคือสิ่งเร่งด่วนที่สุด สังคมจะไม่มีวันสันติสุขตราบใดที่เรายังติดอยู่ในบ่วงของการล้างแค้นและอคติ
  • หันกลับมาเน้นจิตวิญญาณมากกว่ารูปแบบ (Spirit over Ritualism): เตือนใจผู้นำศาสนาและสัตบุรุษว่า พิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ คำอธิษฐานภาวนาที่ยาวเหยียด หรือโครงสร้างของวัดที่ยิ่งใหญ่อลังการ จะไม่มีประโยชน์เลยหากหัวใจของสัตบุรุษไม่ได้เปลี่ยนไป พระศาสนจักรต้องระวังไม่ให้การภาวนากลายเป็นเพียง “หน้าที่ตามกฎ” แต่ต้องเป็น “การพบปะกับพระบิดา”
  • การเป็นป้ายบอกทางสู่ “พระอาณาจักรของพระเจ้า”: หลายครั้งพระศาสนจักรอาจเผลอมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “อาณาจักรของตัวเอง” (ชื่อเสียง อำนาจ จำนวนสมาชิกสัตบุรุษ) แต่บทสวดนี้เตือนว่าเป้าหมายสูงสุดคือ พระอาณาจักรของพระองค์จงมาถึง” พระศาสนจักรต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้ความยุติธรรม สันติสุข และความรักของพระเจ้าปรากฏแจ้งในสังคม
  • ชุมชนแห่งการคืนดีและการอภัย (Community of Reconciliation): พระศาสนจักรต้องเป็นสถานที่แรกที่ผู้คนสัมผัสได้ถึงความเมตตาและการอภัย หากภายในพระศาสนจักรเองยังมีการนินทา ปรักปรำ แบ่งฝ่าย หรือไม่ยอมอภัยให้กัน เราก็หมดความชอบธรรมที่จะไปประกาศข่าวดีแก่ชาวโลก พระศาสนจักรต้องเป็น “โรงพยาบาลสนาม” ที่พร้อมโอบอุ้มและรักษาผู้บาดเจ็บทางใจด้วยการอภัยเสมอ

ข้อคิดปิดท้าย: คำว่า อภัย” ในภาษากรีกดั้งเดิมของตอนนี้คือ Aphiemi แปลว่า “ปล่อยไป” หรือ “ปลดปล่อยให้เป็นอิสระ” พระเยซูเจ้ากำลังบอกเราว่า ทุกครั้งที่เราสวดบทข้าแต่พระบิดา เราไม่ได้กำลังขอให้พระเจ้าเปลี่ยนใจ แต่เรากำลังขอให้พระองค์ เปลี่ยนใจเรา ให้กล้าปล่อยความโกรธ เพื่อที่เราเองจะได้เป็นอิสระ

        เกี่ยวกับ นักบุญเบอร์นาร์ดแห่งแคลร์โว (St. Bernard of Clairvaux) ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งคริสตศตวรรษที่ 12

วันหนึ่ง นักบุญเบอร์นาร์ด กำลังเดินทางผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยท่านขี่ม้าตัวใหญ่ผู้งดงามและสง่างามมาก ระหว่างทางท่านได้พบกับ ชาวนา คนหนึ่ง ชายคนนี้เห็นม้าแล้วตาโตด้วยความอิจฉาและอยากได้มาก เขาเดินเข้ามาทักทักและพูดอวดอ้างว่า:

“ท่านคุณพ่อศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน แต่ข้าพเจ้าเนี่ยสิ จิตใจนิ่งสนิทและมีสมาธิสูงมาก เวลาข้าพเจ้าสวดภาวนา จิตใจของข้าพเจ้าจะไม่เคยพะวงหรือวอกแวกไปไหนเลย!”

นักบุญเบอร์นาร์ดได้ยินดังนั้นจึงยิ้มอย่างเมตตาและต้องการสอนบทเรียนสัจธรรม ท่านจึงยื่นข้อเสนอสุดพิเศษว่า:

“เอาอย่างนี้ไหมล่ะ? ถ้าเจ้าสามารถลงไปคุกเข่า และสวดบท ข้าแต่พระบิดา’ ตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้าย โดยที่ใจของเจ้าไม่วอกแวกไปคิดเรื่องอื่นเลยแม้แต่เรื่องเดียว… พ่อจะยกม้าตัวที่พ่อขี่อยู่ตอนนี้ให้เจ้าไปเลย! แต่ถ้าเจ้าโกหก เจ้าต้องเดินกลับบ้านมือเปล่านะ”

ชาวนาดีใจจนเนื้อเต้น คิดในใจว่า “หวานหมู! บทข้าแต่พระบิดาสั้นจะตาย สวดแค่แปดประโยคก็ได้ม้าฟรีๆ แล้ว” เขาจึงรีบคุกเข่าลง หลับตาปี๋ พนมมือแน่น แล้วเริ่มสวดทันทีด้วยเสียงอันดัง:

“ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย… พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ… พระอาณาจักรจงมาถึง… พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์…”

พอสวดมาได้ถึงครึ่งบท จู่ๆ ภาพความงดงามของม้าก็ลอยเข้ามาในหัว พร้อมกับความคิดแล่นแวบขึ้นมา ชาวนารีบลืมตาขึ้นมา มองหน้านักบุญเบอร์นาร์ดแล้วหลุดปากถามขึ้นมาทันทีว่า:

เอ่อ… คุณพ่อครับ แล้วท่านจะแถม ‘อานม้า’ กับ ‘บังเหียน’ ให้ข้าพเจ้าด้วยหรือเปล่าครับ?!”

นักบุญเบอร์นาร์ดหัวเราะเบาๆ แล้วตอบว่า: “เจ้าเพิ่งเสียม้าไปเพราะอานม้าแท้ๆ เลยนะ! ลุกขึ้นเถอะ เจ้าสวดไม่จบหรอก” ชายชาวนาจึงได้แต่คอตกเดินกลับบ้านไป เพราะความงกและความวอกแวกแท้ๆ

  • สวดแบบไร้สติ (พึมพำซ้ำซาก): พระเยซูเจ้าทรงเตือนว่า “อย่าพึมพำซ้ำซากเหมือนคนต่างศาสนา” หลายครั้งเราสวดบทข้าแต่พระบิดาได้คล่องปรื๋อเพราะความเคยชิน ปากเราพูดว่า “พระประสงค์จงสำเร็จ” แต่ในใจเรากำลังคิดว่า “พรุ่งนี้จะกินอะไรดี? ซักผ้าหรือยัง? หรือคนนั้นจะตอบไลน์ไหม?” เรากลายเป็นเหมือนชาวนาที่ปากสวดถึงพระเจ้า แต่ใจพะวักพะวงอยู่กับ “ม้าและอานม้า” (สิ่งของฝ่ายโลก)
  • การทดสอบความจริงใจ: เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การภาวนาที่แท้จริงไม่ใช่แค่การเปล่งเสียงให้ครบถ้อยกระทงความ แต่คือ การขับเคี่ยวกันในจิตใจ” เพื่อให้ใจเราจดจ่ออยู่กับพระเจ้าจริงๆ

นิทานเรื่องนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจเราสัตบุรุษทุกครั้งเวลาสวดบท “ข้าแต่พระบิดา” ว่า… วันนี้เรากำลังสวดเพื่อพบพระบิดาจริงๆ หรือเรากำลังแอบมอง “อานม้า” ในใจอยู่?

อาแมน


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ