การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป (General Audience) เมื่อวันพุธที่ 27 กันยายน ค.ศ. 2023


การเสด็จเยือนเมืองมาร์แซย์ในโอกาสการประชุมแห่งเมดิเตอร์เรเนียน

เจริญพรมายังพี่น้องที่รัก

             เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว พ่อได้ไปที่มาร์แซย์เพื่อร่วมงานปิดการประชุมแห่งเมดิเตอร์เรเนียน (Rencontres Méditerranéennes) ซึ่งมีบิชอปหลายคนและนายกเทศมนตรีจากเมืองต่าง ๆ จากพื้นที่รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าร่วมประชุม นอกจากนี้ยังมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากเข้าร่วมด้วยเพื่อที่ว่าจะเป็นโอกาสให้พวกเขาเปิดหูเปิดตามุ่งสู่อนาคต ที่จริงแล้วงานที่จัดขึ้นที่มาร์แซย์นั้นมีชื่อเรียกว่า “โมเสกแห่งความหวัง” นี่คือความฝัน นี่คือความท้าทาย ในการที่ภูมิภาค[รอบทะเล]เมดิเตอร์เรเนียนจะได้กลับมาค้นพบกระแสเรียกของตนอีกครั้งในการเป็นห้องทดลองแห่งอารยธรรมและสันติภาพ

             อย่างที่เราทราบกันดีว่า พื้นที่รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นบ่อเกิด [cradle: แปลตรงตัวว่าเปลเลี้ยงเด็ก] แห่งอารยธรรม และ[ความเป็น]บ่อเกิดนี้มุ่งเพื่อการมีชีวิต เราไม่อาจยอมให้[ภูมิภาคนี้]กลายเป็นสุสานหรือกลายเป็นสถานที่แห่งความขัดแย้งได้ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับการปะทะกันระหว่างอารยธรรม การทำสงคราม หรือว่าการลักลอบค้ามนุษย์ ที่พ่อบอกว่าตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงนั้น เป็นเพราะว่าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเส้นทางสื่อสารแลกเปลี่ยนระหว่างแอฟริกา เอเชีย และยุโรป ระหว่างโลกทางเหนือ[ที่พัฒนาแล้ว]กับโลกทางใต้[ที่กำลังพัฒนา] ระหว่างโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก ระหว่างบุคคลและวัฒนธรรมต่าง ๆ ระหว่างผู้คนและชาติภาษา ปรัชญา รวมทั้งศาสนาต่าง ๆ ด้วย แน่นอนว่าทะเลนั้น ในบางแง่มุมอาจเป็นที่ลึก ที่มืด ซึ่งเราจะต้องเอาชนะในบางครั้ง หรือแม้กระทั่งอาจเป็นสิ่งที่อันตรายในบางคราว แต่น้ำทะเลช่วยคุ้มครองชีวิตต่าง ๆ อันมีค่าให้อยู่รอดปลอดภัย นอกจากนี้คลื่นลมในทะเลยังช่วยนำพาเรือชนิดต่าง ๆ ให้เดินทางได้ด้วย

             พระวรสารของพระเยซูคริสต์ ออกเดินทางจากชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อสองพันปีที่แล้ว แน่นอนว่า[การประกาศพระวรสาร]ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยเวทมนตร์มหัศจรรย์บางอย่าง แล้วก็ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วก็สำเร็จได้ทันทีไปตลอด การประกาศพระวรสารเป็นผลของการเดินทาง ซึ่งผู้คนแต่ละรุ่นถูกเรียกให้ออกเดินทางไกล โดยพิจารณาเครื่องหมายแห่งกาลเวลาในยุคสมัยที่ตนมีชีวิตอยู่

             การประชุมที่มาร์แซย์เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมคล้ายกันหลายครั้ง ทั้งที่ได้จัดขึ้นที่บารี [ตอนใต้ของอิตาลี] เมื่อปี ค.ศ. 2020 [ที่พ่อได้ไปร่วมด้วย] และที่ได้จัดขึ้นที่ฟลอเรนซ์ [ของอิตาลี] เมื่อปีที่แล้ว การประชุมครั้งนี้[ที่มาร์แซย์ จึง]ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดด ๆ แต่เป็นก้าวหนึ่งที่มุ่งหน้าไปบนเส้นทางที่ได้เริ่มต้นขึ้นภายใน “การเสวนาแห่งเมดิเตอร์เรเนียน” (Mediterranean Colloquia) ที่จัดขึ้นเมื่อปลายทศวรรษที่ ค.ศ. 1950 โดยมีจอร์โจ ลา ปีรา นายกเทศมนตรีเมืองฟลอเรนซ์[ในขณะนั้น] เป็นตัวตั้งตัวตี นอกจากนี้การประชุม[ที่มาร์แซย์]ยังเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งในยุคปัจจุบันเพื่อสนองตอบการเรียกร้องของ[พระสันตะปาปา]นักบุญเปาโลที่ 6 ภายในสมณสาส์น Populorum progressio [ว่าด้วยการพัฒนาประชาชาติต่าง ๆ] ที่ท่านได้เรียกร้องให้มีการส่งเสริมให้เกิด “ประชาคมโลกที่มีมนุษยธรรมมากขึ้น ที่ซึ่งทุกคนสามารถให้และรับ และที่ซึ่งความก้าวหน้าของคนบางกลุ่มไม่ได้เป็นการทำร้ายคนกลุ่มอื่น ๆ” (ข้อ 44)

             แล้วการประชุมที่มาร์แซย์ให้อะไรแก่เราบ้าง การประชุมนี้ได้มอบมุมมองอย่างหนึ่งเกี่ยวกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนให้แก่เรา อย่างที่พ่อจะเรียกว่าเป็นมุมมองที่มีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป็นเรื่องอุดมการณ์ ไม่ได้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ ไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่ถูกต้องในทางการเมืองหรือเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง แต่เป็นสิ่งที่มีความเป็นมนุษย์ หมายความว่าเป็นมุมมองที่พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างโดยตั้งอยู่บนคุณค่าพื้นฐานของมนุษย์แต่ละคน ตลอดจนศักดิ์ศรีของเขาที่ไม่มีใครพรากไปได้ และในขณะเดียวกัน การประชุมนี้ก็ได้ช่วยทำให้เกิดมุมมองที่มีความหวัง ทุกวันนี้อาจเป็นเรื่องแปลกเมื่อเราได้ยินคำบอกเล่าเป็นพยานของผู้ที่เคยประสบกับสถานการณ์ที่ไร้มนุษยธรรมด้วยตัวเอง หรือเคยแบ่งปันรับรู้สถานการณ์เช่นนี้กับคนอื่น แต่สิ่งที่คนเช่นนี้ได้พูดออกมา กลับเป็นสิ่งที่ “ประกาศความหวัง” นอกจากนี้มุมมองดังกล่าวยังเป็นมุมมองที่มีความเป็นพี่น้องกันอีกด้วย

             พี่น้องที่รัก ความหวังอันนี้ ความเป็นพี่น้องกันอันนี้ จะต้องไม่ถูกทำให้ “ระเหย[แล้วก็หาย]ไป” แต่จะต้องมีการจัดระบบและทำให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา ผ่านการดำเนินการในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อที่ว่าผู้คนทั้งหลายจะมีได้ศักดิ์ศรีอย่างเต็มที่ในการเลือกได้ว่าจะย้ายถิ่นหรือไม่ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะต้องเป็นสิ่งที่สื่อถึงความหวัง

             แต่นอกจากนี้ยังมีแง่มุมที่เป็นสิ่งเสริมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือเรื่องที่ว่า เราจะต้องฟื้นฟูความหวังให้แก่สังคมต่าง ๆ ในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่ผู้คนรุ่นใหม่ ในความเป็นจริงแล้ว หากว่าเราไม่เปิดกว้างขอบฟ้าของเราเองเพื่อมุ่งสู่อนาคตให้ได้ก่อน แล้วเราจะต้อนรับคนอื่นได้อย่างไร? หากว่าคนหนุ่มสาวไม่มีความหวัง ปิดกั้นตัวเองอยู่กับชีวิตส่วนตัว ต้องกังวลเรื่องการรับมือกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ สำหรับตัวเขาเอง แล้วจะให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้เปิดกว้างพบเจอผู้อื่นและแบ่งปันกับผู้อื่นได้อย่างไร? หลายครั้งที่สังคมของเราถูกทำให้ป่วยด้วยแนวคิดที่เน้นเฉพาะปัจเจก แนวคิดบริโภคนิยม และแนวคิดที่เอาแต่หลีกหนีความจริงในแบบที่ว่างเปล่าไม่มีความหมาย แต่สังคมของเราต้องเปิดกว้าง ต้องไม่ปิดกั้นตัวเอง เราจะต้องทำให้จิตวิญญาณของผู้คนในสังคม[ได้กลับมาหายใจ] ได้รับออกซิเจนใหม่อีกครั้ง ถ้าทำได้เช่นนี้ [ผู้คนในสังคม]ก็จะสามารถเห็นวิกฤติเป็นโอกาส และรับมือกับวิกฤติเช่นนี้ในเชิงบวกได้

             ยุโรปจำเป็นต้องกลับมามีความร้อนรนและความกระตือรือร้นอีกครั้ง พ่อพูดกับลูกได้เลยว่า ที่มาร์แซย์ พ่อได้เห็นความร้อนรนและความกระตือรือร้นอันนี้ ทั้งจากพระคาร์ดินัลอาเวอลีน [อาร์ชบิชอป]แห่งมาร์แซย์ จากบรรดาบาทหลวงและนักบวช จากบรรดาสัตบุรุษที่ทุ่มเทต่อกิจกรรมการกุศลและการให้การศึกษา รวมทั้งจากประชากรของพระเจ้าที่ได้แสดงความอบอุ่นอันยิ่งใหญ่ภายในพิธีมิสซาที่สนามกีฬาเวโลโดรม พ่อขอขอบใจพวกเขาทุกคน และพ่อขอขอบใจประธานาธิบดีฝรั่งเศสด้วย เพราะการที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้มาร่วมในพิธีมิสซาครั้งนั้น ได้เป็นประจักษ์พยานว่าฝรั่งเศสทั้งมวลให้ความสนใจต่อสิ่งที่ได้เกิดขึ้นที่มาร์แซย์

             ขอให้แม่พระผู้ซึ่งชาวมาร์แซย์เคารพรักในฐานะแม่พระแห่งลาการ์ด ได้โปรดอยู่เคียงข้างผู้คนต่าง ๆ ในภูมิภาครอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในการที่พวกเขาจะเดินไปข้างหน้าบนเส้นทางเพื่อมุ่งให้ภูมิภาคนี้สามารถทำตามกระแสเรียกอย่างที่ได้รับมาโดยตลอด กล่าวคือ ในการเป็น “โมเสกหนึ่งแห่งอารยธรรมและความหวัง”


พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีพระดำรัสทักทายพิเศษ

             พ่อขอต้อนรับผู้แสวงบุญและผู้มาเยือนที่พูดภาษาอังกฤษ ซึ่งได้มาหาพ่อในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มต่าง ๆ จากนอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา พ่อขอทักทายเป็นพิเศษต่อกลุ่มผู้เตรียมเป็นบาทหลวงที่กำลังอยู่ในชั้นพันธบริกร (สังฆานุกร) จากสมณวิทยาลัยอเมริกาเหนือ [ในกรุงโรม] พร้อมทั้งครอบครัวและมิตรสหายของเขาด้วย พ่อขออวยพรให้ลูกทุกคนได้รับความปิติยินดีและสันติสุขแห่งพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย ขอให้พระเจ้าอวยพรลูกทุกคน


สรุปพระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปา

             พี่น้องที่รัก พ่อได้ไปเยือนมาร์แซย์เมื่อไม่นานมานี้ การเยือนของพ่อตรงกับช่วงเวลาปิดการประชุมแห่งเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสำคัญระหว่างผู้คนจากประเทศต่าง ๆ รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีทั้งบรรดาผู้นำฝ่ายบ้านเมือง บรรดาผู้นำฝ่ายศาสนา และคนหนุ่มสาวจำนวนมาก หัวข้อการประชุมครั้งนี้มีชื่อว่า “โมเสกแห่งความหวัง” สื่อถึงความหวังต่อเสรีภาพซึ่งผลักดันให้คนย้ายถิ่นต้องเดินทางท่ามกลางอันตราย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสื่อถือความจำเป็นในการที่ยุโรปจะต้องฟื้นฟูความหวังของตนต่ออนาคตขึ้นอีกครั้ง ภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งประกอบด้วยสามทวีปและวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่หลากหลาย ถูกเรียกให้มาเป็น “ห้องทดลองแห่งอารยธรรมและสันติภาพ” เพื่อทำประโยชน์แก่การสร้างโลกที่มีมนุษยธรรมและมีความเป็นพี่น้องกันมากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกทุกวันนี้ที่มีผู้คนมากมายถูกบีบบังคับให้ต้องย้ายถิ่น เช่นนี้เอง การประชุมดังกล่าว[ที่มาร์แซย์]ได้เน้นย้ำความสำคัญของการเคารพทั้งสิทธิในการย้ายถิ่นและสิทธิในการ[มีชีวิตอยู่โดย]ไม่ต้องย้ายถิ่น นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการวางโครงสร้างเรื่องความมั่นคงปลอดภัย การต้อนรับ และการรับคนอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ท่ามกลางสภาวะแห่งการย้ายถิ่นแบบที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน พ่อขอให้ผู้คนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนุ่มสาว ได้ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันสร้างสภาวะในปัจจุบันและอนาคตของภูมิภาครอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนให้กลายเป็น “โมเสกแห่งความหวัง” และในทำนองเดียวกัน พ่อขอให้พวกเขาได้เห็นความหวังเช่นนี้สะท้อนอยู่บนใบหน้าของพี่น้องที่มาจากแดนไกลด้วย


(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร เก็บการสอนคำสอน/General Audience ของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)