ข้อคิดในมิสซา วันอังคารที่ 22 กันยายน ค.ศ.2026

หนังสือสุภาษิตกล่าวว่า “มนุษย์คิดว่าทางทุกสายของตนถูกต้อง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงชั่งใจ” ปัญหาที่อันตรายที่สุดไม่ใช่การทำผิด เพราะเมื่อเรารู้ว่าทำผิด เรายังกลับใจได้ แต่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าคือ ทำผิดแล้วเชื่อว่าตนเองถูกเสมอ

คนเราเก่งมากในการหาเหตุผลให้ตนเอง โกรธคนอื่น แล้วเรียกว่า “ความยุติธรรม”, นินทา แล้วเรียกว่า “แบ่งปันเพื่อขอคำภาวนา”, ไม่ยอมให้อภัย แล้วเรียกว่า “รักษาหลักการ”, อยากมีอำนาจ แล้วเรียกว่า “ทำเพื่อส่วนรวม”, ทำบุญเพื่อให้คนเห็น แล้วเรียกว่า “ถวายเกียรติแด่พระเจ้า”  เราหลอกคนอื่นได้ หลอกสังคมได้ และบางครั้งหลอกตัวเองได้ แต่เราไม่อาจหลอกพระเจ้า เพราะพระองค์มิได้ทอดพระเนตรเพียงมือที่ยื่นของถวาย แต่ทอดพระเนตรหัวใจของผู้ถวายด้วย

พระองค์ไม่ได้ถามเพียงว่า “ลูกให้มากเท่าไร?” แต่ถามว่า “ลูกยังรักอยู่หรือไม่?” ไม่ได้ถามเพียงว่า “ลูกมาวัดกี่ครั้ง?” แต่ถามว่า “เมื่อออกจากวัด ลูกมองเห็นความทุกข์ของใครบ้าง?” ไม่ได้ถามเพียงว่า “ลูกพูดถึงพระเจ้ามากแค่ไหน?” แต่ถามว่า “ผู้คนสัมผัสความเมตตาของพระเจ้าจากชีวิตของลูกหรือไม่?”

สิ่งที่แทงใจที่สุดข้อหนึ่งในสุภาษิตกล่าวว่า “การปฏิบัติความชอบธรรมและความยุติธรรม เป็นที่พอพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้ายิ่งกว่าเครื่องบูชา

พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าเครื่องบูชาหรือพิธีกรรมไม่สำคัญ แต่กำลังเตือนว่า เราไม่อาจใช้พิธีกรรมมาปกปิดชีวิตที่ไม่ยุติธรรมได้

พระศาสนจักรก็ต้องฟังพระวาจาข้อนี้อย่างจริงจัง เราอาจมีวัดที่งดงาม มีอารามมั่นคง มีพิธีกรรมที่สง่า เครื่องแต่งกายที่ถูกต้องทุกประการ แต่ถ้าคนบาดเจ็บเข้ามาแล้วไม่พบคนรับฟัง ถ้าคนยากจนรู้สึกว่าตนไม่มีที่ยืน ถ้าผู้ผิดพลาดพบเพียงการประณามแต่ไม่พบหนทางกลับบ้าน สิ่งที่เราถวายแด่พระเจ้าอาจสวยงามต่อสายตามนุษย์ แต่ยังขาดสิ่งสำคัญต่อพระทัยพระองค์

พระศาสนจักรไม่ได้สูญเสียความน่าเชื่อถือเพราะไม่มีคำสอนที่ดี แต่บางครั้งสูญเสียความน่าเชื่อถือ เพราะชีวิตของเราไม่ตรงกับสิ่งที่เราสอน

พระวาจากล่าวต่อว่า “การหาทรัพย์สมบัติด้วยลิ้นหลอกลวง เป็นเหมือนไอระเหยที่สลายไปในอากาศ

บางคนได้ยอดผู้ติดตามจากคำโกหก, บางคนได้ผลกำไรจากการหลอกลวง, บางคนได้ตำแหน่งจากการใส่ร้าย, บางคนชนะการโต้เถียง แต่สูญเสียมิตรภาพ, บางคนได้ทุกสิ่งที่ต้องการ แต่ค่อย ๆ สูญเสียตัวตนที่แท้จริงของตน

พระคัมภีร์เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “ไอระเหย” เพราะจับไว้ไม่ได้ และในที่สุดก็หายไป

ชื่อเสียงที่สร้างด้วยคำโกหกอาจอยู่ได้ชั่วคราว แต่ความจริงมีความอดทนกว่าคำโกหกเสมอ วันนี้ความจริงอาจเดินช้า แต่วันหนึ่งมันจะมาถึงประตูบ้านเรา

ตอนท้าย จากหนังสือสุภาษิตกล่าวอย่างหนักหน่วงว่า “ผู้ใดปิดหูไม่ฟังเสียงร้องของคนยากจน เมื่อเขาร้องขอความช่วยเหลือ จะไม่มีผู้ใดฟังเช่นเดียวกัน

เสียงร้องของคนยากจนหลายครั้งไม่มีเสียง น้ำตาบางหยดไม่ได้ไหลออกมาทางดวงตา แต่อยู่ในความเงียบ คำถามคือ หูของเรายังได้ยินหรือไม่?

บางครั้งพระเจ้าไม่ประทานสิ่งที่เราคาดหวัง เพราะพระองค์กำลังเปิดเผยให้เราเห็นว่า ในหัวใจของเรามีอะไรซ่อนอยู่

พระวาจาวันนี้เชิญเราให้ตรวจสอบ “ตุ้มน้ำหนักในหัวใจ” เราใช้มาตรฐานเดียวกันกับตนเองและผู้อื่นหรือไม่? ความศรัทธาของเรานำไปสู่ความยุติธรรมหรือไม่? คำพูดของเราสร้างความจริงหรือผลิตหมอกควัน? และเมื่อคนเล็กคนน้อยร้องขอความช่วยเหลือ เราได้ยินเขาหรือไม่?

อย่าให้เรามาวัดเพียงเพื่อถวายบางสิ่งแด่พระเจ้า แต่จงยอมให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในตัวเรา เพราะท้ายที่สุด พระเจ้าไม่ได้ทรงชั่งว่าเราเคยถือเทียนกี่เล่ม แต่ทรงชั่งว่าเราเคยเป็นแสงสว่างให้ใครบ้าง ไม่ได้ทรงนับว่าเราถวายเครื่องบูชากี่ครั้ง แต่ทรงถามว่าเราเคยยอมเสียสละเพื่อใครบ้าง และไม่ได้ทรงถามว่าโลกยกย่องเรามากเพียงใด
แต่จะทรงถามว่า เมื่อผู้ยากไร้ร้องเรียก— หัวใจของเรายังได้ยินอยู่หรือไม่


บางทีนี่อาจเป็นภาพชีวิตคริสตชนจำนวนมาก เรามีใบล้างบาป มีชื่อคริสตชน มาวัด รับศีล และเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดาของเรา” แต่ความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์อาจยังอยู่ในขั้นตอนพิสูจน์ เพราะเราได้ยินพระวาจามากมาย แต่ยังไม่ยอมให้พระวาจาเปลี่ยนชีวิต

พระวรสารวันนี้สั้นมาก แต่เป็นถ้อยคำที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เมื่อมีคนมาบอกพระเยซูเจ้าว่า

“มารดาและพี่น้องของท่านกำลังยืนอยู่ข้างนอก ต้องการพบท่าน” พระองค์ตรัสตอบว่า “มารดาและพี่น้องของเราคือผู้ที่ฟังพระวาจาของพระเจ้าและปฏิบัติตาม”

เมื่อได้ฟังข้อความนี้ บางคนอาจรู้สึกว่า พระเยซูเจ้าไม่สนพระทัยพระมารดา หรือกำลังลดความสำคัญของครอบครัว แต่ความจริงตรงกันข้าม พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงลดเกียรติของพระแม่มารีย์ แต่กำลังเผยให้เห็นว่า เหตุใดพระแม่จึงยิ่งใหญ่ พระแม่ไม่ได้เป็นสุขเพียงเพราะทรงให้กำเนิดพระเยซูเจ้าทางกายเท่านั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด พระแม่เป็นสุขเพราะทรงฟังพระวาจาและปฏิบัติตาม

ตั้งแต่ทูตสวรรค์แจ้งข่าว พระแม่ตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด”

นักบุญออกัสตินอธิบายอย่างงดงามว่า พระแม่มารีย์ทรงปฏิสนธิพระเยซูคริสตเจ้าไว้ในพระทัยด้วยความเชื่อ ก่อนจะทรงปฏิสนธิพระองค์ในพระครรภ์ และพระแม่เป็นสุขเพราะทรงฟังและรักษาพระวาจาของพระเจ้า  ดังนั้น พระวาจาตอนนี้ไม่ใช่การผลักพระแม่ออกจากครอบครัว แต่เป็นการประกาศว่า พระแม่คือสมาชิกที่สมบูรณ์ที่สุดในครอบครัวของพระเจ้า เพราะไม่มีใครฟังและปฏิบัติตามพระวาจาอย่างซื่อสัตย์เท่าพระแม่มารีย์

ประโยคของพระเยซูเจ้าเป็นข่าวดีอันยิ่งใหญ่ เพราะพระองค์กำลังบอกว่า ไม่ว่าเราจะเกิดในครอบครัวใด มีฐานะอย่างไร เป็นชนชาติไหน เคยมีอดีตแบบใด เราทุกคนสามารถเป็นคนในครอบครัวของพระเจ้าได้

ในสมัยพระเยซูเจ้า สายเลือดและเครือญาติสำคัญมาก ครอบครัวคือหลักประกันทั้งด้านความมั่นคง ชื่อเสียง และตำแหน่งในสังคม แต่พระเยซูเจ้าทรงเปิดครอบครัวแบบใหม่ ครอบครัวที่ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยสายเลือด แต่สร้างขึ้นด้วยการฟังพระวาจาและการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า

นี่เป็นคำถามสำคัญสำหรับพระศาสนจักรในวันนี้ คนที่เข้ามาในวัดของเรา รู้สึกว่าเขาเข้ามาใน “ครอบครัว” หรือเข้ามาใน “สำนักงานราชการ”?

เขาได้รับรอยยิ้ม หรือได้รับเพียงกฎระเบียบ? เขาพบใครสักคนที่พร้อมรับฟัง หรือพบแต่คนที่รีบตัดสิน? ผู้ที่แต่งตัวไม่เหมือนเรา พูดไม่เหมือนเรา หรือมีชีวิตไม่สมบูรณ์เหมือนภาพที่เราคาดหวัง เขารู้สึกว่าโต๊ะของพระเจ้ามีที่ว่างสำหรับเขาหรือไม่?

ครอบครัวที่แท้จริงไม่ใช่สถานที่ซึ่งทุกคนสมบูรณ์แบบ แต่เป็นสถานที่ซึ่งคนไม่สมบูรณ์แบบยังรักและประคับประคองกันได้ พระศาสนจักรจึงไม่ควรเป็นชมรมหรือสมาคมของคนดีที่คอยตัดสินคนบาป แต่ต้องเป็นครอบครัวของคนบาปที่กำลังช่วยกันเดินกลับไปหาพระบิดา

พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “ผู้ที่ได้ยินพระวาจา” แต่ตรัสว่า “ผู้ที่ฟังและปฏิบัติตาม” การได้ยินเกิดขึ้นที่หู แต่การฟังเกิดขึ้นในหัวใจ และการเชื่อฟังปรากฏออกมาทางชีวิต

เราสามารถฟังบทเทศน์เรื่องการให้อภัย แล้วกลับบ้านไปไม่พูดกับคนในครอบครัว
เราสามารถอ่านพระวาจาเรื่องคนยากจน แล้วมองผ่านคนที่กำลังเดือดร้อน
เราสามารถร้องว่า “โปรดประทานสันติสุขแก่เรา” แล้วออกจากวัดไปสร้างความแตกแยก เราสามารถตอบว่า “พระเจ้าข้า โปรดทรงสดับฟังเทอญ” แต่เมื่อพระเจ้าตรัสกับเรา เรากลับไม่ยอมฟังพระองค์

บางครั้งเราเปิดพระคัมภีร์เพื่อหาถ้อยคำที่สนับสนุนความคิดเห็นของเรา แทนที่จะเปิดหัวใจให้พระวาจาแก้ไขเรา คริสตชนที่แท้จริงจึงไม่ใช่คนที่รู้พระคัมภีร์มากที่สุด แต่คือคนที่ยอมให้พระคัมภีร์เปลี่ยนแปลงชีวิตมากที่สุด

พระวาจาที่ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติ ก็เหมือนยาที่อ่านฉลากทุกวันแต่ไม่เคยรับประทาน เรารู้ชื่อยา รู้สรรพคุณ อธิบายให้คนอื่นฟังได้หมด แต่โรคของเรายังคงอยู่เหมือนเดิม

โลกปัจจุบันไม่ได้ขาดคำพูด เรามีข่าวสาร ความเห็น คลิปวิดีโอ และข้อความนับไม่ถ้วน แต่โลกกำลังขาดคนที่ดำเนินชีวิตตามสิ่งดีงามที่ตนพูด โลกไม่ได้ต้องการคริสตชนที่เพียงพูดเรื่องความรัก แต่ต้องการเห็นคนที่ให้อภัยจริง, ไม่ได้ต้องการเพียงคำสอนเรื่องความยุติธรรม แต่ต้องการนายจ้างที่ให้ค่าจ้างอย่างเป็นธรรม, ไม่ได้ต้องการเพียงคำเทศน์เรื่องครอบครัว แต่ต้องการพ่อแม่ที่มีเวลาให้ลูก, ไม่ได้ต้องการเพียงคำพูดเรื่องความเมตตา แต่ต้องการชุมชนวัดที่ไม่ทอดทิ้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และคนที่ถูกลืม

สำหรับพระศาสนจักร ความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเราพูดเสียงดังขึ้น แต่เกิดขึ้นเมื่อชีวิตของเราตรงกับพระวาจามากขึ้น

เราอาจประกาศพระวรสารโดยไม่ใช้ไมโครโฟนเลยก็ได้ ด้วยการไม่ร่วมโกงกินแม้จะเสียผลประโยชน์ ด้วยการไม่ส่งต่อข่าวที่ทำร้ายชื่อเสียงผู้อื่น ด้วยการเข้าไปหาคนที่ทุกคนหลีกเลี่ยง หรือด้วยการพูดคำว่า “ฉันให้อภัย” ทั้งที่หัวใจยังเจ็บปวด ในเวลานั้นเอง พระวาจาไม่ได้อยู่เพียงในหนังสือ แต่กลับมีชีวิตอยู่ในตัวเรา

เราอาจเป็นเหมือนสามีคนนี้ ทุกวันอาทิตย์เราได้ยินพระวาจาชัดเจน แต่พอพระเจ้าตรัสว่า “จงให้อภัย จงช่วยผู้ยากไร้ จงเลิกนินทา จงรักศัตรู” เรากลับถามว่า “พระองค์ตรัสเรื่องนั้นด้วยหรือ?” พระเยซูเจ้าจึงไม่ได้ตรัสว่า “ผู้ที่ได้ยินพระวาจาคือพี่น้องของเรา”
แต่ตรัสว่า “ผู้ที่ฟังพระวาจาของพระเจ้าและนำไปปฏิบัติ ผู้นั้นคือมารดาและพี่น้องของเรา” เพราะพระเจ้ามิได้ทรงมองว่า หูของเราดีเพียงใด แต่ทรงมองว่า ชีวิตของเราเชื่อฟังเพียงใด

วันนี้พระเยซูเจ้าทรงเปิดประตูบ้านของพระองค์ และตรัสกับเราว่า “เธอสามารถเป็นมารดา เป็นพี่ เป็นน้อง และเป็นคนในครอบครัวของเราได้ ไม่ใช่เพราะนามสกุล ไม่ใช่เพราะตำแหน่ง และไม่ใช่เพียงเพราะมีใบล้างบาป แต่เพราะเธอฟังพระวาจาและนำไปปฏิบัติ” ดังนั้น หลังมิสซาวันนี้ อย่าเพียงถามว่า “พระวาจาวันนี้ไพเราะหรือไม่?” แต่จงถามว่า “พระวาจาวันนี้ต้องการให้ฉันเปลี่ยนแปลงอะไร?” เพราะพระวาจาที่เราฟังในวัด จะพิสูจน์ความจริงเมื่อเรากลับไปถึงบ้าน ความเชื่อที่เราประกาศด้วยริมฝีปาก จะพิสูจน์เมื่อเราต้องให้อภัย และความสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า จะพิสูจน์เมื่อเราปฏิบัติต่อคนแปลกหน้าเหมือนพี่น้อง ผู้ที่ฟังพระวาจาและปฏิบัติตาม ไม่เพียงรู้จักพระเยซูเจ้า แต่กลายเป็นคนในครอบครัวของพระองค์ อาแมน.


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ