นักบุญบอนาแวนตูรา ศต. 13 (Saint Bonaventura)


นักปราชญ์ผู้มี “สมองของนักเทววิทยา และหัวใจที่ลุกเป็นไฟด้วยความรัก”
นักบุญบอนาแวนตูราเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งคนหนึ่งของพระศาสนจักรในศตวรรษที่ 13 ท่านเป็นทั้งนักปราชญ์ นักเทววิทยา นักภาวนา อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้นำคณะฟรังซิสกัน พระสังฆราช และพระคาร์ดินัล
แต่ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของท่านไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหรือความรู้เท่านั้น หากอยู่ที่ความสามารถในการประสานสิ่งที่ดูเหมือนตรงกันข้ามให้เป็นหนึ่งเดียว ได้แก่
ความรู้กับความรัก
การภาวนากับการทำงาน
ความเคร่งครัดกับความเมตตา
อุดมการณ์กับความเป็นจริง
การฟื้นฟูใหม่กับความซื่อสัตย์ต่อพระศาสนจักร
พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงสรุปบุคลิกของท่านอย่างงดงามว่า เป็นทั้ง “บุรุษแห่งการกระทำและการเพ่งพิศภาวนา” ผู้มีความศรัทธาลึกซึ้งและมีความรอบคอบในการปกครอง
1. เด็กชายผู้เกือบเสียชีวิต
นักบุญบอนาแวนตูรามีชื่อเดิมว่า โจวันนี ดี ฟีดันซา เกิดที่เมืองบันโยเรโจ ประเทศอิตาลี ช่วงประมาณ ค.ศ. 1217–1221 นักประวัติศาสตร์ยังให้ปีเกิดแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ยืนยันตรงกันว่าท่านเสียชีวิตใน ค.ศ. 1274
เมื่อยังเป็นเด็ก โจวันนีป่วยหนักมาก บิดาของเขาซึ่งเป็นแพทย์ก็ไม่สามารถรักษาได้และแทบหมดความหวัง มารดาจึงวอนขอคำเสนอวิงวอนจากนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ซึ่งเพิ่งได้รับการประกาศเป็นนักบุญไม่นาน หลังจากนั้นเด็กชายก็หายจากโรคร้าย เหตุการณ์นี้ฝังลึกอยู่ในชีวิตและความทรงจำของท่าน
มีตำนานธรรมประเพณีเล่าขานว่า เมื่อเห็นเด็กหายดี นักบุญฟรังซิสอาจอุทานว่า “O buona ventura!” หมายถึง “โอ้ ช่างเป็นเหตุการณ์ที่เป็นมงคล!” และชื่อ “บอนาแวนตูรา” จึงติดตัวท่านต่อมา อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของคำอุทานนี้ควรถือเป็นเรื่องเล่าในธรรมประเพณี มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานแน่นอน
แต่ไม่ว่าเรื่องชื่อจะเกิดขึ้นอย่างไร สิ่งหนึ่งชัดเจนคือ ชีวิตที่ได้รับคืนมา กลายเป็นชีวิตที่มอบคืนแด่พระเจ้า
นี่เป็นคำถามสำหรับเราทุกคนด้วยว่า พระเจ้าทรงช่วยเรา ให้โอกาสเรา หรือพาเราผ่านวิกฤตต่าง ๆ มาแล้วเพื่ออะไร?
บางคนได้รับชีวิตใหม่หลังจากหายป่วย
บางคนรอดจากอุบัติเหตุ
บางคนได้รับการให้อภัย
บางคนได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่
แต่คำถามคือ เราเพียงแค่ “รอด” หรือเราได้ค้นพบว่า ชีวิตที่รอดมานั้นมีพันธกิจบางอย่างซ่อนอยู่
2. จากนักศึกษาในปารีสสู่ภราดาฟรังซิสกัน
โจวันนีเดินทางไปศึกษาที่กรุงปารีส ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางวิชาการที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปในเวลานั้น ท่านได้รับการศึกษาด้านศิลปศาสตร์ ก่อนจะตั้งคำถามสำคัญกับตนเองว่า “ฉันควรทำอะไรกับชีวิตของฉัน?”
คำถามนี้ไม่ใช่เพียงคำถามเรื่องอาชีพ แต่เป็นคำถามเรื่องกระแสเรียก
ในที่สุดท่านตัดสินใจเข้าคณะภราดาน้อย หรือคณะฟรังซิสกัน และได้รับชื่อว่า “บอนาแวนตูรา” ท่านศึกษาศาสนศาสตร์อย่างจริงจัง จนต่อมาได้เป็นอาจารย์ด้านพระคัมภีร์และศาสนศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปารีส และได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเทววิทยาคนสำคัญคนหนึ่งแห่งยุคกลาง
สิ่งที่น่าทึ่งคือ ท่านไม่ได้เข้าคณะฟรังซิสกันเพราะไม่ชอบการเรียน แต่เพราะเห็นว่าในนักบุญฟรังซิสมีความกลมกลืนระหว่าง ความรู้กับชีวิต
ท่านเคยสังเกตว่า พระเจ้าทรงเริ่มพระศาสนจักรด้วยชาวประมงธรรมดา และต่อมาทรงประทานนักปราชญ์ให้แก่พระศาสนจักร ดังนั้น เราจึงไม่ควรดูหมิ่นทั้งความเรียบง่ายและการศึกษา
นี่คือบทเรียนสำคัญมาก:
ความเชื่อที่ไม่มีความคิด อาจกลายเป็นความงมงาย
แต่ความคิดที่ไม่มีความเชื่อและความรัก อาจกลายเป็นความเย่อหยิ่ง
3. เพื่อนร่วมยุคของนักบุญโทมัส อไควนัส
นักบุญบอนาแวนตูราอยู่ในยุคเดียวกับนักบุญโทมัส อไควนัส ทั้งสองเป็นนักเทววิทยาผู้ยิ่งใหญ่ในกรุงปารีส คนหนึ่งเป็นฟรังซิสกัน อีกคนหนึ่งเป็นโดมินิกัน
นักบุญโทมัสเน้นความจริง ความเข้าใจ และการเพ่งพิศพระเจ้า ส่วนนักบุญบอนาแวนตูราเน้นความดี ความรัก และการรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า
แต่ทั้งสองไม่ได้ขัดแย้งกัน เพราะความจริงแท้ย่อมนำไปสู่ความรัก และความรักแท้ย่อมไม่แยกจากความจริง พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงอธิบายว่า สำหรับบอนาแวนตูรา จุดหมายสูงสุดของมนุษย์คือการรักพระเจ้า พบพระองค์ และรวมเป็นหนึ่งกับพระองค์
มีเรื่องเล่าที่งดงามว่า วันหนึ่งนักบุญโทมัสถามบอนาแวนตูราว่า
“ท่านศึกษาจากหนังสือเล่มใด จึงมีความรู้ลึกซึ้งเช่นนี้?”
บอนาแวนตูราจึงชี้ไปที่ไม้กางเขนและตอบในความหมายว่า “นี่คือหนังสือของข้าพเจ้า”
เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องเล่าทางจิตศรัทธามากกว่าบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่สะท้อนความคิดของท่านได้อย่างถูกต้องที่สุดว่า
ผู้ใดต้องการเข้าใจพระเจ้า ต้องอ่านไม่เพียงหนังสือ แต่ต้องอ่านความรักที่ถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน
4. นักปราชญ์ที่เชื่อว่า “ความรู้ต้องทำให้เราเป็นคนดี”
สำหรับบอนาแวนตูรา จุดหมายของศาสนศาสตร์ไม่ใช่เพียงทำให้มนุษย์ฉลาดขึ้น แต่ต้องทำให้มนุษย์ ดีขึ้น ท่านใช้ถ้อยคำภาษาละตินว่า Ut boni fiamus — “เพื่อให้เรากลายเป็นคนดี”
การรู้ว่าพระเยซูคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ต้องไม่จบอยู่ในสมอง แต่ต้องเคลื่อนลงสู่หัวใจ กลายเป็นความรัก ความกตัญญู และการเปลี่ยนแปลงชีวิต
เราอาจถามตัวเองว่า…
- เราอ่านพระคัมภีร์มากขึ้น แล้วเมตตามากขึ้นหรือไม่?
- เราเรียนเทววิทยามากขึ้น แล้วถ่อมตนมากขึ้นหรือไม่?
- เรารู้กฎหมายพระศาสนจักรมากขึ้น แล้วเข้าใจผู้บาดเจ็บมากขึ้นหรือไม่?
- เราฟังบทเทศน์มานาน แล้วให้อภัยง่ายขึ้นหรือยัง?
ถ้าความรู้เรื่องพระเจ้าไม่ทำให้เรารักผู้อื่นมากขึ้น ความรู้นั้นอาจยังไม่เดินทางจากศีรษะลงถึงหัวใจ
5. ผู้นำในเวลาที่คณะฟรังซิสกันแตกแยก
ใน ค.ศ. 1257 ขณะที่มีอายุประมาณ 40 ปี บอนาแวนตูราได้รับเลือกเป็นอัคราธิการใหญ่ของคณะฟรังซิสกัน ท่านทำหน้าที่นี้เป็นเวลาราว 17 ปี
เวลานั้นคณะฟรังซิสกันกำลังเผชิญความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง
กลุ่มหนึ่งต้องการรักษาความยากจนแบบเคร่งครัดที่สุด อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าคณะซึ่งขยายตัวไปทั่ว จำเป็นต้องมีโครงสร้าง การศึกษา และระบบบริหารที่เหมาะสม
นี่เป็นปัญหาคลาสสิกของทุกองค์กร:
จะรักษาจิตตารมณ์ดั้งเดิมอย่างไร โดยไม่ปฏิเสธความจริงของโลกที่เปลี่ยนไป? จะปรับตัวอย่างไร โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์?
บอนาแวนตูราไม่ได้เลือกสุดขั้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ท่านรักษาอุดมคติของนักบุญฟรังซิส แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับข้อจำกัดของมนุษย์และความจำเป็นของระเบียบ ท่านจัดทำธรรมนูญของคณะและเขียนชีวประวัตินักบุญฟรังซิสฉบับมาตรฐาน เพื่อรวบรวมคณะให้กลับเป็นหนึ่งเดียว
ท่านจึงได้รับการเรียกในบางครั้งว่า “ผู้ก่อตั้งคนที่สองของคณะฟรังซิสกัน”
เคล็ดลับการเป็นผู้นำของบอนาแวนตูรา
ท่านไม่ได้ปกครองด้วยคำสั่งเท่านั้น แต่พยายามนำจิตใจของสมาชิกกลับไปหาพระเยซูเจ้า การตัดสินใจของท่านเกิดจากการคิด การไตร่ตรอง และการภาวนา ไม่ใช่อารมณ์หรือการแข่งขันทางอำนาจ ผู้นำที่แท้จริงจึงไม่ได้เพียงถามว่า “จะควบคุมคนเหล่านี้อย่างไร?” แต่ถามว่า “จะช่วยให้คนเหล่านี้มองเห็นพระเยซูคริสตเจ้าและพันธกิจร่วมกันอีกครั้งได้อย่างไร?”
6. เกร็ดเรื่องหมวกพระคาร์ดินัล
ใน ค.ศ. 1273 พระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 10 ทรงแต่งตั้งบอนาแวนตูราเป็นพระคาร์ดินัลและพระสังฆราชแห่งอัลบาโน
มีธรรมประเพณีเล่าว่า เมื่อคณะผู้แทนจากพระสันตะปาปาเดินทางมาแจ้งข่าวและนำหมวกพระคาร์ดินัลมาให้ พวกเขาพบท่านกำลังล้างจานอยู่ในครัวของอาราม
ผู้แทนจึงแจ้งว่า
“ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลแล้วครับ!”
บอนาแวนตูรากล่าวทำนองว่า
“ช่วยแขวนหมวกไว้ที่กิ่งไม้ก่อนเถิด ขอให้ข้าพเจ้าล้างจานให้เสร็จก่อน”
ภาพพระคาร์ดินัลผู้ยิ่งใหญ่ที่ปล่อยหมวกแดงแขวนอยู่กับต้นไม้ แล้วก้มหน้าล้างจานต่อ เป็นเรื่องที่น่ารักและหักมุมมาก
คนทั่วไปอาจคิดว่า เมื่อได้ตำแหน่งใหญ่ เราต้องรีบวางจาน แล้วให้คนอื่นมารับใช้ แต่บอนาแวนตูรากลับสอนว่า ตำแหน่งใหม่ไม่ได้ทำให้จานที่อยู่ตรงหน้าหายไปและเกียรติยศไม่ได้ยกเว้นเราจากการรับใช้
เรื่องนี้เป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกัน จึงไม่ควรถือรายละเอียดทุกอย่างเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ แต่สะท้อนบุคลิกความถ่อมตนของท่านได้อย่างงดงาม
บางครั้งเรายังไม่ได้เป็นพระคาร์ดินัลเลย แต่แค่ได้รับเลือกเป็นกรรมการ เราก็เริ่มไม่เก็บเก้าอี้แล้ว!
7. สภาสังคายนาเมืองลียง (Lyon) และวาระสุดท้าย
หลังได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัล บอนาแวนตูราได้ช่วยพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 10 เตรียมสภาสังคายนาลียงครั้งที่สองใน ค.ศ. 1274 และมีบทบาทสำคัญในการเจรจาเพื่อฟื้นฟูเอกภาพระหว่างพระศาสนจักรตะวันออกกับตะวันตก
ท่านเสียชีวิตอย่างกะทันหันที่เมืองลียงเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1274 ระหว่างสภาสังคายนา หลังจากมีส่วนช่วยการเจรจาสำคัญเรื่องเอกภาพของคริสตชน บันทึกของสภากล่าวถึงความโศกเศร้าอย่างมากในพิธีศพ เพราะผู้ที่ได้พบรู้สึกรักและเคารพท่าน
ท่านได้รับการประกาศเป็นนักบุญใน ค.ศ. 1482 และได้รับการประกาศเป็นนักปราชญ์ของพระศาสนจักรใน ค.ศ. 1588 โดยมีสมญาว่า Doctor Seraphicus — นักปราชญ์เซราฟิก
คำว่า “เซราฟิก” หมายถึงความรักที่ลุกเป็นไฟดุจทูตสวรรค์เซราฟิม พระศาสนจักรฉลองระลึกถึงท่านในวันที่ 15 กรกฎาคม
งานเขียนสำคัญ: การเดินทางของจิตสู่พระเจ้า
ผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของท่านคือ Itinerarium Mentis in Deum “การเดินทางของจิตมนุษย์สู่พระเจ้า”
บอนาแวนตูราเขียนงานนี้หลังจากไปภาวนาที่ภูเขาลาแวร์นา สถานที่ที่นักบุญฟรังซิสได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ท่านใช้ภาพปีกหกปีกของทูตสวรรค์เซราฟิมเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางหกขั้น ซึ่งมนุษย์ค่อย ๆ ขึ้นไปหาพระเจ้า
เราอาจสรุปแนวทางของท่านอย่างง่ายได้ว่า เราพบพระเจ้าได้จากสาม “หนังสือ”
1. หนังสือแห่งสรรพสิ่ง
ธรรมชาติ ความงดงาม และสิ่งสร้างทั้งหลายเป็นร่องรอยของพระผู้สร้าง เราไม่ได้กราบไหว้ธรรมชาติ แต่เรามองผ่านธรรมชาติเพื่อเห็นความดี ความงาม และพระปรีชาญาณของพระเจ้า บอนาแวนตูรามองจักรวาลในแง่บวก เป็นของประทานแห่งความรักของพระเจ้า
2. หนังสือแห่งจิตใจมนุษย์
เมื่อมนุษย์มองเข้าไปในความทรงจำ สติปัญญา ความรัก และความปรารถนาลึกที่สุดของตน ก็จะพบร่องรอยของพระตรีเอกภาพ
หลายครั้งเราเดินทางไปไกลเพื่อหาพระเจ้า แต่ไม่เคยเข้าไปในความเงียบของหัวใจตนเองเลย
3. หนังสือแห่งพระเยซูคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขน
จุดสูงสุดของการรู้จักพระเจ้าไม่ได้อยู่ที่ทฤษฎี แต่อยู่ที่พระเยซูคริสตเจ้า โดยเฉพาะความรักบนไม้กางเขน
สำหรับท่าน เมื่อเหตุผลมองไม่เห็นทางต่อไป ความรักยังมองเห็นได้ และสามารถนำมนุษย์เข้าไปในพระธรรมล้ำลึกได้ลึกกว่าความคิดเพียงอย่างเดียว
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับนักบุญบอนาแวนตูรา
“อย่าถามเพียงคำสอน แต่จงถามพระหรรษทาน”
ตอนจบหนังสือ การเดินทางของจิตสู่พระเจ้า ท่านเตือนว่า ผู้ที่ต้องการพบพระเจ้าไม่ควรพึ่งการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแสวงหาพระหรรษทาน ความปรารถนา การภาวนา และไฟแห่งความรัก
ท่านไม่ได้ต่อต้านเหตุผล เพราะตัวท่านเองเป็นนักวิชาการชั้นสูง แต่ท่านรู้ว่า
เหตุผลพาเราไปถึงประตู
แต่ความรักทำให้เราเข้าไปในบ้าน
เป็นผู้ประสานความแตกต่าง
บุคลิกสำคัญของบอนาแวนตูราคือการประสานสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน:
- จิตตารมณ์ฟรังซิสกันกับการศึกษา
- ความยากจนกับการบริหารองค์กร
- ความใหม่กับความต่อเนื่อง
- อิสรภาพของพระจิตเจ้ากับระเบียบของชุมชน
- พระศาสนจักรตะวันออกกับตะวันตก
ท่านไม่คิดว่าความเป็นหนึ่งเดียวหมายถึงทุกคนต้องเหมือนกัน แต่หมายถึงทุกฝ่ายต้องหันกลับไปหาศูนย์กลางเดียวกัน คือพระเยซูคริสตเจ้า
รักสิ่งสร้างแต่ไม่หยุดอยู่ที่สิ่งสร้าง
ท่านเดินตามจิตตารมณ์นักบุญฟรังซิส มองเห็นความงามของพระเจ้าในสรรพสิ่ง แต่ไม่ติดอยู่กับความงามภายนอก สิ่งสร้างเป็นเหมือนกระจกหรือรอยเท้าที่ชี้ไปยังพระผู้สร้าง
นักเทววิทยาต้องเป็นผู้มีความรัก
บอนาแวนตูราสอนว่า เทววิทยาที่แท้จริงต้องเกิดจากความรักของผู้ที่ปรารถนารู้จักบุคคลที่ตนรักมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่จากความหยิ่งที่ต้องการเอาชนะการถกเถียง
ข้อคิดกับโลกปัจจุบัน
1. โลกไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาดปรีชาญาณ
มนุษย์ปัจจุบันมีข้อมูลอยู่ในมือมากกว่าคนทุกยุค แต่ข้อมูลจำนวนมากไม่ได้ทำให้เราเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ
เราอาจฉลาดขึ้นทางเทคนิค แต่ใจร้อนขึ้น
สื่อสารได้เร็วขึ้น แต่ฟังกันน้อยลง
รู้ข่าวทั่วโลก แต่ไม่รู้ว่าคนในบ้านกำลังทุกข์
สร้างปัญญาประดิษฐ์ได้ แต่ยังควบคุมความโลภและความโกรธของตนไม่ได้
บอนาแวนตูราจะถามโลกว่า “สิ่งที่เรารู้นั้นกำลังทำให้เราดีขึ้นหรือไม่?”
ความก้าวหน้าที่แท้จริงไม่ใช่เพียงเครื่องจักรทำงานเร็วขึ้น แต่คือมนุษย์รักกันมากขึ้นและผู้เปราะบางได้รับการคุ้มครองมากขึ้น
2. การศึกษาไม่ควรสร้างเพียง “คนเก่ง” แต่ต้องสร้าง “คนดี”
โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันต่าง ๆ อาจผลิตคนเก่งมากมาย แต่ถ้าความเก่งถูกใช้เพื่อเอาเปรียบ ทำลาย หรือกอบโกย ความรู้นั้นก็กลายเป็นอาวุธ
ตามแนวคิดของบอนาแวนตูรา การศึกษาที่สมบูรณ์ต้องพัฒนาทั้ง
สมอง หัวใจ มโนธรรม และความรับผิดชอบ
ผู้มีการศึกษาสูงไม่ควรเป็นผู้ที่พูดศัพท์ยากที่สุด แต่ควรเป็นผู้ที่ใช้ความรู้เพื่อยกชีวิตผู้อื่นให้ดีขึ้น
3. ผู้นำต้องประสานอุดมการณ์กับความเป็นจริง
โลกปัจจุบันมักแบ่งคนเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งยึดอุดมการณ์จนไม่เห็นข้อจำกัดของมนุษย์
อีกฝ่ายหนึ่งอ้างความเป็นจริงจนไม่มีอุดมการณ์เหลืออยู่เลย
บอนาแวนตูราสอนให้เรามีทั้งหัวใจที่มุ่งสูง และเท้าที่เหยียบอยู่บนพื้น
อย่าลดมาตรฐานของพระวรสาร แต่ก็อย่าปกครองราวกับว่ามนุษย์ทุกคนเป็นนักบุญแล้ว
ผู้นำที่ดีจึงต้องกล้าฝัน แต่ก็รู้จักจังหวะ
ต้องรักษาหลักการ แต่เมตตาต่อคน
ต้องฟังทุกฝ่าย แต่ไม่สูญเสียทิศทาง
4. วิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นวิกฤตฝ่ายจิตด้วย
เมื่อเรามองธรรมชาติเป็นเพียงวัตถุดิบ เราก็ใช้มันจนหมด แต่เมื่อเรามองสิ่งสร้างเป็นของประทานและร่องรอยของพระเจ้า เราจะปฏิบัติต่อมันด้วยความเคารพ
แนวคิดของบอนาแวนตูราจึงมีความหมายมากต่อการดูแลสิ่งแวดล้อม:
โลกไม่ใช่โกดังสินค้าที่มนุษย์จะหยิบใช้ตามใจ
แต่เป็นหนังสือซึ่งพระเจ้าทรงเขียนความดีและความงามของพระองค์ไว้
การทำลายสิ่งสร้างจึงไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจ แต่คือการทำลายภาษาหนึ่งที่กล่าวถึงพระเจ้า
5. ความแตกแยกแก้ไม่ได้ด้วยการเอาชนะ แต่ด้วยการกลับสู่ศูนย์กลาง
ในครอบครัว สังคม และการเมือง ทุกฝ่ายมักพยายามพิสูจน์ว่า “ฉันถูก”
แต่บอนาแวนตูราจะชวนถามว่า “อะไรคือความดีส่วนรวมที่ใหญ่กว่าอัตตาของทุกฝ่าย?” เอกภาพไม่ได้เกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งบดขยี้อีกฝ่าย แต่เกิดเมื่อทุกฝ่ายลดอัตตาลงและมองเห็นความจริงที่สูงกว่าตนเอง
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
1. พระศาสนจักรต้องเป็นทั้งผู้ภาวนาและผู้ลงมือทำ
บอนาแวนตูราเป็นทั้งนักเพ่งพิศและนักบริหาร
พระศาสนจักรจึงไม่ควรเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
ถ้าภาวนาแต่ไม่รับใช้ การภาวนาอาจกลายเป็นการหลบหนี
ถ้าทำงานแต่ไม่ภาวนา งานอภิบาลอาจกลายเป็นกิจกรรมที่ปราศจากวิญญาณ
เราไม่ควรถามเพียงว่า “ปีนี้วัดทำกิจกรรมกี่โครงการ?” แต่ควรถามด้วยว่า “กิจกรรมเหล่านั้นนำผู้คนเข้าใกล้พระเยซูคริสตเจ้ามากขึ้นหรือไม่?”
2. การฟื้นฟูต้องรักษาทั้งความใหม่และความต่อเนื่อง
บอนาแวนตูราต่อต้านทั้งสองแนวคิดสุดขั้ว:
- แนวคิดที่ว่าทุกสิ่งใหม่เป็นสิ่งผิด
- แนวคิดที่ว่าของเดิมทั้งหมดต้องถูกทิ้ง
ท่านเชื่อว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของประวัติศาสตร์ และพระจิตเจ้าทรงนำพระศาสนจักรให้เติบโตโดยไม่ตัดขาดจากรากเดิม ดังนั้น ในการปรับปรุงพระศาสนจักร เราต้องไม่สร้าง “พระศาสนจักรใหม่” ที่ไม่มีความทรงจำ และไม่ทำให้พระศาสนจักรกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีชีวิต ประเพณีที่แท้จริงไม่ใช่การเก็บเถ้าถ่าน แต่คือการส่งต่อไฟที่มีพลัง
3. โครงสร้างเป็นสิ่งจำเป็น แต่ว่าโครงสร้างไม่ใช่พระเจ้า
บอนาแวนตูราเห็นว่าคณะนักบวชจำเป็นต้องมีธรรมนูญ ระเบียบ และโครงสร้าง แต่ท่านไม่เคยคิดว่าโครงสร้างเพียงอย่างเดียวจะทำให้คนศักดิ์สิทธิ์ได้ พระศาสนจักรต้องมีระบบบริหารที่ดี โปร่งใส และรับผิดชอบ แต่ระบบเหล่านั้นต้องรับใช้พันธกิจ ไม่ใช่ให้พันธกิจกลายเป็นทาสของระบบ คณะกรรมการ/คณะที่ปรึกษามีไว้เพื่อช่วยให้พันธกิจเดินหน้า ไม่ใช่ให้พันธกิจหยุดรอการประชุมครั้งต่อไปเสมอ!
4. ความรู้ทางศาสนาต้องนำไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์
ความรู้พระคัมภีร์ กฎหมายพระศาสนจักร หรือเทววิทยามีคุณค่ามาก แต่หากผู้รู้กลายเป็นคนแข็งกระด้าง ดูหมิ่นผู้อื่น หรือขาดความเมตตา ความรู้นั้นยังไม่บรรลุจุดหมาย
นักบุญบอนาแวนตูราจะเตือนนักเทศน์ นักเทววิทยา พระสงฆ์ นักบวช นักพรต และครูคำสอนว่า อย่าศึกษาพระเจ้าเหมือนศึกษาวัตถุ แต่จงศึกษาพระองค์เหมือนผู้รักที่ปรารถนารู้จักผู้เป็นที่รัก
บทเทศน์ที่ดีจึงไม่ใช่บทเทศน์ที่ทำให้ผู้ฟังพูดว่า “คุณพ่อฉลาดมาก” แต่คือบทเทศน์ที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า “วันนี้ฉันอยากรักพระเจ้ามากขึ้นและกลับไปคืนดีกับใครสักคน”
5. ตำแหน่งในพระศาสนจักรต้องไม่ทำให้เราวางผ้าเช็ดจาน
เรื่องหมวกพระคาร์ดินัลที่แขวนไว้บนต้นไม้เตือนเราว่า
ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งต้องก้มต่ำ
ยิ่งได้รับเกียรติ ยิ่งต้องรับใช้
ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งต้องรับผิดชอบต่อคนเล็กน้อย
วันหนึ่งเราอาจต้องวางตำแหน่งทุกอย่างลง แต่คำถามที่พระเจ้าจะถามอาจไม่ใช่
“เจ้าเคยมีตำแหน่งอะไร?” แต่อาจเป็น “เมื่อเจ้าได้รับตำแหน่งนั้น เจ้าได้ล้างเท้าให้ใครบ้าง?”
อยากเล่าสู่กันฟัง
พระสงฆ์หนุ่มองค์หนึ่งไปถามพระสงฆ์อาวุโสว่า “คุณพ่อครับ ผมอยากเป็นเหมือนนักบุญบอนาแวนตูรา เป็นทั้งนักปราชญ์ นักภาวนา และผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ผมควรเริ่มจากอะไรครับ?” พระสงฆ์อาวุโสตอบว่า “เริ่มจากล้างถ้วยกาแฟที่วางอยู่ในอ่างก่อน”
พระสงฆ์หนุ่มจึงพูดว่า “แต่ผมหมายถึงเส้นทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์ครับ!” พระสงฆ์อาวุโสตอบว่า “ผมก็กำลังชี้ให้ดูอยู่ แต่ลูกอยากเริ่มจากขั้นสูงเกินไป!”
ความจริงคือ เรามักอยากรับใช้พระเจ้าในงานยิ่งใหญ่ที่ผู้คนมองเห็น
เราอยากเทศน์ อยากนำ อยากสอน อยากสร้างโครงการ อยากได้รับการจดจำ
แต่ความศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่มีเสียงปรบมือ เช่น ล้างจาน เก็บเก้าอี้ รับโทรศัพท์จากผู้สูงอายุ ฟังคนที่พูดซ้ำ ให้อภัยคนในบ้าน ทำหน้าที่ของตนให้เสร็จ เราอยากถือหมวกพระคาร์ดินัล แต่พระเจ้าอาจกำลังรอดูว่า เราจะล้างจานให้เสร็จหรือไม่?
ข้อคิดสรุปจากชีวิตของนักบุญบอนาแวนตูรา
ท่านสอนเราว่า
อย่าศึกษาจนไม่มีเวลาภาวนา
อย่าภาวนาจนไม่ยอมเรียนรู้
อย่ารักอุดมการณ์จนไม่รักคน
อย่าบริหารคนจนลืมนำเขาไปหาพระคริสตเจ้า
อย่าชื่นชมสิ่งสร้างจนลืมพระผู้สร้าง
อย่าแสวงหาตำแหน่งจนลืมผ้าเช็ดจาน
และอย่ารู้เรื่องพระเจ้ามากมาย จนไม่มีหัวใจที่จะรักพระองค์
คำอธิษฐานที่เหมาะกับชีวิตของท่านอาจเป็นดังนี้:
**ข้าแต่พระเจ้า
โปรดประทานสติปัญญาที่ไม่ทำให้ลูกหยิ่ง
ความรู้ที่ทำให้ลูกเป็นคนดี
ความศรัทธาที่ไม่กลัวคำถาม
เหตุผลที่ไม่ปิดกั้นพระธรรมล้ำลึก
ความรักที่มองเห็นในเวลาที่เหตุผลมองไม่เห็น
โปรดให้ลูกพบพระองค์ในพระคัมภีร์
ในไม้กางเขน ในความเงียบ
ในความงามของสิ่งสร้าง
และในใบหน้าของพี่น้อง
ขอให้ลูกไม่เพียงรู้จักเรื่องราวของพระองค์
แต่รักพระองค์ด้วยสุดหัวใจ
และใช้ทุกสิ่งที่ลูกเรียนรู้
เพื่อรับใช้และทำให้ผู้อื่นดีขึ้น
อาแมน**
ประโยคที่น่าจดจำที่สุดจากชีวิตของนักบุญบอนาแวนตูราคือ:
“ความรู้ที่ไม่กลายเป็นความรัก ยังเดินทางไปไม่ถึงจุดหมาย”
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาส วัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
บทเทศน์และข้อคิด วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2026
ระลึกถึงนักบุญบอนาแวนตูรา ศต. 13
บทอ่านจาก อิสยาห์ 10:5-7, 13ข-16
เป็นพระวาจาที่ทรงพลังมาก เพราะพูดถึงเรื่องที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกในประวัติศาสตร์มนุษย์ นั่นคือ เมื่อมนุษย์ได้รับอำนาจ ความสำเร็จ หรือชัยชนะ แล้วเริ่มเข้าใจผิดว่า “ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะฉัน” พระวาจาวันนี้จึงไม่ได้พูดถึงจักรวรรดิอัสซีเรียเท่านั้น แต่พูดถึงเรา พูดถึงโลก และพูดกับพระศาสนจักรด้วย
“ขวานจะโอ้อวดเหนือคนที่ใช้มันได้หรือ?”
มีประโยคหนึ่งในบทอ่านวันนี้ที่คมมาก คมเสียยิ่งกว่าขวานที่พระคัมภีร์กล่าวถึงเสียอีก: “ขวานจะโอ้อวดเหนือผู้ที่ใช้มันฟันได้หรือ?” (เทียบ อสย 10:15)
คำถามนี้เหมือนพระเจ้ากำลังถามมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยว่า “เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่า ทุกสิ่งที่เจ้าทำสำเร็จนั้น เป็นเพราะเจ้าเพียงคนเดียว?”
1. อัสซีเรีย: เครื่องมือที่ลืมว่าตนเป็นเพียงเครื่องมือ
ในสมัยประกาศกอิสยาห์ จักรวรรดิอัสซีเรียเป็นมหาอำนาจ เป็นกองทัพที่น่าเกรงขาม สามารถพิชิตเมืองแล้วเมืองเล่า อาณาจักรแล้วอาณาจักรเล่า พระเจ้าทรงเรียกอัสซีเรียว่า “ไม้เรียวแห่งความกริ้วของเรา” นี่เป็นข้อความที่น่าคิดมาก พระเจ้าทรงอนุญาตให้อัสซีเรียเป็นเครื่องมือ เพื่อเตือนสติและชำระประชากรที่หลงผิด แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ เครื่องมือเริ่มคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของงาน อัสซีเรียเริ่มพูดว่า “ข้าพเจ้าทำสิ่งเหล่านี้ด้วยกำลังมือของข้าพเจ้า และด้วยปรีชาญาณของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามีความเข้าใจ” สังเกตคำว่า “ข้าพเจ้า” มือของข้าพเจ้า ปรีชาญาณของข้าพเจ้า ความเข้าใจของข้าพเจ้า กำลังของข้าพเจ้า นี่คือจุดเริ่มต้นของความพินาศทางจิตวิญญาณ เมื่อพระเจ้าเริ่มหายไปจากประโยค และเหลือแต่คำว่า “ฉัน”
2. บาปที่อันตรายที่สุด อาจไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือ “ความสำเร็จ”
เรามักคิดว่าเวลาที่อันตรายที่สุดในชีวิตคือเวลาที่เราล้มเหลว แต่บางครั้ง เวลาที่อันตรายที่สุด คือเวลาที่เราประสบความสำเร็จ เมื่อเราล้มเหลว เรามักคุกเข่า แต่เมื่อเราสำเร็จ เราอาจเริ่มยืนสูงเกินไป เมื่อเราไม่มีอะไร เราอธิษฐานว่า “พระเจ้าข้า โปรดช่วยลูกด้วย” แต่เมื่อเรามีทุกอย่าง เราอาจเริ่มคิดว่า “ที่มาถึงวันนี้ได้ ก็เพราะความสามารถของฉัน” เมื่อป่วย เราขอพระเจ้า เมื่อหายดี เราขอบคุณหมอ—แต่บางครั้งลืมขอบคุณพระเจ้า เมื่อเริ่มงานใหม่ เราวอนขอพระพร เมื่อธุรกิจรุ่งเรือง เรากลับพูดว่า“ผมเก่ง ผมวางแผนดี ผมมองการณ์ไกล”
พระวาจาวันนี้จึงถามเราว่า “ขวานจะโอ้อวดเหนือคนที่ใช้มันหรือ?” ขวานอาจคม
แต่ถ้าไม่มีมือจับ ขวานก็วางนิ่งอยู่บนพื้น
เลื่อยอาจดีเยี่ยม
แต่ถ้าไม่มีผู้ใช้ มันก็ตัดอะไรไม่ได้
มนุษย์อาจฉลาด มีพรสวรรค์ มีตำแหน่ง มีทรัพย์สิน มีอำนาจ
แต่พระคัมภีร์กำลังเตือนว่า
อย่าสับสนระหว่าง “ของประทาน” กับ “เจ้าของของประทาน”
3. อยากเล่าสู่กันฟัง
มีเรื่องเล่าว่า เมืองหนึ่งสร้างอนุสาวรีย์นายพลผู้ยิ่งใหญ่ ขี่ม้าสง่างามอยู่กลางจัตุรัสวันเปิดอนุสาวรีย์ มีคนมามากมาย มีวงดุริยางค์ มีการปรบมือ มีการกล่าวสดุดีนายพลคืนนั้น ม้าตัวจริงของนายพลกลับไปที่คอก แล้วพูดกับม้าตัวอื่นอย่างภาคภูมิใจว่า “วันนี้พวกเธอรู้ไหม? คนทั้งเมืองมาปรบมือให้ฉัน!” ม้าตัวอื่นถาม “แน่ใจหรือว่าเขาปรบมือให้แก?” มันตอบว่า “แน่สิ! นายพลนั่งอยู่บนหลังฉัน ถ้าไม่มีฉัน เขาจะสูงสง่างามได้อย่างไร?” วันรุ่งขึ้น นายพลไม่ได้ขี่มันออกไป แต่คนยังคงปรบมือให้นายพลเหมือนเดิม
ม้าจึงเริ่มเข้าใจ… “อ๋อ…เมื่อวานเขาไม่ได้ปรบมือให้ฉันนี่หว่า!”
บางครั้ง เราก็เป็นม้าตัวนั้นแหละ
พระเจ้าให้เราพระพร ให้ตำแหน่ง ให้ความสามารถ ให้โอกาส ให้คนดี ๆ มาช่วยให้สุขภาพ ให้เวลา ให้ชีวิต แล้วเมื่อผู้คนชื่นชมผลงาน เรากลับคิดว่า “ทั้งหมดนี้ เพราะฉัน!”
พระวาจาวันนี้อาจกระซิบเบา ๆ ว่า
“อย่าเข้าใจผิดว่าเสียงปรบมือทั้งหมดนั้นเป็นของเจ้า” และยิ่งกว่านั้น—ถ้ามีเสียงปรบมือจริง ๆ จงส่งเสียงปรบมือนั้นกลับคืนไปหาพระเจ้า
4. โลกปัจจุบัน: เมื่อ “เครื่องมือ” คิดว่าตนเป็นพระเจ้า
พระวาจาจากอิสยาห์บทนี้ร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด โลกของเรามีพลังมากขึ้นทุกวัน เรามีเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ อำนาจทางเศรษฐกิจ อาวุธที่ร้ายแรง ระบบการสื่อสารที่เชื่อมโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ที่คนสมัยก่อนไม่อาจจินตนาการได้ สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งชั่วร้าย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือมีพลังแต่อยู่ที่มนุษย์เริ่มคิดว่า เพราะมีเครื่องมือที่ทรงพลัง มนุษย์จึงเป็นพระเจ้า
อัสซีเรียมี “กองทัพ”, มนุษย์ปัจจุบันมี “เทคโนโลยี”, อัสซีเรียคิดว่า
“ไม่มีใครหยุดเราได้”, โลกปัจจุบันก็เสี่ยงจะคิดเช่นเดียวกันว่า “เราทำได้ทุกอย่าง”, แต่คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “เราทำได้หรือไม่?” คำถามที่สำคัญกว่าคือ “เราควรทำหรือไม่?” “สิ่งนี้รับใช้มนุษย์หรือทำลายมนุษย์?” “อำนาจนี้อยู่ในมือของความรัก หรืออยู่ในมือของความทะนงตน?”
เพราะอำนาจที่ไม่มีความถ่อมตน ในที่สุดจะกลายเป็นความรุนแรง, ความฉลาดที่ไม่มีมโนธรรม อาจกลายเป็นอาวุธ, เทคโนโลยีที่ไม่มีจริยธรรม อาจลดมนุษย์ให้เหลือเพียงข้อมูล, และศาสนาที่ไม่มีความรัก ความเมตตา ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือแห่งการแบ่งแยกได้เช่นกัน
5. พระวาจานี้พูดอะไรกับพระศาสนจักร?
ตรงนี้เราต้องกล้าฟังพระวาจาด้วยความถ่อมตน เพราะคำถามว่า “ขวานจะโอ้อวดเหนือผู้ที่ใช้มันหรือ?” ไม่ได้ถามเฉพาะนักการเมือง ไม่ได้ถามเฉพาะมหาอำนาจ
ไม่ได้ถามเฉพาะคนร่ำรวย พระวาจานี้ถามพระศาสนจักรด้วย
พระศาสนจักรเป็นเครื่องมือของพระเจ้า
ไม่ใช่เจ้าของพระเจ้า
พระสงฆ์เป็นผู้รับใช้พระวาจา
ไม่ใช่เจ้าของพระวาจา
พระสังฆราชเป็นผู้ดูแลฝูงแกะ
ไม่ใช่เจ้าของฝูงแกะ
ฆราวาสที่มีบทบาทในวัด เป็นผู้รับใช้ชุมชน ไม่ใช่เจ้าของวัด
ตำแหน่งในพระศาสนจักรจึงไม่ใช่ “บัลลังก์” แต่เป็น ผ้าเช็ดเท้า
เพราะพระเยซูเจ้าเจ้าไม่ได้ตรัสว่า
“ผู้ใดอยากเป็นใหญ่ จงนั่งสูงกว่าคนอื่น”
พระองค์ทรงสอนว่า ผู้ใดอยากเป็นใหญ่ จงเป็นผู้รับใช้
นี่คือการกลับด้านของพระวรสาร
โลกบอกว่า “ยิ่งใหญ่ เพราะมีคนรับใช้เรา”
พระเยซูเจ้าเจ้าตรัสว่า “ยิ่งใหญ่ เพราะเรารับใช้คนอื่น”
6. อันตรายของพระศาสนจักรที่ประสบความสำเร็จ
บางครั้งวัดอาจมีอาคารสวยงาม มีเงินทุน มีกิจกรรมมากมาย มีคนรู้จัก มีชื่อเสียง
มีโครงการใหญ่โต ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งดี แต่พระวาจาวันนี้ถามว่า “ใครกำลังได้รับพระสิริรุ่งโรจน์?”
ถ้าคนเดินออกจากวัดแล้วพูดว่า “พระสงฆ์องค์นี้เก่งจริง ๆ” แต่ไม่เคยรู้จักพระเยซูเจ้าเจ้ามากขึ้น เราต้องถามตัวเอง
ถ้าคนชื่นชมอาคาร แต่ไม่พบความอบอุ่นของชุมชน เราต้องถามตัวเอง
ถ้าเรามีพิธีกรรมที่สง่างาม แต่คนยากจนยืนอยู่หน้าประตูโดยไม่มีใครมองเห็น เราต้องถามตัวเอง
ถ้าเราปกป้องสถาบัน แต่ไม่ปกป้องคนเล็กคนน้อย เราต้องถามตัวเอง
เพราะพระศาสนจักรไม่ได้ถูกเรียกให้เป็น “อัสซีเรียทางศาสนา” ที่แสดงอำนาจ แต่ถูกเรียกให้เป็น “พระกายของพระเยซูเจ้าคริสตเจ้า” ที่ยอมถูกหักเพื่อเลี้ยงผู้อื่น
7. อีกมุมหนึ่งที่ลึกมาก: พระเจ้ายังทรงใช้ “เครื่องมือที่ไม่สมบูรณ์”
มีข่าวดีซ่อนอยู่ในบทอ่านนี้ด้วย อัสซีเรียไม่ได้เป็นประชากรศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์ แต่พระเจ้าก็ยังสามารถใช้เหตุการณ์เหล่านั้นในแผนการของพระองค์ นี่หมายความว่า พระเจ้าทรงสามารถใช้แม้สิ่งที่ไม่สมบูรณ์
พระองค์ใช้เปโตร ผู้เคยปฏิเสธพระองค์
ใช้เปาโล ผู้เคยเบียดเบียนคริสตชน
ใช้โมเสส ผู้พูดไม่เก่ง
ใช้ดาวิด ผู้มีบาดแผลในชีวิต
ใช้สาวกที่หนีหายไปในคืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้น อย่าพูดว่า “ฉันไม่ดีพอ พระเจ้าคงใช้ฉันไม่ได้”
คำถามไม่ใช่ว่า “ขวานนี้สมบูรณ์แบบหรือไม่?”
คำถามคือ “ขวานนี้ยอมอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าหรือไม่?”
นี่คือความหวังของเรา พระเจ้าไม่ต้องการคนสมบูรณ์แบบ
แต่พระองค์ทรงต้องการคนที่ ยอมให้พระองค์ใช้
8. คำถามสำคัญที่สุด: “ฉันเป็นเครื่องมือของใคร?”
เราทุกคนเป็นเครื่องมือบางอย่าง คำถามคือ เราอยู่ในมือของใคร?
มือของความโกรธ? มือของความทะเยอทะยาน? มือของเงิน? มือของชื่อเสียง? มือของอัตตา? หรืออยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า?
มีดเล่มเดียวกัน
อยู่ในมือโจร—ทำร้ายคน
อยู่ในมือศัลยแพทย์—ช่วยชีวิตคน
เงินจำนวนเดียวกัน
อยู่ในมือคนโลภ—สร้างกำแพง
อยู่ในมือคนเมตตา—สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และช่วยคนยากจน
อำนาจเดียวกัน
อยู่ในมือคนหยิ่ง—กดขี่
อยู่ในมือผู้รับใช้พระเจ้า — ยกคนอื่นขึ้น
ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่เพียงว่า “เรามีอะไรอยู่ในมือ?”
แต่คือ “ตัวเราเองอยู่ในมือของใคร?”
บทสรุป: จาก “ฉันทำ” สู่ “พระเจ้าทรงทำผ่านฉัน”
บางทีคำอธิษฐานที่สำคัญที่สุดหลังจากพระวาจาวันนี้ คือการเปลี่ยนประโยคเพียงเล็กน้อย จาก “ฉันทำสำเร็จ” เป็น “ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงใช้ฉัน”
จาก “นี่คือผลงานของฉัน” เป็น “นี่คือพระพรที่พระองค์ทรงฝากไว้กับฉัน”
จาก “ฉันสำคัญ” เป็น “ภารกิจนี้สำคัญ และฉันได้รับเกียรติให้รับใช้”
วันหนึ่ง ทุกตำแหน่งจะหมดไป ทุกเสียงปรบมือจะเงียบลง ทุกอาคารจะเก่า ทุกชื่อเสียงจะถูกลืม แต่สิ่งหนึ่งจะยังคงอยู่ นั่นคือองค์พระผู้เป็นเจ้า
เราเคยยอมให้พระเจ้าใช้ชีวิตของเราเพื่อรักใครบ้าง
ขวานไม่จำเป็นต้องเป็นทองคำ
ขวานไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียง
ขวานไม่จำเป็นต้องถูกตั้งโชว์
มันเพียงต้อง คมพอที่จะทำงาน และถ่อมตนพอที่จะอยู่ในมือของช่าง
“อย่าภูมิใจว่าเราอยู่ในมือของพระเจ้า จงถามให้ลึกกว่านั้นว่า—พระเจ้ายังทรงจับเราได้อยู่หรือไม่ หรืออัตตาของเราใหญ่จนเราไม่ยอมให้พระองค์ใช้แล้ว?”
ขอให้วันนี้เราอธิษฐานว่า
**“พระเจ้าข้า
โปรดอย่าให้ลูกหลงคิดว่า ลูกคือเจ้าของพระพร
โปรดอย่าให้ลูกหลงคิดว่า เสียงปรบมือคือจุดหมายของชีวิต
โปรดให้ลูกจำเสมอว่า ทุกสิ่งที่ลูกมีเป็นพระพร
ทุกสิ่งที่ลูกเป็นเป็นพระหรรษทาน
และทุกสิ่งที่ลูกทำได้ ขอให้เป็นไปเพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์
ลูกไม่ขอเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ในสายตาโลก
ลูกขอเพียงเป็นเครื่องมือที่ดีในพระหัตถ์ของพระองค์
เพราะขวานจะทำอะไรไม่ได้ หากปราศจากมือของช่าง
และลูกก็ทำอะไรไม่ได้ หากปราศจากพระองค์”**
รำพึงและไต่ตรองจากพระวรสารนักบุญมัทธิว 11: 25-27
พระวรสารที่เราฟังวันนี้สั้นเพียงไม่กี่ข้อ แต่ลึกซึ้งมาก และเชื่อมโยงอย่างงดงามกับบทอ่านจาก อิสยาห์ 10:5-7, 13ข-16 ที่เราเพิ่งไตร่ตรอง เพราะบทอ่านแรกพูดถึง ความหยิ่งของผู้ที่คิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ ส่วนพระวรสารพูดถึง ความลับของพระเจ้าที่เปิดเผยแก่ “ผู้เล็กน้อย”
“เมื่อคนฉลาดมองไม่เห็น แต่เด็กกลับมองเห็น”
“ข้าแต่พระบิดา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์ เพราะพระองค์ทรงปิดบังเรื่องเหล่านี้จากบรรดาผู้มีปรีชาและรอบรู้ แต่ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย”
(มธ 11:25)
วันนี้พระเยซูเจ้าตรัสถ้อยคำที่ฟังดูเหมือนจะขัดกับโลกของเราอย่างมาก ชาวโลกบอกว่า “ยิ่งรู้มาก ยิ่งเข้าใจมาก” แต่พระเยซูเจ้าเจ้าตรัสว่า “บางครั้ง คนที่คิดว่าตนรู้ทุกอย่าง กลับมองไม่เห็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”
ชาวโลกบอกว่า “ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจึงจะเข้าใจ” แต่พระเยซูเจ้าเจ้าตรัสว่า “พระบิดาทรงเปิดเผยแก่ผู้เล็กน้อย”
นี่ไม่ได้หมายความว่าพระเยซูเจ้าทรงต่อต้านการศึกษา ต่อต้านสติปัญญา หรือต่อต้านนักวิชาการ เพราะสติปัญญาเป็นพระพรของพระเจ้า
ปัญหาไม่ใช่ “การรู้มาก” ปัญหาคือ “รู้มากจนคิดว่าไม่ต้องให้พระเจ้าสอนอะไรอีกแล้ว”
1. คนฉลาดที่พระเยซูเจ้าทรงตำหนิ คือใคร?
พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า คนมีการศึกษาเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้
นักบุญเปาโลเป็นคนมีการศึกษาสูง
นักบุญออกัสตินเป็นนักคิดผู้ยิ่งใหญ่
นักบุญโทมัส อไควนัส เป็นอัจฉริยะทางเทววิทยา
ดังนั้น “ผู้มีปรีชาและรอบรู้” ที่พระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึง จึงไม่ใช่คนฉลาดธรรมดา แต่คือคนที่ฉลาดจนไม่มีพื้นที่ให้พระเจ้า
คนที่มีคำตอบทุกอย่าง จนไม่เคยตั้งคำถามกับตนเอง
คนที่พูดเก่ง จนไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้า
คนที่รู้พระคัมภีร์ แต่ไม่รู้จักหัวใจของพระเจ้า
คนที่รู้กฎเกณฑ์ทุกข้อ แต่ไม่รู้จักความเมตตา
และที่น่ากลัวที่สุดคือ คนที่รู้เรื่องพระเจ้ามากมาย แต่ไม่เคยรู้จักพระเจ้า
เราสามารถเรียนเทววิทยาได้ แต่ไม่อธิษฐานภาวนา
เราสามารถอธิบายศีลมหาสนิทได้ แต่ไม่รักพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท
เราสามารถพูดเรื่องความรักได้อย่างไพเราะ แต่ทำให้คนรอบตัวเจ็บปวด
เราสามารถเทศน์เรื่องความถ่อมตน
แล้วโกรธทันทีเมื่อไม่มีใครชมบทเทศน์!
ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ไม่เหมือนกับการรู้จักพระเจ้า
2. อยากเล่าเรื่องสู่กันฟัง: “พระเจ้าข้า โปรดทำให้ลูกถ่อมตน”
มีพระสงฆ์องค์หนึ่งเทศน์เรื่อง “ความสุภาพถ่อมตน” ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก หลังมิสซา สัตบุรุษหลายคนเข้ามาชม “คุณพ่อครับ วันนี้เทศน์ดีมากครับ!” คุณพ่อยิ้มอย่างถ่อมตนแล้วตอบว่า “ไม่ใช่ผมหรอกครับ พระจิตเจ้าทรงทำงาน” อีกคนเข้ามาบอก “คุณพ่อเทศน์ลึกซึ้งมากเลยค่ะ” คุณพ่อตอบอีกว่า “ทุกอย่างเป็นพระหรรษทานครับ ผมเป็นเพียงเครื่องมือ” คนที่สามเดินเข้ามาแล้วพูดว่า “คุณพ่อครับ…วันนี้ผมฟังแล้วไม่รู้เรื่องเลยครับ” คุณพ่อตอบทันทีว่า “คุณตั้งใจฟังหรือเปล่า!”
บางครั้งเราสุภาพถ่อมตนได้ดีมาก ตราบใดที่ทุกคนเห็นด้วยว่าเราถ่อมตน!และนี่คือจุดหักมุมของชีวิตฝ่ายจิต เราอาจพูดว่า “ทุกอย่างเป็นพระพรของพระเจ้า”
แต่เมื่อไม่มีใครชมเรา เราน้อยใจ
เราอาจพูดว่า “ผมไม่ต้องการตำแหน่ง” แต่ถ้าเขาแต่งตั้งคนอื่น เราโกรธ!
เราอาจพูดว่า “ทำเพื่อพระเจ้า ไม่ต้องมีใครรู้” แต่ถ้าชื่อเราไม่อยู่ในหนังสือที่ระลึก…เรารู้สึกว่าพระเจ้าคงลืมตรวจรายชื่อ!
พระเยซูเจ้าจึงไม่ได้ขอให้เราเพียง พูดอย่างถ่อมตน แต่ให้เรามี หัวใจของผู้เล็กน้อย
3. “ผู้เล็กน้อย” คือใคร?
คำว่า “ผู้เล็กน้อย” ไม่ได้หมายถึงคนโง่ ไม่ได้หมายถึงคนอ่อนแอ หรือคนไม่มีการศึกษา ผู้เล็กน้อยคือคนที่ยังสามารถพูดว่า
“ฉันอาจผิดก็ได้”
“ฉันยังต้องเรียนรู้”
“ฉันต้องการพระเจ้า”
“ฉันไม่เข้าใจทุกอย่าง แต่ฉันวางใจพระองค์”
เด็กเล็กมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ผู้ใหญ่มักสูญเสียไป คือ ความประหลาดใจ
เด็กเห็นผีเสื้อก็หยุดดู
เห็นรุ้งกินน้ำก็ร้องเรียกคนอื่นดูด้วย
เห็นดวงดาวก็ถามว่า “ใครทำ?”
แต่เมื่อเราโตขึ้น เรารู้ชื่อวิทยาศาสตร์ของทุกสิ่ง…
และบางครั้ง เราหยุดพิศวง
เรารู้ว่ารุ้งเกิดจากการหักเหของแสง
แต่เราไม่เคยหยุดมองรุ้งกินน้ำ
เรารู้ว่าหัวใจเต้นอย่างไร
แต่ลืมขอบคุณที่หัวใจยังเต้น
เรารู้พิธีกรรมทุกขั้นตอน
แต่บางครั้งลืมว่า พระเจ้าทรงประทับอยู่ตรงหน้าเรา
ความรู้บอกเราว่าสิ่งนั้นทำงานอย่างไร
แต่ความถ่อมตนทำให้เราคุกเข่าต่อหน้าความมหัศจรรย์ของมัน
4. โลกปัจจุบัน: เรามีข้อมูลมากขึ้น แต่มีปรีชาญาณมากขึ้นหรือไม่?
นี่คือความย้อนแย้งของโลกปัจจุบัน
มนุษย์มีข้อมูลมากที่สุดในประวัติศาสตร์
แต่ไม่ได้หมายความว่าเรามีปรีชาญาณมากที่สุด
เรามีโทรศัพท์ที่ฉลาดขึ้น
แต่บางครั้งความสัมพันธ์ของเรากลับตื้นขึ้น
เราติดต่อคนอีกซีกโลกได้ในหนึ่งวินาที
แต่บางครั้งไม่พูดกับคนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน
เรารู้ข่าวทั่วโลก
แต่ไม่รู้ว่าคนในบ้านกำลังร้องไห้
เรามีปัญญาประดิษฐ์ที่ตอบคำถามได้มากมาย
แต่คำถามที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นคำถามเดิม:
ฉันคือใคร?
ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
ใครรักฉันอย่างไม่มีเงื่อนไข?
เมื่อทุกอย่างจบลง อะไรจะเหลืออยู่?
เทคโนโลยีอาจบอกเราได้ว่า
“จะไปที่ไหนอย่างไร”
แต่ไม่สามารถตัดสินแทนเราได้ว่า
“สถานที่นั้นควรค่าแก่การไปหรือไม่”
เรามีข้อมูลมากมาย แต่พระเยซูเจ้าทรงเตือนว่า
อย่าสับสนระหว่างข้อมูลกับความจริง
อย่าสับสนระหว่างความฉลาดกับปรีชาญาณ
และอย่าสับสนระหว่างการรู้เรื่องพระเจ้ากับการรู้จักพระเจ้า
5. เชื่อมโยงกับอิสยาห์: อัสซีเรีย “รู้มาก” แต่ไม่รู้ว่าตนเป็นใคร
ตรงนี้พระวรสารเชื่อมกับบทอ่านแรกอย่างงดงาม อัสซีเรียในอิสยาห์บทที่ 10 มีอำนาจ มีกองทัพ มียุทธศาสตร์ มีชัยชนะ แต่ขาดสิ่งหนึ่ง ความสุภาพถ่อมตน
อัสซีเรียรู้วิธีพิชิตโลก แต่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นเพียงเครื่องมือ
นี่คือโศกนาฏกรรมของมนุษย์ทุกยุค
เราสามารถรู้วิธีไปถึงดวงจันทร์ แต่ไม่รู้วิธีกลับไปคืนดีกับคนในครอบครัว
เราสามารถสร้างตึกสูงเสียดฟ้า แต่ไม่สามารถลดอัตตาของตนเองลงเพียงหนึ่งนิ้ว
เราสามารถชนะการโต้เถียง แต่สูญเสียคนที่เรารัก
ดังนั้น พระเยซูเจ้าจึงสรรเสริญพระบิดา เพราะความจริงที่ลึกที่สุดไม่ได้เปิดแก่คนที่คิดว่า “ฉันรู้แล้ว” แต่เปิดแก่คนที่พูดว่า “พระเจ้าข้า โปรดสอนลูกอีกครั้ง”
6. พระวาจานี้พูดอะไรกับพระศาสนจักร?
พระวรสารวันนี้เป็นคำเตือนที่สำคัญมากสำหรับพระศาสนจักร อันตรายของพระศาสนจักรไม่ได้มีเพียงการที่เรา ไม่รู้ แต่อันตรายอีกอย่างหนึ่งคือ เราคิดว่าเรารู้หมดแล้ว เราอาจมีเอกสารมากมาย มีกฎหมาย มีโครงสร้างการบริหาร มีคณะกรรมการมีแผนงาน มีการประชุมสัมมนา มีคำศัพท์ทางเทววิทยาที่ลึกซึ้ง แต่คำถามคือ เรายังฟังพระเจ้าอยู่หรือไม่? และ… เรายังฟังประชาชนอยู่หรือไม่?
บางครั้งพระเจ้าตรัสผ่านคนที่เราไม่คาดคิด ผ่านเด็ก ผ่านคนยากจน ผ่านผู้สูงอายุ ผ่านคนป่วย ผ่านคนที่ไม่ค่อยพูด ผ่านคนที่ไม่มีตำแหน่ง แม้กระทั่งผ่านคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรา
ถ้าเราคิดว่า
“ฉันเป็นพระสงฆ์ ฉันเป็นนักชวช ฉันรู้หมดแล้ว”
“ฉันเป็นผู้ใหญ่ ฉันรู้แล้ว”
“ฉันทำงานวัดมา 30 ปี ฉันรู้แล้ว”
“ฉันเรียนเทววิทยามา ฉันรู้แล้ว”
ประตูของการเปิดเผยอาจเริ่มปิดลง ไม่ใช่เพราะพระเจ้าหยุดพูด แต่เพราะ เราหยุดฟัง พระศาสนจักรที่มีชีวิต จึงไม่ใช่พระศาสนจักรที่พูดเก่งที่สุดเท่านั้น
แต่คือ พระศาสนจักรที่ฟังให้เป็น
7. “ไม่มีใครรู้จักพระบิดา นอกจากพระบุตร”
พระเยซูเจ้าทรงนำเราไปลึกกว่าความถ่อมตน พระองค์ตรัสว่า “ไม่มีใครรู้จักพระบุตร นอกจากพระบิดา และไม่มีใครรู้จักพระบิดา นอกจากพระบุตร และผู้ที่พระบุตรทรงเลือกเปิดเผยให้รู้” ศาสนาคริสต์จึงไม่ใช่เพียงชุดคำสอนเกี่ยวกับพระเจ้า แต่คือ ความสัมพันธ์
พระเยซูเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพียงเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับพระบิดา พระองค์เสด็จมาเพื่อ พาเรากลับบ้านไปหาพระบิดา
นี่คือหัวใจของพระวรสารวันนี้
พระเจ้าไม่ใช่ปริศนาที่เราต้องแก้ให้สำเร็จ
พระเจ้าคือ พระบิดาที่ต้องการให้เรารู้จักพระองค์
และหนทางไปหาพระบิดาไม่ใช่การปีนขึ้นไปด้วยความฉลาดของเรา
แต่คือการยอมให้พระบุตรจับมือเรา
8. อยากเล่าให้ฟังอีกสักเรื่อง: “เด็กที่ตอบคำถามไม่ได้”
มีครูคำสอนคนหนึ่งถามเด็ก ๆ ว่า “ใครรู้บ้างว่า พระเจ้าอยู่ที่ไหน?” เด็กคนแรกตอบ “อยู่บนสวรรค์ครับ” เด็กคนที่สองตอบ “อยู่ในวัดค่ะ” เด็กคนที่สามตอบอย่างมั่นใจว่า “พระเจ้าอยู่ในห้องน้ำบ้านผมครับ!” ครูตกใจมาก “ทำไมหนูคิดอย่างนั้น?”
เด็กตอบว่า “ทุกเช้าพ่อผมจะเคาะประตูห้องน้ำแล้วตะโกนว่า ‘โอ พระเจ้าช่วย! ยังอยู่ในนั้นอีกหรือ!’”
แต่จุดหักมุมคือ บางครั้งเด็กเข้าใจพระเจ้าแบบง่าย ๆ ในขณะที่ผู้ใหญ่ทำพระเจ้าให้ซับซ้อนจนหาไม่เจอ
เราอาจถกเถียงว่า พระเจ้าอยู่ที่ไหน แต่เด็กอาจกำลังบอกเราว่า พระเจ้าอยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในครอบครัว อยู่ในความวุ่นวาย อยู่ในเสียงหัวเราะ อยู่ในความเหนื่อยล้า อยู่ในคนที่รอเรา อยู่ในคนที่ต้องการความรักจากเรา บางครั้งเราเดินทางไกลเพื่อแสวงหาพระเจ้า แต่พระองค์กำลังรอเราอยู่ที่บ้าน
บทสรุป: พระเจ้าข้า โปรดทำให้หัวใจของลูก “เล็กพอ”
โลกสอนให้เรา ใหญ่ขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น มีคนติดตามมากขึ้น มีความสำเร็จมากขึ้น แต่พระเยซูเจ้าวันนี้เชิญเราให้ “เล็กลง” เล็กพอที่จะเรียนรู้
เล็กพอที่จะขอโทษ เล็กพอที่จะร้องไห้ เล็กพอที่จะขอความช่วยเหลือ เล็กพอที่จะยอมรับว่า “ฉันไม่รู้” และเล็กพอที่จะให้พระเจ้าเป็นพระเจ้า เพราะบางครั้ง สิ่งที่ขวางเราจากพระเจ้า ไม่ใช่บาปใหญ่โต แต่อาจเป็นคำสั้น ๆ เพียงสามคำว่า “ฉันรู้แล้ว”
ขอให้วันนี้เราเปลี่ยนคำว่า “ฉันรู้แล้ว” เป็น “พระเจ้าข้า โปรดสอนลูก”
เปลี่ยนจาก “ฉันทำได้เอง” เป็น “พระเจ้าข้า โปรดนำทางลูก”
เปลี่ยนจาก “ทำไมพระเจ้าไม่ทำตามที่ฉันคิด?” เป็น “พระเจ้าข้า โปรดช่วยให้ลูกเข้าใจพระทัยของพระองค์”
และบางที นี่คือคำอธิษฐานที่เหมาะที่สุดสำหรับวันนี้:
**“พระบิดาเจ้าข้า
โปรดอย่าให้ลูกฉลาดเสียจนไม่ต้องการพระองค์
อย่าให้ลูกเคร่งศาสนาเสียจนมองไม่เห็นคนที่กำลังทุกข์
อย่าให้ลูกมั่นใจในตนเองเสียจนไม่ได้ยินเสียงของพระองค์
โปรดประทานหัวใจของเด็กแก่ลูก
หัวใจที่ยังประหลาดใจ
หัวใจที่ยังถาม
หัวใจที่ยังฟัง
หัวใจที่ยังวางใจ
และหัวใจที่เล็กพอ
ที่พระองค์จะทรงประทับอยู่ได้”** อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ



















