ข้อคิด เตือนใจ และร่วมไว้อาลัยในการสูญเสีย
เหตุการณ์อัคคีภัยที่ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เป็นโศกนาฏกรรมที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง และยิ่งสำหรับ วัดคาทอลิกเซนต์จอห์น ลาดพร้าว ซึ่งอยู่ในชุมชนลาดพร้าวเดียวกัน ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรเป็นเพียง “ข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นใกล้วัด” แต่เป็น เสียงร้องของเพื่อนมนุษย์ที่พระศาสนจักรต้องเข้าไปยืนอยู่ข้าง ๆ
จากข้อมูลล่าสุดเช้าวันนี้ 14 กรกฎาคม 2569 มีรายงานผู้เสียชีวิต 30 ราย และยังมีผู้บาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 12 กรกฎาคม ตัวเลขอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามการยืนยันของทางการ
มุมมองในฐานะเจ้าอาวาสและผู้อภิบาล
สิ่งแรก ผมไม่อยากอธิบายว่า “ทำไมพระเจ้าจึงทรงยอมให้เกิดเหตุการณ์นี้” เพราะในชั่วโมงแห่งความสูญเสีย คำอธิบายทางเทววิทยาที่รีบร้อนอาจยิ่งทำให้หัวใจของผู้สูญเสียเจ็บปวด
พระเยซูเจ้าเอง เมื่อทรงมาถึงหลุมศพของลาซารัส พระองค์มิได้ทรงเริ่มต้นด้วยคำเทศน์ยาว ๆ แต่พระวรสารบันทึกสั้นที่สุดและทรงพลังที่สุดว่า “พระเยซูทรงกันแสง” (ยอห์น 11:35)
นี่อาจเป็นพระวรสารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโศกนาฏกรรมครั้งนี้
พระเจ้ามิได้ทรงยืนอยู่ห่างจากกองเพลิง พระองค์ทรงอยู่กับผู้ที่หวาดกลัว อยู่กับผู้ที่พยายามหนีเอาชีวิตรอด อยู่กับผู้ที่ช่วยเหลือผู้อื่น อยู่กับเจ้าหน้าที่กู้ภัยและบุคลากรทางการแพทย์ และบัดนี้พระองค์ทรงอยู่ข้างครอบครัวที่กำลังร้องไห้
ในฐานะเจ้าอาวาส ผมคิดว่าถ้อยคำที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่ “เรามีคำตอบให้ทุกอย่าง” แต่คือ “เราอยู่ตรงนี้กับท่าน” “จงร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้” นักบุญเปาโลกล่าวว่า
“จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี และร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ (โรม 12:15)
นี่คือพันธกิจของวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว ในเวลานี้
แม้ผู้เสียชีวิตและครอบครัวอาจไม่ใช่คริสตชนทุกคน แต่ ความตายไม่มีศาสนา น้ำตาไม่มีนิกาย และความรักของพระเจ้าไม่มีพรมแดน
วัดจึงควรเป็น “บ้านของความเมตตา” สำหรับทุกคน ไม่จำเป็นต้องถามก่อนว่าเขานับถือศาสนาใด ไม่ถามว่าเขาเป็นใคร แต่ถามเพียงว่า “เราจะอยู่ข้างท่านได้อย่างไร?”
นี่คือภาพของชาวสะมาเรียผู้ใจดีในพระวรสาร ลูกา 10:25–37 เขาไม่ได้ถามผู้บาดเจ็บว่า “ท่านเป็นคนกลุ่มไหน?” แต่ เข้าไปใกล้ เห็น บังเกิดความสงสาร และลงมือช่วย อย่าใช้โศกนาฏกรรมเพื่อกล่าวโทษผู้ตาย
ผมคิดว่าประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะอาจมีบางคนพูดโดยไม่ตั้งใจว่า ผู้เสียชีวิตไปอยู่ในสถานบันเทิง หรือเหตุการณ์นี้เป็น “การลงโทษของพระเจ้า” ไม่ใช่แน่นอน
พระเยซูเจ้าทรงปฏิเสธวิธีคิดเช่นนี้อย่างชัดเจน เมื่อมีคนมาเล่าเรื่องโศกนาฏกรรมแก่พระองค์ พระองค์ตรัสถึงผู้เสียชีวิตจากหอคอยสิโลอัมพังทับว่า “ท่านคิดหรือว่าคนเหล่านั้นมีความผิดมากกว่าชาวเยรูซาเล็มคนอื่น ๆ?” (เทียบ ลูกา 13:4) คำตอบคือ ไม่
ผู้เสียชีวิตไม่ใช่ตัวเลข 30 ราย เขาคือ ลูกของใครบางคน พ่อหรือแม่ของใครบางคน คู่ชีวิตของใครบางคน เพื่อนของใครบางคน และทุกคนคือชีวิตที่มีคุณค่าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า
พระวาจาที่อาจใช้บรรเทาใจผู้สูญเสีย
ผมคิดว่า ยอห์น 14:1–3 เหมาะสมอย่างลึกซึ้งในเวลานี้
“อย่าให้ใจของท่านหวั่นไหวเลย
จงเชื่อในพระเจ้า และจงเชื่อในเราด้วย
ในบ้านพระบิดาของเรามีที่พำนักมากมาย…
เราจะกลับมารับท่านไปอยู่กับเรา
เพื่อว่าเราอยู่ที่ใด ท่านทั้งหลายจะอยู่ที่นั่นด้วย”
ข้อความนี้ไม่ได้บอกว่า “อย่าร้องไห้”
แต่บอกว่า “อย่าให้ความตายมีคำสุดท้าย”
คริสตชนไม่ได้เชื่อว่าความตายเป็นเรื่องเล็ก เราร้องไห้เพราะชีวิตมีค่า เราเจ็บปวดเพราะเรารัก แต่ท่ามกลางน้ำตา เรายังเชื่อว่า
กองเพลิงอาจดับชีวิตบนโลกนี้
แต่ไม่อาจเผาผลาญความรักของพระเจ้าได้
ความตายอาจพรากคนที่เรารักออกจากสายตา
แต่ไม่อาจพรากเขาออกจากพระหัตถ์ของพระเจ้า
และพระวาจาจากวิวรณ์ 21:4 อาจเป็นถ้อยคำแห่งความหวังที่งดงามมาก:
“พระองค์จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากดวงตาของเขา
ความตายจะไม่มีอีกต่อไป
จะไม่มีการไว้ทุกข์ การร้องไห้ หรือความเจ็บปวดอีกต่อไป”
ข้อคิดสำหรับสังคมและพระศาสนจักร
ความอาลัยที่แท้จริงไม่ควรจบลงเพียงการวางดอกไม้หรือกล่าวคำเสียใจ แต่ควรนำไปสู่ ความรับผิดชอบเพื่อไม่ให้ความสูญเสียเกิดซ้ำ
ในขณะที่สาเหตุและความรับผิดชอบยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เราไม่ควรด่วนกล่าวโทษบุคคลใด แต่สังคมมีหน้าที่เรียนรู้ ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา และยกระดับความปลอดภัยอย่างจริงจัง การเคารพผู้เสียชีวิตที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ ทำทุกสิ่งที่เป็นไปได้เพื่อไม่ให้มีครอบครัวอื่นต้องร้องไห้เช่นนี้อีก
สำหรับพระศาสนจักรเอง เหตุการณ์นี้ก็ควรเป็นคำถามกลับมาหาเราด้วยว่า
ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินในวัดของเราเอง เราพร้อมหรือไม่?
ทางหนีไฟชัดเจนหรือไม่? อุปกรณ์ดับเพลิงพร้อมหรือไม่? ผู้สูงอายุและเด็กจะออกจากอาคารอย่างไร? เรามีการซ้อมแผนฉุกเฉินหรือไม่?
บางครั้งการเทศน์สอนเรื่อง “จงรักเพื่อนมนุษย์” ที่เป็นรูปธรรมที่สุด อาจหมายถึงการตรวจถังดับเพลิง เปิดทางหนีไฟให้โล่ง และเตรียมระบบที่ช่วยรักษาชีวิตของคน
ขอร่วมไว้อาลัยในฐานะเจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว
ในนามของข้าพเจ้า ในฐานะเจ้าอาวาส ผู้อภิบาลวัดคาทอลิกเซนต์จอห์น ลาดพร้าว พร้อมด้วยคุณพ่อบาทหลวงผู้ช่วย นักบวช และสัตบุรุษทุกคน ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมอัคคีภัย ณ โรงเบียร์ ลาดพร้าว
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้ตัวเรา ใกล้ชุมชนของเรา และความเจ็บปวดของพี่น้องของเราย่อมเป็นความเจ็บปวดของเราด้วย
ในชั่วโมงเช่นนี้ เราอาจไม่มีคำตอบสำหรับทุกคำถาม เราอาจไม่เข้าใจว่าเหตุใดชีวิตอันมีค่าจึงต้องจากไปอย่างกะทันหัน แต่ในฐานะคริสตชน เราเชื่อในพระเจ้าผู้มิได้ทอดทิ้งมนุษย์ในความทุกข์ พระเยซูเจ้าเองทรงเคยยืนอยู่หน้าหลุมศพของลาซารัสเพื่อนรัก และพระวรสารบันทึกว่า “พระเยซูทรงกันแสง”
วันนี้ พระเยซูคริสตเจ้าทรงกันแสงกับทุกครอบครัวที่สูญเสีย
พระองค์ทรงอยู่กับผู้ที่หัวใจแตกสลาย
ทรงอยู่กับผู้บาดเจ็บที่กำลังต่อสู้เพื่อชีวิต
ทรงอยู่กับเจ้าหน้าที่กู้ภัย แพทย์ พยาบาล และทุกคนที่ยื่นมือช่วยเหลือ
และทรงอยู่กับครอบครัวที่วันนี้ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรเมื่อคนที่รักไม่ได้กลับบ้านอีกแล้ว
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “อย่าให้ใจของท่านหวั่นไหวเลย… ในบ้านพระบิดาของเรามีที่พำนักมากมาย” (ยอห์น 14:1-2)
เราจึงขอฝากดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตทุกคนไว้ในพระเมตตาของพระเจ้า และขอให้พระองค์ทรงโอบอุ้มครอบครัวของพวกเขาในวันที่ถ้อยคำใด ๆ ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวดได้
ขอให้พวกเราทุกคนจดจำว่า ผู้จากไปมิใช่เพียง “จำนวนผู้เสียชีวิต” แต่ทุกคนมีชื่อ มีใบหน้า มีครอบครัว มีความฝัน และมีคนที่รักและรอคอยพวกเขา
ในนามของชุมชนความเชื่อวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ในยามแห่งความทุกข์เช่นนี้ ความแตกต่างทางศาสนาไม่อาจแบ่งแยกเราได้ เพราะน้ำตาของมนุษย์ไม่มีศาสนา และความเมตตาไม่มีพรมแดน
เราขอร่วมไว้อาลัย ร่วมภาวนา และพร้อมยืนเคียงข้างพี่น้องผู้สูญเสียด้วยความเคารพและความรัก
ขอพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งความเมตตา ทรงรับผู้จากไปทุกคนไว้ในสันติสุขนิรันดร ทรงรักษาผู้บาดเจ็บ ทรงปลอบโยนครอบครัวผู้สูญเสีย และประทานกำลังแก่ทุกคนที่กำลังทำหน้าที่ช่วยเหลือ
“พระองค์จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากดวงตาของเขา และความตายจะไม่มีอีกต่อไป” (วิวรณ์ 21:4)
ขอให้ผู้จากไปพักผ่อนในสันติสุขนิรันดร
ขอให้ผู้บาดเจ็บได้รับการเยียวยา
และขอให้พวกเราผู้ยังมีชีวิตอยู่ เรียนรู้ที่จะดูแลชีวิตของกันและกันให้ดียิ่งขึ้น
ด้วยความอาลัยอย่างสุดซึ้ง และด้วยความหวังในพระเมตตาของพระเจ้า
(มงซินญอร์ ดร.) บาทหลวงวิษณุ ธัญญอนันต์
เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
นักบุญคาเทรี เทคักวิทา (St. Kateri Tekakwitha) ซึ่งระลึกถึงวันที่ 14 กรกฎาคม โดยเฉพาะฉายาอันงดงามของเธอคือ “ดอกลิลลี่แห่งชาวโมฮอว์ก” (Lily of the Mohawks)


นักบุญคาเทรี เทคักวิทา (St. Kateri Tekakwitha) เป็นนักบุญที่มีชีวิตสั้นเพียงประมาณ 24 ปี แต่เรื่องราวของเธองดงามและร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะสำหรับพระศาสนจักรในยุคที่กำลังพูดถึง อัตลักษณ์ วัฒนธรรม คนชายขอบ การดูแลสิ่งสร้าง และการประกาศพระวรสารโดยไม่ทำลายความเป็นตัวตนของผู้คน พระสันตะปาปาฟรานซิสเองเคยนำชีวิตของเธอมาสอนเรื่องความกระตือรือร้นในการประกาศพระวรสารด้วย
“ดอกลิลลี่แห่งชาวโมฮอว์ก” — นักบุญคาเทรี เทคักวิทา
คาเทรีเกิดราวปี ค.ศ. 1656 ที่หมู่บ้าน Ossernenon บริเวณรัฐนิวยอร์กในปัจจุบัน บิดาเป็นหัวหน้าชาวโมฮอว์ก ส่วนมารดาเป็นชาวอัลกองควินที่เป็นคริสตชน เมื่อคาเทรีอายุประมาณ 4 ขวบ โรคฝีดาษระบาด คร่าชีวิตบิดา มารดา และน้องชายของเธอ เธอรอดชีวิต แต่ใบหน้ามีรอยแผลและสายตาได้รับความเสียหาย ชีวิตจึงเริ่มต้นด้วยทั้ง ความสูญเสีย ความเจ็บป่วย และความรู้สึกแตกต่างจากผู้อื่น
ต่อมาเธอได้รู้จักความเชื่อคริสตชนมากขึ้น แม้จะต้องเผชิญกับการต่อต้านจากคนรอบข้าง เธอรับศีลล้างบาปเมื่อเป็นหญิงสาวและได้รับชื่อ Kateri ซึ่งมาจาก Catherine หรือ Catherine of Siena ในรูปแบบที่เข้ากับภาษาท้องถิ่น ความเชื่อของเธอไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว แต่เป็นการตัดสินใจที่ต้องแลกด้วยความไม่เข้าใจและแรงกดดันจากสังคมรอบตัว
ในที่สุดเธอเดินทางไปอยู่ในชุมชนคริสตชนใกล้มอนทรีออล แคนาดา ที่นั่นเธออุทิศชีวิตให้พระเยซูคริสตเจ้า ใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำงาน ภาวนา และดูแลผู้อื่น เธอถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1680 ขณะมีอายุเพียงประมาณ 24 ปี ต่อมาได้รับการประกาศเป็นบุญราศีในปี 1980 และได้รับการประกาศเป็นนักบุญโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2012 เป็นสตรีชนพื้นเมืองอเมริกาเหนือคนแรกที่ได้รับการประกาศเป็นนักบุญ
เกร็ดที่น่าสนใจมาก
ชื่อ “Tekakwitha” มีการอธิบายความหมายแตกต่างกันเล็กน้อย แต่คำแปลที่เป็นที่รู้จักกันมากคือประมาณว่า “ผู้ที่เดินชนสิ่งของ” หรือผู้ที่ต้องคลำทาง ซึ่งเชื่อมโยงกับสายตาที่ได้รับความเสียหายจากโรคฝีดาษ เรื่องนี้ทำให้ชีวิตของเธอมีภาพเชิงจิตวิญญาณที่งดงามมาก: หญิงสาวที่มองเห็นโลกภายนอกไม่ชัด กลับมองเห็นพระเจ้าอย่างชัดเจน
เธอได้รับสมญาว่า “Lily of the Mohawks — ดอกลิลลี่แห่งชาวโมฮอว์ก” และในปัจจุบันชีวิตของเธอยังเชื่อมโยงอย่างมากกับชนพื้นเมืองและการดูแลสิ่งสร้าง เธอจึงเป็นนักบุญที่มีความหมายเป็นพิเศษต่อพระศาสนจักรในยุคปัจจุบัน
ข้อคิดที่หนึ่ง: พระเจ้าไม่ได้รอให้เราสมบูรณ์แบบก่อนจึงจะเรียกเรา
คาเทรีมีรอยแผลบนใบหน้า สายตาไม่ดี สูญเสียครอบครัว และมีชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด ถ้าโลกเป็นผู้เลือก “ผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม” เธออาจไม่ผ่านการคัดเลือกตั้งแต่รอบแรก แต่พระเจ้าทรงมองต่างจากโลก
โลกมองรอยแผล พระเจ้ามองหัวใจ, โลกมองข้อจำกัด พระเจ้ามองความเป็นไปได้
โลกถามว่า “เธอมีอะไร?” พระเจ้าถามว่า “เธอยอมมอบสิ่งที่มีให้เราหรือไม่?”
นี่เป็นข่าวดีสำหรับพระศาสนจักร เพราะบางครั้งเราชอบมองหาคนที่พร้อมที่สุด เก่งที่สุด พูดดีที่สุด หรือมีภาพลักษณ์ดีที่สุด แต่พระเจ้าทรงสร้างประวัติศาสตร์ผ่านคนที่มีบาดแผลได้
พระศาสนจักรจึงไม่ควรเป็น พิพิธภัณฑ์ของคนสมบูรณ์แบบ แต่ควรเป็น บ้านของคนที่กำลังเดินทางกับพระเจ้า
ข้อคิดที่สอง: การประกาศพระวรสารไม่ควรทำลายวัฒนธรรมของผู้คน
นี่เป็นประเด็นสำคัญมากเมื่อเรามองชีวิตของนักบุญคาเทรีด้วยสายตาของพระศาสนจักรปัจจุบัน คาเทรีเป็นทั้ง หญิงชาวโมฮอว์ก และ ศิษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า
ความศักดิ์สิทธิ์ของเธอไม่ได้หมายความว่าเธอต้องหยุดเป็นชนพื้นเมืองก่อน แล้วจึงจะเป็นคริสตชนได้ พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเน้นว่าเธอเป็นพยานถึงการดำเนินชีวิตตามความเชื่อภายในบริบททางวัฒนธรรมของตนเอง
นี่เป็นบทเรียนสำคัญมาก:
พระวรสารไม่ได้มาเพื่อลบใบหน้าของมนุษย์ แต่เพื่อทำให้ใบหน้านั้นเปล่งประกายยิ่งขึ้น
พระศาสนจักรไม่ควรบอกผู้คนว่า “ถ้าจะเป็นคริสตชน คุณต้องกลายเป็นเหมือนเรา” แต่ควรถามว่า “พระเยซูคริสตเจ้าจะทรงบังเกิดขึ้นในวัฒนธรรมของคุณอย่างงดงามได้อย่างไร?” นี่คือหัวใจของการประกาศพระวรสารที่เคารพศักดิ์ศรีมนุษย์
ข้อคิดที่สาม: คนตัวเล็กสามารถเป็นคำถามใหญ่ต่อพระศาสนจักร
คาเทรีไม่มีตำแหน่ง ไม่ได้เป็นนักเทววิทยา ไม่ได้สร้างมหาวิหาร ไม่ได้เขียนหนังสือ ไม่ได้ตั้งคณะนักบวช เธอเพียงรักพระเจ้าอย่างจริงจังในชีวิตธรรมดา แต่หลายศตวรรษต่อมา พระศาสนจักรทั่วโลกเรียกเธอว่า “นักบุญ” นี่เป็นการหักมุมของพระเจ้าเสมอ
บางครั้งคนที่พระศาสนจักรแทบไม่สังเกตเห็น อาจเป็นคนที่พระเจ้าทรงเห็นชัดที่สุด เช่น หญิงชราที่นั่งสวดสายประคำเงียบ ๆ คนพิการที่มาวัดอย่างซื่อสัตย์ เด็กที่ช่วยพ่อแม่ คนยากจนที่แบ่งอาหารให้คนที่ยากจนกว่า ฆราวาสธรรมดาที่ให้อภัยศัตรูคนเหล่านี้อาจไม่มีชื่ออยู่บนป้ายประกาศ แต่ชื่อของเขาอาจอยู่ในหัวใจของพระเจ้า
อยากเล่าสู่กันฟัง
มีเรื่องเล่าว่า เด็กคนหนึ่งถามคุณพ่อว่า “คุณพ่อครับ ต้องทำอะไรถึงจะเป็นนักบุญ?” คุณพ่อตอบอย่างจริงจังว่า “ต้องรักพระเจ้ามาก ๆ สวดภาวนา ทำความดี เสียสละ และอดทน” เด็กทำหน้าคิดหนักแล้วถามว่า “มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นไหมครับ?” คุณพ่อถามว่า “ทำไมล่ะ?” เด็กตอบว่า “ผมเห็นรูปนักบุญในวัดทุกองค์ยืนนิ่ง ๆ ผมนึกว่าแค่ไม่ทำอะไรเลยก็ได้เป็นนักบุญแล้ว!”
ข้อคิด คือว่า นักบุญในรูปยืนนิ่ง แต่ตอนมีชีวิตอยู่ พวกเขาไม่เคยหยุดรักนักบุญคาเทรีไม่ได้เป็นนักบุญเพราะเธอ “ไม่ทำอะไรผิด” แต่เพราะท่ามกลางความเจ็บปวด ความไม่เข้าใจ และข้อจำกัด เธอยังคงเลือกพระเจ้า ความศักดิ์สิทธิ์จึงไม่ใช่การยืนนิ่งอยู่บนแท่น แต่คือ การเลือกความรักครั้งแล้วครั้งเล่าในชีวิตจริง
ข้อคิดสำหรับสำหรับพระศาสนจักร
นักบุญคาเทรีกำลังถามพระศาสนจักรในวันนี้อย่างน้อยสามคำถาม:
เรามองเห็นคนที่โลกมองข้ามหรือไม่?
เราประกาศพระวรสารโดยเคารพวัฒนธรรมและศักดิ์ศรีของผู้คนหรือไม่?
และ เราเปิดพื้นที่ให้คนธรรมดากลายเป็นนักบุญหรือไม่?
นักบุญคาเทรีมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลจากโรคฝีดาษ แต่วันนี้โลกไม่ได้จดจำรอยแผลของเธอ โลกจดจำ แสงสว่างที่ออกมาจากชีวิตของเธอ
นี่อาจเป็นข้อคิดที่งดงามที่สุดสำหรับเรา:
เราไม่สามารถเลือกได้เสมอว่า ชีวิตจะทิ้งรอยแผลอะไรไว้บนเรา แต่เราเลือกได้ว่า จะยอมให้พระเจ้าทรงทำอะไรผ่านรอยแผลนั้น
นักบุญคาเทรี เทคักวิทา ดอกลิลลี่แห่งชาวโมฮอว์ก
โปรดภาวนาเพื่อเรา
เพื่อพระศาสนจักรจะไม่กลัวความแตกต่าง
ไม่มองข้ามคนตัวเล็ก
และไม่ลืมว่า
ความศักดิ์สิทธิ์สามารถผลิบานได้
แม้บนผืนดินที่เต็มไปด้วยบาดแผล อาแมน
ระลึกถึงนักบุญนักบุญคามิลโล เด เลลลิส (St. Camillus de Lellis, 1550–1614)

ท่านเป็นนักบุญที่ชีวิตมีการ “หักมุม” อย่างน่าทึ่งมากที่สุดองค์หนึ่ง จาก ทหาร นักพนัน ผู้แพ้จนแทบหมดตัว และผู้ป่วยเรื้อรัง กลายเป็น พระสงฆ์ ผู้ปฏิรูปการดูแลผู้ป่วย และผู้ก่อตั้งคณะผู้รับใช้ผู้ป่วย (Camillians) ชีวิตของท่านมีสารที่ทรงพลังมากสำหรับโลกปัจจุบันว่า
“บาดแผลที่เราอยากให้พระเจ้าทรงเอาออก อาจกลายเป็นประตูที่พระเจ้าทรงใช้ส่งเราไปช่วยรักษาบาดแผลของผู้อื่น”
จากนักพนัน…สู่นักบุญผู้ดูแลคนป่วย
คามิลโลเกิดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1550 ที่เมืองบุกเกียนนีโก ประเทศอิตาลี เมื่อเป็นหนุ่มเขามีรูปร่างสูงใหญ่และเลือกชีวิตทหาร แต่ชีวิตไม่ได้สง่างามแบบภาพนักบุญบนกระจกสี เขามีนิสัยหุนหันและติดการพนันอย่างหนัก จนสูญเสียทรัพย์สินและตกต่ำในชีวิต
ขณะเดียวกัน เขามี แผลเรื้อรังที่ขา ซึ่งรักษาไม่หาย แผลนี้ทำให้เขาต้องเข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง และนั่นเองกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะในโรงพยาบาลเขาได้เห็นทั้งความทุกข์ของผู้ป่วยและสภาพการดูแลที่ย่ำแย่ จนเกิดความคิดว่า คนป่วยไม่ควรถูกดูแลเหมือนเป็นภาระ แต่ควรได้รับการดูแลด้วยศักดิ์ศรี ความอ่อนโยน และความรัก
ชีวิตของคามิลโลจึงเป็นการหักมุมของพระหรรษทาน:
ถ้าแผลที่ขาของเขาหายเร็ว เขาอาจกลับไปเป็นทหารต่อ
ถ้าเขาไม่เคยเป็นคนไข้ เขาอาจไม่เข้าใจหัวใจของคนไข้
สิ่งที่เขาเคยคิดว่าเป็น “อุปสรรคของชีวิต” กลับกลายเป็น “สถานที่แห่งกระแสเรียก”
คนที่เคยต้องการการดูแล กลายเป็นผู้ปฏิรูปการดูแล
คามิลโลเริ่มอุทิศตนรับใช้ผู้ป่วยอย่างจริงจัง ต่อมาได้รับคำแนะนำจาก นักบุญฟิลิป เนรี ศึกษาเพื่อเป็นพระสงฆ์ และได้รับศีลบวชเมื่ออายุประมาณ 34 ปี จากนั้นเขาก่อตั้งกลุ่มผู้รับใช้ผู้ป่วย ซึ่งพัฒนาเป็น คณะผู้รับใช้ผู้ป่วย — Ministers of the Sick หรือ Camillians
สิ่งที่คามิลโลมองเห็นนั้นเรียบง่ายแต่ปฏิวัติวงการดูแลผู้ป่วยในยุคของเขา:
คนป่วยไม่ใช่ “งาน” ที่ต้องทำให้เสร็จ
แต่เป็น “บุคคล” ที่ต้องรัก
เขาต้องการให้ผู้รับใช้คนป่วยดูแลพวกเขาด้วยความอ่อนโยนอย่างแท้จริง เพราะสำหรับคามิลโล การรับใช้ผู้ป่วยคือการพบพระเยซูคริสตเจ้าในผู้กำลังทุกข์ทรมาน นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ทรงกล่าวถึงจิตตารมณ์ของคามิลโลว่า การรับใช้ผู้ป่วยสามารถกลายเป็นประสบการณ์ลึกซึ้งของการพบพระเจ้าได้
เกร็ดน่าสนใจ: กางเขนแดงบนเสื้อ
สมาชิกคณะคามิลเลียนเป็นที่รู้จักจาก กางเขนสีแดงขนาดใหญ่บนเครื่องแบบ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของคณะในการรับใช้ผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บ สมาชิกของคณะยังออกไปดูแลทหารบาดเจ็บในสนามรบด้วย นับเป็นรูปแบบสำคัญของการอภิบาลและการดูแลผู้ป่วยในพื้นที่อันตรายตั้งแต่หลายศตวรรษก่อน
ภาพนี้งดงามมากในเชิงจิตวิญญาณ:
กางเขนไม่ได้อยู่เฉพาะบนพระแท่น แต่เดินเข้าไปในโรงพยาบาล
กางเขนไม่ได้อยู่เฉพาะในวัด แต่เดินเข้าไปในสนามรบ
กางเขนไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เรากราบไหว้
แต่เป็นความรักที่ยอมเข้าไปอยู่ข้างคนที่กำลังเจ็บ
นี่คือพระศาสนจักรที่โลกปัจจุบันต้องการ
เกร็ดที่ประทับใจที่สุด: เขามีแผล แต่ยังดูแลคนมีแผล
สิ่งที่น่าประทับใจมากคือ คามิลโลเองไม่ใช่คนสุขภาพแข็งแรง แผลที่ขาสร้างความทุกข์แก่เขาเป็นเวลายาวนาน แต่เขายังคงรับใช้ผู้ป่วยต่อไป แม้ในช่วงที่สุขภาพของตนเองทรุดโทรม
นี่ทำให้ผมนึกถึงประโยคหนึ่งว่า “พระเจ้าไม่จำเป็นต้องรักษาบาดแผลทั้งหมดของเราก่อน จึงจะทรงใช้เราไปรักษาบาดแผลของผู้อื่น”
บางครั้งเราคิดว่า “เมื่อชีวิตฉันพร้อมแล้ว ฉันจะรับใช้” “เมื่อฉันไม่มีปัญหาแล้ว ฉันจะช่วยคนอื่น” “เมื่อฉันเข้มแข็งแล้ว ฉันจะเป็นประโยชน์” แต่คามิลโลบอกเราว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ไม่มีบาดแผล เพื่อจะเป็นยารักษาใครบางคน บางครั้งคนที่เข้าใจผู้ป่วยดีที่สุด คือคนที่เคยนอนบนเตียงคนไข้ คนที่เข้าใจผู้สูญเสียที่สุด คือคนที่เคยร้องไห้
คนที่เข้าใจความล้มเหลวที่สุด คือคนที่เคยล้ม และคนที่นำความหวังได้ดีที่สุดอาจเป็นคนที่เคยรู้ว่าความสิ้นหวังเป็นอย่างไร จากนักพนันสู่นักบุญ: ไม่มีใครเป็น “ของเสีย” สำหรับพระเจ้า นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดสำหรับพระศาสนจักร ถ้าเราได้พบคามิลโลในวัยหนุ่ม เราอาจพูดว่า “คนนี้ไม่มีอนาคต” เป็นนักพนัน ชีวิตไม่เป็นระเบียบ มีปัญหาสุขภาพ การศึกษาก็ไม่ได้โดดเด่น แต่พระเจ้าทรงมองคนคนเดียวกันแล้วตรัสว่า “เรายังทำงานกับชีวิตนี้ไม่เสร็จ” พระศาสนจักรจึงต้องระวังอย่างยิ่งที่จะไม่รีบติดป้ายคนว่า “คนนี้หมดหวัง” “คนนี้แก้ไม่ได้” “คนนี้ไม่มีทางเปลี่ยน” เพราะคนที่วันนี้กำลังหลงทาง อาจเป็นนักบุญในวันข้างหน้า
คนที่วันนี้เป็นปัญหาของชุมชน อาจกลายเป็นผู้รักษาบาดแผลของชุมชน ถ้าพระเจ้าทรงตัดสินคามิลโลจากบทแรกของชีวิต เราคงไม่มีนักบุญคามิลโล ดังนั้น เราเอา ก็ไม่ควรตัดสินชีวิตใครจากบทที่เขากำลังอยู่ในขณะนี้
ข้อคิดกับพระศาสนจักร: จาก “การบริหารคนป่วย” สู่ “การรักคนป่วย”นักบุญคามิลโลถามพระศาสนจักรในวันนี้ว่า เมื่อคนเจ็บป่วยมาหาเรา เขาพบระบบ หรือพบพระเยซูคริสตเจ้า?
แน่นอน โรงพยาบาลต้องมีระบบ วัดต้องมีระเบียบ องค์กรต้องมีการบริหาร แต่ระบบที่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถทดแทนหัวใจที่มีเมตตาได้
เราอาจมีเครื่องมือทางการแพทย์ทันสมัยที่สุด แต่คนไข้ยังรู้สึกโดดเดี่ยว
เราอาจรักษาโรคได้ แต่ไม่ได้สัมผัสความกลัวของผู้ป่วย
เราอาจยืดชีวิตได้ แต่ไม่มีใครนั่งจับมือเขาในคืนที่เขากลัวความตาย
นักบุญคามิลโลเตือนเราว่า มนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียง “การรักษา” แต่ต้องการ “การดูแล” และนี่เป็นภารกิจสำคัญของพระศาสนจักร
พระศาสนจักรไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างแทนแพทย์ แต่ต้องช่วยให้โลกไม่ลืมว่า บนเตียงหมายเลข 12 ไม่ใช่ “เคส” แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีชื่อ มีครอบครัว มีความกลัว มีความหวัง และมีศักดิ์ศรี
ข้อคิดกับสังคมโลกปัจจุบัน: เทคโนโลยีก้าวหน้า แต่อย่าให้หัวใจถอยหลัง
โลกปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่คามิลโลไม่อาจจินตนาการได้ เรามีการผ่าตัดซับซ้อน ระบบวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้น และเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยงานสุขภาพ
แต่คำถามของนักบุญคามิลโลยังคงร่วมสมัย:
“เรารักษาโรคเก่งขึ้น แล้วเรารักคนป่วยเก่งขึ้นด้วยหรือไม่?”
นี่คือความท้าทายของโลกยุคใหม่
อย่าให้เทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น ทำให้มนุษย์เย็นชาลง
อย่าให้ประสิทธิภาพกลายเป็นข้ออ้างในการไม่มีเวลาให้คน
อย่าให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าเขาเป็นภาระ
อย่าให้ผู้พิการรู้สึกว่าคุณค่าของชีวิตขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ
อย่าให้คนยากจนได้รับการรักษาน้อยลงเพียงเพราะมีเงินน้อยกว่า
คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้ลดลงเมื่อร่างกายอ่อนแอลง
ในสายตาของพระเจ้า คนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่ได้มีศักดิ์ศรีน้อยกว่าคนที่แข็งแรง
พระศาสนจักรควรเป็น “โรงพยาบาล” ในความหมายที่ลึกที่สุด
ชีวิตของคามิลโลทำให้เราถามว่า พระศาสนจักรของเราเป็นสถานที่ที่คนมีบาดแผลกล้าเข้ามาหรือไม่?
คนที่ชีวิตพัง
คนที่แต่งงานล้มเหลว
คนที่เคยทำผิด
คนที่ติดสิ่งเสพติด
คนที่มีหนี้สิน
คนที่สูญเสียความเชื่อ
คนที่ถูกสังคมปฏิเสธ
เมื่อพวกเขาเข้ามาในพระศาสนจักร เขาจะพบอะไร?
นิ้วที่ชี้ตัดสิน หรือมือที่ยื่นมาประคอง?
นักบุญคามิลโลไม่ได้ถามคนป่วยก่อนว่า “คุณทำอะไรจึงป่วย?” เขามองว่า “คุณกำลังเจ็บ ฉันจะช่วยคุณอย่างไร?” พระศาสนจักรก็เช่นกัน เราไม่ควรลดความจริงของพระวรสาร แต่เราต้องประกาศความจริงด้วยมือที่รู้จักสัมผัสบาดแผล เพราะพระเยซูเจ้าเจ้าไม่ได้ทรงรักษาคนจากระยะไกลเสมอไป หลายครั้งพระองค์ ทรงสัมผัส
อยากเล่าสู่กันฟัง
มีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งไปหาคุณพ่อแล้วพูดว่า
“คุณพ่อครับ ผมอยากเป็นนักบุญเหมือนนักบุญคามิลโลครับ!”
คุณพ่อดีใจมาก จึงถามว่า “ดีมาก! แล้วจะเริ่มอย่างไร?”
ชายคนนั้นตอบว่า “ผมจะสวดมากขึ้นครับ”
คุณพ่อถามว่า “แล้วจะไปเยี่ยมคนป่วยไหม?”
เขาตอบว่า “เอ่อ…โรงพยาบาลมีกลิ่นยา ผมไม่ค่อยชอบครับ”
“แล้วจะช่วยคนแก่ไหม?” “ผมไม่ค่อยมีเวลาครับ”
“แล้วจะอดทนกับคนในบ้านไหม?”
ชายคนนั้นรีบตอบว่า “คุณพ่อครับ…อย่าเอาเรื่องศาสนาไปปนกับเรื่องครอบครัวสิครับ!”
คุณพ่อจึงพูดว่า “ลูกเอ๋ย…ถ้าอยากเป็นนักบุญ แต่ไม่อยากเจอคนที่ทำให้ลำบาก นักบุญคงต้องไปอยู่คนเดียวบนสวรรค์แล้วล่ะ!”
ข้อคิดอยู่ตรงนี้: เราชอบรักมนุษยชาติ เพราะมนุษยชาติไม่เคยโทรมารบกวนเรา การรัก “คนทั้งโลก” นั้นง่าย แต่การรักคนป่วยที่เรียกเราตอนตีสอง การอดทนกับผู้สูงอายุที่ถามเรื่องเดิมสิบครั้ง การให้อภัยคนที่อยู่บ้านเดียวกัน การนั่งฟังคนที่พูดช้า การอยู่ข้างคนที่ไม่มีอะไรตอบแทนเรา นี่ต่างหากคือสนามฝึกความศักดิ์สิทธิ์
นักบุญคามิลโลไม่ได้รัก “มนุษยชาติ” แบบนามธรรม เขารัก คนป่วยคนนี้
บน เตียงนี้ ใน วันนี้
ข้อคิดสุดท้าย: แผลที่ไม่หาย อาจมีพันธกิจซ่อนอยู่
นักบุญคามิลโลถึงแก่กรรมที่กรุงโรมเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1614 ต่อมาได้รับการประกาศเป็นนักบุญในปี 1746 และได้รับการยกย่องเป็นองค์อุปถัมภ์ของผู้ป่วย โรงพยาบาล และบุคลากรด้านการพยาบาล ชีวิตของเขาเริ่มต้นเหมือนเรื่องของคนที่ “เสียของ” แต่จบลงด้วยการเป็นของขวัญแก่โลก
เขาเคยเสียเงินจากการพนัน แต่ภายหลังมอบชีวิตทั้งหมด
เขาเคยเป็นคนไข้ แต่กลายเป็นผู้ดูแลคนไข้
เขาเคยมีแผลที่รักษาไม่หาย แต่กลายเป็นผู้รักษาบาดแผลของคนนับไม่ถ้วน
บางทีนี่คือสิ่งที่นักบุญคามิลโลอยากบอกเราวันนี้:
“อย่าถามเพียงว่า ทำไมฉันจึงมีบาดแผลนี้
แต่จงถามด้วยว่า พระเจ้าข้า พระองค์จะทรงใช้บาดแผลนี้
เพื่อให้ข้าพเจ้าเข้าใจและรักใครได้มากขึ้น?”
พระศาสนจักรและโลกปัจจุบันไม่เพียงต้องการคนเก่งขึ้น
แต่ต้องการ คนที่มองเห็นความเจ็บปวดของผู้อื่น
ไม่เพียงต้องการโรงพยาบาลที่ทันสมัยขึ้น
แต่ต้องการ หัวใจที่อ่อนโยนขึ้น
ไม่เพียงต้องการคนที่ถามว่า
“โรคนี้รักษาอย่างไร?”
แต่ต้องการคนที่ถามด้วยว่า “คนที่กำลังเป็นโรคนี้…กำลังรู้สึกอย่างไร?”
นักบุญคามิลโล เด เลลลิส
ผู้เคยเป็นคนมีบาดแผล
และกลายเป็นผู้ดูแลบาดแผลของโลก
โปรดภาวนาเพื่อเรา
ให้พระศาสนจักรมีสายตาที่มองเห็นผู้ทุกข์
มีมือที่กล้าสัมผัสบาดแผล
และมีหัวใจที่ไม่เคยพูดกับมนุษย์คนใดว่า “คุณเป็นภาระ”
อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
บทเทศน์และข้อคิด วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2026
ระลึกถึงนักบุญคามิลโล เด เลลลิส พระสงฆ์ และนักบุญคาเทรี เทคักวิทา
บทอ่านที่หนึ่งจาก อิสยาห์ 7:1–9 มีประโยคหนึ่งที่ทรงพลังมากในวันนี้ คือ “ถ้าท่านไม่มั่นคงในความเชื่อ ท่านก็จะไม่มั่นคงเลย” (อสย 7:9)
เมื่อโลกกำลังสั่น อย่าให้หัวใจสั่นตาม
มีบางช่วงเวลาในชีวิตที่ปัญหาไม่ได้มาเคาะประตูทีละเรื่อง แต่มาพร้อมกันทั้งหมู่คณะ! เรื่องงานยังไม่จบ เรื่องเงินก็มา เรื่องสุขภาพก็ตาม เรื่องครอบครัวก็เพิ่ม เปิดโทรศัพท์ก็มีแต่ข่าวสงคราม ความขัดแย้ง และความไม่แน่นอน
บางครั้งเราจึงอยากถามพระเจ้าว่า “พระองค์เจ้าข้า…จะให้ลูกจัดการเรื่องไหนก่อนดี?” สถานการณ์ของกษัตริย์อาหัสในบทอ่านวันนี้ก็คล้ายกัน กรุงเยรูซาเล็มกำลังถูกคุกคาม ศัตรูสองฝ่ายร่วมมือกันเพื่อทำสงครามกับยูดาห์ ข่าวนี้ทำให้กษัตริย์และประชาชนตกใจกลัวอย่างมาก พระคัมภีร์ใช้ภาพที่งดงามและชัดเจนว่า “พระทัยของกษัตริย์และใจของประชาชนสั่น เหมือนต้นไม้ในป่าสั่นเพราะลม”
นี่เป็นภาพของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย เมื่อมีข่าวร้าย หัวใจเราสั่น, เมื่อหมอบอกว่า “ขอตรวจเพิ่มเติม”หัวใจเราสั่น, เมื่อมีข้อความว่า “มีเรื่องสำคัญอยากคุยด้วย” หัวใจเราสั่น, เมื่อสถานการณ์ของโลกไม่แน่นอน หัวใจเราสั่น,
และบางครั้ง แม้แต่พระศาสนจักรก็สั่น เมื่อจำนวนสัตบุรุษลดลง เมื่อคนหนุ่มสาวห่างจากวัด เมื่อเกิดความขัดแย้งภายใน เมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาว เมื่อโลกดูเหมือนไม่สนใจเสียงของพระวรสารอีกต่อไป
แต่ท่ามกลางความสั่นสะเทือนนั้น พระเจ้าทรงส่งประกาศกอิสยาห์ไปหากษัตริย์อาหัส พร้อมกับพระวาจาที่น่าประหลาดใจมาก “จงสงบ อย่ากลัว อย่าใจฝ่อ” พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “ไม่มีปัญหาหรอก” พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “ศัตรูไม่มีจริง” พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “ทุกอย่างจะง่าย” แต่พระองค์ตรัสว่า “อย่าปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก เข้ามาครอบครองหัวใจภายในของเจ้า”
นี่คือความแตกต่างระหว่าง คนที่มีความเชื่อ กับ คนที่ไม่มีความเชื่อ
คนมีความเชื่อไม่ได้มีปัญหาน้อยกว่าคนอื่น, ไม่ได้เจ็บป่วยน้อยกว่า, ไม่ได้สูญเสียน้อยกว่า, ไม่ได้ร้องไห้น้อยกว่า, แต่เมื่อทุกสิ่งกำลังสั่น เขายังมีบางสิ่งที่ไม่สั่น
นั่นคือ ความไว้วางใจในพระเจ้า
“ไม้ฟืนสองดุ้นที่กำลังมีควัน” สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ศัตรูที่กษัตริย์อาหัสกลัวจนตัวสั่นนั้น พระเจ้ากลับเรียกว่า“ปลายไม้ฟืนสองดุ้นที่กำลังมีควัน” ในสายตาของอาหัส พวกเขาคือกองทัพที่น่ากลัวแต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาเป็นเพียงไม้สองท่อนที่กำลังจะมอด
นี่คือปัญหาของมนุษย์เรา เรามักมองปัญหาใกล้เกินไป จนมองไม่เห็นพระเจ้าที่ใหญ่กว่าปัญหา ถ้าเอาเหรียญบาทมาวางชิดตา เหรียญบาทเล็ก ๆ สามารถบังดวงอาทิตย์ได้ทั้งดวง ไม่ใช่เพราะเหรียญใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ แต่เพราะเราเอามันไว้ใกล้ตาเกินไป
ปัญหาของเราก็เช่นกันบางครั้งปัญหาไม่ได้ใหญ่กว่าพระเจ้า แต่เราเอาปัญหาไว้ใกล้หัวใจมากและเอาพระเจ้าไว้ไกลเกินไป จนในที่สุดเราเห็นแต่ปัญหา และมองไม่เห็นพระเจ้า
อยากเล่าเรื่องให้ฟัง
มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งพระสงฆ์องค์หนึ่งเดินทางโดยเครื่องบิน ระหว่างทางเครื่องบินเจอหลุมอากาศอย่างรุนแรง เครื่องสั่นไปหมด ผู้โดยสารเริ่มตกใจ บางคนร้อง บางคนรีบสวดภาวนา ชายคนหนึ่งที่นั่งข้างพระสงฆ์หันมาพูดอย่างตื่นตระหนกว่า “คุณพ่อครับ! เครื่องบินสั่นแรงมาก คุณพ่อช่วยทำอะไรสักอย่างสิครับ!” พระสงฆ์ตอบอย่างสงบว่า “นี่คุณ…พ่อเป็นพระสงฆ์นะ ไม่ใช่นักบิน” ชายคนนั้นพูดว่า “งั้นคุณพ่อช่วยสวดสิครับ!” พระสงฆ์จึงหลับตา สวดอย่างจริงจัง สักครู่เครื่องบินก็หยุดสั่น ชายคนนั้นถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วพูดว่า “ขอบคุณพระเจ้าจริง ๆ ครับ! คำภาวนาของคุณพ่อได้ผล!” พระสงฆ์ยิ้มแล้วตอบว่า “พ่อก็ดีใจเหมือนกัน…แต่เมื่อกี้กัปตันเพิ่งประกาศว่า เราพ้นเขตหลุมอากาศแล้ว” ชายคนนั้นถามว่า “ถ้าอย่างนั้น เราสวดไปทำไมครับ?” พระสงฆ์ตอบว่า “เราไม่ได้สวดเพื่อให้เครื่องบินหยุดสั่นอย่างเดียว เราสวดเพื่อให้หัวใจของเราไม่ตกก่อนเครื่องบิน”
หลายครั้งเราเข้าใจผิดว่า ถ้าเรามีความเชื่อ ทุกอย่างต้องหยุดสั่นทันที แต่ไม่ใช่เสมอไป บางครั้งพระเจ้าไม่ได้หยุดพายุทันที แต่ทรงทำให้เรายืนอยู่ท่ามกลางพายุได้พระองค์ไม่ได้เอาปัญหาออกไปทันที แต่ทรงไม่ยอมให้ปัญหาเอาความหวังออกไปจากเรา พระองค์ไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ทันทีแต่ทรงเปลี่ยนหัวใจของเราก่อน
“ถ้าท่านไม่มั่นคงในความเชื่อ ท่านก็จะไม่มั่นคงเลย” นี่คือประโยคสำคัญที่สุดของบทอ่านวันนี้
“ฉันเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง” แต่หมายถึง “ฉันกล้าวางน้ำหนักของชีวิตลงบนพระเจ้า” เหมือนเรานั่งบนเก้าอี้ เราอาจยืนมองเก้าอี้แล้วพูดทั้งวันว่า “ฉันเชื่อว่าเก้าอี้ตัวนี้แข็งแรง” แต่ตราบใดที่เรายังไม่ยอมนั่งลง เราก็ยังไม่ได้ไว้วางใจมันจริง ๆ เราก็ทำเช่นนั้นกับพระเจ้าบ่อยครั้ง เราพูดว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในพระเจ้า” แต่ยังแบกทุกอย่างไว้คนเดียว เราชอบพูดว่า “พระองค์ทรงดูแล” แต่กังวลเหมือนทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราคนเดียวเราพูดว่า “พระประสงค์ของพระองค์จงสำเร็จ” แต่ในใจกลับบอกว่า “พระเจ้าข้า…แต่ถ้าเป็นไปได้ ขอให้เป็นตามแผนของลูกเถิด” ความเชื่อที่แท้จริงจึงไม่ใช่การไม่มีความกลัว
แต่คือ แม้ฉันกลัว ฉันก็ยังเดินไปกับพระเจ้า
ข้อคิดสำหรับโลกปัจจุบัน
โลกของเราวันนี้เต็มไปด้วยความกลัว สงคราม ความขัดแย้ง เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ภัยธรรมชาติ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ข่าวสารที่ทำให้ผู้คนวิตกกังวลตลอดเวลา ทุกวันมีคนพยายามบอกเราว่า “จงกลัวสิ่งนี้” “จงกลัวคนนั้น” “จงเกลียดฝ่ายนี้” “จงระแวงฝ่ายโน้น” แต่พระวาจาวันนี้บอกว่า อย่าให้ความกลัวเป็นผู้ตัดสินใจแทนเรา เพราะเมื่อมนุษย์กลัว เรามักตัดสินใจผิด, เมื่อประเทศกลัว อาจสร้างศัตรู, เมื่อชุมชนกลัว อาจปิดประตู, เมื่อครอบครัวกลัวอาจเริ่มควบคุมกัน, เมื่อพระศาสนจักรกลัว อาจสร้างกำแพงแทนที่จะสร้างสะพาน ความเชื่อไม่ได้ทำให้เราประมาท
แต่ทำให้เราไม่ตื่นตระหนก
คริสตชนต้องเป็นคนที่ มองความจริงโดยไม่สิ้นหวัง มองปัญหาโดยไม่ยอมแพ้และมองอนาคตโดยรู้ว่าพระเจ้าไปถึงที่นั่นก่อนเราแล้ว
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
บางครั้งพระศาสนจักรก็อาจมีหัวใจเหมือนกษัตริย์อาหัส เรากลัวว่า “คนรุ่นใหม่จะไม่มาวัดแล้ว” “โลกเปลี่ยนไปมากเกินไป” “ประเพณีจะหายไปหรือไม่” “พระศาสนจักรจะเป็นอย่างไรในอนาคต”
คำตอบของพระเจ้าไม่ใช่ “จงทำเหมือนเดิมทุกอย่างแล้วจะปลอดภัย” และไม่ใช่ “จงเปลี่ยนทุกอย่างตามโลกแล้วจะอยู่รอด” แต่คือ “จงมั่นคงในความเชื่อ” พระศาสนจักรไม่ได้อยู่รอดมาได้สองพันปีเพราะเราฉลาดที่สุด ไม่ได้อยู่รอดเพราะเรามีอำนาจที่สุด ไม่ได้อยู่รอดเพราะเราไม่เคยทำผิด พระศาสนจักรอยู่รอด เพราะพระเยซูเจ้าเจ้ายังไม่เคยทอดทิ้งพระศาสนจักรของพระองค์
ดังนั้น เวลาพระศาสนจักรเผชิญวิกฤตสิ่งแรกที่เราต้องถามไม่ใช่เพียง “เราจะรักษาสถาบันไว้อย่างไร?” แต่ต้องถามว่า “พระเจ้ากำลังเรียกเราให้ซื่อสัตย์ต่อพระวรสารอย่างไร?”
บางครั้งเราอาจรักษาอาคารไว้ได้ แต่สูญเสียผู้คน, รักษากฎไว้ได้ แต่สูญเสียความเมตตา, รักษาประเพณีไว้ได้ แต่สูญเสียไฟแห่งพระวรสาร, รักษาภาพลักษณ์ไว้ได้
แต่สูญเสียความจริง, พระศาสนจักรที่มั่นคง ไม่ใช่พระศาสนจักรที่ไม่มีปัญหา แต่คือพระศาสนจักรที่เมื่อมีปัญหาแล้ว กลับไปหาพระเยซูเจ้าคริสตเจ้า พระเจ้าทรงเห็นสิ่งที่เราไม่เห็น
กษัตริย์อาหัสเห็นกองทัพ แต่อิสยาห์เห็นพระเจ้า, อาหัสเห็นหายนะ แต่อิสยาห์เห็นอนาคต, อาหัสเห็น “ไฟ” แต่พระเจ้าเห็นเพียง “ไม้ฟืนสองดุ้นที่กำลังมีควัน”
วันนี้เราอาจกำลังมองบางสิ่งในชีวิตและคิดว่า “จบแล้ว” แต่พระเจ้าอาจกำลังตรัสว่า “ยังไม่จบ”, เราอาจคิดว่า “ไม่มีทางออกแล้ว” แต่พระเจ้าอาจกำลังเตรียมทางที่เรายังมองไม่เห็น, เราอาจคิดว่า “ทุกอย่างกำลังพัง” แต่พระเจ้าอาจกำลังสร้างบางสิ่งใหม่ขึ้นจากซากเดิม ดังนั้น เมื่อหัวใจของเราสั่น อย่ารีบตัดสินว่าโลกกำลังจบ
บางที… สิ่งที่กำลังสั่น อาจไม่ใช่เพื่อทำลายเราแต่อาจเพื่อทำให้สิ่งที่ไม่มั่นคงหลุดออกไป
เพื่อเราจะค้นพบว่า อะไรคือสิ่งที่มั่นคงจริง ๆ
และในที่สุด เราจะพบว่าเงินไม่มั่นคง, อำนาจไม่มั่นคง, ชื่อเสียงไม่มั่นคง, สุขภาพไม่มั่นคง, แม้แต่แผนการของเราก็ไม่มั่นคง แต่มีผู้หนึ่งที่ยังทรงเหมือนเดิม “พระผู้เป็นเจ้า” นั่นเอง
วันนี้พระเจ้าอาจไม่ได้ตรัสกับเราว่า “ทุกอย่างจะง่าย” แต่พระองค์ตรัสว่า “อย่ากลัว เราอยู่กับเจ้า” พระองค์อาจไม่ได้สัญญาว่า “ชีวิตจะไม่สั่นอีก” แต่ทรงสัญญาว่า“เมื่อทุกอย่างสั่น เจ้าสามารถยึดเราไว้ได้” ดังนั้น ถ้าวันนี้ชีวิตกำลังสั่น ครอบครัวกำลังสั่น โลกกำลังสั่น หรือแม้แต่พระศาสนจักรกำลังสั่น จงจำพระวาจานี้ไว้ “ถ้าท่านไม่มั่นคงในความเชื่อ ท่านก็จะไม่มั่นคงเลย”
อย่าให้ความกลัวเป็นพระเจ้าของเรา, อย่าให้ข่าวร้ายเป็นพระวรสารของเรา, อย่าให้ปัญหาเป็นคำสุดท้ายของชีวิตเรา เพราะสำหรับผู้ที่เชื่อ
คำสุดท้ายไม่ได้เป็นของความกลัว
คำสุดท้ายไม่ได้เป็นของสงคราม
คำสุดท้ายไม่ได้เป็นของความล้มเหลว
แม้แต่ความตายก็ไม่มีคำสุดท้าย
พระเจ้าต่างหากที่ทรงมีคำสุดท้าย และคำสุดท้ายของพระองค์คือ ความหวัง
รำพึงและไตร่ตรองพระวรสารโดยนักบุญ มัทธิว 11:20–24
นี่เป็นพระวาจาที่ค่อนข้างแรง พระเยซูเจ้าเจ้าทรงตำหนิเมือง โคราซิน เบธไซดา และคาเปอรนาอุม ไม่ใช่เพราะคนในเมืองเหล่านั้นเป็นคนเลวที่สุด แต่เพราะพวกเขา “ได้เห็นมาก ได้รับมาก แต่ไม่เปลี่ยนแปลง” นี่จึงเป็นพระวรสารที่ท้าทายพระศาสนจักรและคริสตชนอย่างยิ่งในปัจจุบัน
“ปาฏิหาริย์ที่พระเยซูเจ้าเจ้ายังทรงรอคอย”
พระวรสารวันนี้ฟังแล้วอาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ เพราะพระเยซูเจ้าเจ้าผู้ทรงอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยพระเมตตา กลับตรัสถ้อยคำที่รุนแรงว่า “วิบัติจงเกิดแก่เจ้า โคราซิน! วิบัติจงเกิดแก่เจ้า เบธไซดา!” และพระองค์ยังตรัสถึงคาเปอรนาอุม เมืองที่พระองค์ทรงทำอัศจรรย์มากมายว่า “เจ้าจะถูกยกขึ้นถึงสวรรค์หรือ? เจ้าจะตกลงไปถึงแดนผู้ตาย”
ทำไมพระเยซูเจ้าเจ้าจึงตรัสแรงเช่นนี้? คำตอบคือ ไม่ใช่เพราะคนเหล่านั้นไม่เคยเห็นพระเจ้า แต่เพราะพวกเขาเห็นพระเจ้ามากเหลือเกิน…แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
นี่คือโศกนาฏกรรมที่น่ากลัวที่สุดของชีวิตฝ่ายจิต ไม่ใช่การไม่เคยได้ยินพระวาจา
แต่คือ ได้ยินจนชิน ไม่ใช่การไม่เคยเห็นพระพร แต่คือ ได้รับจนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่การไม่เคยพบพระเจ้า แต่คือ อยู่ใกล้พระเจ้าจนลืมไปว่าพระองค์ทรงอยู่ตรงนั้น
1. ปัญหาของโคราซินและเบธไซดา: “ได้เห็นแล้ว แต่ไม่เปลี่ยน”
คนในเมืองเหล่านี้ได้เห็นสิ่งที่คนจำนวนมากในประวัติศาสตร์อยากเห็น พวกเขาเห็นพระเยซูเจ้าเจ้าด้วยตาตนเอง ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ด้วยหูตนเอง เห็นคนตาบอดกลับมามองเห็น เห็นคนป่วยได้รับการรักษา เห็นคนบาปได้รับการอภัย เห็นคนสิ้นหวังกลับมีความหวัง แต่หลังจากนั้น… พวกเขาก็กลับบ้าน รับประทานอาหาร ทำงานทะเลาะกัน นินทากัน เอาเปรียบกัน และใช้ชีวิตเหมือนเดิม
พวกเขาอาจพูดว่า “วันนี้พระเยซูเจ้าเทศน์ดีมาก!” “อัศจรรย์วันนี้น่าประทับใจมาก!” “คราวหน้าพระองค์จะเสด็จมาเมื่อไร?” แต่พระเยซูเจ้าเจ้าไม่ได้เสด็จมาเพื่อให้เราพูดว่า “วันนี้เทศน์ดีจัง” พระองค์เสด็จมาเพื่อให้เราถามว่า “หลังจากวันนี้ ชีวิตของฉันจะเปลี่ยนอะไร?” เพราะพระวาจาที่เพียงผ่านเข้าหู อาจทำให้เรารู้มากขึ้น แต่พระวาจาที่ผ่านเข้าไปถึงหัวใจ จะทำให้เราเปลี่ยนแปลง
2. อันตรายของ “ความเคยชินกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์”
บางครั้งคนที่อยู่ใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด อาจกลับมองไม่เห็นความศักดิ์สิทธิ์ เราเข้าวัดทุกวันอาทิตย์ เราฟังพระวาจามาหลายสิบปี เรารับศีลมหาสนิทนับพันครั้ง เราสวดบทเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่คำถามคือ เราเปลี่ยนไปมากเพียงใด? เราอาจรับศีลมหาสนิททุกวัน แต่ยังไม่ยอมให้อภัยใครคนหนึ่งมาสิบปี เราอาจสวดสายประคำทุกวัน แต่ยังใช้ปากเดียวกันนั้นนินทาคนอื่น เราอาจรู้พระคัมภีร์มาก แต่เมตตาคนน้อย เราอาจอยู่ในวัดนาน แต่พระเยซูเจ้าอาจยังเข้าไปไม่ถึงบางห้องในหัวใจของเรา
นี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าเจ้าทรงเตือนเมืองโคราซิน เบธไซดา และคาเปอรนาอุม การอยู่ใกล้พระเจ้า ไม่ได้หมายความว่าเราได้เปิดหัวใจให้พระองค์เสมอไป น้ำตกลงบนก้อนหินได้หลายสิบปี แต่ถ้าก้อนหินไม่ยอมเปิดออก น้ำก็ยังอยู่ข้างนอก
อยากเล่าสู่กันฟัง
มีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งภูมิใจมากว่าเขาเป็นคาทอลิกที่ดี วันหนึ่งเขาไปหาพระสงฆ์และพูดว่า “คุณพ่อครับ ผมคิดว่าผมเป็นสัตบุรุษที่ดีมากนะครับ” คุณพ่อถามว่า “ทำไมถึงคิดอย่างนั้น?” เขาตอบว่า “ผมมาวัดทุกวันครับ!” คุณพ่อพยักหน้าแล้วถามว่า “ดีมาก แล้วคุณให้อภัยคนอื่นไหม?” ชายคนนั้นตอบทันทีว่า “เรื่องนั้นยังไม่ได้ครับ!”, คุณพ่อถามต่อว่า “แล้วคุณช่วยคนยากจนไหม?” “ช่วงนี้ยังไม่สะดวกครับ”,“แล้วคุณเลิกนินทาคนอื่นหรือยัง?” ชายคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “คุณพ่อครับ…ถ้าเลิกหมด แล้วผมจะคุยอะไรกับเพื่อนล่ะครับ?” คุณพ่อจึงถามว่า “แล้วที่มาวัดทุกวัน คุณมาเพื่ออะไร?” ชายคนนั้นตอบอย่างภูมิใจว่า “ก็มาฝึกเป็นคนดีไงครับ!” คุณพ่อยิ้มแล้วพูดว่า “ลูกเอ๋ย…ถ้ามาโรงพยาบาลทุกวัน แต่ไม่ยอมกินยา หมอก็ช่วยยากนะ!” ชายคนนั้นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “ถ้าอย่างนั้น คุณพ่อจะให้ผมเริ่มจากอะไรครับ?” คุณพ่อตอบว่า “เริ่มจากเลิกบอกพระเจ้าว่า ใครควรเปลี่ยน แล้วถามพระองค์ว่า วันนี้ลูกต้องเปลี่ยนอะไร”
เวลาฟังพระวาจา เรามักคิดถึงคนอื่นก่อน “ข้อนี้เหมาะกับสามีฉันมาก!” “ถ้าภรรยาผมมาวันนี้ก็ดี!” “ถ้าคุณคนนั้นได้ฟังเทศน์วันนี้ เขาคงสะเทือนใจ!” แต่คนเดียวที่เรามักลืมคือ ตัวเราเอง
บางครั้งเราออกจากวัดพร้อมรายชื่อคนสิบคนที่ควรกลับใจ
แต่พระเยซูเจ้าเจ้ากำลังมองเราและตรัสว่า “วันนี้ เรากำลังพูดกับเจ้า”
3. “ถ้าอัศจรรย์เหล่านี้เกิดขึ้นที่เมืองไทระและไซดอน…”
พระเยซูเจ้าเจ้าตรัสสิ่งที่น่าตกใจว่า หากอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในเมืองเหล่านี้ไปเกิดที่เมืองไทระและไซดอน คนที่นั่นคงกลับใจไปนานแล้ว นี่หมายความว่าอย่างไร?หมายความว่า พระพรนำมาซึ่งความรับผิดชอบ ยิ่งได้รับแสงสว่างมาก เรายิ่งต้องรับผิดชอบต่อแสงสว่างนั้น, ยิ่งรู้มาก ยิ่งต้องดำเนินชีวิตตามสิ่งที่รู้, ยิ่งได้รับมาก ยิ่งถูกเรียกร้องให้แบ่งปันมาก, ดังนั้น คำถามในวันพิพากษาอาจไม่ใช่เพียงว่า “เจ้าทำผิดอะไรบ้าง?” แต่อาจรวมถึงคำถามว่า “เราให้เจ้ามากมาย แล้วเจ้าได้ทำอะไรกับสิ่งที่เราให้?” เราได้รับเวลา เราใช้มันอย่างไร? เราได้รับทรัพย์สิน เราแบ่งปันหรือไม่? เราได้รับการศึกษา เราใช้เพื่อรับใช้หรือเพื่อยกตนเหนือคนอื่น? เราได้รับตำแหน่ง เราใช้เพื่อสร้างคนหรือควบคุมคน? เราได้รับความเชื่อ เราแบ่งปันความหวังให้ใครบ้าง?
4. ข้อคิดกับโลกปัจจุบัน: เราเห็นมากที่สุด แต่เราเปลี่ยนหรือไม่?
มนุษย์ยุคนี้อาจเป็นคนรุ่นที่ “เห็น” มากที่สุดในประวัติศาสตร์ เราเห็นสงครามแบบสด ๆ บนหน้าจอ เห็นเด็กหิวโหย เห็นผู้ลี้ภัย เห็นภัยธรรมชาติ เห็นความรุนแรงเห็นความอยุติธรรม เห็นความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ เห็นความทุกข์ของคนยากจน เรารู้ทุกอย่างภายในไม่กี่นาที แต่คำถามคือ การเห็นมากขึ้น ทำให้หัวใจของเราเมตตามากขึ้นหรือไม่?
บางครั้งเราดูข่าวความทุกข์ของคนเป็นร้อยคน แล้วใช้นิ้วเลื่อนผ่าน จากภาพสงคราม ไปภาพอาหาร, จากภาพผู้ลี้ภัย ไปคลิปตลก, จากความทุกข์ของมนุษย์ ไปโฆษณาสินค้า หัวใจของมนุษย์อาจกำลังเผชิญอันตรายชนิดใหม่ ไม่ใช่เพราะเราไม่เห็นความทุกข์ แต่เพราะ เราเห็นมากจนไม่รู้สึกแบบชินชา
โคราซินและเบธไซดาเห็นอัศจรรย์จนชิน ส่วนเราอาจเห็นความทุกข์จนชินพระวรสารวันนี้จึงถามเราว่า “สิ่งที่เจ้าเห็น ได้เปลี่ยนหัวใจเจ้าหรือยัง?”
5. ข้อกับพระศาสนจักร: เรามีทุกอย่าง แต่เรามีไฟหรือไม่?
พระศาสนจักรได้รับพระพรมากมาย เรามีพระคัมภีร์ มีศีลศักดิ์สิทธิ์ มีธรรมประเพณีอันยาวนาน มีนักบุญนับไม่ถ้วน มีโรงเรียน มีโรงพยาบาล มีมหาวิทยาลัย มีอาคารที่งดงาม มีโครงสร้าง มีคณะกรรมการ มีการประชุม มีแผนงาน แต่พระเยซูเจ้าเจ้าอาจทรงถามเราว่า “แล้วความรัก ความเมตตาอยู่ที่ไหน?”
เพราะพระศาสนจักรอาจมีอาคารที่สวยงาม แต่ถ้าคนยากจนเข้ามาแล้วรู้สึกว่าไม่มีที่สำหรับเขา เราต้องกลับใจ
เราอาจมีพิธีกรรมที่สง่างาม แต่ถ้าหลังพิธีเรายังไม่พูดกับคนที่นั่งข้างเรา เราต้องกลับใจ
เราอาจประกาศความจริงอย่างถูกต้อง แต่ถ้าประกาศโดยไม่มีความรัก เราต้องกลับใจ
เราอาจปกป้องคำสอนของพระเยซูคริสตเจ้า แต่ถ้าวิธีที่เราปกป้องทำให้คนมองไม่เห็นพระคริสตเจ้า เราต้องกลับใจ
พระศาสนจักรไม่ต้องการเพียง “สมาชิกที่มาวัด” พระศาสนจักรต้องการ ศิษย์ที่ยอมให้พระเยซูเจ้าเปลี่ยนชีวิต
6. ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เราอาจถามว่า “ทำไมทุกวันนี้เราไม่เห็นอัศจรรย์เหมือนในพระวรสาร?” แต่บางทีพระเยซูเจ้าเจ้าอาจถามเรากลับว่า “ถ้าเจ้าเห็นอัศจรรย์ แล้วเจ้าจะเปลี่ยนจริงหรือ?”เพราะอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่ คนตาบอดมองเห็น แต่คือ คนที่มองเห็นความผิดของคนอื่นมาตลอด เริ่มมองเห็นความผิดของตนเอง อาจไม่ใช่คนหูหนวกได้ยิน แต่คือ คนที่ไม่เคยฟังใคร เริ่มฟังด้วยหัวใจ อาจไม่ใช่คนง่อยเดินได้ แต่คือคนที่หยุดอยู่กับความแค้นมาหลายปี เริ่มก้าวไปสู่การให้อภัย อาจไม่ใช่คนตายกลับมีชีวิตแต่คือหัวใจที่ตายด้านต่อความทุกข์ของผู้อื่น กลับมีชีวิตอีกครั้ง
นี่คือปาฏิหาริย์ที่พระเยซูเจ้าเจ้ายังทรงรอคอย ไม่ใช่เพียงปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น “ต่อหน้าเรา” แต่คือ ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น “ภายในเรา”
บทสรุป
โคราซิน เบธไซดา และคาเปอรนาอุม ไม่ได้ถูกตำหนิเพราะพวกเขาไม่เคยได้รับพระพร แต่เพราะพวกเขาได้รับมาก แต่เปลี่ยนน้อย วันนี้เราเองได้รับมากมาย เราได้ฟังพระวาจาอีกครั้ง เราได้เข้ามาใกล้พระแท่น เราได้รับพระเยซูคริสตเจ้าในศีลมหาสนิทดังนั้น ก่อนออกจากวัดวันนี้ อย่าเพียงถามว่า “วันนี้คุณพ่อเทศน์เรื่องอะไร?” แต่จงถามว่า “วันนี้พระเจ้าทรงขอให้ฉันเปลี่ยนอะไร?” บางทีเราไม่ต้องเปลี่ยนโลกทั้งใบในวันนี้ อาจเพียงโทรศัพท์ไปหาคนที่เราห่างเหิน กล่าวคำว่า “ขอโทษ” ให้อภัยคนหนึ่งคนหยุดการนินทาหนึ่งครั้ง แบ่งปันกับคนหนึ่งคน ฟังใครสักคนโดยไม่ตัดสิน เพราะในที่สุด พระเยซูเจ้าเจ้าไม่ได้ทรงถามว่า เราเคยเห็นปาฏิหาริย์มากเพียงใด แต่พระองค์อาจทรงถามว่า “หลังจากเจ้าได้พบเราแล้ว เจ้าได้กลายเป็นคนใหม่หรือไม่?”
ขออย่าให้เราเป็นเหมือนโคราซิน ที่เห็นพระเยซูเจ้าแต่ไม่เปลี่ยน อย่าให้เราเป็นเหมือนเบธไซดา ที่ได้รับพระพรแต่ยังเหมือนเดิม อย่าให้เราเป็นเหมือนคาเปอรนาอุม
ที่อยู่ใกล้พระเยซูเจ้ามาก แต่หัวใจยังอยู่ไกล ขอให้วันนี้เกิดอัศจรรย์หนึ่งอย่าง ไม่จำเป็นต้องเกิดบนท้องฟ้า ไม่จำเป็นต้องให้คนทั้งโลกเห็น ขอเพียงเกิดขึ้นในหัวใจของเรา หัวใจที่แข็งขึ้นทุกวัน ขอให้อ่อนโยนขึ้น, หัวใจที่ตัดสิน ขอให้เข้าใจ, หัวใจที่เกลียด ขอให้อภัย, หัวใจที่เคยชินกับพระเจ้า ขอให้กลับมาตื่นเต้นกับความรักของพระองค์อีกครั้ง เพราะบางที…ปาฏิหาริย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรอคอยมานานที่สุดอาจไม่ใช่การเปลี่ยนโลก แต่คือ การเปลี่ยนฉัน
อาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ



















