ข้อคิดในมิสซา วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.2026

วันนี้เนื้อหาสาระของพระวาจางดงามมาก เพราะบทอ่านทั้งสามบทพูดถึงเรื่องเดียวกัน คือ พระวาจาของพระเจ้าไม่มีวันสูญเปล่า หากมีหัวใจที่พร้อมจะรับ

  • บทอ่านที่ 1: อิสยาห์ 55:10-11
  • บทอ่านที่ 2: โรม 8:18-23
  • พระวรสาร: มัทธิว 13:1-23 (หรือ 13:1-9) อุปมาเรื่องผู้หว่าน

หัวข้อบทเทศน์และไตร่ตรอง


หากเราถามชาวนาสักคนว่า “ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าเมล็ดพันธุ์ 3 ใน 4 จะเสียหมด คุณจะหว่านไหม?” ผมเชื่อว่าแทบทุกคนจะตอบว่า “ไม่หว่านหรอก เสียดายเมล็ดพันธุ์” แต่พระเยซูเจ้ากลับทรงกระทำตรงกันข้าม

พระองค์ทรงหว่านลงไปบนถนน พื้นหิน พงหนาม และดินดี  ดูเหมือนหว่านแบบไม่คุ้มค่าเลย แต่พระเจ้าทรงคิดไม่เหมือนมนุษย์ เพราะพระองค์ไม่ได้มองว่า “เมล็ดพันธุ์จะเสียกี่เมล็ด” แต่พระองค์มองว่า “มีสักหัวใจหนึ่งไหม…ที่จะกลายเป็นดินดี” นั่นคือความรักของพระเจ้า พระองค์ไม่เคยหยุดหว่าน แม้มนุษย์จะปฏิเสธพระองค์กี่ครั้งก็ตาม


บทอ่านแรกจากหนังสืออิสยาห์กล่าวอย่างไพเราะว่า “ดังที่ฝนและหิมะตกลงมาจากฟ้า…พระวาจาของเราก็จะไม่กลับมาหาเราโดยไร้ผล” ลองคิดดู ฝนไม่เคยเลือกตกเฉพาะสวนที่สวยงาม ฝนตกทั้งในป่า ภูเขา ดินแข็ง ดินอุดม  หน้าที่ของฝนคือ “ตก”หน้าที่ของพระเจ้าคือ “ประทานพระวาจา” ส่วนหน้าที่ของเราคือ เปิดหัวใจ

หลายครั้งเราใจร้อน เทศน์แล้วคนไม่เปลี่ยน สอนลูกแล้วไม่ฟัง เตือนเพื่อนแล้วเฉย แต่พระเจ้าตรัสว่า “พระวาจาจะไม่สูญเปล่า” อาจยังไม่ใช่วันนี้ แต่อาจเป็นอีกสิบปีข้างหน้า พระเจ้าทรงทำงานอย่างเงียบ ๆ เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่กำลังงอกอยู่ใต้ดิน


บทอ่านที่สองกล่าวว่า “สิ่งที่เราทนทุกข์อยู่ในปัจจุบัน เปรียบไม่ได้กับพระสิริรุ่งโรจน์ที่จะเผยแก่เรา” ทุกวันนี้ โลกเต็มไปด้วยสงคราม เศรษฐกิจผันผวน เทคโนโลยีก้าวหน้า แต่หลายคนกลับโดดเดี่ยว ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ฉลาดขึ้น แต่มนุษย์บางครั้งกลับอ่อนโยนน้อยลง มีข้อมูลมากขึ้น แต่มีปัญญาน้อยลง มีผู้ติดตามมากขึ้น แต่มีเพื่อนแท้น้อยลง นักบุญเปาโลจึงเตือนว่าอย่ามองแค่วันนี้ พระเจ้ากำลังสร้างสิ่งใหม่อยู่เสมอ


พระวรสารวันนี้เตือนพระศาสนจักรอย่างแรง บางครั้งเราเป็นห่วงว่า “คนเข้าวัดน้อยลง” “เยาวชนไม่สนใจศาสนา” “กระแสโลกแรง” ใช่เลย…ทั้งหมดเป็นความจริง แต่พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “หยุดหว่าน” พระองค์กลับตรัสว่า “จงหว่านต่อไป” หน้าที่ของพระศาสนจักรไม่ใช่รับประกันผล แต่รับผิดชอบการหว่าน หน้าที่ของพระสงฆ์คือหว่านหน้าที่ของพ่อแม่คือหว่าน หน้าที่ของครู/อาจารย์คือหว่าน หน้าที่ของคริสตชนทุกคนคือหว่านความหวัง หว่านความเมตตา หว่านความจริง ส่วนการเติบโตนั้น เป็นงานของพระเจ้า


บางคนพูดว่า “ผมสวดมานานแล้ว ลูกก็ยังไม่กลับมา” อย่าหยุดหว่าน บางคนพูดว่า “ทำดีแล้วไม่มีใครเห็น” อย่าหยุดหว่าน บางคนพูดว่า “ช่วยใครๆ หลายคนแล้วเขาไม่ขอบคุณ” อย่าหยุดหว่าน เพราะพระเจ้าไม่เคยหยุดหว่านกับเราเช่นกัน


มีคุณพ่อองค์หนึ่งไปเยี่ยมโรงเรียนคาทอลิก ท่านถามเด็ก ๆ “ลูก ๆ ถ้าพระเยซูเจ้ามาเคาะประตูบ้าน จะทำอย่างไร?” จอห์นนี่ยกมือตอบทันที “ผมจะรีบปิดโทรทัศน์ครับ” คุณพ่อถามต่อ “อ้าว แล้วทำไมต้องปิด?” จอห์นนี่ตอบอย่างซื่อ ๆ “เพราะแม่บอกว่า ถ้าพระสงฆ์มาเมื่อไร ให้รีบปิดทีวี แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านครับ” คุณพ่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “น่าเสียดาย…หลายครั้งเราไม่ได้ปิดทีวีเมื่อพระเยซูเจ้ามา แต่เราปิดหัวใจต่างหาก” เพราะทุกคนรู้ว่าพระเยซูเจ้าเคาะประตูหัวใจเราทุกวัน แต่เราเปิดรับพระองค์หรือยัง?


มีผู้สูงอายุคนหนึ่งเสียชีวิต ลูกชายพบพระคัมภีร์เก่าของพ่อเปิดดูจึงพบว่า ทุกหน้ามีรอยขีดเส้นใต้ หลายหน้ามีน้ำตาหยดแห้งติดอยู่ ลูกชายพูดเบา ๆ “ผมเคยคิดว่าพ่อเสียเวลาที่อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน” แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เขาจึงเข้าใจว่า พระคัมภีร์เล่มนั้น ได้สร้างพ่อให้กลายเป็นคนที่ซื่อสัตย์ อดทน และให้อภัย เมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงในหัวใจทุกวันค่อย ๆ เปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิต


พระเจ้ามิได้ถามเราว่า “วันนี้เก็บเกี่ยวได้กี่คน” แต่พระองค์จะถามว่า “วันนี้ เจ้าหว่านหรือยัง” หว่านรอยยิ้ม หว่านการให้อภัย หว่านคำปลอบใจ หว่านความซื่อสัตย์ หว่านพระวาจา เพราะเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ เพียงเมล็ดเดียว เมื่ออยู่ในดินดี อาจเกิดผลสามสิบ เท่าหกสิบ หรือร้อยเท่าก็ได้ และอย่าลืมว่า… ก่อนที่เราจะเป็นผู้หว่าน เราทุกคนต่างเป็นผืนดิน ทุกครั้งที่เรามาฟังพระวาจาในพิธีบูชาขอบพระคุณ พระเจ้ากำลังหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในหัวใจเราอีกครั้ง คำถามจึงไม่ใช่ว่า พระเจ้าจะหว่านหรือไม่” แต่คือ วันนี้…หัวใจของฉันเป็นดินแบบไหน?”

ขอพระแม่มารีย์ ผู้ทรงเก็บรักษาพระวาจาไว้ในพระทัย ช่วยให้เราทุกคนเป็น “ดินดี” ที่รับพระวาจาด้วยความเชื่อ อดทน และเกิดผลอุดม เพื่อโลกจะได้เห็นว่า พระวาจาของพระเจ้าไม่เคยกลับไปโดยไร้ผล แต่ยังคงเปลี่ยนชีวิตมนุษย์ เปลี่ยนพระศาสนจักร และเปลี่ยนโลกได้เสมอ อาแมน

จอห์นนี่ถามคุณพ่อเจ้าวัด “คุณพ่อครับ…ทำไมเทศน์ทุกอาทิตย์ครับ” คุณพ่อยิ้ม “ก็เพื่อให้ทุกคนจำพระวาจาได้” จอห์นนี่ตอบทันที “แต่ผมเห็นคุณพ่อเทศน์เรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง” คุณพ่อถาม “เออ จอห์นนี่แล้วลูกอาบน้ำทุกวันไหม” เขาตอบ “อาบสิครับ” “เมื่อวานก็อาบ” “ครับ” “ทำไมวันนี้อาบอีก” จอห์นนี่ตอบทันที “ก็เมื่อวานมันสกปรกใหม่” คุณพ่อจึงยิ้ม “หัวใจคนก็เหมือนกัน” เพราะทุกคนรู้ว่าเราไม่ได้ฟังพระวาจาเพราะลืมแต่เพราะหัวใจเราต้องการการชำระทุกวัน


ชายคนหนึ่งบ่นกับพระสงฆ์ “ผมอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน แต่จำอะไรไม่ได้เลย” คุณพ่อจึงพาเขาไปที่ตะกร้าถ่านเก่า ๆ เอาถ่านออก แล้วบอก “เอาตะกร้านี้ไปตักน้ำจากลำธาร” ชายคนนั้นทำ แต่น้ำไหลออกหมด คุณพ่อบอก “ลองทำอีกสิ” เขาทำสิบรอบ น้ำก็ไม่เหลือ ชายคนนั้นเริ่มหงุดหงิด “เห็นไหมครับ ไม่มีประโยชน์” คุณพ่อจึงถาม “แล้วสังเกตตะกร้าหรือยัง” ตะกร้าที่เคยติดผงถ่านดำ ๆ กลับสะอาดเหมือนใหม่ คุณพ่อจึงสอนว่า “พระคัมภีร์ก็เหมือนกัน แม้ลูกจำไม่ได้ทุกข้อ แต่พระวาจากำลังล้างหัวใจลูกทุกวันไง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมพระศาสนจักรจึงอ่านพระคัมภีร์ซ้ำทุกปี เทศน์ทุกอาทิตย์ ไม่ใช่เพราะพระเจ้าลืมว่าเคยตรัสแล้ว  แต่เพราะ เราเปลี่ยนแปลงได้เมื่อปล่อยให้พระวาจาค่อย ๆ ชำระใจเรา




ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ