บทเทศน์และข้อคิด วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2026
นักบุญอิกญาซีโอแห่งโลโยลา ผู้ตั้งคณะนักบวชเยสุอิต ศต. 16
บทอ่านที่หนึ่งจากเยเรมีย์ 26:1–9
บทเทศน์: “เมื่อพระเจ้าส่งคนมาเตือน เราจะปิดหู หรือ เปิดหัวใจ?”
“จงพูดทุกถ้อยคำที่เราสั่งเจ้า อย่าตัดทอนแม้แต่คำเดียว” (ยรม 26:2)
พระวาจาวันนี้ชวนเรามองเห็นภาพที่น่าตกใจอย่างหนึ่ง
พระเจ้าส่งเยเรมีย์ไปยืนอยู่ ที่ลานพระวิหาร ไม่ใช่ตลาด ไม่ใช่สนามรบ แต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประชาชนอิสราเอล พระองค์ให้เขาพูดกับคนที่มานมัสการพระเจ้า
แต่คำเทศน์ของเยเรมีย์ไม่ใช่คำชม, ไม่ใช่คำอวยพร, ไม่ใช่คำที่คนอยากฟัง
แต่เป็นคำเตือนว่า “ถ้าท่านทั้งหลายไม่เปลี่ยนแปลงชีวิต พระวิหารแห่งนี้ก็จะไม่อาจปกป้องท่านได้”
ผลเป็นอย่างไร? แทนที่คนจะกลับใจ พวกเขากลับตะโกนว่า “เจ้าจะต้องตาย!”
1. ความจริงที่เจ็บปวด มักไม่เป็นที่ต้อนรับ
นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ เราชอบคนที่พูดในสิ่งที่เราชอบ
แต่ไม่ชอบคนที่พูดในสิ่งที่เราจำเป็นต้องฟัง
เยเรมีย์ไม่ได้ต่อต้านพระวิหาร เขาต่อต้าน ความศรัทธาจอมปลอม
คือการคิดว่า “ตราบใดที่ฉันยังเข้าวัด พระเจ้าก็ต้องพอใจ” แต่ชีวิตกลับไม่เปลี่ยนเลย
วันนี้ก็เช่นเดียวกัน หลายคนยังคิดว่า ฉันไปวัดทุกอาทิตย์, ฉันถวายเงิน, ฉันสวดภาวนา
แต่… ยังให้อภัยไม่ได้, ยังโกหก, ยังคดโกง, ยังแบ่งพรรคแบ่งพวก, ยังนินทาทำร้ายกัน
พระเจ้าจึงตรัสผ่านเยเรมีย์ว่า “เราไม่ได้ต้องการเพียงคนที่มาพระวิหาร
แต่ต้องการคนที่นำพระวิหารเข้าไปในหัวใจ”
2. พระศาสนจักรก็ต้องฟังเยเรมีย์เช่นกัน
บทอ่านนี้ไม่ใช่เพียงคำเตือนสำหรับชาวอิสราเอล
แต่สำหรับพระศาสนจักรทุกยุค พระศาสนจักรจะสวยงามเพียงใด
วัดจะใหญ่เพียงใด พิธีกรรมจะสง่างามเพียงใด
ทั้งหมดไม่มีความหมาย ถ้าขาด ความรัก, ความยุติธรรม, ความเมตตา, ความศักดิ์สิทธิ์
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเคยเตือนว่า “พระศาสนจักรไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ของนักบุญ
แต่เป็นโรงพยาบาลสนามสำหรับคนบาป” ดังนั้น คำเทศน์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่คำเทศน์ที่ทำให้คนปรบมือ แต่คือคำเทศน์ที่ทำให้คนกลับใจ
3. เหตุการณ์วันนี้ก็เตือนเราเช่นกัน
โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วย “เยเรมีย์”
บางครั้ง พระเจ้าส่งเสียงเตือนผ่าน ภัยธรรมชาติ, สงคราม, อุบัติเหตุ, ความล้มเหลว, โรคร้าย, หรือแม้แต่น้ำตาของคนใกล้ตัว แต่เรามักทำเหมือนชาวอิสราเอล ไม่ยอมฟังคำเตือน แต่โจมตีผู้เตือน
สังคมปัจจุบัน ใครพูดความจริงมักถูกตำหนิ ถูกด่า ถูกโจมตีในสื่อออนไลน์ ราวกับว่าการทำให้เสียงเตือนเงียบลง จะทำให้ความจริงหายไป
แต่…การทำลายนาฬิกาปลุก ไม่ได้ทำให้เช้ามาช้าลง
4. พระเยซูเจ้าคือเยเรมีย์องค์ใหม่
เมื่ออ่านตอนนี้ เราจะเห็นเงาของพระเยซูเจ้า
พระองค์เสด็จเข้าพระวิหาร ทรงเตือนประชาชน ทรงเรียกร้องให้กลับใจ และสุดท้ายผู้นำศาสนาก็ตัดสินว่า “พระองค์สมควรตาย”
เยเรมีย์เป็นเพียงเงา แต่พระเยซูเจ้าคือความจริง
พระองค์ยอมสิ้นพระชนม์ เพื่อให้คนที่เคยตะโกนว่า “ตรึงกางเขนพระองค์”
ยังมีโอกาสได้รับการอภัย นั่นคือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
อยากเล่าให้ฟัง
ชายคนหนึ่งอ้วนมาก หมอสั่งว่า “คุณต้องเดินวันละห้ากิโล”
เขากลับบ้านแล้วบอกภรรยา “หมอบอกให้เดิน” ภรรยาดีใจมาก
หนึ่งเดือนผ่านไป เขากลับไปหาหมอ หมอถาม “น้ำหนักลดไหม?”
เขาตอบ “ไม่ลดเลยครับ” หมอแปลกใจ “คุณเดินทุกวันไหม?”
ชายคนนั้นตอบอย่างภูมิใจ “เดินครับ วันละห้ากิโลจริง ๆ”
หมอถามต่อ “แล้วคุณเดินที่ไหน?”
เขาตอบ “เดินวนรอบร้านหมูกระทะครับ เพราะเดินไปตักอาหารหลายรอบ!”
หมอถึงกับเงียบ… ชายคนนั้นทำตาม “ตัวอักษร” แต่ไม่เข้าใจ “เจตนา”
นี่เองคือปัญหาของชาวอิสราเอล เขาไปพระวิหารจริงถวายเครื่องบูชาจริงประกอบพิธีจริงแต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงชีวิตหลายครั้งเราเองก็เป็นเช่นนั้นเราเข้าวัดแต่พระวาจาไม่เคยเข้ามาในหัวใจเราเรารับศีลมหาสนิทแต่ไม่ยอมให้พระเยซูเปลี่ยนใจเรา
ข้อคิดวันนี้จากบทอ่านที่หนึ่ง
วันนี้พระเจ้าคงไม่ได้ถามเราว่า “ลูกไปวัดกี่ครั้ง?” แต่พระองค์อาจถามว่า
“ลูกยอมให้พระวาจาของเราทำให้ชีวิตลูกเปลี่ยนไปกี่ครั้ง?” ขอให้เราอย่าเป็นคนที่ “ฆ่าเยเรมีย์” ด้วยการปฏิเสธคำตักเตือน แต่จงเป็นคนที่ยอมรับความจริง แม้ความจริงนั้นจะทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลง เพราะทุกครั้งที่พระเจ้าส่งคนมาเตือน ไม่ใช่เพื่อประณามแต่เพื่อช่วยเราให้รอดพ้น และจำไว้เสมอว่า พระเจ้ามิได้ทรงส่งผู้แทนของพระองค์มาเพื่อทำให้เรารู้สึกสบายใจ แต่เพื่อทำให้เราศักดิ์สิทธิ์ และพระองค์ไม่ทรงเปลี่ยนความจริงให้เข้ากับชีวิตของเรา แต่ทรงเชื้อเชิญให้เราเปลี่ยนชีวิตให้สอดคล้องกับความจริงของพระองค์
รำพึงไตร่ตรองพระวรสารนักบุญมัทธิว 13: 54-58
“พระเจ้าที่อยู่ใกล้ที่สุด…กลับถูกมองข้าม”
“คนนี้ไม่ใช่ลูกช่างไม้หรอกหรือ?… แล้วเขาก็ไม่ยอมรับพระองค์” (มธ 13:55,57)
พระวรสารวันนี้เป็นตอนที่เศร้าที่สุดตอนหนึ่งในชีวิตของพระเยซูเจ้า
พระองค์ไม่ได้ถูกปฏิเสธจากศัตรู ไม่ได้ถูกปฏิเสธจากคนต่างศาสนา
แต่ถูกปฏิเสธจาก คนบ้านเดียวกัน
จากคนที่เห็นพระองค์เติบโตมาตั้งแต่เด็ก จากคนที่คิดว่า “เรารู้จักเขาดี”
ในความเป็นจริง พวกเขารู้จักเพียง ภูมิหลัง แต่ไม่รู้จัก พระองค์
รู้จักชื่อ แต่ไม่รู้จักหัวใจ, รู้จักครอบครัว แต่ไม่รู้จักพระเจ้า
นี่คือโศกนาฏกรรมของมนุษย์ ยิ่งอยู่ใกล้ ก็ยิ่งมองข้ามคุณค่า
1. ความคุ้นเคย…ศัตรูของความอัศจรรย์
ชาวนาซาเร็ธถาม “คนนี้ไม่ใช่ลูกช่างไม้หรือ?”
คำถามนี้ดูธรรมดา แต่ซ่อนความหยิ่งไว้ลึก ๆ
เหมือนกำลังพูดว่า “เราไม่เชื่อว่า คนธรรมดาจะทำเรื่องยิ่งใหญ่ได้”
พวกเขาปิดประตูแห่งความเชื่อ เพราะเปิดประตูแห่งอคติ
พระเยซูเจ้าไม่ได้ทำอัศจรรย์ได้น้อยลง แต่หัวใจของผู้คนปิดตัวลง
จึงรับพระหรรษทานไม่ได้ ดังนั้นพระวรสารจึงกล่าวอย่างน่าเศร้า
“พระองค์มิได้ทรงทำอัศจรรย์มากนักที่นั่น เพราะเขาไม่มีความเชื่อ”
สังเกตให้ดี พระวรสารไม่ได้บอกว่า พระเยซูเจ้าหมดฤทธิ์อำนาจ แต่ความไม่เชื่อของมนุษย์ กลายเป็นกำแพงที่ปิดกั้นพระพร
2. นี่คือโรคร้ายของโลกยุคปัจจุบัน
โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูล แต่ขาดความพิศวง
เราเคยชินกับทุกสิ่งทุกอย่าง จนไม่เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
เราเห็นพระอาทิตย์ขึ้นทุกวัน จนลืมว่านี่คือปาฏิหาริย์
เราเห็นครอบครัวทุกวัน จนลืมขอบคุณ
เราเห็นพระสงฆ์ทุกวัน จนลืมภาวนาเพื่อท่าน
เราเข้าวัดทุกสัปดาห์ จนพิธีบูชาขอบพระคุณกลายเป็น “กิจวัตร”
เราเดินผ่านไม้กางเขนทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดมอง
หลายคนกำลังรอปาฏิหาริย์ใหญ่ แต่ไม่เคยเห็นปาฏิหาริย์เล็กๆ ที่พระเจ้าประทานทุกวัน
3. พระศาสนจักรต้องระวัง “โรคร้ายนาซาเร็ธ”
พระวรสารตอนนี้เตือนพระศาสนจักรอย่างแรง
บางครั้ง เราอาจคุ้นเคยกับศีลมหาสนิท, พระวาจา, การสวดภาวนา, พิธีกรรม, รูปนักบุญต่างๆ, กางเขน ฯลฯ จนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้กลายเป็นของธรรมดาๆ
พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เคยกล่าวไว้ว่า “อันตรายที่ใหญ่ที่สุดของคริสตชน ไม่ใช่การถูกเบียดเบียน แต่คือการสูญเสียความรู้สึกพิศวงต่อการประทับอยู่ของพระเจ้า”
เมื่อความพิศวงหายไป ความเชื่อก็เริ่มเย็นลง
พิธีกรรมยังเหมือนเดิม แต่หัวใจไม่เหมือนเดิม
4. เหตุการณ์วันนี้
ทุกวันนี้สังคมกำลังประสบปัญหาอย่างหนึ่ง คือ เราเชื่อ “คนไกล” มากกว่า “คนใกล้”
คลิปในอินเทอร์เน็ต เราดูจนจบ แต่คำเตือนของพ่อแม่ ฟังไม่ถึงห้านาที
คำพูดของคนดัง เราแชร์ทันที
แต่พระวาจาของพระเจ้า เปิดอ่านเพียงไม่กี่นาทีต่อวัน
เราเดินทางไกลเพื่อพบผู้เทศน์ชื่อดัง แต่ไม่เห็นคุณค่าของพระสงฆ์ในวัดของเรา
นี่เองคือ โรคร้ายนาซาเร็ธ คือการดูถูกสิ่งดีๆ เพราะมันอยู่ใกล้เกินไป
5. พระเยซูเจ้ายังเสด็จผ่านคนธรรมดา
วันนี้พระเยซูเจ้าไม่ได้เสด็จมาในรูปลักษณ์ที่ตื่นตา แต่พระองค์ยังเสด็จมาผ่านพ่อแม่ที่เหน็ดเหนื่อย, ครู/อาจารย์ผู้เสียสละ, แม่บ้านที่ทำอาหารทุกวัน, อาสาสมัครในวัด, ผู้สูงอายุที่ภาวนาเงียบ ๆ, เด็กที่ยิ้มอย่างจริงใจ, คนยากจนที่สอนให้เรารู้จักแบ่งปัน
พระเจ้ามักซ่อนสิ่งยิ่งใหญ่ไว้ในคนธรรมดา เหมือนเมื่อครั้งทรงซ่อนพระบุตรไว้
ในบ้านเล็ก ๆ ที่หมู่บ้านนาซาเร็ธ
อยากเล่าสู่กันฟัง
มีคุณปู่คนหนึ่งซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุด หลานชายสอนทุกอย่าง ทั้งโทรศัพท์ วิดีโอ แผนที่ และ AI หนึ่งสัปดาห์ต่อมา หลานถาม “คุณปู่ใช้เป็นหรือยังครับ?” คุณปู่ตอบอย่างภูมิใจ “เป็นแล้ว!” หลานดีใจมาก จึงถาม “แล้วชอบฟังก์ชันไหนที่สุด?” คุณปู่ตอบทันทีว่า “ไฟฉาย!” หลานถึงกับอึ้ง โทรศัพท์ที่มีความสามารถแทบทุกอย่าง กลับถูกใช้เป็นเพียงแค่ไฟฉายเองเหรอ เราเองก็ทำแบบเดียวกัน เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมา เพื่อประทานชีวิตนิรันดร เพื่อเปลี่ยนแปลงหัวใจ เพื่อประทานพระหรรษทาน แต่เรากลับเข้าหาพระองค์ เพียงเพื่อให้ช่วยแก้ “ปัญหาเฉพาะหน้า” ผ่านไป
คล้ายกับว่าเราใช้พระเจ้าน้อยกว่าที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะประทานแก่เรา
บทสรุป
ชาวนาซาเร็ธพลาดในการรับพระพร ไม่ใช่เพราะพระเยซูเจ้าไม่ยิ่งใหญ่
แต่เพราะพวกเขาคิดว่า “เรารู้จักพระองค์แล้ว”
คำถามสำหรับเราวันนี้คือ…
- เรายังคุกเข่าต่อหน้าศีลมหาสนิทด้วยหัวใจที่พิศวงหรือไม่?
- เรายังฟังพระวาจาเหมือนเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าหรือเป็นเพียงข้อความที่คุ้นเคย?
- เรายังมองเห็นพระเยซูเจ้าในคนธรรมดารอบตัวหรือไม่?
“ข้าแต่พระเจ้า โปรดอย่าให้ความคุ้นเคยทำให้ข้าพระองค์สูญเสียความพิศวง อย่าให้การเห็นทุกวันกลายเป็นการมองข้าม และอย่าให้การรู้จักพระองค์มานาน กลายเป็นเหตุให้ข้าพระองค์หยุดเชื่อในพระองค์”
เพราะทุกครั้งที่เราเปิดหัวใจด้วยความเชื่อ แม้ในสิ่งที่คุ้นเคยที่สุด พระเจ้าก็ยังทรงทำอัศจรรย์ได้เสมอ และบ่อยครั้ง ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ แต่คือการเปลี่ยนแปลงหัวใจของผู้ที่ยอมเปิดรับพระองค์ อาแมน.
นักบุญอิกญาซีโอแห่งโลโยลา (St. Ignatius of Loyola) ศต 16
ผู้ก่อตั้งคณะเยสุอิต (Society of Jesus – SJ)
“นักรบผู้เปลี่ยนดาบเป็นไม้กางเขน”



ถ้าจะถามว่า บุคคลใดคนหนึ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าพระศาสนจักรในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา นักบุญอิกญาซีโอแห่งโลโยลาคงเป็นหนึ่งในบุคคลนั้นอย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ…ท่านไม่เคยตั้งใจจะเป็นนักบุญเลย
ความฝันของท่านคือ การเป็นอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียง และชนะใจสตรีสูงศักดิ์
พระเจ้าทรงเปลี่ยนความฝันนั้นให้กลายเป็นการรับใช้พระองค์
1. กระสุนปืนใหญ่ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก
ปี ค.ศ. 1521 อิกญาซีโอเป็นนายทหารหนุ่มวัย 30 ปี
ระหว่างป้องกันป้อมปราการที่เมืองปัมโปลนา ประเทศสเปน
ลูกกระสุนปืนใหญ่ของฝรั่งเศสพุ่งเข้าชนขาของท่าน กระดูกแตกละเอียด
หลายคนคิดว่าชีวิตของชายคนนี้จบแล้ว แต่… โลกไม่รู้เลยว่า ลูกกระสุนลูกนั้นกำลังสร้างนักบุญ
ระหว่างนอนรักษาตัวหลายเดือน อิกญาซีโอขออ่านนวนิยายอัศวิน แต่ที่โรงพยาบาลไม่มี
มีเพียงประวัติชีวิตพระเยซูเจ้า และประวัติชีวิตนักบุญต่างๆ
ด้วยความจำใจจึงเริ่มอ่าน แล้วสังเกตสิ่งหนึ่ง เมื่อคิดถึงการเป็นอัศวิน ความสุขเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่เมื่อคิดถึงการเป็นเหมือนนักบุญ หัวใจกลับสงบ อิ่มเอิบ และยั่งยืน
นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ภายหลังเรียกว่า “การแยกแยะจิต/ไตร่ตรอง” (Discernment of Spirits) ซึ่งกลายเป็นหัวใจของจิตตารมณ์เยสุอิต
2. เกร็ดที่หลายคนไม่รู้
(1) ท่านเดินกะเผลกไปตลอดชีวิต
หลังผ่าตัดหลายครั้ง ขาของท่านไม่เคยกลับมาเป็นปกติ ท่านเดินกะเผลกจนสิ้นชีวิต พระเจ้ามิได้ทรงลบรอยแผล แต่ทรงใช้รอยแผลนั้น สร้างนักบุญ นี่ชวนให้นึกถึงพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพพร้อมบาดแผลที่ยังปรากฏอยู่
(2) ท่านเคยผ่าตัดโดยไม่ใช้ยาสลบ
อิกญาซีโอเป็นคนรักบุคลิกภาพมาก เมื่อหมอรักษาขาผิดรูป ท่านยอมให้หมอ หักกระดูกใหม่ เพื่อให้ขาตรงขึ้น โดยไม่มียาชา ความอดทนของท่านน่าทึ่งมาก ต่อมาท่านใช้ความเข้มแข็งแบบเดียวกันกับชีวิตฝ่ายจิต
(3) ครั้งหนึ่งท่านเกือบอดอาหารจนเสียชีวิต
หลังกลับใจ ท่านคิดว่าการทรมานตนเองคือหนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์ อดอาหารหนัก, อดนอน, โบยตีตนเอง, จนเกือบเสียชีวิต พระเจ้าจึงค่อย ๆ สอนท่านว่า ความศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่การทำร้ายร่างกาย แต่คือการรักพระเจ้าด้วยปรีชาญาณ
ภายหลังเยสุอิตจึงขึ้นชื่อเรื่อง ความสมดุล ไม่สุดโต่ง แต่ลึกซึ้ง
(4) ท่านไม่เคยคิดจะตั้งคณะนักบวช
เดิมที อิกญาซีโอกับเพื่อนเพียง 7 คน รวมทั้งนักบุญฟรังซิส ซาเวียร์ ตั้งใจไปเป็นมิชชันนารีที่เยรูซาเล็ม แต่สงครามทำให้เดินทางไม่ได้ พวกเขาจึงเดินทางไปพบพระสันตะปาปา และพร้อมจะไปทุกแห่งที่พระศาสนจักรส่งไป จากกลุ่มเล็ก ๆ นี้ กลายเป็นคณะเยสุอิต ซึ่งปัจจุบันทำงานในกว่า 100 ประเทศ ด้านการศึกษา การประกาศข่าวดี วิทยาศาสตร์ การอภิบาล สังคมสงเคราะห์ และการเสวนาระหว่างศาสนา
(5) คำว่า “เยสุอิต” ไม่ใช่ชื่อที่พวกเขาเลือก
ชื่อจริงคือ Society of Jesus “คณะของพระเยซูเจ้า” คนภายนอกเรียกว่า
“Jesuits” จนกลายเป็นชื่อที่ใช้ทั่วโลก อิกญาซีโอไม่ต้องการให้ใครจำชื่อของตน
แต่ต้องการให้ทุกคนจำชื่อ พระเยซูเจ้า
(6) ท่านสอนให้ “แสวงหาพระเจ้าในทุกสิ่ง”
นี่อาจเป็นวลีที่โด่งดังที่สุดของท่าน Finding God in All Things
สำหรับอิกญาซีโอ พระเจ้าไม่ได้อยู่เฉพาะในวัด แต่ทรงอยู่ ในห้องเรียน, ห้องทดลอง, โรงพยาบาล, การประชุม, ศิลปะ, ดนตรี, ครอบครัว, และแม้แต่การพักผ่อน นี่คือเหตุผลที่เยสุอิตทำงานหลากหลายด้าน เพราะพระเจ้าทรงทำงานอยู่ทุกมุมในโลก
3. นักบุญฟรังซิส ซาเวียร์กับอิกญาซีโอ
เกร็ดที่น่าประทับใจคือ ฟรังซิส ซาเวียร์ เคยไม่ชอบอิกญาซีโอ
คิดว่าชายคนนี้ชวนคนมาภาวนามากเกินไป อิกญาซีโอจึงค่อย ๆ เป็นเพื่อน ไม่โต้เถียง
จนวันหนึ่งกล่าวกับเขา “มนุษย์จะได้ประโยชน์อะไร หากได้โลกทั้งโลก แต่เสียชีวิตนิรันดร์?” ประโยคเดียวนี้ เปลี่ยนชีวิตซาเวียร์ และต่อมา ซาเวียร์ก็กลายเป็นมิชชันนารีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของพระศาสนจักร เดินทางมาถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และปรารถนาจะเข้าสู่จีน บางครั้ง คำพูดที่มาจากชีวิตจริง มีพลังยิ่งกว่าคำเทศน์ยาว ๆ
4. จิตตารมณ์ที่พระศาสนจักรต้องการวันนี้
โลกกำลังเผชิญ ความสับสน, ข่าวลวง, ความแตกแยก, การตัดสินกันอย่างรวดเร็ว อิกญาซีโอจะบอกเรา “อย่ารีบตัดสิน จงแยกแยะ” การแยกแยะ (Discernment) ไม่ใช่การเลือกสิ่งที่ง่ายที่สุด แต่คือการถามว่า “อะไรทำให้เรารักพระเจ้าและรับใช้เพื่อนมนุษย์มากที่สุด?” นี่คือคำถามที่พระศาสนจักรในยุคปัจจุบันควรถามอยู่เสมอ
5. สำหรับพระศาสนจักรในวันนี้
นักบุญอิกญาซีโอคงเตือนสติเราว่า พระศาสนจักรไม่ควรเป็นเพียงผู้รักษาธรรมประเพณี
แต่ต้องเป็น ผู้แสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่เสมอ
ท่านไม่ได้สอนให้เปลี่ยนความจริงของพระวรสาร แต่สอนให้ค้นหาว่า
เราจะประกาศความจริงเดิมนั้นอย่างไร ให้เข้าถึงหัวใจของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย
นี่คือเหตุผลที่คณะเยสุอิตให้ความสำคัญกับการศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และการเสวนา เพราะเชื่อว่า พระหรรษทานไม่ได้ทำลายธรรมชาติ แต่ยกระดับธรรมชาติ และความจริงทุกด้าน หากเป็นความจริงแท้ ย่อมนำไปสู่พระเจ้า
ข้อคิดส่งท้าย
มีบทภาวนาบทหนึ่งของนักบุญอิกญาซีโอที่สรุปชีวิตของท่านได้อย่างงดงาม คือบท “Suscipe” (ซุสชีเป)
“ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงรับเอาเสรีภาพ ความทรงจำ สติปัญญา และเจตจำนงทั้งหมดของข้าพเจ้า ทุกสิ่งที่ข้าพเจ้ามีและเป็น พระองค์ประทานแก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้าขอถวายคืนแด่พระองค์ ทุกสิ่งเป็นของพระองค์ โปรดทรงจัดการทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระองค์ เพียงประทานความรักและพระหรรษทานของพระองค์แก่ข้าพเจ้า ก็เพียงพอแล้ว”
นี่คือหัวใจของอิกญาซีโอ ชายผู้เริ่มต้นด้วยการถือดาบ แต่จบชีวิตด้วยการชูไม้กางเขน
ชายผู้เคยแสวงหาศักดิ์ศรีของตนเอง แต่สุดท้ายเลือกเพียงสิ่งเดียวคือ
“เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” Ad Majorem Dei Gloriam (A.M.D.G.) คำขวัญสั้น ๆ นี้มิได้หมายความว่า “ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่” เสมอไป แต่หมายถึง ทำทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ด้วยความรัก เพื่อถวายพระเกียรติสูงสุดแด่พระเจ้า และนั่นคือมรดกฝ่ายจิตที่นักบุญอิกญาซีโอมอบไว้แก่พระศาสนจักรทุกยุคทุกสมัย.
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ




















