บทเทศน์และข้อคิด วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2026
นักบุญเปโตร คริโซโลโก พระสังฆราชและนักปราชญ์พระศาสนจักร ศต. 4
บทอ่านที่หนึ่งจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ 18:1-6
บทเทศน์: “อยู่ในพระหัตถ์ของช่างปั้น”
“ดูเถิด ดินเหนียวอยู่ในมือของช่างปั้นหม้อฉันใด ท่านทั้งหลายก็อยู่ในมือของเรา ฉันนั้น” (ยรม 18:6)
มีประโยคหนึ่งที่ฟังดูเรียบง่าย แต่เปลี่ยนชีวิตคนได้ทั้งชีวิต “พระเจ้ายังไม่ทรงเลิกปั้นเรา” เยเรมีย์ไม่ได้รับคำสอนจากห้องเรียน ไม่ได้รับนิมิตบนยอดเขา แต่พระเจ้าพาท่านไปยัง โรงปั้นหม้อ ท่านเห็นช่างปั้นกำลังหมุนแป้น ดินเหนียวค่อย ๆ เป็นรูปทรง แต่แล้ว… หม้อเสียรูปทรง! ถ้าเป็นเราหลายคน คงโยนทิ้งแล้วเริ่มก้อนใหม่
แต่พระคัมภีร์บอกว่า ช่างปั้นไม่ได้ทิ้งดินก้อนนั้น
เขาเพียง นวดใหม่ ปั้นใหม่ และทำให้เป็นภาชนะอีกแบบหนึ่ง
พระเจ้าจึงตรัสว่า “เราจะทำกับเจ้าดังช่างปั้นหม้อทำกับดินเหนียว”
นี่คือหัวใจของพระวาจาวันนี้ พระเจ้าไม่เคยทิ้งคน เพราะล้มเหลว
แต่ทรงเปลี่ยนความล้มเหลว ให้กลายเป็นผลงานชิ้นใหม่
ข้อคิดกับชีวิตวันนี้
โลกปัจจุบันกลับตรงกันข้าม
เมื่อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ออก… คนรีบเปลี่ยน
เมื่อรถเริ่มเก่า… คนรีบขาย
เมื่อความสัมพันธ์มีปัญหา…หลายคนรีบเลิก
เมื่อคนทำผิด… สังคมรีบประณาม “ลบทิ้ง” (Cancel)
แต่พระเจ้าไม่ใช่เช่นนั้น พระองค์ไม่ทรง “ลบทิ้ง/ยกเลิก / cancel”
พระองค์ทรงสร้างขึ้นใหม่ “Create Again”
หลายคนคิดว่า “ฉันแก่เกินไป”, “ฉันเคยผิดมากเกินไป”, “ฉันหมดโอกาสแล้ว”,
แต่พระเจ้าตรัสว่า “ยังไม่จบ… เรายังปั้นเจ้าอยู่”
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
พระศาสนจักรก็เหมือนดินเหนียวเช่นกัน
ในสองพันปีที่ผ่านมา เคยมีทั้งความรุ่งเรือง และความผิดพลาด
มีทั้งนักบุญ และคนบาป แต่พระเยซูเจ้าไม่เคยตรัสว่า “เลิกสร้างพระศาสนจักร”
ตรงกันข้าม พระองค์กำลังปฏิรูปอยู่เสมอ
ทุกยุคทุกสมัย พระจิตเจ้าทรงนวดดินใหม่
บางครั้งการนวดนั้นเจ็บ บางครั้งดูเหมือนทุกอย่างพังลง
แต่แท้จริงแล้ว พระเจ้ากำลังปั้นพระศาสนจักรให้สวยกว่าเดิม
เหมือนที่พระสันตะปาปาฟรานซิสเคยเน้นย้ำว่า พระศาสนจักรต้องเป็นเหมือนโรงพยาบาลสนาม มากกว่าพิพิธภัณฑ์ของคนสมบูรณ์แบบ
เพราะในโรงพยาบาล ไม่มีใครถูกทิ้ง ทุกคนได้รับการเยียวยา
อยากเล่าให้ฟัง
มีชายคนหนึ่งไปเรียนปั้นเครื่องปั้นดินเผา
วันแรกครูให้ปั้นแจกัน เขานั่งหมุนแป้นอย่างตั้งใจ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง… ผลงานออกมาเหมือน… หม้อใส่อาหารสุนัข
ครูยิ้ม “ไม่เป็นไร ปั้นใหม่” ครั้งที่สอง ออกมาเหมือน… กระโถนโบราณ
ครูยังยิ้ม “ดีขึ้น” ครั้งที่สาม ดินทั้งก้อนเหวี่ยงกระเด็นใส่หน้าครูเต็ม ๆ
ทุกคนตกใจ คิดว่าครูต้องโกรธแน่ แต่ครูกลับหัวเราะ แล้วพูดว่า
“วันนี้เธอไม่ได้เรียนปั้นหม้อหรอก… เธอกำลังเรียนปั้นตัวเองต่างหาก“
ชายคนนั้นงง ครูจึงอธิบายว่า “ดินไม่ได้ดื้อ คนต่างหากที่ใจร้อน
ถ้าใจยังไม่นิ่ง มือจะปั้นอะไรให้สวยไม่ได้”
หลายปีต่อมา ชายคนนั้นกลายเป็นช่างปั้นฝีมือเยี่ยม
มีคนถามว่า “อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุด”
เขาตอบว่า “วันที่ผมคิดว่าผมกำลังปั้นดิน… ที่จริงดินกำลังปั้นหัวใจผม”
ข้อคิดกับพระวรสาร
นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงทำกับเรา หลายครั้งเราบ่นว่า “ทำไมชีวิตต้องเจอปัญหา”
“ทำไมต้องเจอความล้มเหลว” แต่บางที…พระเจ้าไม่ได้กำลังทำลายเรา
พระองค์กำลังนวดเรา เพื่อให้รับพระพรที่ใหญ่กว่าเดิม
ดินเหนียวที่ไม่เคยถูกนวด จะไม่มีวันเป็นภาชนะที่แข็งแรง
คริสตชนที่ไม่เคยผ่านบททดสอบ ก็ยากจะเป็นพยานแห่งความหวัง
เชิญชวนปฏิบัติ
วันนี้ลองถามตนเองสามข้อ
- มีด้านใดของชีวิตที่เรายังไม่ยอมให้พระเจ้าปั้น?
- เรากำลังรีบตัดสินตัวเองว่า “หมดหวัง” หรือไม่ ทั้งที่พระเจ้ายังไม่ทรงเลิกทำงาน?
- เรากำลังมองคนอื่นเป็น “หม้อที่แตกแล้ว” หรือมองด้วยสายตาของพระเจ้าที่เห็นว่า “ยังปั้นใหม่ได้”?
บทสรุป
ข่าวดีที่สุดของพระคัมภีร์วันนี้ไม่ใช่ เราคือดินเหนียว แต่คือ เราอยู่ในพระหัตถ์ของช่างปั้นผู้เปี่ยมด้วยความรัก
พระหัตถ์นั้นไม่เคยปล่อยเรา, ไม่เคยหมดหวังในตัวเรา, และไม่เคยหยุดสร้างสิ่งงดงามจากชีวิตของเรา ขอให้ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าชีวิตกำลังถูก “บีบ” หรือ “นวด”
อย่าเพิ่งคิดว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้ง แต่จงเชื่อด้วยความหวังว่า พระเจ้ากำลังปั้นเรา ให้เป็นภาชนะที่คู่ควรกับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์
รำพึงและไตร่ตรองพระวรสารนักบุญมัทธิว 13: 47-53
บทเทศน์: “อวนของพระเจ้า…จับทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเลือกพระเจ้า”
“พระอาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนอวนที่ทอดลงในทะเล รวบรวมปลาทุกชนิดไว้…” (มธ 13:47)
หากเราสังเกตอุปมาเรื่องพระอาณาจักรสวรรค์ในบทที่ 13 ของนักบุญมัทธิว จะพบว่าพระเยซูเจ้าทรงใช้อุปมาหลายภาพ เช่น เมล็ดพืช, ขุมทรัพย์, ไข่มุก, เมล็ดมัสตาร์ด, เชื้อแป้ง… แต่วันนี้ พระองค์ทรงใช้อุปมาที่ชาวประมงทุกคนเข้าใจทันที “อวน”
เพราะอวนมีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง อวนไม่เลือกปลาตั้งแต่แรก เมื่อทอดลงทะเลปลาดีเข้า ปลาไม่ดีก็เข้า ปลาใหญ่เข้า ปลาเล็กก็เข้า แม้แต่เศษไม้ สาหร่าย หรือขยะ ก็ถูกลากขึ้นมาด้วย การคัดเลือกเกิดขึ้นทีหลัง นี่คือภาพของพระอาณาจักรพระเจ้า
พระเจ้าทรงเชื้อเชิญทุกคนก่อน
หลายคนเข้าใจผิดว่า พระศาสนจักรมีไว้สำหรับ “คนดี”
แต่พระเยซูเจ้าตรัสตรงกันข้าม พระศาสนจักรคือ อวนที่ทอดลงในทะเลของโลก
พระเจ้าทรงเรียก ทั้งคนศักดิ์สิทธิ์, คนบาป, คนสงสัย, คนอ่อนแอ, คนที่ยังหลงทาง,
ทุกคนได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน พระองค์ไม่เคยตรัสว่า “เมื่อเจ้าดีพอแล้วจึงมาหาเรา”
แต่ตรัสว่า “จงมาหาเรา แล้วเราจะทำให้เจ้าดีขึ้น”
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด
อุปมานี้ไม่ได้เน้นว่า พระเจ้าจะใช้อวนจับใคร เพราะพระองค์จับทุกคนแล้ว
แต่เน้นว่า เมื่อถึงเวลา…ชีวิตของเราจะเปิดเผยความจริง
ปลาไม่ได้ถูกตัดสินจากรูปร่างภายนอก แต่จากคุณภาพที่แท้จริง
เช่นเดียวกัน วันหนึ่ง พระเจ้าจะไม่ถามว่า เราเป็นเศรษฐีหรือไม่, มีตำแหน่งอะไร, มีผู้ติดตามกี่ล้านคน แต่จะถามว่า “เจ้ารักหรือไม่?”, “เจ้าให้อภัยหรือไม่?”, “เจ้าซื่อสัตย์ต่อหน้าที่หรือไม่?”
ข้อคิดสำหรับโลกปัจจุบัน
ทุกวันนี้ โลกเต็มไปด้วยการตัดสินกันอย่างรวดเร็ว
เพียงคลิปสั้น ๆ, เพียงโพสต์เดียว, เพียงข่าวหนึ่งข่าว, คนก็พร้อมจะตัดสินอีกคนทันที
แต่พระเยซูเจ้าสอนตรงกันข้าม อย่ารีบแยกปลาเสียตั้งแต่ยังอยู่ในทะเล
เพราะพระเจ้าทรงเห็นสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็น
คนที่วันนี้ดูแย่ อาจเป็นนักบุญในวันหน้า
ส่วนคนที่วันนี้ได้รับคำชม อาจกำลังค่อย ๆ ห่างจากพระเจ้าโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น คริสตชนจึงไม่ใช่ผู้พิพากษา แต่เป็นพยานแห่งความหวัง
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
อุปมานี้สำคัญมากสำหรับพระศาสนจักรในยุคนี้
บางครั้งเราอยากให้วัดเต็มไปด้วย “คนดี” “คนสมบูรณ์” “คนเรียบร้อย” แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น พระเยซูเจ้าคงไม่ทรงตั้งพระศาสนจักร
พระองค์ทรงเรียกชาวประมงที่หยาบคาย คนเก็บภาษีที่ถูกสังคมรังเกียจ
คนบาป และแม้แต่เปโตร ผู้เคยปฏิเสธพระองค์ พระศาสนจักรจึงไม่ใช่ พิพิธภัณฑ์ของนักบุญ แต่เป็น อู่ต่อเรือ ที่กำลังซ่อมเรือของคนบาป
หรืออีกภาพหนึ่ง พระศาสนจักรไม่ใช่ ตู้โชว์ปลาสวยงาม แต่เป็น อวนของพระเมตตา
ที่ยังทอดออกไปทุกวัน เพื่อดึงผู้คนกลับบ้าน นี่คือหัวใจของการประกาศข่าวดีในยุคปัจจุบัน
อยากเล่าให้ฟัง
ชายคนหนึ่งชอบตกปลามาก ทุกวันเสาร์เขาจะไปตกปลากับเพื่อน วันหนึ่งโชคดีเหลือเกิน ตกได้ปลาตัวใหญ่มหึมา ทุกคนปรบมือ เขาภูมิใจมาก รีบถ่ายรูป โพสต์ลงโซเชียลทันที เขียนว่า “วันนี้พระเจ้าอวยพรผม” พอกลับถึงบ้าน ภรรยาถาม “แล้วปลาล่ะ” เขาตอบอย่างภูมิใจ “ปล่อยกลับน้ำหมดแล้ว” ภรรยางงๆ “อ้าว…ทำไม?” เขาตอบ “กระทะที่บ้านมันเล็กเกินไป…ปลาตัวใหญ่เกิน ใส่ไม่ได้” เพื่อนที่นั่งอยู่หัวเราะลั่น
“นี่นายปล่อยปลาที่ดีที่สุดไป… เพียงเพราะมันไม่พอดีกับกระทะ?”
ชายคนนั้นยิ้มแห้ง ๆ แต่แล้วเพื่อนพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ทุกคนเงียบ
“ระวังนะ… หลายครั้งเราไม่ได้ปฏิเสธพระพรของพระเจ้า เพราะมันไม่ดี
แต่เพราะหัวใจของเราเล็กเกินไปที่จะรับมัน”
ข้อคิดสู่พระวรสาร
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก พระเจ้าทรงทอดอวนแห่งพระหรรษทาน
พระองค์ประทานโอกาส, ประทานการให้อภัย, ประทานการเรียก, ประทานพระพร
แต่หลายครั้ง หัวใจของเรากลับเล็กกว่าพระพรที่พระองค์ประทาน
เรายังคงยึดติดกับความโกรธ, กับอคติ, กับความสำเร็จเล็ก ๆ จนไม่มีพื้นที่เหลือให้พระเจ้า พระองค์ไม่ได้ต้องการเพียงให้เรา “อยู่ในอวน” แต่ต้องการให้เรา กลายเป็นปลาที่เหมาะสมกับพระอาณาจักร
พระวาจาตอนท้ายของวันนี้ลึกซึ้งมาก
หลังอุปมา พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่?”
ศิษย์ตอบว่า “เข้าใจแล้ว” แต่พระเยซูเจ้ายังตรัสต่อ “ธรรมาจารย์ที่เป็นศิษย์แห่งพระอาณาจักร ก็เหมือนเจ้าของบ้านที่นำของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน”
นี่คือคำสอนสำหรับพระศาสนจักรทุกยุคทุกสมัย กล่าวคือ เราต้องรักษา “ของเก่า” คือ ความเชื่อแท้ ธรรมประเพณี และพระวรสารที่ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ก็ต้องกล้านำ “ของใหม่” คือ วิธีการใหม่ ภาษาใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ มาใช้ประกาศพระเยซูเจ้าให้เข้าถึงหัวใจของผู้คนในยุคนี้
ความซื่อสัตย์ต่อพระวรสาร ไม่ได้หมายถึงการหยุดนิ่ง แต่หมายถึงการประกาศความจริงนิรันดร์ด้วยหัวใจที่มีชีวิต
ข้อคิดที่เสนอนำไปปฏิบัติ
วันนี้พระเจ้ากำลังทอดอวนอีกครั้ง อวนแห่งพระเมตตา, อวนแห่งการให้อภัย, อวนแห่งโอกาสใหม่, คำถามไม่ใช่ว่า พระเจ้าจะรับเราหรือไม่ เพราะพระองค์ทรงรับเราแล้วตั้งแต่วันที่เรารับศีลล้างบาป แต่คำถามคือ เมื่อถึงวันที่อวนถูกดึงขึ้นฝั่ง ชีวิตของเราจะเป็น “ปลาที่พร้อมสำหรับพระอาณาจักร” หรือไม่?
ขอให้ทุกวันที่เรามาร่วมบูชาขอบพระคุณ ไม่ใช่เพียงการอยู่ใน “อวน” ของพระศาสนจักร แต่เป็นการยอมให้พระเยซูเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงหัวใจของเรา เพื่อเราจะเป็นศิษย์แท้จริง ผู้พร้อมนำ “ของเก่าและของใหม่” ออกมาแบ่งปันแก่โลกที่กำลังโหยหาความหวัง อาแมน
นักบุญเปโตร คริโซโลโก (St. Peter Chrysologus) ศต. 4
พระสังฆราชแห่งราเวนนา และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร
วันระลึกถึง: 30 กรกฎาคม



นักบุญเปโตร คริโซโลโก เป็นนักบุญที่หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ แต่ถ้าพูดถึง “นักเทศน์ผู้เปลี่ยนหัวใจผู้คนด้วยคำเทศน์สั้น ๆ แต่ทรงพลัง” นั่นคือท่านอย่างแท้จริง
ชื่อ “Chrysologus” มาจากภาษากรีก
- Chrysos = ทองคำ
- Logos = วาจา หรือถ้อยคำ
ดังนั้นชื่อของท่านจึงหมายถึง “ผู้มีวาจาดุจทองคำ” หรือ “Golden-Worded Preacher” เป็นฉายาที่ประชาชนมอบให้ เพราะเมื่อท่านเทศน์ ผู้คนรู้สึกว่า ทุกถ้อยคำมีคุณค่าเหมือนทองคำ
ชีวิตของท่าน
เปโตร คริโซโลโก (Peter Chrysologus) เกิดราวปี ค.ศ. 380 ที่เมืองอิโมลา ประเทศอิตาลี ตั้งแต่วัยเด็ก ท่านได้รับการอบรมจากพระสังฆราชผู้ศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชแห่ง ราเวนนา ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันตก
เรื่องที่น่าสนใจคือ ตามธรรมประเพณีเล่าว่า พระสันตะปาปาในเวลานั้นทรงเห็นนิมิต
นักบุญเปโตร อัครสาวก และนักบุญอัปโปลลินาริส ปรากฏมาบอกว่า ชายหนุ่มคนนี้คือผู้ที่พระเจ้าทรงเลือก แม้จะอายุน้อยกว่าผู้สมัครหลายคน พระองค์จึงแต่งตั้งให้เป็นพระสังฆราช
ทำไมจึงมีชื่อเสียงมาก?
ท่านเทศน์เกือบทุกวัน ปัจจุบันยังเหลือบทเทศน์ของท่านมากกว่า 170 บท สิ่งที่น่าแปลกคือ บทเทศน์ส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 5-10 นาที เท่านั้น แต่กลับมีพลังมาก ท่านเคยกล่าวว่า “ถ้าคำเทศน์ยาวเกินไป คนจะจำความยาว มากกว่าจำพระเยซูเจ้า”
นี่เป็นเหตุผลที่หลายคนเรียกท่านว่า “อาจารย์แห่งการเทศน์อย่างกระชับที่สุด”
เกร็ดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้
1. ท่านต่อต้านการเทศน์เพื่ออวดอ้างตนเองมีความรู้สูง
ในศตวรรษที่ 5 พระสงฆ์หลายคนชอบเทศน์ด้วยภาษาที่ยาก ชอบอ้างเทววิทยาสูงๆ, ชอบอ้างนักปรัชญา, ชอบอ้างวรรณกรรมกรีก, ชอบอ้างภาษาฮีบรู หรือใช้คำศัพท์สูงๆจนสัตบุรุษชาวบ้านฟังไม่เข้าใจ แต่เปโตร คริโซโลโก กลับพูดว่า “ถ้าคนธรรมดาฟังไม่เข้าใจ นำไปปฏิบัติไม่ได้ ผู้เทศน์คนนั้นยังเทศน์ไม่สำเร็จ” เวลาเทศน์จึงขอให้ใช้ภาษาที่เรียบง่าย เต็มไปด้วยภาพเปรียบเทียบจากชีวิตประจำวัน เหมือนพระเยซูเจ้าทรงกระทำ
2. ท่านเป็นนักเทศน์แห่งพระเมตตา
แม้ยุคนั้นจะเน้นเรื่องการพิพากษา แต่ท่านกลับเน้นว่า “พระเจ้าทรงรีบให้อภัย มากกว่ามนุษย์จะกลับใจเสียอีก” จึงมีคนกลับใจจำนวนมาก
3. ท่านไม่ชอบพูดเรื่องการเมือง
แม้เมืองราเวนนาจะเป็นศูนย์กลางอำนาจ แต่ท่านย้ำว่า “พระแท่นบูชาไม่ใช่เวทีการเมือง” หน้าที่ของพระสงฆ์คือ นำผู้คนไปพบพระเยซูเจ้า
4. ท่านเป็นผู้รักศีลมหาสนิท
หลายบทเทศน์ของท่านกล่าวถึง “ศีลมหาสนิท” การบังเกิดของพระเยซูเจ้า, การกลับคืนพระชนมชีพ และความรักของพระเจ้า
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักรในปัจจุบัน
1. พระศาสนจักรต้องเทศน์ให้คน “เข้าใจ”
ปัจจุบัน เราอาจมีเทคโนโลยีมากมาย แต่บางครั้งคำเทศน์กลับซับซ้อน
ใช้ศัพท์เทววิทยามาก นักบุญเปโตรเตือนเราว่า ความลึกซึ้งไม่จำเป็นต้องพูดยาก
คนฟังควรออกจากวัด พร้อมกับความหวัง ไม่ใช่พร้อมความสับสน
2. คุณภาพสำคัญกว่าความยาว
ท่านสอนโดยชีวิตว่า คำเทศน์ที่ดี ไม่จำเป็นต้องยาวมาก แต่ต้องพาคนไปพบพระเยซูเจ้าบางครั้ง เพียงประโยคเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตคนได้ทั้งชีวิต นี่ทำให้ระลึกถึงพระวาจาที่ว่า “พระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิตและทรงพลัง” (ฮบ 4:12)
3. พระเมตตาต้องมาก่อนการตัดสิน
โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยการประณาม การแบ่งฝ่าย และการโจมตีกัน แต่นักบุญเปโตร คริโซโลโก เตือนว่าพระศาสนจักรจะเป็นเหมือนพระเยซูเจ้าได้ เมื่อผู้คนสัมผัสได้ถึงความจริงที่มาพร้อมกับความรัก
อยากเล่าให้ฟังปิดท้าย
จอห์นนี่เด็กช่วยพิธีถามคุณพ่อหลังมิสซา “คุณพ่อครับ… ทำไมวันนี้คุณพ่อเทศน์สั้นจัง?” คุณพ่อยิ้ม “เพราะวันนี้คุณพ่อเตรียมตัวมาดี” จอห์นนี่งงๆ วันต่อมา คุณพ่อเทศน์ยาวถึง 40 นาที จอห์นนี่จึงถามอีก “วันนี้คุณพ่อไม่ได้เตรียมตัวเทศน์หรือครับ?” คุณพ่อหัวเราะ แล้วถามกลับ “ทำไมคิดอย่างนั้น?” จอห์นนี่ตอบอย่างไร้เดียงสาว่า “ก็ถ้าคุณพ่อรู้ว่าจะพูดอะไรจริง ๆ คงไม่ต้องใช้เวลาตั้งนานวนไปเวียนมาอะครับ…”
แต่ความจริงคือ การพูดให้น้อยแต่ลึกซึ้ง ต้องเตรียมตัวมากกว่าการพูดให้นาน นั่นแหละคือชีวิตของนักบุญเปโตร คริโซโลโก
บทภาวนาจากชีวิตของท่าน
“ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานวาจาที่มาจากพระองค์ มากกว่าวาจาที่มาจากตัวข้าพเจ้า โปรดให้คำทุกคำที่ข้าพเจ้าพูด นำผู้คนเข้าใกล้พระเยซูเจ้า ไม่ใช่เข้าใกล้ตัวข้าพเจ้าเอง และขอโปรดให้ชีวิตของข้าพเจ้า เป็นบทเทศน์อันทรงพลังยิ่งกว่าถ้อยคำใด ๆ อาแมน”
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ


















