บทเทศน์และข้อคิด วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2026
ระลึกถึงนักบุญลอเรนซ์แห่งบรินดิซี พระสงฆ์และนักปราชญ์ ศต. 16
บทอ่านจากหนังสือประกาศกมีคาห์ 7:14-15, 18-20
บทเทศน์: “พระเจ้าผู้ทรงยินดีให้อภัย”
“มีพระเจ้าองค์ใดเล่าเหมือนพระองค์ ผู้ทรงอภัยความผิด และทรงล่วงละเมิดต่อบาปของประชากร…พระองค์จะทรงเหวี่ยงบาปทั้งสิ้นของเราลงสู่ห้วงทะเลลึก” (มคา 7:18-19)
หากพ่อขอถามว่า “อะไรหนักที่สุดในชีวิตมนุษย์?” หลายคนอาจตอบว่า…
หนี้สิน, ความเจ็บป่วย, ความล้มเหลว, การสูญเสียคนที่รัก และอื่นๆอีกมากมาย
แต่บางครั้ง สิ่งที่หนักที่สุดกลับเป็น “ความรู้สึกผิดที่แบกไว้ในใจ” (มโนธรรมเตือน)
คนเราหลายคนยิ้มได้ แต่หัวใจร้องไห้
หลายคนประสบความสำเร็จ แต่ยังโทษตัวเอง
หลายคนได้รับการให้อภัยจากคนอื่นแล้ว แต่ยังให้อภัยตัวเองไม่ได้
และนี่เองคือพระวาจาวันนี้…
ประกาศกมีคาห์ไม่ได้เริ่มด้วยการพูดถึงความผิดของมนุษย์
แต่เริ่มด้วยการพูดถึง หัวใจของพระเจ้า
“มีพระเจ้าองค์ใดเหมือนพระองค์”
ราวกับประกาศกกำลังร้องออกมาด้วยความตื้นตันใจว่า
“พระเจ้าแบบนี้ ไม่มีใครเหมือนเลย”
1. พระเจ้าทรงยินดีให้อภัย มากกว่าจะลงโทษ
มีคาห์กล่าวประโยคที่งดงามที่สุดประโยคหนึ่งในพระคัมภีร์ว่า
“พระองค์มิได้ทรงพระพิโรธตลอดไป เพราะพระองค์ทรงพอพระทัยในความรักมั่นคง”
น่าสังเกต…พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า พระเจ้าพอพระทัยในการลงโทษ
แต่บอกว่า พระองค์พอพระทัยในการให้อภัย
เหมือนคุณพ่อที่ลูกทำแก้วแตก พ่ออาจดุ แต่ในใจลึก ๆ ไม่ได้อยากดุเลย
สิ่งที่พ่ออยากทำที่สุด คือ กอดลูก
พระเจ้าก็เช่นเดียวกัน พระองค์ไม่เคยดีใจเวลามนุษย์ล้ม
แต่ทรงดีใจทุกครั้งที่มนุษย์ลุกขึ้นมา
พระเมตตาไม่ใช่ “ทางเลือกสำรอง” ของพระเจ้า แต่เป็น “ธรรมชาติ” ของพระองค์
2. พระเจ้าทรงโยนบาปลงทะเลลึก
ภาพที่สวยที่สุดในบทอ่านวันนี้คือ “พระองค์จะทรงเหวี่ยงบาปทั้งสิ้นลงสู่ทะเลลึก”
ทำไมต้องทะเลลึก?
เพราะชาวยิวมองว่า ทะเลลึกคือที่ที่ไม่มีใครดำลงไปเอาอะไรกลับมาได้
นั่นหมายความว่า เมื่อพระเจ้าให้อภัยแล้ว
พระองค์ไม่ดำน้ำกลับไปหยิบบาปนั้นขึ้นมาอีก
แต่เราต่างหาก ที่ชอบดำน้ำเอง! เราชอบรื้อฟื้นอดีต
ชอบพูดว่า “เมื่อสิบปีก่อนเธอเคยทำ…”
“เมื่อยี่สิบปีก่อนคุณเคย…”
แม้แต่กับตัวเอง “ฉันยังลืมไม่ได้”
แต่พระเจ้ากลับตรัสว่า “เราลืมแล้ว ทำไมเจ้าจึงยังจำอยู่?”
3. พระเมตตา คือพลังที่เปลี่ยนโลก
โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยการประณาม โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยการตัดสิน
ใครผิดเพียงครั้งเดียว อาจถูกตราหน้าตลอดชีวิต
วัฒนธรรมแห่งการ “ลบคนอื่นออกไป” (delete) ซึ่งกำลังแข็งแรงกว่าวัฒนธรรมแห่งการให้อภัย
แต่พระวาจาวันนี้ประกาศตรงกันข้าม
พระเจ้าทรงมองเห็นอนาคตของคนบาป มากกว่าอดีตของเขา
พระเยซูเจ้าจึงเลือกเปโตร ทั้งที่รู้ว่าจะปฏิเสธพระองค์
เลือกเปาโล ทั้งที่เคยเบียดเบียนพระศาสนจักร
เลือกออกัสติน ทั้งที่เคยหลงผิด
พระเจ้ามองสิ่งที่เขาจะเป็น ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เขาเคยเป็น
ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับพระศาสนจักร
พระศาสนจักรก็เช่นเดียวกัน
บางครั้งเราพูดถึง กฎระเบียบ, โครงสร้าง, งบประมาณ, อาคาร มากกว่าพูดถึงพระเมตตาของพระเจ้า
สมเด็จพระสันตะปาปาหลายพระองค์ย้ำเสมอว่า
พระศาสนจักรต้องเป็น “โรงพยาบาลสนาม” ไม่ใช่ศาลที่มีไว้พิพากษา
คนที่เข้าวัด ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ
แต่เป็นคนที่กำลังแสวงหาพระเมตตา
ถ้าวันหนึ่ง คนบาปกลัวการมาวัดมากกว่ากลัวบาป
แสดงว่าเรากำลังทำบางอย่างผิดแล้ว
วัดควรเป็นสถานที่ที่ใครก็ตามเดินเข้ามาแล้วรู้สึกว่า “ที่นี่…ยังมีความหวังสำหรับฉัน”
ข้อคิดเพื่อการไตร่ตรองกับชีวิตปัจจุบัน
ทุกวันนี้ ครอบครัวแตกแยก, พี่น้องไม่คุยกัน, สามีภรรยาเก็บความผิดไว้เป็นสิบปี,เพื่อนร่วมงานไม่ให้อภัยกัน, เราอยากให้พระเจ้าให้อภัยเรา, แต่กลับไม่ยอมให้อภัยคนอื่น
พระเยซูเจ้าตรัสชัดว่า ผู้ที่ได้รับพระเมตตา ต้องกลายเป็นผู้มอบพระเมตตาด้วย
อยากเล่าสู่กันฟัง
มีคุณตาคนหนึ่งไปสารภาพบาปทุกเดือน
คุณพ่อเจ้าวัดเริ่มจำได้ว่า ทุกเดือนคุณตาจะสารภาพเรื่องเดิม ๆ
จนวันหนึ่งคุณพ่อพูดติดตลกว่า “คุณตาครับ พระเจ้าคงจำบาปของคุณตาได้ขึ้นใจแล้วนะ” คุณตายิ้มแล้วตอบว่า “คุณพ่อครับ พระเจ้าจำไม่ได้หรอกครับ…”
คุณพ่อตกใจ “ทำไมล่ะ?”
คุณตาตอบว่า “เพราะพระองค์ลบทิ้งทุกครั้งที่ผมกลับใจ แต่คนที่ยังจำได้ดีที่สุดคือ…ตัวผมเอง!”
แต่คุณพ่อนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเบา ๆ ว่า “ถ้าพระเจ้าลืมแล้ว เราจะจำไว้ทำไม?”
นั่นแหละ… หลายครั้ง คุกที่ขังเราไว้ ไม่ได้สร้างจากพระเจ้า แต่สร้างจากความรู้สึกผิดของเราเอง
ข้อคิดไตร่ตรอง
วันนี้มีคาห์ไม่ได้ถามว่า “คุณทำบาปหรือไม่?”
เพราะทุกคนรู้คำตอบอยู่แล้ว
แต่ถามว่า “คุณเชื่อหรือไม่ว่า พระเจ้าทรงเมตตามากกว่าบาปของคุณ?”
เมื่อเราเชื่อเช่นนั้น เราจะกล้าลุกขึ้นใหม่ กล้าสารภาพบาป กล้าให้อภัยผู้อื่น และกล้าให้อภัยตัวเอง
บทสรุป
พระเจ้าที่เรากราบไหว้ ไม่ใช่พระเจ้าผู้ถือบัญชีความผิด
แต่เป็นพระเจ้าผู้ถือผ้าเช็ดน้ำตา พระองค์ไม่ทรงเก็บบาปไว้ในแฟ้ม
แต่ทรงโยนมันลงทะเลลึก ขอให้เมื่อเรากลับออกจากวัดในวันนี้
เราออกไปพร้อมกับความเชื่อมั่นว่า ไม่มีบาปใดยิ่งใหญ่กว่าพระเมตตาของพระเจ้า
และไม่มีมนุษย์คนใดหมดหวัง ตราบใดที่เขายังกล้าหันกลับมาหาพระองค์
รำพึงและไตร่ตรองจากพระวรสารนักบุญมัทธิว 12:46-50
บทเทศน์: “ใครคือครอบครัวของพระเยซูเจ้า?”
“ผู้ใดปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้นเป็นพี่น้องชายหญิงและเป็นมารดาของเรา” (มธ 12:50)
ลองจินตนาการดูว่า…
ขณะที่พระเยซูเจ้ากำลังเทศน์อย่างตั้งใจ มีคนเดินฝ่าฝูงชนเข้ามากระซิบว่า
“พระอาจารย์ครับ… พระมารดาและพี่น้องของท่านมาหา กำลังยืนรออยู่ข้างนอก”
ทุกคนคงคิดว่า พระเยซูเจ้าจะรีบออกไปหาแม่
แต่คำตอบของพระองค์กลับทำให้ทุกคนตกตะลึง
“ใครคือมารดาของเรา? ใครคือพี่น้องของเรา?”
แล้วพระองค์ทรงชี้ไปที่บรรดาศิษย์
“ผู้ใดปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดา ผู้นั้นคือครอบครัวของเรา”
พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงปฏิเสธพระนางมารีย์เลย
ตรงกันข้าม พระองค์กำลังเปิดประตูให้โลกทั้งโลก ได้เข้าเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า
1. พระเจ้ามิได้ทรงมองที่ “สายเลือด” แต่มองที่ “หัวใจ”
ในสังคมยิว การเป็นลูกหลานของอับราฮัมถือเป็นเกียรติสูงสุด
แต่พระเยซูเจ้าตรัสว่า สิ่งสำคัญกว่าเชื้อสาย คือ การดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระบิดา
พระนางมารีย์จึงไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะทรงให้กำเนิดพระเยซูเจ้าเพียงอย่างเดียว
แต่เพราะพระนางตรัสว่า “ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของพระองค์” (ลูกา 1:38)
นักบุญออกัสตินเคยกล่าวไว้อย่างงดงามว่า “พระนางมารีย์ทรงรับพระเยซูคริสตเจ้าไว้ในหัวใจ ก่อนจะทรงรับไว้ในครรภ์”
นั่นคือเหตุผลที่พระนางทรงเป็นแบบอย่างของศิษย์ทุกคน
2. ครอบครัวของพระเจ้า คือคนที่ทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าปรากฏในโลก
หลายคนคิดว่า การเป็นคริสตชน คือการเข้าวัดทุกวันอาทิตย์เท่านั้น
แต่พระเยซูเจ้าตรัสลึกกว่านั้น การเป็นสมาชิกครอบครัวของพระองค์
คือ การทำตามพระประสงค์ของพระบิดา
หมายความว่า ให้อภัยเมื่อโกรธ, ซื่อสัตย์เมื่อไม่มีใครเห็น, เมตตาแม้ไม่ได้ผลตอบแทน,
กล้าทำความดีแม้ไม่มีใครชื่นชม
ทุกครั้งที่เราทำเช่นนี้ โลกจะเห็นพระพักตร์ของพระเจ้า
3. พระศาสนจักรต้องเป็น “บ้าน” มากกว่า “องค์กร”
พระวาจาวันนี้เตือนพระศาสนจักรอย่างลึกซึ้ง
บางครั้ง เราทำให้วัดกลายเป็นเพียงสถานที่จัดกิจกรรม, สถานที่บริหารงาน, สถานที่ประชุม แต่ลืมว่า วัดคือ บ้านของพระบิดา
มีคนจำนวนไม่น้อยที่เดินเข้าวัด แต่ยังรู้สึกโดดเดี่ยว
บางคนเข้ามาแล้ว ไม่มีใครทัก, ไม่มีใครรู้จัก, ไม่มีใครถามว่า “สบายดีไหม”
พระเยซูเจ้าไม่ได้สร้าง “องค์กร” แต่พระองค์สร้าง ครอบครัว
ครอบครัวอาจไม่สมบูรณ์ แต่ไม่ทอดทิ้งกัน
ครอบครัวอาจเห็นต่าง แต่ยังรักกัน
ครอบครัวอาจมีปัญหา แต่ยังเปิดประตูรอสมาชิกกลับบ้านเสมอ
ข้อคิดเพื่อไตร่ตรองกับโลกปัจจุบัน
ทุกวันนี้ โลกเชื่อมต่อกันง่ายที่สุด แต่หัวใจกลับห่างกันมากที่สุด
เรามีเพื่อนในโทรศัพท์หลายพันคน แต่ไม่มีใครคุยด้วยเมื่อร้องไห้
มีผู้ติดตามมากมาย แต่ไม่มีใครเดินเคียงข้างเมื่อชีวิตล้มเหลว
ความเหงากำลังกลายเป็นโรคระบาดของโลกยุคใหม่
พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “เจ้ามีครอบครัวแล้ว”
ไม่ใช่เพราะมีนามสกุลเดียวกัน แต่เพราะมีพระบิดาองค์เดียวกัน
ข้อคิดเพื่อไตร่ตรองกับพระศาสนจักรในปัจจุบัน
พระศาสนจักรกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย
จำนวนผู้ร่วมพิธีลดลงในหลายแห่ง
เยาวชนบางส่วนรู้สึกห่างไกลจากวัด
บางคนเคยผิดหวังจากสมาชิกในพระศาสนจักร
คำตอบไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมให้มากขึ้น
แต่คือการสร้าง วัฒนธรรมแห่งความเป็นครอบครัว
เมื่อคนเดินเข้าวัด เขาควรรู้สึกว่า “ที่นี่มีคนรอฉัน”
เมื่อคนล้มเหลว เขาควรรู้สึกว่า “ที่นี่ไม่มีใครตัดสินฉัน”
เมื่อคนกลับใจ เขาควรรู้สึกว่า “ฉันได้กลับบ้านแล้ว”
นี่คือภาพของพระศาสนจักรที่พระเยซูเจ้าทรงใฝ่ฝัน
อยากเล่าสู่กันฟัง
มีเด็กคนหนึ่งกลับจากวัดแล้วถามคุณพ่อว่า
“พ่อครับ ทำไมที่วัดทุกคนเรียกกันว่า ‘พี่น้อง’ ทั้งที่ไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกัน?”
คุณพ่อยิ้มแล้วตอบว่า “ก็เพราะเรามีพระเจ้าเป็นบิดาไง”
เด็กพยักหน้าอย่างเข้าใจ
วันรุ่งขึ้น เขาไปโรงเรียน เห็นเพื่อนคนหนึ่งลืมเงินมาซื้ออาหารกลางวัน
เด็กน้อยจึงแบ่งข้าวของตัวเองให้ครึ่งหนึ่ง
ตอนเย็นคุณครูโทรมาชื่นชม
คุณพ่อถามลูกว่า “ทำไมแบ่งให้เพื่อนล่ะ”
เด็กตอบอย่างไร้เดียงสาว่า “ก็เมื่อวานพ่อบอกว่าเขาเป็นน้องผม”
คุณพ่อทึ่ง แล้วถามต่อ “แล้วถ้าพ่อไม่ได้บอกล่ะ?”
เด็กเงียบครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ถึงพ่อไม่บอก พระเยซูเจ้าก็บอกแล้วนี่ครับ…”
คุณพ่อถึงกับน้ำตาคลอ เพราะเด็กคนนี้ เข้าใจพระวรสารได้ดีกว่าผู้ใหญ่หลายคน
หลายครั้งเราท่องคำว่า “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” ทุกวัน
แต่กลับลืมว่า ถ้าพระเจ้าเป็น “พระบิดาของเรา”
คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เรา ก็เป็น พี่น้องของเรา เช่นกัน
ข้อคิดไตร่ตรอง
วันนี้พระเยซูเจ้ามิได้ถามว่า “คุณเป็นคริสตชนหรือไม่?”
พระองค์ถามลึกกว่านั้นว่า “ชีวิตของคุณกำลังทำตามพระประสงค์ของพระบิดาหรือไม่?”
และพระองค์ไม่ได้ถามว่า “คุณเข้าวัดบ่อยแค่ไหน?”
แต่ถามว่า “มีใครรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน เพราะได้พบคุณหรือไม่?”
เพราะคริสตชนแท้จริง ไม่เพียงพาผู้คนเข้าวัดเท่านั้น
แต่ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึง บ้านของพระเจ้า
บทสรุป
พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงลดคุณค่าของครอบครัวตามสายเลือด
แต่ทรงยกระดับความหมายของคำว่า “ครอบครัว” ให้กว้างไกลถึงทุกคนที่ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระบิดา
ดังนั้น ทุกครั้งที่เราทำความดีด้วยความรัก
ทุกครั้งที่เราให้อภัยแทนการแก้แค้น
ทุกครั้งที่เราเปิดประตูต้อนรับแทนการผลักไส
เราไม่ได้เพียงทำความดีเท่านั้น แต่กำลังประกาศต่อโลกว่า
“นี่คือวิถีชีวิตของคนในครอบครัวของพระเจ้า”
ขอให้วัดของเราเป็นบ้านที่อบอุ่น
ขอให้ครอบครัวของเราเป็นพระวรสารที่มีชีวิต
และขอให้ทุกคนที่พบเรา ได้สัมผัสความรักของพระบิดา ผ่านคำพูด รอยยิ้ม และการกระทำของเรา อาแมน
ระลึกถึงนักบุญลอเรนซ์แห่งบรินดิซี (Saint Lawrence of Brindisi)
พระสงฆ์ นักบวชคาปูชิน นักปราชญ์ และนักเทศน์ผู้ยิ่งใหญ่ของพระศาสนจักร
ฉลองวันที่ 21 กรกฎาคม



นักบุญลอเรนซ์แห่งบรินดิซีเป็นบุคคลที่น่าทึ่งที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร ท่านเป็นทั้งนักวิชาการ นักเทศน์ นักการทูต นักภาวนา และผู้นำคณะนักบวชในเวลาเดียวกัน จนพระศาสนจักรถวายสมญาแก่ท่านว่า “Doctor Apostolicus” (นักปราชญ์ผู้เป็นอัครสาวก) เพราะความรู้ของท่านไม่ได้อยู่เพียงในห้องสมุด แต่กลายเป็นพลังแห่งการประกาศข่าวดี
ชีวิตในวัยเยาว์
ท่านเกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1559 ที่เมืองบรินดิซี ทางตอนใต้ของอิตาลี มีชื่อเดิมว่า จูลิโอ เชซาเร รุสโซ (Giulio Cesare Russo)
บิดามารดาเสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเด็ก
หลายคนคิดว่าเด็กกำพร้าคงไม่มีอนาคต
แต่พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์นั้นเป็นการเตรียมผู้รับใช้ผู้ยิ่งใหญ่
ท่านได้รับการศึกษาอย่างยอดเยี่ยมที่เมืองเวนิส และเมื่ออายุเพียง 16 ปี ก็เข้าคณะคาปูชิน รับนามใหม่ว่า ลอเรนซ์
อัจฉริยะด้านภาษา
สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ
ท่านเป็นอัจฉริยะด้านภาษาอย่างแท้จริง
มีการบันทึกว่าท่านสามารถใช้ภาษาได้หลายภาษา เช่น ละติน กรีก ฮีบรู อาราเมอิก ซีเรียน เยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน อิตาเลียน
ที่น่าทึ่งที่สุดคือ ท่านศึกษาภาษาฮีบรูจนสามารถอ่านพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมจากต้นฉบับได้อย่างคล่องแคล่ว จนบรรดารับบีชาวยิวยังแปลกใจในความรู้ของท่าน แต่ท่านไม่เคยโอ้อวดความรู้เลย
ท่านเคยกล่าวว่า “ผู้เทศน์ต้องคุกเข่าต่อหน้าพระเจ้า ก่อนจะยืนต่อหน้าประชาชน”
นี่คือหัวใจของนักบุญลอเรนซ์
นักเทศน์ผู้เปลี่ยนใจผู้คน
เมื่อท่านขึ้นเทศน์ ผู้คนหลั่งไหลมาฟังจนล้นวัด
หลายเมืองต้องเทศน์กลางลานกว้าง
ผู้คนกล่าวว่า “คำเทศน์ของท่านไม่เพียงแตะหู แต่แทงทะลุหัวใจ”
เหตุผลไม่ใช่เพราะท่านพูดเก่ง
แต่เพราะ ท่านใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อหน้าศีลมหาสนิทก่อนขึ้นธรรมาสน์
หลายคนกล่าวว่า ธรรมาสน์ของท่านเริ่มต้นที่พระแท่นบูชา
ผู้สร้างสันติสุข
ยุโรปในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสงครามและความแตกแยก
สมเด็จพระสันตะปาปาส่งท่านไปเจรจาสันติภาพระหว่างเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ
น่าแปลกใจที่ หลายครั้งสิ่งที่กองทัพทำไม่ได้ นักบวชตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งกลับทำสำเร็จ
เพราะผู้คนเชื่อถือความซื่อสัตย์ของท่าน
เกร็ดที่น่าสนใจ
1. ท่านมีความจำเป็นเลิศ
มีผู้เล่าว่า ท่านสามารถอ้างข้อความพระคัมภีร์ได้อย่างแม่นยำ โดยแทบไม่ต้องเปิดหนังสือ เวลามีการอภิปรายเรื่องความเชื่อ ท่านอ้างได้ทั้งภาษาละติน กรีก และฮีบรูแต่เมื่อมีคนชม ท่านตอบเพียงว่า “ถ้าความจำนี้ไม่นำผู้คนมาหาพระเยซูเจ้า ก็ไม่มีค่าอะไร”
2. ท่านไม่เคยหยุดเรียน
แม้จะเป็นอธิการใหญ่ของคณะคาปูชินแล้ว ท่านยังหาเวลาอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน ท่านเคยกล่าวว่า “ผู้ที่หยุดเรียนรู้ ย่อมหยุดประกาศข่าวดี”
3. ความศรัทธาต่อพระนางมารีย์
นักบุญลอเรนซ์มีความศรัทธาต่อพระแม่มารีย์อย่างลึกซึ้ง
ท่านเรียกพระแม่ว่า “พระอาจารย์ฝ่ายจิตของข้าพเจ้า”
ทุกครั้งก่อนเทศน์ ท่านมักภาวนาวอนขอพระแม่ทรงช่วยให้คำพูดของท่านนำผู้คนมาหาพระเยซูเจ้า
4. นักปราชญ์ของพระศาสนจักร
ในปี ค.ศ. 1959 สมเด็จพระสันตะปาปา John XXIII ทรงประกาศแต่งตั้งนักบุญลอเรนซ์แห่งบรินดิซีเป็น นักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร (Doctor of the Church)
ไม่ใช่เพราะท่านมีหนังสือมากมายเท่านั้น แต่เพราะท่านสามารถเชื่อมโยงพระคัมภีร์ ความเชื่อ และชีวิตจริงเข้าด้วยกันอย่างงดงาม
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักรในปัจจุบัน
1. ความรู้ต้องเดินคู่กับความศักดิ์สิทธิ์
โลกทุกวันนี้มีข้อมูลมหาศาล แต่กลับขาดปรีชาญาณ
พระศาสนจักรต้องการคนที่ไม่เพียง “รู้มาก” แต่ “รักมาก”
นักบุญลอเรนซ์สอนว่า ความรู้ที่ไม่ก่อให้เกิดความรัก อาจกลายเป็นความเย่อหยิ่ง
แต่ความรู้ที่ผ่านการภาวนา จะกลายเป็นพระพรแก่ผู้อื่น
2. พระวาจาต้องออกจากหัวใจ
ในยุคที่ทุกคนสามารถค้นหาคำเทศน์จากอินเทอร์เน็ตได้ภายในไม่กี่วินาที
สิ่งที่ผู้คนโหยหา ไม่ใช่คำพูดที่สวยงาม แต่คือ พยานชีวิต
นักบุญลอเรนซ์เตือนเราว่า ประชาชนจะจำชีวิตของผู้เทศน์ ได้นานกว่าคำเทศน์ของเขา
3. พระศาสนจักรต้องเป็นสะพาน
นักบุญลอเรนซ์ใช้ความรู้เพื่อเชื่อมผู้คน
ไม่ใช่แบ่งแยกผู้คน ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกแยก
พระศาสนจักรได้รับเรียกให้เป็น
- สะพานระหว่างคนรวยกับคนจน
- สะพานระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า
- สะพานระหว่างผู้ที่เชื่อกับผู้ที่กำลังแสวงหา
อยากเล่าสู่กันฟัง
มีสามเณรคนหนึ่งภูมิใจมาก เพราะสามารถท่องพระคัมภีร์ได้หลายบท
วันหนึ่งเขาเดินไปถามพระอาจารย์ว่า “คุณพ่อครับ ผมจำพระคัมภีร์ได้เกือบทั้งเล่มแล้ว ผมพร้อมเป็นนักเทศน์หรือยัง?”
พระอาจารย์ยิ้ม แล้วยื่นพระคัมภีร์ให้เขา
พร้อมพูดว่า “เอาไปวางไว้หน้าศีลมหาสนิท แล้วนั่งเงียบ ๆ หนึ่งชั่วโมง”
สามเณรสงสัย แต่ก็ทำตาม
เมื่อกลับมา พระอาจารย์ถามว่า “วันนี้พระเจ้าตรัสอะไรกับเธอ?”
สามเณรนิ่ง… แล้วตอบเบา ๆ
“วันนี้…ผมไม่ได้พูดกับพระองค์เลย แต่พระองค์กำลังอ่านหัวใจของผม”
พระอาจารย์ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“วันนี้แหละ เธอเริ่มเป็นนักเทศน์แล้ว เพราะนักเทศน์ที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่อ่านพระคัมภีร์เก่งที่สุด แต่คือคนที่ยอมให้พระคัมภีร์อ่านหัวใจของตนเอง”
บทไตร่ตรอง
นักบุญลอเรนซ์แห่งบรินดิซีฝากคำถามสำคัญไว้กับเราทุกคน
- เราอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน แต่พระคัมภีร์ได้เปลี่ยนชีวิตเราหรือยัง?
- เราเทศน์เก่ง แต่เราใช้ชีวิตสอดคล้องกับคำเทศน์หรือไม่?
- เราศึกษาเทววิทยามากมาย แต่เราใช้เวลาคุกเข่าต่อหน้าพระเจ้ามากพอหรือยัง?
ท่านสอนเราว่า หัวใจของผู้ประกาศข่าวดีไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการพูด แต่อยู่ที่ความสามารถในการฟังพระเจ้า ผู้ที่ยอมให้พระวาจาหล่อหลอมชีวิตก่อน ย่อมสามารถหล่อเลี้ยงความเชื่อของผู้อื่นได้ด้วยชีวิตและคำพูดของตน
ขอให้นักบุญลอเรนซ์แห่งบรินดิซี วิงวอนเพื่อเรา เพื่อให้พระศาสนจักรในยุคปัจจุบันมีทั้ง ปัญญาที่ลึกซึ้ง ความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง และความกล้าหาญในการประกาศพระคริสตเจ้า ดังเช่นที่ท่านได้เป็นแบบอย่างตลอดชีวิตของท่าน. อาแมน.
ขอให้มีความสุขในวันนี้ พ่อภาวนาในมิสซาตามจุดประสงค์ต่าง ๆ ที่ขอกันมา
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ





















