บทเทศน์และข้อคิด วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2026
ระลึกถึงประกาศกเอลียาห์ และนักบุญอโปลลินาริส
บทเทศน์: “พระเจ้าทรงต้องการหัวใจ มากกว่าพิธีกรรมแต่ภายนอก”
บทอ่านจาก หนังสือประกาศกมีคาห์ 6:1-4, 6-8
“พระองค์ทรงบอกท่านแล้วว่า อะไรเป็นความดี และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกร้องอะไรจากท่าน นอกจากให้ปฏิบัติความยุติธรรม ความรัก ความเมตตา และดำเนินชีวิตอย่างถ่อมตนกับพระเจ้าของท่าน” (มคา 6:8)
- พระเจ้าทรงเปิดศาล…แต่ไม่ได้ฟ้องเพื่อทำลาย
บทอ่านวันนี้เริ่มต้นอย่างน่าสนใจ
พระเจ้าทรงเรียกภูเขา เนินเขา และธรรมชาติทั้งหมดมาเป็น “พยาน”
เหมือนศาลยุติธรรมแห่งจักรวาล
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ… พระเจ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยการกล่าวโทษ
แต่เริ่มต้นด้วยคำถามที่สะเทือนใจ “ประชากรของเราเอ๋ย เราได้ทำอะไรแก่เจ้า? เราทำให้เจ้าลำบากตรงไหน? จงตอบเราเถิด”
นี่ไม่ใช่คำถามของผู้พิพากษา แต่เป็นคำถามของผู้เป็นพ่อ… ที่ลูกค่อย ๆ ห่างเหินไป
พระเจ้าทรงรื้อฟื้นความทรงจำ “เราพาเจ้าขึ้นมาจากอียิปต์”
“เราปลดปล่อยเจ้าจากการเป็นทาส”
พระองค์กำลังบอกว่า “เจ้าจำความรักครั้งแรกของเราได้ไหม?”
- ศาสนา…ที่เหลือแต่พิธีกรรมภายนอก
ประชาชนตอบกลับว่า “จะถวายอะไรดี?”
เขาเสนอทุกอย่าง ลูกวัวหนึ่งปี, แกะนับพัน, น้ำมันหมื่นถัง, แม้แต่ลูกคนแรกของตน
ยิ่งผิด…ก็ยิ่งคิดว่าต้องถวายมาก นี่คือความเข้าใจผิดของมนุษย์ทุกยุค
เราคิดว่า พระเจ้าพอพระทัยกับ “จำนวน”
แต่พระเจ้ามองที่ “คุณภาพของหัวใจ”
ทุกวันนี้เราก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน
บางครั้งเรา เข้าวัดทุกอาทิตย์, สวดภาวนาทุกวัน, ถวายเงินมากมาย, ทำบุญบ่อยมาก
แต่…ยังโกรธกันเหมือนเดิม, ยังนินทากันเหมือนเดิม, ยังเอาเปรียบลูกน้องเหมือนเดิมยังโกงภาษีเหมือนเดิม, ยังแบ่งพรรคแบ่งพวกเหมือนเดิม, ยังไม่ให้อภัยคนในครอบครัวเหมือนเดิม
พระเจ้าจึงตรัสว่า “เราไม่ได้ต้องการพิธีกรรมที่สวยงาม ถ้าหัวใจยังแข็งกระด้าง”
- พระเจ้าต้องการเพียงสามอย่าง
มีคาห์สรุปชีวิตคริสตชนทั้งชีวิตไว้เพียงสามประโยค
- ปฏิบัติความยุติธรรม
ไม่ใช่เพียงพูดถึงความถูกต้อง แต่กล้ายืนข้างผู้ถูกเอาเปรียบ
ในโลกที่เต็มไปด้วยข่าวปลอม
การโกง, การคอร์รัปชัน, การเอาเปรียบคนอ่อนแอ
คริสตชนต้องกล้าพูดว่า “นี่ไม่ถูกต้อง” แม้ต้องเสียผลประโยชน์ของตนเอง
- ความรัก ความเมตตา
ไม่ใช่แค่เมตตา แต่ “รัก” ที่จะเมตตา
ให้อภัยก่อน, เข้าใจคนอื่นก่อน, ฟังกันก่อน
โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วย การตัดสินกันเร็ว การประณามกันแรง
โดยเฉพาะในโลกออนไลน์
หลายครั้ง คนพิมพ์ข้อความแรง ๆ ง่ายกว่าการพูดคำว่า “ขอโทษ” หรือ
“ผมเข้าใจคุณ”
- ดำเนินชีวิตอย่างสุภาพถ่อมตนกับพระเจ้า
คนสุภาพถ่อมตน ไม่ใช่คนที่ดูถูกตัวเอง
แต่คือคนที่รู้ว่า ทุกสิ่งเป็นพระพร
เมื่อสำเร็จ เขาขอบคุณพระเจ้า
เมื่อผิดพลาด เขากล้ายอมรับ
เมื่อมีอำนาจ เขารับใช้
เมื่อได้รับคำชม เขาไม่ลืมว่าทุกอย่างมาจากพระเจ้า
ข้อคิดสำหรับสถานการณ์โลกปัจจุบัน
โลกวันนี้มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน
AI ฉลาดขึ้น เศรษฐกิจใหญ่ขึ้น ตึกสูงขึ้น
แต่หัวใจคนจำนวนไม่น้อยกลับแคบลง
สงครามยังเกิด ผู้ลี้ภัยยังเพิ่มขึ้น
เด็กยากจนยังอดอาหาร ผู้สูงอายุยังถูกทอดทิ้ง
พระเจ้าคงไม่ได้ถามว่า “ประเทศเจ้ามี GDP เท่าไร”
แต่คงถามว่า “เจ้าดูแลคนอ่อนแอแค่ไหน”
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
พระศาสนจักรก็ได้รับการเตือนจากพระวาจานี้เช่นกัน
เราอาจมี วัดที่สวยงาม, พิธีกรรมที่สง่า, คุณพ่อเทศน์เก่ง, คณะนักขับร้องไพเราะ, ระบบบริหารที่ดี
แต่ถ้าคนยากจนรู้สึกว่า “วัดไม่ใช่บ้านของฉัน”
ถ้าคนบาปรู้สึกว่า “ฉันถูกตัดสิน”
ถ้าคนรุ่นใหม่รู้สึกว่า “พระศาสนจักรไม่ฟังฉัน”
เราคงต้องย้อนกลับมาฟังประกาศกมีคาห์อีกครั้ง พระศาสนจักรจะน่าเชื่อถือ
ไม่ใช่เพราะอาคารใหญ่ แต่เพราะมีความยุติธรรม
เต็มไปด้วยความเมตตา และถ่อมตนเหมือนพระเยซูเจ้าคริสตเจ้า
สมเด็จพระสันตะปาปาหลายพระองค์ได้เน้นย้ำว่า พระศาสนจักรต้องเป็น “โรงพยาบาลสนาม” ที่รักษาบาดแผลของมนุษย์ก่อนจะตัดสินเขา นี่คือจิตตารมณ์เดียวกับคำสอนของประกาศกมีคาห์
อยากเล่าให้ฟัง
มีชายคนหนึ่งเคร่งศาสนามาก เช้าวันอาทิตย์ เขาแต่งตัวเรียบร้อย ถือพระคัมภีร์เล่มใหญ่ เดินเข้าวัดด้วยสีหน้าศักดิ์สิทธิ์
ระหว่างทางมีเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งล้ม รถจักรยานคว่ำ เข่าถลอก เลือดออก
เด็กตะโกนว่า “ลุงครับ ช่วยผมหน่อย” ชายคนนั้นมองนาฬิกา
แล้วพูดว่า “ขอโทษนะลุงกำลังจะไปมิสซา สายไม่ได้” แล้วรีบเดินต่อ
อีกสักครู่มีหญิงชราคนหนึ่งเดินผ่านมา เธอใส่เสื้อเก่า รองเท้าแตะขาด ๆ
เธอรีบเข้าไปช่วยเด็ก เช็ดแผล พาไปส่งบ้าน เด็กถามว่า “ยายไม่รีบไปวัดเหรอ”
หญิงชรายิ้มแล้วตอบว่า “ยายเพิ่งออกมาจากวัด…พระเจ้าคงกำลังรออยู่ตรงนี้มากกว่า” ชายคนนั้นเดินไปถึงวัดทันเวลาพอดี
แต่เมื่อคุกเข่าภาวนา เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเบา ๆ ในหัวใจว่า
“ลูกเอ๋ย…เมื่อครู่เรานั่งร้องไห้อยู่ข้างถนน เจ้าผ่านเราไปแล้ว“
นี่คือข้อคิดวันนี้ บางครั้ง… เราคิดว่ากำลังไปหาพระเจ้า
แต่พระเจ้ากำลังรอเราอยู่ในคนที่กำลังเดือดร้อน
ข้อคิดปิดท้าย
ประกาศกมีคาห์ไม่ได้ลดคุณค่าของพิธีกรรม
แต่กำลังบอกว่า พิธีกรรมที่แท้จริง ต้องไหลออกมาเป็นชีวิต
เมื่อออกจากวัด เราต้องนำพระเยซูเจ้าคริสตเจ้าออกไปด้วย
ให้ทุกคนพบพระองค์ผ่าน ความยุติธรรมของเรา, ความเมตตาของเรา, ความถ่อมตนของเรา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเรายืนต่อหน้าพระเจ้า พระองค์อาจไม่ได้ถามว่า
“เจ้าสวดภาวนากี่บท?”
แต่จะถามว่า “เจ้าได้รักเพื่อนมนุษย์เหมือนที่เราได้รักเจ้าหรือไม่?”
ขอให้พระวาจาของประกาศกมีคาห์ในวันนี้ เปลี่ยนชีวิตของเราให้เป็น “บทเทศน์ที่มีชีวิต” เพื่อว่าผู้คนจะมองเห็นพระเยซูเจ้าคริสตเจ้าจากการกระทำของเรา มากกว่าจากคำพูดของเรา อาแมน.
รำพึงไตร่ตรองจากพระวรสารโดยนักบุญ มัทธิว 12:38-42
นี่เป็นพระวาจาที่เหมาะกับยุคของเราอย่างยิ่ง เพราะเป็นยุคที่ผู้คนเรียกร้อง “สัญญาณ” มากมาย แต่กลับมองไม่เห็นพระเจ้าที่ประทับอยู่ตรงหน้า
บทเทศน์ “เมื่อพระเจ้าประทานสัญญาณ…แต่เราเอาแต่มองหาปาฏิหาริย์”
“คนชั่วและไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า ชนรุ่นนี้เรียกร้องหมายสำคัญ แต่จะไม่ได้รับหมายสำคัญใด นอกจากหมายสำคัญของประกาศกโยนาห์”
- มนุษย์ชอบ “ขอหลักฐาน” มากกว่า “เปิดหัวใจ”
ธรรมาจารย์และชาวฟาริสีพูดกับพระเยซูเจ้าว่า
“อาจารย์ โปรดแสดงหมายสำคัญให้เราเห็น”
ฟังดูเหมือนคนมีความเชื่อ
แต่ความจริง… พวกเขาเพิ่งเห็นพระเยซูเจ้าทรงรักษาคนเจ็บ ทรงขับไล่ปีศาจ ทรงให้อภัยคนบาป ทรงเทศน์ด้วยฤทธิ์อำนาจ
พวกเขาเห็นมามากแล้ว แต่ยังพูดว่า “ขออีกอย่างหนึ่ง”
ปัญหาไม่ใช่ “ไม่มีหลักฐาน” แต่คือ หัวใจไม่ยอมเชื่อ
หลายครั้งชีวิตเราก็คล้ายกัน
เราอธิษฐานว่า “พระเจ้าครับ ถ้าพระองค์มีจริง ขอให้…”
ขอถูกลอตเตอรี่, ขอให้สอบผ่าน, ขอให้ได้งาน, ขอให้หายป่วย, ขอให้ธุรกิจดี
เหมือนเราต่อรองกับพระเจ้า “ถ้าพระองค์ทำอย่างนี้…ฉันจะเชื่อ”
แต่พระเจ้าตรัสว่า “เจ้ามองเห็นพระพรทุกวันที่เราให้หรือยัง” ลองนับพระพรดูซิ
- หมายสำคัญของโยนาห์
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จะไม่มีหมายสำคัญอื่น นอกจากหมายสำคัญของโยนาห์”
โยนาห์อยู่ในท้องปลาสามวัน แล้วออกมามีชีวิตใหม่
พระเยซูเจ้ากำลังพูดถึง การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพ
นี่คือปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การรักษาโรค ไม่ใช่การทำให้อาหารเพิ่มขึ้น
แต่คือ ความตายพ่ายแพ้แก่ความรัก
พระเยซูเจ้าไม่ได้พิสูจน์พระองค์ด้วยการแสดงอำนาจ
แต่พิสูจน์ด้วยการยอมถูกตรึงกางเขน
- คนเมืองนีนะเวห์กลับใจ…
แต่คนที่เห็นพระเยซูเจ้ากลับไม่ยอมเปลี่ยน
พระเยซูเจ้าทรงยกตัวอย่าง ชาวเมืองนีนะเวห์ เพียงได้ฟังโยนาห์เทศน์ ก็กลับใจทันที
พระราชินีแห่งเชบา เดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อฟังปรีชาญาณของกษัตริย์ซาโลมอน แต่บัดนี้…ผู้ยิ่งใหญ่กว่าซาโลมอนอยู่ตรงหน้า ผู้ยิ่งใหญ่กว่าโยนาห์อยู่ตรงหน้า แต่กลับไม่มีใครฟัง
นี่คืออันตรายของ “ความเคยชิน”
เราคุ้นเคยกับพระเจ้า จนไม่ตื่นเต้นกับพระองค์อีก
คุ้นเคยกับมิสซา จนไม่รู้สึกว่าพระเยซูคริสต์กำลังประทับอยู่
คุ้นเคยกับพระวาจา จนเปิดอ่านเหมือนหนังสือธรรมดา
คุ้นเคยกับไม้กางเขน จนลืมว่าคือเครื่องหมายแห่งความรักสูงสุด
บางครั้ง… สิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด กลับเป็นสิ่งที่เรามองข้ามมากที่สุด
ข้อคิดสำหรับสถานการณ์โลกปัจจุบัน
โลกทุกวันนี้กำลังไล่ล่า “สิ่งเร้า/ตัวกระตุ้น”
ทุกอย่างต้อง ใหญ่กว่า, เร็วกว่า, แปลกกว่า, ตื่นเต้นกว่า
ในโลกออนไลน์ ข่าวธรรมดาไม่มีคนอ่าน แต่ข่าวลือกลับแพร่เร็ว
คลิปธรรมดาไม่มีคนดู แต่เรื่องอื้อฉาวกลับมียอดวิวมหาศาล
แม้แต่เรื่องศาสนา บางคนสนใจเพียงปาฏิหาริย์ นิมิต คำทำนาย เรื่องเหนือธรรมชาติ
จนลืมว่า ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ…
คนที่เคยเกลียดกัน กลับให้อภัยกัน
คนที่เคยเห็นแก่ตัว กลับเสียสละ
คนที่เคยสิ้นหวัง กลับมีความหวัง
นี่ต่างหากคือการกลับคืนชีพที่เกิดขึ้นทุกวัน
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
พระศาสนจักรเองก็ถูกท้าทาย
บางครั้งเราอาจคิดว่า ถ้ามีอาคารใหญ่ขึ้น เทคโนโลยีดีขึ้น กิจกรรมมากขึ้น คนจะเข้าวัดมากขึ้น
แต่พระเยซูเจ้าตรัสว่า หัวใจของการประกาศข่าวดี ไม่ใช่ “ความตื่นตา”
แต่คือ การเป็นเครื่องหมายของพระเยซูคริสต์ผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ
เมื่อสัตบุรุษเห็นว่า
• พระสงฆ์รักคนยากจนจริง
• คริสตชนให้อภัยกันจริง
• ชุมชนรักกันจริง
• วัดเปิดประตูต้อนรับทุกคนจริง
นั่นคือ “หมายสำคัญของโยนาห์” ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
พระศาสนจักรไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับโลกในเรื่องความบันเทิง แต่ต้องแข่งขันกับตนเองในเรื่อง ความศักดิ์สิทธิ์ ความจริงใจ และความรัก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นพยานที่โลกไม่อาจปฏิเสธได้
อยากเล่าให้ฟัง
มีชายคนหนึ่งชอบพูดเสมอว่า “ถ้าพระเจ้ามีจริง ขอให้พระองค์ส่งสัญญาณมา”
วันหนึ่งเขาขับรถไปทำงาน มีป้ายใหญ่เขียนว่า
“ชะลอ! ถนนข้างหน้าทรุด” เขาคิดว่า “ใครจะไปเชื่อ”
ขับต่อ… อีกห้าร้อยเมตร มีตำรวจโบกมือสุดแรง เขาพูดว่า “ผมรีบครับ”
แล้วขับต่ออีกนิดหนึ่ง มีชาวบ้านยืนโบกผ้าขาว
เขาพูดว่า “คงไม่มีอะไรหรอก” แล้วก็… รถตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่
โชคดีไม่เป็นอะไรมาก เขานอนอยู่โรงพยาบาลแล้วภาวนาว่า
“พระเจ้าครับ ทำไมพระองค์ไม่เตือนผมเลย” แล้วเหมือนมีเสียงตอบเบา ๆ ว่า…
“เราส่งทั้งป้าย ส่งทั้งตำรวจ ส่งทั้งชาวบ้าน…ลูกยังจะเอาป้ายไฟนีออน LED จากสวรรค์อีกหรือ?”
ข้อคิดคือว่า…….บางครั้งพระเจ้าก็ส่งสัญญาณมาหาเราเช่นกัน
ผ่าน พ่อแม่ คู่สมรส ลูก เพื่อน พระสงฆ์ พระวาจา เหตุการณ์เล็ก ๆ ในชีวิต
แต่เราเอาแต่รอ “ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่”
จนมองข้าม พระสุรเสียงที่กำลังกระซิบอยู่ทุกวัน
บทสรุป
พระเยซูเจ้าไม่ได้ตำหนิคนที่แสวงหาความจริง
แต่ทรงตำหนิคนที่ เห็นความจริงแล้ว…แต่ไม่ยอมเปลี่ยนชีวิต
คำถามของพระวรสารวันนี้จึงไม่ใช่ “พระเจ้าจะให้สัญญาณอะไรกับเรา?”
แต่คือ “สัญญาณมากมายที่พระเจ้าประทานแล้ว เราเปิดใจรับหรือยัง?”
เมื่อเราออกจากวัดในวันนี้ ขอให้เราไม่เพียงแต่ขอให้พระเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์แก่เรา แต่จงอธิษฐานว่า
“ข้าแต่พระเจ้า โปรดเปิดดวงตาของลูก ให้ลูกมองเห็นพระองค์ในเหตุการณ์ธรรมดาของชีวิต เปิดหูของลูก ให้ลูกได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ท่ามกลางเสียงอึกทึกของโลก และเปิดหัวใจของลูก ให้ลูกกล้ากลับใจ เพราะปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ แต่คือการเปลี่ยนแปลงหัวใจของมนุษย์”
อาแมน.
ระลึกถึงนักบุญนักบุญอัปโปลินาริส (Saint Apollinaris / Sant’ Apollinare) พระสังฆราชและมรณสักขี ผู้เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ประกาศพระวรสารรุ่นแรก ๆ ที่กล้าหาญที่สุดของพระศาสนจักร


ประวัติโดยย่อ
ตามธรรมประเพณีของพระศาสนจักร นักบุญอัปโปลินาริสเป็นชาวเมืองอันทิโอก และเป็นศิษย์ของนักบุญเปโตร ต่อมานักบุญเปโตรได้ส่งท่านไปประกาศพระวรสารและเป็นพระสังฆราชองค์แรกของเมืองราเวนนา (Ravenna) ประเทศอิตาลี ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นเมืองที่นับถือศาสนาโรมันโบราณอย่างเข้มแข็ง
การประกาศข่าวดีของท่านเกิดผลอย่างมาก
• คนป่วยจำนวนมากได้รับการรักษา
• หลายครอบครัวกลับใจรับศีลล้างบาป
• ชุมชนคริสตชนเติบโตอย่างรวดเร็ว
แต่ยิ่งมีคนเชื่อมากเท่าไร ผู้มีอำนาจและบรรดาคนนอกศาสนาก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
ท่านถูก
• เฆี่ยนตี
• ขับไล่ออกจากเมืองหลายครั้ง
• เนรเทศ
• ทรมานอย่างหนัก
แต่ทุกครั้งที่มีโอกาส ท่านก็กลับเข้าเมืองเดิมอีกครั้ง
เพื่อประกาศพระเยซูคริสตเจ้า
ในที่สุดท่านสิ้นชีวิตจากบาดแผลและการเบียดเบียน จึงได้รับการยกย่องเป็นมรณสักขี แม้ว่ารายละเอียดทางประวัติศาสตร์บางส่วนจะมีหลายธรรมประเพณี แต่พระศาสนจักรยกย่องท่านในฐานะผู้เลี้ยงแกะผู้ซื่อสัตย์และพยานแห่งความเชื่อ
เกร็ดที่น่าสนใจ
- “พระสังฆราชที่กลับมาเสมอ”
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของนักบุญอัปโปลินาริสคือ ถูกไล่ออก…ก็กลับมาอีก
ถูกทำร้าย…ก็กลับมาอีก, ถูกขับออกจากเมือง…ก็กลับมาอีก
เพราะสำหรับท่าน คนที่ยังไม่รู้จักพระคริสต์ สำคัญกว่าความปลอดภัยของตนเอง
- มหาวิหารที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
หลังจากท่านมรณภาพ ได้มีการสร้างมหาวิหารอันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน คือ มหาวิหารซันตาโปลินาเร อิน กลาสเซ (Sant’Apollinare in Classe) ที่เมืองราเวนนา
มหาวิหารแห่งนี้มีภาพโมเสกศิลปะไบแซนไทน์อายุเกือบ 1,500 ปี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก และถือเป็นหนึ่งในผลงานศิลปะคริสตศาสนายุคแรกที่งดงามที่สุด
- มรณสักขีไม่ได้หมายถึง “ตาย” เท่านั้น
นักบุญเปโตร คริโซโลกุส ซึ่งเป็นพระสังฆราชเมืองราเวนนาในเวลาต่อมา กล่าวว่า แม้บางธรรมประเพณีจะเรียกท่านว่า “ผู้สารภาพความเชื่อ” แต่การทนทุกข์เพื่อพระคริสต์อย่างต่อเนื่องก็ทำให้ท่านสมควรได้รับเกียรติเป็นมรณสักขีเช่นเดียวกัน
นี่เตือนเราว่า บางครั้งการเป็นมรณสักขี
ไม่ใช่การตายในวันเดียว แต่คือการตายเพื่อตนเองทุกวัน
ข้อคิดใช้กับโลกปัจจุบัน
โลกทุกวันนี้ไม่ค่อยข่มเหงคริสตชนด้วยการเฆี่ยนตี
แต่ใช้วิธีที่ละเอียดอ่อนกว่า
• ทำให้เราละอายที่จะพูดถึงพระเจ้า
• ทำให้เรากลัวเสียงวิจารณ์
• ทำให้เราปรับตัวจนไม่กล้าแตกต่าง
• ทำให้เราเงียบ เมื่อควรพูดความจริง
นักบุญอัปโปลินาริสถามเราว่า “เรายอมแพ้ง่ายเกินไปหรือเปล่า?”
เพียงถูกปฏิเสธครั้งเดียว เราก็หยุดประกาศข่าวดี
เพียงถูกวิจารณ์นิดเดียว เราก็ไม่กล้าพูดถึงพระเยซูเจ้าอีก
แต่ท่านกลับเดินกลับเข้าเมืองเดิม ครั้งแล้วครั้งเล่า
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
ทุกวันนี้พระศาสนจักรเผชิญความท้าทายมากมาย
• คนหนุ่มสาวห่างวัด
• กระแสโลกนิยมรุนแรงขึ้น
• จำนวนผู้มีความเชื่อลดลงในหลายพื้นที่
คำตอบของนักบุญอัปโปลินาริสไม่ใช่
“ถอย” แต่คือ “กลับไปอีกครั้ง”
กลับไปหาคนหนุ่มสาว
กลับไปหาผู้ที่ผิดหวัง
กลับไปหาผู้ที่ออกจากพระศาสนจักร
กลับไปหาคนยากจน
กลับไปด้วยความรัก
ไม่ใช่ด้วยการตำหนิ นี่คือจิตตารมณ์ของผู้เลี้ยงแกะที่แท้จริง
อยากเล่าให้ฟัง
มีพระสงฆ์องค์หนึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งไปเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งใหม่
วันแรกเทศน์อย่างเต็มที่ มีสัตบุรุษมาฟังเพียง 5 คน
ท่านคิดว่า “สงสัยเทศน์ยังไม่ดี”
อาทิตย์ต่อมา เตรียมเทศน์หนักกว่าเดิม มี 4 คน
อีกอาทิตย์หนึ่ง เหลือ 3 คน
ท่านเริ่มหมดกำลังใจ จนวันหนึ่ง พระสงฆ์อาวุโสเดินมาถามว่า…
“สัตบุรุษมาฟังกี่คน” ท่านตอบเศร้า ๆ “วันนี้เหลือแค่สองคนครับ”
พระสงฆ์อาวุโสยิ้มแล้วพูดว่า “ดีแล้ว”
เจ้าอาวาสงง “ดีตรงไหนครับ”
พระสงฆ์อาวุโสตอบว่า “พระเยซูเจ้าเริ่มต้นด้วยสาวกแค่สิบสองคนเอง…แต่พระองค์ไม่เคยยกเลิกพันธกิจ” แล้วท่านพูดต่อว่า
“ถ้าอาทิตย์หน้ามาแค่คนเดียว…ก็เทศน์ให้ดีที่สุด เพราะคนนั้นอาจเป็นนักบุญองค์ต่อไปก็ได้!”
พระเจ้าไม่เคยวัดความสำเร็จด้วยจำนวนคนฟัง
แต่ทรงวัดด้วย ความซื่อสัตย์ของผู้ประกาศ
ข้อคิดส่งท้าย
นักบุญอัปโปลินาริสไม่ได้มีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่มีชีวิตที่ ซื่อสัตย์
ไม่ได้มีชื่อเสียงในสายตาโลก แต่ยิ่งใหญ่ในสายพระเนตรของพระเจ้า
ขอให้คำภาวนาของเราวันนี้เป็นดังนี้
“ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานหัวใจแบบนักบุญอัปโปลินาริส คือหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบาก กล้าที่จะกลับไปประกาศความรักของพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะถูกปฏิเสธก็ตาม เพราะผู้ที่กลับไปด้วยความรัก ย่อมเป็นผู้ชนะในพระอาณาจักรของพระเจ้า”
นักบุญอัปโปลินาริส พระสังฆราชและมรณสักขี โปรดภาวนาเพื่อเราด้วยเทอญ อาแมน.
วันนี้ระลึกถึงประกาศกเอลียาห์
วันที่ 20 กรกฎาคม พระศาสนจักรคาทอลิก โดยเฉพาะคณะนักบวชคาร์เมไลท์ (Carmelites) และพระศาสนจักรคาทอลิกตะวันออก ฉลอง ประกาศกเอลียาห์ (Prophet Elijah) ในฐานะบิดาฝ่ายจิตของชีวิตนักพรต และเป็นหนึ่งในประกาศกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพันธสัญญาเดิม


เอลียาห์เป็นบุคคลที่ไม่เคยเขียนหนังสือพระคัมภีร์สักเล่ม แต่กลับเป็นหนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ความรอดมากที่สุด เพราะชื่อของท่านปรากฏอยู่ในเหตุการณ์สำคัญหลายตอน และแม้แต่ในเหตุการณ์พระเยซูเจ้าเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์บนภูเขา (Transfiguration) เอลียาห์ก็ปรากฏเคียงข้างโมเสส
เกร็ดสำคัญของประกาศกเอลียาห์
- ชื่อของท่านคือคำประกาศความเชื่อ
คำว่า “เอลียาห์” (Eliyahu) แปลว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า”
ในยุคที่กษัตริย์อาหับและพระนางเยเซเบลนำประชาชนไปนมัสการพระบาอัล
ชื่อของเอลียาห์จึงเป็นเหมือนการประกาศความเชื่อทุกครั้งที่มีคนเรียกชื่อท่าน
แม้แต่ชื่อก็เป็นคำเทศน์แล้ว
- ท่านกล้าท้าทายกษัตริย์
เอลียาห์ไม่เกรงกลัวอำนาจ ท่านกล้าตำหนิกษัตริย์อาหับ
กล้าต่อสู้กับพระนางเยเซเบล กล้าปกป้องความจริง แม้ต้องหนีเอาชีวิตรอด
ท่านสอนเราว่า ความจริงไม่มีวันขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เห็นด้วย
- การประลองบนภูเขาคาร์เมล
นี่คือเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุด เอลียาห์เผชิญหน้ากับประกาศกของพระบาอัล 450 คน
ทั้งสองฝ่ายสร้างแท่นบูชา ฝ่ายใดที่พระเจ้าส่งไฟลงมาเผาเครื่องบูชา
พระองค์นั้นคือพระเจ้าที่แท้จริง
ประกาศกพระบาอัลร้องเรียกทั้งวัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่เมื่อเอลียาห์ภาวนาเพียงสั้น ๆ ไฟจากสวรรค์ก็ลงมาเผาเครื่องบูชา
ชัยชนะครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากกำลังของมนุษย์ แต่เกิดจากความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า
- พระเจ้าตรัสใน “เสียงลมแผ่วเบา”
หลังชัยชนะครั้งใหญ่ เอลียาห์กลับหมดกำลังใจ
หนีเข้าถิ่นทุรกันดาร และพูดกับพระเจ้าว่า “พอแล้ว พระเจ้าข้า”
แต่พระเจ้าไม่ได้ตำหนิ พระองค์ให้ท่านพัก ให้อาหาร แล้วพาท่านไปถึงภูเขาโฮเรบ
ที่นั่น พระเจ้าไม่ได้อยู่ใน
• พายุ
• แผ่นดินไหว
• ไฟ
แต่ประทับอยู่ใน “เสียงลมแผ่วเบา”
นี่คือหนึ่งในข้อความที่ลึกซึ้งที่สุดของพระคัมภีร์
พระเจ้ามักตรัส ในความเงียบ มากกว่าในเสียงอึกทึก
- เอลียาห์ไม่ได้ตาย
พระคัมภีร์บันทึกว่า เอลียาห์ถูกนำขึ้นสวรรค์
ด้วยรถเพลิงและม้าเพลิง จึงเกิดความเชื่อในหมู่ชาวยิวว่า วันหนึ่งเอลียาห์จะกลับมา
เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมา หลายคนจึงถามว่า “นี่คือเอลียาห์หรือไม่”
และเมื่อพระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ เอลียาห์ก็ปรากฏพร้อมกับโมเสส
เป็นสัญลักษณ์ของ
• ธรรมบัญญัติ (โมเสส)
• บรรดาประกาศก (เอลียาห์)
ทั้งสองเป็นพยานว่าพระเยซูเจ้าคือพระเมสสิยาห์
ข้อคิดสำหรับโลกปัจจุบัน
- โลกต้องการ “เอลียาห์” อีกครั้ง
ปัจจุบัน คนจำนวนมากกลัวการพูดความจริง
กลัวเสียคะแนนนิยม กลัวกระแสสังคม
แต่เอลียาห์สอนว่า อย่าถามว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไร
แต่จงถามว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยหรือไม่
- อย่าหมดกำลังใจ
แม้แต่เอลียาห์ ผู้ทำปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่
ก็เคยซึมเศร้า เคยเหนื่อย เคยอยากเลิก
นี่เป็นกำลังใจอย่างยิ่งสำหรับเรา ผู้รับใช้พระเจ้าไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา
แต่ต้องยอมให้พระเจ้าฟื้นฟูเรา
- ฟังพระเจ้าในความเงียบ
โลกเต็มไปด้วย โทรศัพท์ ข่าว โซเชียลมีเดีย การแจ้งเตือน
แต่พระเจ้ามักตรัส เมื่อเราปิดเสียงโลก และเปิดใจฟัง
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
ประกาศกเอลียาห์เป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่งสำหรับพระศาสนจักรในยุคนี้
พระศาสนจักรอาจเผชิญกับความท้าทาย ความเข้าใจผิด หรือแม้แต่การต่อต้าน แต่พันธกิจไม่ใช่การเอาชนะผู้คนด้วยอำนาจ หากเป็นการเป็นพยานถึงความจริงด้วยความรัก ความกล้าหาญ และความซื่อสัตย์
โดยเฉพาะผู้รับใช้ของพระเจ้า พระสงฆ์ นักบวช และฆราวาสผู้นำชุมชน ต่างต้องเรียนรู้จากเอลียาห์ว่า
• กล้ายืนหยัดในความจริง
• รู้จักพักเมื่อเหนื่อย
• กลับไปฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าเสมอ
• แล้วลุกขึ้นทำพันธกิจต่อด้วยความหวัง
เกร็ดที่ชาวคาร์เมไลท์รักมากที่สุด
คณะนักบวชคาร์เมไลท์ถือว่า ประกาศกเอลียาห์เป็น “บิดาฝ่ายจิต” ของคณะ
เพราะท่านเคยอาศัยและภาวนาบน ภูเขาคาร์เมล
คำขวัญที่คาร์เมไลท์ยึดถือจากชีวิตของท่านคือ
“ข้าพเจ้ายืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์” (1 พงศ์กษัตริย์ 17:1)
นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดของเอลียาห์ แต่เป็นวิถีชีวิตของผู้ที่ตระหนักว่า ทุกการทำงาน ทุกการรับใช้ และทุกการตัดสินใจ ล้วนเกิดขึ้นต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า
ข้อคิดปิดท้าย
หากวันนี้เอลียาห์เดินเข้ามาในโลกของเรา ท่านอาจไม่ได้ถามว่า
“วันนี้คุณประสบความสำเร็จแค่ไหน?”
แต่จะถามว่า “วันนี้คุณซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าหรือยัง?”
เพราะในสายตาของพระเจ้า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การมีอำนาจ ชื่อเสียง หรือผู้ติดตามมากมาย แต่คือการมีหัวใจที่กล้าพูดว่า
“พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า”
และดำเนินชีวิตให้สมกับคำประกาศนั้นทุกวัน
ขอประกาศกเอลียาห์ ผู้เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ ผู้รักการภาวนา และผู้ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าในความเงียบ โปรดวอนขอพระพรให้เรามีความเชื่อมั่นคง กล้ายืนหยัดในความจริง และรับใช้พระเจ้าด้วยหัวใจที่ไม่ย่อท้อ อาแมน.
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ




















