ข้อคิดในมิสซา วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.2026

หัวข้อ: “พระเจ้าทรงอดทนกับเรา…มากกว่าที่เราอดทนกันเอง

ถ้าพ่อถามว่า… อะไรที่เติบโตเร็วที่สุดในบ้านของเรา?”

หลายคนคงตอบว่า…

  • ค่าไฟ! ค่าน้ำมัน
  • ราคาของกิน ของใช้!
  • หนี้สิน!
  • หรืออายุของเรา…

แต่สำหรับคนปลูกต้นไม้ จะตอบทันทีว่า วัชพืชครับคุณพ่อ!”

แปลกมาก… ดอกไม้ต้องรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ดูแลทุกวัน

แต่หญ้ารกรุงรังเต็มสวน… ไม่เคยต้องปลูก
ไม่เคยต้องใส่ปุ๋ย ก็ขึ้นเต็มสวนเอง

พระเยซูเจ้าจึงทรงหยิบเรื่องนี้มาเป็นอุปมา เพราะพระองค์กำลังพูดถึง “หัวใจมนุษย์


ชาวนาในพระวรสารรู้ว่า เมล็ดพันธุ์ดีถูกหว่านแล้ว

แต่ตอนเช้า… กลับพบวัชพืชเต็มท้องนา

ลูกจ้างโกรธทันที “ให้เราไปถอนเลยไหม?”

นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ เราอยากจัดการทุกอย่างทันที

เราไม่ชอบคนผิด
ไม่ชอบคนโกง
ไม่ชอบคนเห็นแก่ตัว
ไม่ชอบคนที่ทำร้ายเรา

เราจึงคิดว่า “กำจัดทันทีเสียสิ”

แต่พระเยซูเจ้าตอบอย่างน่าประหลาดใจ

อย่าเพิ่งถอน”

เพราะบางครั้ง… เวลาถอนวัชพืช เราอาจดึงต้นข้าวดีออกมาด้วย


โลกออนไลน์เต็มไปด้วยการ “ตัดสิน”

ใครผิดนิดเดียว… คนทั้งโลกพร้อมประณาม

ไม่รอฟัง ไม่รอความจริง ไม่รอการกลับใจ

พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกว่า ความชั่ว ความดีเหมือนกัน

แต่พระองค์กำลังบอกว่า การพิพากษาเป็นหน้าที่ของพระเจ้า

ส่วนหน้าที่ของเราคือ รัก เตือน และภาวนา

พระเจ้าทรงยุติธรรม แต่ทรงเมตตา พระองค์ทรงใช้ฤทธิ์อำนาจด้วยความอ่อนโยน และทรงเปิดโอกาสให้คนบาปกลับใจเสมอ ดังที่หนังสือปรีชาญาณกล่าวว่า ผู้ชอบธรรมต้องมีความเมตตาเช่นเดียวกับพระเจ้า


แต่อยู่ในหัวใจเราด้วย

พระเยซูเจ้าไม่ได้กำลังสอนเรื่องการเกษตร แต่กำลังสอนเรื่องหัวใจ

ในใจของเรา… มีทั้ง เมล็ดข้าว และวัชพืช

มีทั้ง ความรักและความอิจฉา

มีทั้ง การให้อภัย และความแค้น

มีทั้ง ความศรัทธา และความสงสัย

คำถามคือ วันนี้… เรารดน้ำต้นไหน? เพราะสิ่งที่เราเลี้ยง จะเติบโต


บทอ่านแรกวันนี้สวยงามมาก

พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์อำนาจ  แต่กลับใช้ฤทธิ์อำนาจนั้น ด้วยความเมตตา

ชาวโลกคิดว่า คนแข็งแรงคือคนใช้อำนาจ

แต่พระเจ้าบอกว่า คนแข็งแรงจริง คือคนควบคุมอารมณ์ตัวเองได้

พระเจ้าทรงรอ เพราะพระองค์หวังว่าคนบาปจะกลับใจ

ลองคิดดู ถ้าพระเจ้าตัดสินเรา ทันทีที่เราทำบาปครั้งแรก

เราคงไม่มีใครนั่งอยู่ในวัดวันนี้

เราอยู่ตรงนี้ได้ เพราะพระองค์ ทรงอดทนกับเราทุกวัน


บทอ่านที่สองของนักบุญเปาโลงดงามมาก

บางครั้ง… เราเหนื่อย จนไม่รู้จะภาวนาอย่างไร

บางครั้ง… ร้องไห้จนพูดไม่ออก

บางครั้ง… มีแต่ความเงียบงัน

เปาโลบอกว่า พระจิตเจ้าทรงภาวนาแทนเรา

นั่นหมายความว่า แม้เราจะหมดแรง พระเจ้ายังไม่หมดหวังในเรา


มีชายคนหนึ่งภูมิใจมากกับสนามหญ้าหน้าบ้าน

ทุกเช้าเขาจะเดินตรวจ เมื่อเห็นหญ้าแปลกๆ ขึ้นต้นหนึ่ง ก็รีบถอนทันที

วันหนึ่ง… เพื่อนบ้านมาบอก

“คุณเก่งจริง ๆ บ้านคุณไม่มีวัชพืชเลย” เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจ

อีกสองสัปดาห์ต่อมา

ภรรยาเดินออกมาร้องเสียงดัง

“คุณรู้ไหมว่า…คุณถอนต้นกล้วยไม้ที่ฉันปลูกไว้ทุกต้น!”

ชายคนนั้นตกใจ “อ้าว…ผมนึกว่าเป็นหญ้า!”

ภรรยาถอนหายใจ “เพราะคุณรีบตัดสิน…เลยถอนของมีค่าออกหมด”

ชายคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตอบเบา ๆ

“ต่อไปนี้…ก่อนถอนอะไร ผมจะถามก่อน” ภรรยายิ้มแล้วพูดว่า

ถ้าคนทั้งโลกคิดแบบนี้ คงทะเลาะกันน้อยลงเยอะ”

ข้อคิดสำหรับเรา

หลายครั้ง… เราไม่ได้ทำร้ายกันด้วยความเกลียด

แต่ด้วยการรีบตัดสิน ก่อนรู้ความจริง


พระศาสนจักรไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ของนักบุญ แต่เป็นโรงพยาบาลของคนบาป

ทุกวัด ทุกชุมชน ทุกครอบครัว

มีทั้ง คนเข้มแข็งและคนอ่อนแอ

มีทั้ง คนศรัทธา และคนกำลังต่อสู้

ถ้าเราเอาแต่ถอนคนที่อ่อนแอออก

สุดท้าย อาจไม่เหลือใครเลย

หน้าที่ของพระศาสนจักร ไม่ใช่รีบผลักคนบาปออกไป

แต่ช่วยให้เขาเติบโต จนวันหนึ่ง เขากลายเป็นต้นข้าวที่งดงาม


ทุกวันนี้ โลกเต็มไปด้วยความเร่งรีบในการตัดสิน

  • ตัดสินกันด้วยโพสต์เดียว
  • ตัดสินกันด้วยคลิปสั้น ๆ
  • ตัดสินกันด้วยข่าวที่ยังไม่ครบถ้วนตรงความเป็นจริง

พระเยซูเจ้าเชื้อเชิญเราให้เป็น “คนช้าในการตัดสิน แต่เร็วในการเมตตา

เพราะพระองค์ทรงมองเห็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น คือศักยภาพของการกลับใจและการเติบโตของแต่ละคน


วันนี้พระเจ้าตรัสกับเราสามประโยค

จากบทอ่านที่หนึ่ง จงมีเมตตาเหมือนพระเจ้า”

จากบทอ่านที่สอง เมื่ออ่อนแรง พระจิตเจ้าจะทรงช่วยเรา”

จากพระวรสาร อย่ารีบถอนวัชพืช เพราะพระเจ้ากำลังรอให้ข้าวเติบโต”

ดังนั้น เมื่อกลับบ้านวันนี้ ลองทำ “3 ไม่/ Three NO”

  • ไม่รีบตัดสิน
  • ไม่หมดหวังในคนอื่น
  • ไม่หมดหวังในตัวเอง

เพราะพระเจ้าผู้ทรงอดทนกับเรา ยังทรงทำงานอยู่ในหัวใจของเราเสมอ

 และบางที… วัชพืชที่พระเจ้าทรงอดทนรอเมื่อวาน อาจกลายเป็นรวงข้าวที่งดงามในวันนี้” อาแมน.


มีคุณตาคนหนึ่งรักต้นไม้มาก โดยเฉพาะต้นมะม่วงหน้าบ้าน

ทุกเช้าจะเดินถือแก้วกาแฟออกมาตรวจสวน

วันหนึ่งเห็นต้นเล็ก ๆ งอกขึ้นข้างต้นมะม่วง

คุณตาพูดทันที “วัชพืชแน่ ๆ”

กำลังจะถอน… แต่จอห์นนี่ หลานชายวัยเจ็ดขวบรีบวิ่งมาห้าม

“คุณตาครับ อย่าเพิ่งถอน”

คุณตาหัวเราะ “หลานจะไปรู้อะไร ตาปลูกต้นไม้มาห้าสิบปี”

จอห์นนี่ตอบอย่างมั่นใจ “แต่ต้นนั้น…ผมเป็นคนปลูก”

คุณตาหยุดมือ “ปลูกอะไร?”

จอห์นนี่ ยิ้มกว้าง “วันก่อนแม่กินมะม่วง แล้วผมเอาเมล็ดมาฝังไว้ อยากปลูกต้นมะม่วงให้คุณตาอีกต้น”

คุณตาเงียบ… มองต้นเล็ก ๆ นั้นอีกครั้ง

ถ้าเมื่อครู่ถอนออกไป เขาคงถอน “ของขวัญจากหลาน”

โดยคิดว่าเป็นวัชพืช

คุณตาจึงเอาไม้เล็ก ๆ มาปักไว้ พร้อมเขียนป้ายว่า

อย่าเพิ่งตัดสิน…จนกว่าจะรู้ว่าเขาเป็นใคร”

หลายเดือนต่อมา ต้นเล็ก ๆ นั้นเติบโตเป็นต้นมะม่วงที่แข็งแรง

ทุกครั้งที่มีคนถามว่า “ทำไมคุณตาไม่ถอนตั้งแต่แรก?”

คุณตาจะยิ้มแล้วตอบว่า โชคดีที่วันนั้น มีเด็กคนหนึ่งสอนให้ผมอดทน”


พระเยซูเจ้าตรัสว่า อย่าเพิ่งถอนวัชพืช”

ไม่ใช่เพราะพระองค์ทรงรักวัชพืช แต่เพราะบางครั้ง…

สายตาของเรายังแยกไม่ออกว่าอะไรคือวัชพืช และอะไรคือเมล็ดพันธุ์ที่กำลังเติบโต

หลายคนที่เราเคยคิดว่า “หมดหวัง” วันหนึ่งกลับกลายเป็นคนดี

หลายคนที่เราเคยตัดสินว่า “ไม่มีทางเปลี่ยน” กลับกลายเป็นนักบุญของพระเจ้า

ส่วนคนที่เราคิดว่า “ดีพร้อมแล้ว” กลับล้มลงเพราะความหยิ่งจองหอง

ดังนั้น… พระเจ้าจึงทรงขอให้เรามี “ความอดทน” ก่อนจะมี “คำตัดสิน”


พระเจ้าทรงเห็นต้นโอ๊กอยู่ในลูกโอ๊กเม็ดเล็ก ๆ แต่เรามักเห็นเพียงเมล็ดเล็ก ๆ เท่านั้น”

อย่าเพิ่งด่วนสรุปชีวิตของใคร เพราะพระเจ้ายังทรงเขียนหน้าสุดท้ายของเขาไม่จบ”

อยากเล่าสู่กันฟังอีก

ในอารามแห่งหนึ่ง มีนักพรตหนุ่มรูปหนึ่ง

ทุกครั้งที่สวดทำวัตรเช้ามืด… ท่านจะหลับเป็นประจำ

วันแรก… คุณพ่ออธิการเห็น ก็ยิ้ม ๆ

วันที่สอง… ก็ยังหลับอีก

วันที่สาม… หลับเหมือนเดิม

นักพรตรูปอื่น ๆ ก็เริ่มบ่น

“ทำไมคุณพ่ออธิการไม่เคยลงโทษเขาเลย”

บางรูปเริ่มวิจารณ์ “คนแบบนี้ไม่เหมาะจะเป็นนักพรต”

บางรูปพูดแรงกว่าเดิม “ปล่อยไว้แบบนี้ อารามจะเสียระเบียบ”

พ่ออธิการตอบเพียงสั้น ๆ อดทนอีกหน่อย…”

ทุกคนงง… ผ่านไปหลายเดือน

นักพรตหนุ่มก็ยังหลับ จนหลายคนเริ่มตั้งฉายาให้ คุณพ่อหลับใน”

หลายปีผ่านไป… โรคระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้น

นักพรตหลายรูปกลัว

บางรูปป่วย บางรูปหนี แต่นักพรตหนุ่มที่เคยหลับในวัดของอารามเป็นประจำ…

กลับเป็นคนเดียวที่อาสาเข้าไปดูแลผู้ป่วยทุกคน ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน

ไม่กลัวติดโรค ไม่กลัวตาย

หลายสัปดาห์ต่อมา… ท่านติดโรคและเสียชีวิต

ก่อนสิ้นใจ ท่านพูดเบา ๆ กับคุณพ่ออธิการว่า…

“ขอบคุณที่ไม่เคยไล่ผมออก…” พ่ออธิการจับมือเขาถามว่า “ทำไมจึงพูดเช่นนั้น”

นักพรตหนุ่มน้ำตาคลอ… ตอบว่า…

“ความจริง…ผมเป็นโรคเลือดจางมาตั้งแต่เด็ก เวลาตื่นตีสาม ร่างกายจะง่วงจนฝืนแทบไม่ไหว ผมอายมาก…เลยไม่เคยบอกใคร”

ทั้งอารามเงียบกริบ…

นักพรตอื่น ๆ ที่เคยหัวเราะ… กลับร้องไห้

คุณพ่ออธิการจึงกล่าวประโยคหนึ่งที่ไม่มีใครลืม

พวกเราตัดสินจากเปลือกนอก แต่พระเจ้าทรงมองเห็นการต่อสู้ที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของเขา”


หลังพิธีศพ….สามเณรรูปหนึ่งถามว่า

“คุณพ่อครับ…คุณพ่อรู้ตั้งแต่แรกหรือครับว่าเขาป่วย”

คุณพ่ออธิการยิ้ม แล้วตอบว่า ไม่รู้เลย…”

สามเณรยิ่งแปลกใจ “แล้วทำไมไม่ลงโทษเขา”

คุณพ่ออธิการตอบช้า ๆ เพราะผมรู้จักตัวเองดี…”

ทุกคนเงียบ คุณพ่ออธิการกล่าวต่อว่า

ผมเองก็เคยทำให้พระเจ้าผิดหวังนับครั้งไม่ถ้วน แต่พระองค์ไม่เคยรีบตัดสินผม ดังนั้น ผมจึงไม่มีสิทธิ์รีบตัดสินใคร”


นี่แหละครับ คือหัวใจของพระวรสารวันนี้

ลูกจ้างพูดว่า ให้เราไปถอนวัชพืชเลยไหม?”

แต่พระเยซูตรัสว่า อย่าเพิ่ง…”

เพราะพระเจ้าทรงเห็น “เรื่องราว” ที่เรามองไม่เห็น

คนที่ยิ้มเก่ง อาจกำลังร้องไห้ในใจ

คนที่ดูเฉยชา อาจกำลังแบกภาระหนัก

คนที่เราคิดว่าไม่ศรัทธา อาจกำลังต่อสู้อย่างเงียบ ๆ เพื่อรักษาความเชื่อ

คนที่ดูเหมือน “วัชพืช” วันนี้ อาจกลายเป็น “รวงข้าว” ที่งดงามที่สุดในวันเก็บเกี่ยว


ทุกคนกำลังต่อสู้กับสงครามบางอย่างที่เราไม่รู้ เพราะฉะนั้น…จงเมตตาให้มากกว่าตัดสิน”

เมื่อเรามองคนอื่น เรามักเห็นสิ่งที่เขาทำผิด แต่เมื่อพระเจ้ามองเรา พระองค์ทรงเห็นสิ่งที่เรายังสามารถเป็นได้”


https://youtu.be/Tm7YhRkpbnk


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ