DARK NIGHT OF POPE FRANCIS

ณ คอร์โดบา ประเทศอาเจนตินา (Cordoba, Argentina)

ห้องอันคับแคบ เต็มไปด้วยสีแดง ม่านหนาสีแดง พื้นปูพรมสีแดง ผ้าคลุมเตียงสีแดง รูปวาดไม้กางเขนเป็นเครื่องประดับแต่สิ่งเดียวในห้อง

ที่นั่นเป็นเหมือนห้องใต้ดิน เป็นห้องของฤษี เสมือนห้องคุมขังนักโทษ

นี่คือห้องหมายเลข 5 ของที่พักคณะนักบวชเยสุอิต ณ คอร์โดบา ประเทศอาร์เจนตินา

ภายนอกห้องแคบๆ นี้ด้านหนึ่งเป็นกำแพงอิฐ นักศึกษากระจายกันอยู่ทั่วไปดุจรังนก พวกนักกีตาร์สมัครเล่นกำลังเล่นเพลงอเมริกัน บลู (American Blue) ผู้คนขายของตามถนนบีบแตรที่ทำเองเสียงดังลั่นสนั่น

ทว่าภายในห้องหมายเลข 5 เสียงที่ท่านได้ยินจะมีก็แต่เสียงสะท้อนแห่งความคิดของท่านเอง และการอธิษฐานภาวนาตามลำพังต่อพระเจ้าที่อยู่ห่างไกล

จอร์ช มารีโอ แบร์โกลิโอ บุรุษผู้ที่จะกลายเป็นพระสันตะปาปาฟรานซิสใช้เวลาสองปีในห้องนี้ในช่วงปี ค.ศ. 1990 – 1992

ที่นั่นเป็นราตรีกาลอันมืดมิดสำหรับบุรุษผู้นี้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเป็นเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดฝูงแกะที่คอยติดตาม ตอนนั้นท่านมีอายุ 50 ปี ซึ่งไม่เป็นที่สนใจของเพื่อนนักบวชเยสุอิตหลายคน ท่านถูกทอดทิ้งให้ทนทุกข์อยู่ในความเงียบ ท่านมักจะพูดในภายหลังว่า “นี่เป็นเวลาแห่งวิกฤตภายในที่ยิ่งใหญ่”

นี่เป็นเรื่องราวที่ทำไมจอร์ช มารีโอ แบร์โกลิโอจึงถูกเนรเทศมาที่ห้องนี้ – บทเรียนที่แสนเจ็บปวดที่นี้ได้เปลี่ยนแปลงพระศาสนจักรคาทอลิกอย่างไร?

ณ คอร์โดบา (Cordoba) อยู่ในความมืดมิดในขณะที่ข้าพเจ้าไปถึงที่นั่นค่อนข้างช้าในช่วงกลางคืนที่เป็นคืนมืดมิดของเดือนกรกฎาคม ยกเว้นรัศมีจางๆ ของเสาไฟข้างถนน ความเข้าใจผิดของข้าพเจ้ากระจ่างขึ้นเมื่อถึงยามเช้า

         เสียงแตรรถดังสนั่นตลอดเวลาที่เร่งด่วน ร้านแฟชั่นและภัตตาคารที่โก้หรูมีอยู่เต็มไปหมดตามซอกซอย ข้าพเจ้าคิดว่าการหลบเลี่ยงจราจรในเมืองคือสถานที่ซึ่งพระสันตะปาปาถูกเนรเทศไป

ที่นั่นห่างไกลถึง 805 กิโลเมตรจากกรุงบัวโนสไอเรส ทว่าคอร์โดบาไม่ใช่เป็นเกาะเอลบา ประชากรมากกว่า 1.3 ล้านคน นครนี้กลายเป็นบ้านของท่าน เป็นเมืองที่ใหญ่กว่าเมืองดัลลัสและใหญ่กว่าบอสตันในสหรัฐอเมริกาถึงสองเท่า

บังเอิญวันที่ข้าพเจ้าเดินทางไปถึงเมืองคอร์โดบาเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันฉลองนักบุญอิกญาซีโอ ผู้สถาปนาคณะนักบวชเยสุอิต ถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่จะเริ่มพันธกิจอย่างเป็นทางการของข้าพเจ้า

แทบทุกมิติแห่งชีวิตของพระสันตะปาปาฟรานซิสจากอาชีพที่เป็นแบบนักโกหกจนกระทั่งเป็นนักวิจารณ์ลัทธิทุนนิยมถูกแยกออกจากกันโดยสื่อและนักเขียนชีวประวัติ

แต่ขณะที่ท่านกำลังเตรียมเดินทางครั้งแรกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เวลาที่ท่านอยู่ที่เมืองคอร์โดบา – นั่นเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นสำหรับชายที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของโลก – แต่ก็ถูกครอบคลุมด้วยความเร้นลับ ในหลายช่วงชีวิตของพระสันตะปาปา คือปี 1990-1992 นั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความว่างเปล่า นับว่าเป็นช่องว่างที่อธิบายไม่ได้ชัดเจน

พระสันตะปาปาของประชาชน

คุณคริส คูโอโม (Chris Cuomo) แห่ง ซี.เอ็น.เอ็น. (CNN) พยายามค้นคว้าว่านักวิชาการสุภาพผู้นี้กลายเป็นเสมือนดาราร็อกสตาร์ทางศาสนาได้อย่างไร โปรดอ่านประชากรและสถานที่ซึ่งหล่อหลอมพระสันตะปาปาฟรานซิสในรายงานพิเศษของ CNN “พระสันตะปาปาของประชาชน” วันอังคาร เวลา 21.00 น. ET.

ข้าพเจ้าค้นชีวประวัติของท่าน การเขียนบทความมากมายก่ายกอง การสัมภาษณ์แทบทุกครั้ง ค้นหาเอกสารอ้างอิงในขณะที่ท่านพำนักอยู่ที่เมืองคอร์โดบา ข้าพเจ้ากระทั่งเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงท่านที่ค่อนข้างยาว ข้าพเจ้าทราบดีว่านั่นเป็นการอธิษฐานภาวนามากกว่าเป็นการขอร้อง

เมื่อไม่ได้รับคำตอบข้าพเจ้าจึงหาลู่ทางอื่น ข้าพเจ้าเดินทางไปยังนครแห่งการเนรเทศ ที่กอร์โดบานี้ ข้าพเจ้าวางแผนที่จะเดินไปตามเส้นทางที่ท่านเคยเดิน คุกเข่าในสถานที่ท่านเคยสวดภาวนา พบประชาชนที่ท่านเคยพบ และอ่านสิ่งที่ท่านเคยเขียน

ตั้งแต่วันแรกๆ แห่งการขึ้นเป็นประมุขในสมณสมัยเป็นพระสันตะปาปาฟรานซิส ข้าพเจ้าสงสัยว่าสาสน์หลักประการหนึ่งของพระสันตะปาปาฟรานซิส – แม้คนบาปที่ชั่วช้าที่สุดก็ยังสมควรที่จะได้รับพระเมตตา – เป็นสิ่งที่เกินกว่าความรู้สึกในคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งนั่นยังคงมีร่องรอยควันแห่งประสบการณ์ที่แท้จริง

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงพบตนเองในหัวใจแห่งวัฒนธรรมแห่งคอร์โดบา – ตำนานแห่งคณะนักบวชเยสุอิต เป็นอาคารแห่งศตวรรษที่ 17 ที่รวมถึงวัดหินที่สูงเด่น มีวัดน้อย และอาคารที่พักซึ่งมีบาดหลวงคณะเยสุอิตสิบองค์อาศัยอยู่ที่นั่น

ข้าพเจ้าคิดว่านี่น่าจะเป็นการดีที่จะไปร่วมการถวายบูชาขอบคุณในวันฉลองนักบุญอิกญาซีโอ นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาใกล้เคียงนั่งกันเต็มทุกแถวที่นั่งของวัดคณะเยสุอิตที่คอร์โดบา เพราะติดอยู่ในที่นั่งท้ายสุดข้าพเจ้าจึงไม่สามารถได้ยินบทเทศน์ทั้งหมดของบิชอป แต่ข้าพเจ้าได้ยินคำหนึ่งที่กล่าวซ้ำหลายครั้ง “ปาปาฟรานเช็สโก”

         ประมาณ 57 ปีมาแล้วที่พระสันตะปาปาในอนาคตได้มาที่เมืองคอร์โดบาในฐานะที่เป็นนวกหน้าใหม่คณะเยสุอิต ทรงผมและเสื้อหล่อยาวของท่านดำดุจถ่านหิน ท่านอายุ 21 ปี ซึ่งประมาณอายุเดียวกันกับนักศึกษาที่นั่งติดกับข้าพเจ้าในการร่วมฟังมิสซา

ในรูปถ่ายจากปี ค.ศ. 1958 ปีที่แบร์โกลิโอเข้าคณะเยสุอิตท่านดูมีความมั่นใจและมีความสุข คุณแม่ของท่านที่ต้องการให้ลูกชายคนโตเรียนแพทย์ดูจะไม่ค่อยพอใจเล็กน้อย

พระสันตะปาปาในอนาคตพร้อมกับบิดามารดา Regina Sivori Bergoglio และ Mario Jose Bergoglio ในปี ค.ศ. 1958

กระแสเรียกของแบร์โกลิโอเป็นนักบวชบาทหลวงค่อนข้างเร้นลับ ทว่าเข้มแข็งที่ผิดกับชายหนุ่มทั่วไป เนื่องจากเป็นวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิที่กรุงบัวนอสไอเรสเมื่อท่านเดินผ่านวัดแห่งหนึ่งแล้วถูกล่อใจเหมือนปลาเห็นเหยื่อที่คันเบ็ด

ชายหนุ่มอายุ 16 ปี ได้เดินเข้าในที่โปรดศีลอภัยบาปทีค่อนข้างมืด ซึ่งบาดหลวงศาสนบริกรองค์หนึ่งกำลังนั่งโปรดบาป “ที่นั่นมีบางสิ่งบางอย่างที่แปลกๆ เกิดขึ้นกับตัวฉันในการเข้าไปสารภาพบาปนั้น” ท่านกล่าว “ฉันเองก็ไม่ทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร ทว่าเป็นแรงผลักดันให้เปลี่ยนแปลงชีวิตของฉัน”

นั่นเป็นการช็อคครั้งแรกของแบร์โกลิโอจาก “สิ่งประหลาดอัศจรรย์ใจจากพระเจ้า” พระเจ้าที่รอคอยและโถมเข้าใส่ดวงวิญญาณที่ไม่ทันระวังตัว ซึ่งท่านเรียนรู้ภายหลังว่าความประหลาดใจของพระเจ้าเป็นไปได้สองทาง

หลังมิสซาวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าไปตามหาคุณพ่อเยสุอิต ซึ่งจำแบร์โกลิโอได้สมัยที่ท่านอยู่ในนครนั้น ตึกที่ท่านเริ่มพันธกิจเยสุอิตถูกทุบทิ้งไปแล้วมีซุปเปอร์มาร์เข้ามาแทน แต่คุณพ่ออันเดรส สวินเนน (Andres Swinnen) ซี่งอยู่ที่วัดครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ (Parroquia de la Sarada Familia) วัดคาทอลิกที่อยู่ข้างถนนตรงกันข้าม ซึ่งจำเรื่องราวได้ทั้งหมด

Andress Swinnen ที่สองจากซ้ายและ Bergoglioตรงกลางในปี ค.ศง 1976 เพื่อนทั้งสองเข้าคณะเยสุอิตต่างกันหนึ่งปี

คุณพ่ออันเดรส สวินเนน (Swinnen) เข้าคณะเยสุอิตหนึ่งปีก่อนแบร์โกลิโอ (Bergoglio) ขณะนี้อยู่ในคณะนับได้ 7 ทศวรรษ ท่านเป็นคนสูงงามสง่า ผมสีเงิน เหมือนผู้ดีที่ใจเย็น ในขณะที่ท่านเปิดประตูวัดออก ข้าพเจ้ากวักมือให้ท่านเดินข้ามมายังอาคารนวกหลังเก่า

“ท่านย้ายไปไม่ไกลเลยนะ” ข้าพเจ้าเย้าแหย่

เช่นเดียวกับแบร์โกลิโอ  สวินเนนกล่าวว่าท่านเข้าคณะเยสุอิตเพราะท่านชื่นชอบวินัยที่เคร่งครัด  มุ่งงานธรรมทูต และชีวิตที่มีระเบียบ เวลาที่เป็นนวกมีความเข้มงวดทุกนาที “มีหมายกำหนดการ มีเครื่องแบบที่แน่นอน ท่านต้องรายงานตัวเป็นบางเวลา”

         ความเข้มงวดครอบคลุมไปถึงนอกตารางเวลาด้วย พวกท่านจะใช้สบู่แทนยาสีฟันและกระดาษหนังสือพิมพ์แทนกระดาษชำระ ห้ามเรียกชื่อตัว ต้องเรียกนามสกุลเพื่อป้องกันความสนิทกันจนเกินไป “ฟังดูแล้วเหมือนค่ายทหาร” ข้าพเจ้ากล่าว คุณพ่อ สวินเนน ยักไหล่

ปกติต้องใช้เวลากว่าหนึ่งทศวรรษสำหรับเยสุอิตซึ่งรวมถึงการศึกษาวิชาปรัชญาและเทววิทยา การฝึกงานธรรมทูต และการเข้าเงียบอย่างเข้มข้น เพื่อที่จะจบการอบรม จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะอบรมคณะนักบวชชายให้สามารถไปที่ใดก็ได้เพื่อที่จะทำพันธกิจให้สำเร็จลุล่วงไป ทั้งนี้เพื่อ “พระสิริมงคลของพระเจ้า”

แบร์โกกลีโอหวังว่าจะได้เดินทางไปยังตะวันออกไกลเฉกเช่นวีรบุรุษเยสุอิต แต่การร้องขอของท่านถูกปฏิเสธเพราะโรคปอดที่ทำให้ท่านแทบเอาตัวไม่รอด ตรงกันข้าม สนามพันธกิจของแบร์โกลิโอจะอยู่ใกล้บ้าน

นอกห้องที่พระสันตะปาปาฟรานซิสพำนักอยู่ที่ ณ กอร์โดบาเป็นเวลาสองปี

เอล มูเซอา เดอ ลา เมโมรีอา (El Musea de la Memoria) อยู่ถัดไปเพียงไม่กี่ตึกจากแมนซานา เยสุอิติกา (Manzana Jesuitica) ที่เมืองกอร์โดบา เป็นสถานีตำรวจเก่าที่ชาวอาร์เยนตีนาหลายสิบคน – ถูกสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือเป็นผู้ที่ขัดขวางกฎอันเหี้ยมโหดของทหาร – ถูกทรมานและถูกฆ่าตายที่นั่น ชาวอาร์เจนตีเนียนไม่ต่ำกว่า 30,000 คนถูกสังหารหรือ “หายตัวไป” ในปี ค.ศ. 1976- 1983 เป็นเวลาที่ถือกันว่าเป็นสงครามที่สกปรกที่สุด

กำแพงพิพิธภัณฑ์แห่งความทรงจำเรียงรายไปด้วยรูปภาพของผู้ที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้าย บางรูปก็ถ่ายในวินาทีสุดท้ายก่อนตายในขณะที่ท่านถูกลากไปยังสถานีตำรวจ และบางรูปก็แสดงให้เห็นถึงวันที่พวกเขามีความสุขก่อนที่จะถูกจับ

การเดินชมพิพิธภัณฑ์ทำให้ได้เห็นเครื่องมือทรมานต่างๆ ท่านสามารถรับรู้ได้ว่าสงครามอันสกปรกยังคงเปิดบาดแผลให้กับดวงวิญญาณของชาวอาร์เยนตีเนียน ก่อนจะเดินออกจากพิพิธภัณฑ์มีกล่องเสนอข้อคิด มีเครื่องหมายขอข้อมูลเกี่ยวกับ “los desaparecidos” (ผู้ที่หายสาบสูญ)ไป ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินออก มีสตรีคนหนึ่งนั่งที่ขั้นบันไดร่ำไห้

แบร์โกลิโอได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะนักบวชเยสุอิตในประเทศอาร์เยนตีน่าเมื่อท่านมีอายุเพียง 36 ปี (คณะเยสุอิตแบ่งตนเองเป็นเขตปกครองตามภาคภูมิศาสตร์ที่เรียกว่าจังหวัด ซึ่งนำโดยเจ้าคณะที่รับหน้าที่เป็นเวลา 6 ปี)

ในปี ค.ศ. 1973 คือสามปีก่อนที่จะเกิดทหารทำการรัฐประหารและเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามสกปรก แบร์โกลิโอ เพิ่งจะจบการอบรมได้เพียงสองปีก่อนหน้านั้น วุฒิภาวะของท่านสร้างความประทับใจให้กับผู้ใหญ่ ทว่าการขึ้นสูงอย่างรวดเร็วของท่านมาพร้อมกับโชคร้ายบางประการ

ผู้ที่น่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะนักบวชเกิดเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ในเวลาที่ตำแหน่งต่างๆ กำลังลดน้อยลงเพราะการปรับเปลี่ยนที่น่าหงุดหงิดใจในพระศาสนจักรคาทอลิก

สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นที่กรุงโรมในปี ค.ศ. 1962 ที่คิดว่าจะเป็นการเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นเพื่อปล่อยให้อากาศบริสุทธิ์เข้ามา คณะนักบวชต่างๆ ได้รับการสนับสนุนให้มีการตรวจสอบ “พระพรพิเศษ” ตามต้นฉบับ หรือของขวัญและพันธกิจที่ชัดเจน

เยสุอิตบางคนฉวยโอกาสนี้ว่าเป็นไฟเขียวให้มีการทดลองเกี่ยวกับข้อบังคับในการปฏิญาณตนเรื่องการถือโสด (พรหมจรรย์) ความยากจน และความนบนอบ  ขณะนั้นแบร์โกลิโอได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะนักบวชแล้ว  เยสุอิตรุ่นใหม่จึงฉวยโอกาสแอบเข้าทางหน้าต่างของสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 คณะจึงเกิดความระส่ำระสาย

ในฐานะที่เป็นผู้นำคณะเยสุอิตในอาร์เยนตีน่า แบร์โกลิโอต้องเผชิญกับความกดดันทั้งจากภายในและภายนอก

แบร์โกกลีโอรีบจัดการกับคณะทันที อันที่จริงดูเหมือนจะเร็วเกินไปด้วยซ้ำ เยสุอิตบางท่านพากันบ่น ทว่าแรงกดดันของพระศาสนจักรค่อยจางลงเมื่อเปรียบเทียบกันกับบรรยากาศทางการเมือง บ้านพักเยสุอิตถูกทหารกวาดล้างบ่อยๆ สวินเนน กล่าวว่าทหารทักทายท่านด้วยปลายกระบอกปืน สาส์นนั้นมีความชัดเจนว่า คณะเยสุอิตกำลังถูกจับตามอง

ส่วนหนึ่งนี่เป็นเพราะเยสุอิตหันไปใช้แผ่นพับแทนหนังสือสวด เทววิทยาแห่งการปลดปล่อย – ความคิดที่พระวรสารแสดงถึง “การเลือกเข้าข้างคนยากจน” – กำลังเป็นปัญหา การไม่พอใจที่จะรับใช้ในสลัม พวกเยสุอิตถามว่าเหตุใดชาวลาตินอเมริกันจึงยากจนมากเป็นประการแรก ผู้ที่เห็นต่างเรียกพวกท่านว่าเป็น “คอมมิวนิสต์ในเสื้อหล่อดำยาว”

ผู้ร่วมงานกับแบร์โกลิโอกล่าวว่าท่านพยายามรักษาโปรไฟล์ต่ำไม่ชมเชยหรือประณามทหาร หน้าที่ของท่านคือปกป้องนักบวชที่อยู่ภายใต้การดูแลของท่าน ทว่านักบวชเยสุอิตสองคนทำให้เป็นเรื่องยุ่งยาก

ภายใต้อิทธิพลของเทววิทยาแห่งการปลดปล่อย ฟรานซ์ จาริคส์ (Franz Jalics) และออร์ลานโด โยริโอ (Orlando Yorio) จัดตั้ง “ชุมชนพื้นฐาน” ที่กรุงบัวนอสไอเรส ซึ่งท่านยุยงให้บรรดาคนยากจนต่อสู้กับผู้ที่ข่มเหงพวกเขา

แบร์โกกลีโออนุญาตให้บาทหลวงสอนคำสอนความเชื่อคาทอลิก แต่เตือนพวกเขาให้ระวังทหาร ท่านได้เตือนว่าพวกเขาจะปลอดภัยกว่าที่จะดำเนินชีวิตไปตามนักบวชเยสุอิตอื่นๆ ทว่ายาลิคส์ (Jalics) และ โยริโอ (Yorio) ปฏิเสธ

ในที่สุดแบร์โกลิโอสั่งไม้ตายให้กับเขาทั้งสอง ขอให้เลือกเข้าข้างคนยากจน หรือคณะนักบวชเยสุอิต พวกเขาเลือกข้างคนยากจน หลังจากนั้นไม่กี่วัน ทหารก็จับนักบวชเยสุอิตสองคนนั้นไป แบร์โกลิโอกล่าวว่าท่านพยายามทำทุกทางที่จะช่วยนักบวชทั้งสอง หลังจากนั้นห้าเดือนทหารก็ปล่อยทั้งสองคนออกมา

หลายปีทีเดียวโยริโอ กล่าวหาว่าเขาถูกลักพาตัวเพราะแบร์โกลิโอ เขากล่าวหาว่าเจ้าคณะฯว่าปล่อยทิ้งไม่ให้การคุ้มครองเขาและเป็นผู้ชี้ตัวเขาให้กับทหาร

         ส่วนยาลิคส์ (Jalics) ดูจะเงียบกว่าโยริโอเพียงแต่พูดว่าตัวเขาและอดีตเจ้าคณะมีการเข้าใจคืนดีกันแล้ว (หลังจากที่พระสันตะปาปาฟรานซิสได้รับการเลือกตั้ง ยาลิคส์ กล่าวว่าเขาไม่ตำหนิแบร์โกลิโอสำหรับการที่เขาถูกจับ)

เพราะความถี่และความเจ็บปวดที่ยืดเยื้อแห่งสงครามสกปรก ข้าพเจ้าคิดว่าการลักพาตัวนักบวชเยสุอิตคือสาเหตุใหญ่แห่งความตึงเครียดในสมัยที่แบร์โกลิโอเป็นเจ้าคณะ นี่คือเหตุที่ท่านถูกเนรเทศไปที่เมืองกอร์โดบาหรือเปล่า?

แม้นักบวชเยสุอิตคนอื่น ๆ ก็ไม่ตำหนิแบร์โกลิโอสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับโยริโอ และยาลิคส์ เพราะพวกเขามีปัญหาอื่น ๆ กับท่าน

โดยอาศัยการยืมไร่จากเยสุอิตแบร์โกลิโอสอนศิษย์ของท่านในการทำไร่ทำนาและเลี้ยงปศุสัตว์

เมื่อข้าพเจ้าทราบข่าว “ไร่เยสุอิต” ใกล้เมืองกอร์โดบา ข้าพเจ้าก็นึกถึงภาพนักบวช/บาดหลวงคาทอลิกสวมหมวกคาวบอยคาบฟางเส้นหนึ่งที่ปาก ซึ่งน่าเสียดายไร่เหล่านี้ที่ครั้งหนึ่งสนับสนุนพันธกิจของเยสุอิต บัดนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่เห็นวัวแม้แต่ตัวเดียว

แบร์โกลิโอหันมาสนใจเรื่องฟาร์มเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อีกครั้งหนึ่งด้วยการผนึกหลักสูตรเกษตรกรรมและปศุสัตย์เข้าไปในการเรียนเมื่อท่านกลับไปเป็นอธิการบ้านเณรเยสุอิตที่กรุงบัวนอสไอเรส

คุณพ่ออัลฟองโซ โกเมซ (Alfonso Gomez) ทบทวนความจำเหล่านี้ด้วยรอยยิ้มราวกับว่าท่านไม่อยากจะเชื่อความทรงจำของตนเอง

โกเมซ ผู้ขยันและสงบเงียบเป็นคนสุดท้ายที่ท่านคาดหวังว่าจะเป็นผู้ที่เล่าเรื่องการปล้ำกับสุกร แต่ไม่นานหลังจากที่ต้อนรับข้าพเจ้าในห้องที่โอ่โถงของท่านในมหาวิทยาลัยแห่งกอร์โดบา คุณพ่อโกเมซ เล่าด้วยอารมณ์ขันเรื่องสุกรเพศเมียที่เกือบจะหายไป

“นั่นเป็นเรื่องสนุก” โกเมซกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง “เป็นเรื่องที่ยากเหมือนกัน แต่พวกเราหลายคนก็ชอบ นั่นเป็นระบบที่จัดไว้ได้ดีมาก”

นั่นเป็นการมอบหมายหน้าที่ที่ดีเลิศ ในการอบรมเยสุอิตผู้วัยเยาว์ หลังจากที่รับใช้ในตำแหน่งที่มีอำนาจเช่นอธิการเจ้าคณะ เยสุอิตหลายคนถูกลดตำแหน่งเพื่อแสดงให้เห็นว่าท่านไม่ส่งเสริมพวกมืออาชีพที่ทะเยอทะยาน นั่นเป็นบาป ซึ่งนักบุญอิกญาซีโอเรียกว่า “เป็นมารดาของความชั่วร้ายทั้งปวง”

ตราสัญลักษณ์ของคณะนักบวชเยสุอิตตามตึกทั่วไปที่กอร์โดบารวมถึงที่ฟาร์มด้วย

คุณพ่อสวินเนน (Swinnen) สืบตำแหน่งต่อจากแบร์โกลิโอในฐานะอธิการเจ้าคณะซึ่งแต่งตั้งเพื่อนของตนให้เป็นอธิการบดีของวิทยาลัยมักซีโม (Colegio Maximo) เป็นการตัดสินใจที่จะแบ่งภูมิภาคให้เป็นสองส่วน

วิธีอบรมของแบร์โกลิโอเช่นเดียวกับระบบเข้มงวดที่เมืองกอร์โดบา ท่านเน้นเรื่องการตรงต่อเวลา  ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจะถูกส่งไปล้างห้องครัว

“หากเขาทำผิดกฎข้อใดข้อหนึ่งจะมีการลงโทษด้านสังคมหรือจริยธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ” คุณพ่อราฟาแอล เวลาสโก (Rafael Velasco) ซึ่งศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยมักซีโม (Colegio Maximo) ได้กล่าว

“มีเวลาน้อยมากที่จะเป็นอิสระ สภาพเป็นเหมือนคอนแวนต์มากกว่าที่จะเป็นบ้านคณะเยสุอิต” แบร์โกลิโอไม่สนับสนุนให้นักศึกษาของตนอ่านเทววิทยาแห่งการปลดปล่อย (Theology of Liberation) พร้อมกับแต่งตั้งอาจารย์ให้สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อเปลี่ยนความคิดทางการเมืองที่เพี้ยนไปของเยสุอิตบางคน

ท่านชอบที่จะช่วยเหลือคนยากจนโดยวิธีตรงมากกว่าด้วยการทำฟาร์มรอบบ้านฝึกอบรม ท่านให้เยสุอิตหนุ่มรีดนมวัวและเกี่ยวข้าวในท้องนา การทำอาหารและนำไปช่วยชาวบ้านยากจนแห่งกรุงบัวนอสไอเรส

ผู้ฝึกหัดมักจะออกจากห้องเรียนแล้วตรงไปยังคอกหมู ซึ่งกลิ่นทีฉุนของพวกหมูจะได้เป็นเครื่องเตือนใจนับวชเยสุอิตให้ “พบกับพระเจ้าในทุกสิ่ง”

แต่อาจารย์เยสุอิตที่คงแก่กล้าวิชาหลายคนชอบห้องเรียนมากกว่าวัว พวกที่นิยมเสรีภาพเชิงปัญญาและตารางเวลาที่เบากว่า ความเห็นที่แตกต่างกันกำลังจะโผล่ขึ้นมา

แม้กระทั่งเยสุอิตที่อยู่นอกประเทศอาร์เจนตีน่า – โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่นิยมเทววิทยาแห่งการปลดปล่อยต่างไม่สู้จะพอใจกับวิธีการของแบร์โกลิโอ ทว่าแบร์โกลิโอมีบุคลิกภาพที่เข้มแข็ง พวกเยสุอิตกล่าว พอท่านได้ตัดสินใจอะไรไปแล้วก็ยากที่ท่านจะนำมาพิจารณาใหม่ และที่น่าคิดไปกว่านั้นอีกสำหรับคณะก็คือผู้ที่ศรัทธาในแบร์โกลิโอโดยถือว่าทุกคำพูดของท่านคือ “คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์” หลังจากที่มีตำแหน่งสูงในคณะเยสุอิตเป็นเวลา 15 ปี ท่านได้รับการนับถือเสมอซึ่งอาจจะถึง 40% ของสมาชิกทั้งคณะ

คุณพ่ออาร์เธอร์ ไลบส์เชอร์ (Arthur Libscher) เยสุอิตชาวอเมริกันซึ่งเรียนอยู่ที่อาร์เจนตีน่าในช่วงปี ค.ศ. 1980 พูดถึงบริวารของแบร์โกลิโอว่าเป็นคนหน้าด้านและเป็นพวกชอบเลียแข้งเลียขา “ประกาศกนั้นดีอยู่” ท่านกล่าวพร้อมกับหัวเราะ “แต่พวกศิษย์นั้นยากที่จะยอมรับ”

ผู้ติดตามแบร์โกลิโอมั่นใจว่าผู้นำของตนได้สร้างหนทางที่แท้จริงหนทางหนึ่ง แต่เยสุอิตคนอื่นๆไม่ค่อยจะแน่ใจ

บางครั้งแบร์โกลิโอจะไปทำมิสซาที่ Inglesia de la Compania ซึ่งเป็นวัดภายในบริเวณอาคารของเยสุอิต

ในปี ค.ศ. 1986 ตำแหน่งอธิการสถานฝึกอบรมวาระ 6 ปี สิ้นสุดลง นักเทววิทยาแห่งการปลดปล่อยที่ท่านปลดจากตำแหน่งที่มีอำนาจ บัดนี้กลายเป็นผู้บริหารคณะที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ใหญ่เยสุอิตที่กรุงโรม

หน้าที่แรกอย่างหนึ่งของพวกเขาคือการตัดสินใจที่จะเอาอย่างไรกับแบร์โกลิโอ

ในที่สุดเขาส่งท่านไปยังประเทศเยอรมนีเพื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกให้เสร็จโดยหวังว่าบางทีการที่ท่านไม่อยู่จะเป็นสิ่งดี และอาจจะช่วยรักษาการไม่ลงรอยกันในคณะได้ และยังอาจเปลี่ยนใจท่านเกี่ยวกับการอบรมเยซูอิตด้วยก็ได้

ทว่าแบร์โกลิโอเวลานั้นมีอายุ 50 ปีกับประสบการณ์หลายทศวรรษกับงานอภิบาลบัดนี้กลายเป็นหนอนหนังสือที่เกลื่อนด้วยฝุ่นในห้องสมุดเยอรมัน เวลากลางคืนท่านมักจะไปเดินเล่นใกล้สนามบินโบกมือให้กับเครื่องบินที่บินไปยังกรุงบัวนอสไอเรส ท่านรู้สึกอยู่ไม่เป็นสุขและคิดถึงบ้านมาก ๆ

หลังจากแบร์โกลิโออยู่ที่ประเทศเยอรมนีได้ 3 ปี ท่านตัดสินใจที่จะกลับบ้าน ซึ่งเป็นการกระทำเล็กๆ แห่งการไม่นบนอบผู้ใหญ่ ซึ่งอนุญาตให้ท่านกลับไปเพื่อสอนที่บ้านเณรที่กรุงบัวนอสไอเรส ณ เวลานี้ท่านดูเหมือนจะเป็นบุคคลที่ต่างไปจากเดิม สมาชิกเยสุอิตบางคนกล่าว ท่านมีผมดกดำและเล็บยาว แต่การกลับมาครั้งนี้ของแบร์โกลิโอครั้งนี้ไม่ช้าก็จุดประกายไฟให้กับการโต้แย้งกันเรื่องเก่าว่าจะต้องเป็นเยสุอิตประเภทไหน

แบร์โกลิโอส่วนใหญ่มักจะไม่พูดมาก นำชีวิตด้วยแบบฉบับแทนที่จะโต้เถียง แต่การโต้แย้งมักจะเป็นเรื่องการเมืองของลาตินอเมริกาที่เยสุอิตมักมีต่อ “เผด็จการในลาตินอเมริกา” – มนุษย์เหล็ก ความคิดและการปฏิบัติของท่านขัดกับผู้ใหญ่เยสุอิตใหม่แล้วแบร์โกลิโอก็แทบจะไม่ได้ทำสิ่งใดเลยที่จะระงับเรื่องนี้

“ความประทับใจของข้าพเจ้าคือท่านรับรู้อย่างดีถึงเป้าหมายใหญ่ที่ตนเองมี” คุณพ่อไลบ์สเชอร์ (Leibscer) กล่าว “แต่ในกระบวนการท่านรู้สึกจะไม่ได้ตระหนัก ท่านจะเข้าหาคนที่มีเกียรติมากไปหน่อย” ในที่สุดเจ้าคณะของแบร์โกลิโอตัดสินใจว่าพอแล้วสำหรับแบร์โกลิโอ จึงส่งท่านไปยังกอร์โดบาที่ห่างไกลออกไปเกินกว่า 800 กิโลเมตรห่างไกลจากเมืองหลวง

บราเดอร์หลุยส์ โรสช์ (Bro. Louis Rausch) จำได้ว่าเขาโทรถามแบร์โกลิโอทันทีที่ทราบข่าว เป็นปี ค.ศ. 1990 “คุณพ่อเตรียมเก็บกระเป๋าแล้วหรือยัง?” เขาถาม

บราเดอร์โรสช์ (Rausch) เป็นคนผอมดุจไม้จิ้มฟัน ผมหยักศก สวมแว่นตาแบบคนรุ่นใหม่ พูดจาแบบคนที่ตื่นเต้น ในฐานะที่เป็นบราเดอร์เยสุอิต เขาเป็นสมาชิกนักบวชของคณะเยสุอิตแต่ไม่ได้บวชเป็นบาดหลวง

เมื่อข้าพเจ้าถามบราเดอร์โรสช์ (Rausch) ว่าเขารู้จักพระสันตะปาปาในอนาคตมากแค่ไหน เขาดึงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าของเขา ในจดหมายนั้นแบร์โกลิโอหยอกล้อเกี่ยวกับครอบครัวบ้านนอกของเขา เป็นบราเดอร์โรสช์ (Rausch) ที่สอนการเกษตรที่บ้านฝึกอบรมคณะเยสุอิต

บัดนี้บราเดอร์โรสช์ (Rausch) เป็นผู้ดูแลวัดของคณะฯ (Iglesia de la Compania” เขาจำได้ว่าเพื่อนของเขาไม่ได้ตอบคำถามของเขาเรื่องการเตรียมกระเป๋าไปเมืองกอร์โดบา แต่บราเดอร์โรสช์ (Rausch) เข้าใจดีว่าการเงียบนั้นหมายถึงอะไร “ท่านทราบดีว่าเวลาข้างหน้านั้นจะต้องมีความยุ่งยากแน่นอน” ก่อนที่จะวางหูโทรศัพท์แบร์โกลิโอถามเพื่อนของตนว่า: เพื่อนกำลังสวดสำหรับฉันหรือเปล่า?

Ricardo Spinassi เป็นพ่อบ้าน ณ ที่พักเยสุอิต ขณะที่แบร์โกลิโอเพื่อนเก่าพักอยู่ที่นี่

เมื่อท่านมาถึงห้องพักหมายเลข 5 ที่กอร์โดบา แบร์โกลิโอเป็นคุณพ่อบาดหลวงที่ปราศจากหน้าที่ อย่างน้อยก็หน้าที่ที่จะใช้ปัญญาหรือเวลาสักหน่อย หน้าที่ทางการของท่านคือการโปรดศีลอภัยบาป คอยฟังเสียงกระดิ่งในห้องของตนซึ่งบอกท่านว่ามีดวงวิญญาณที่จะต้องโปรดบาปของตนเองออกไปจากหน้าอก ผู้ฟังแก้บาปบางคนพยายามหลบหน้าหลบตาคุณพ่อองค์นี้ด้วยทีท่าหน้าตึง มีเสียงบ่นพึมพำกันว่าเขาไม่สบาย

เป็นบางครั้งที่แบร์โกลิโอจะไปทำมิสซาแทนคุณพ่อเจ้าวัด Iglesia de la Compania ท่านพยายามที่จะให้จบวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก แต่เพราะโครงการมากมายที่ทำให้ท่านต้องหยุดชะงัก แรงบันดาลใจที่เป็นไฟค่อยๆ มอดลงท่านจึงปล่อยความตั้งใจทิ้งไปโดยที่ไม่จบปริญญาเอก

ตรงกันข้ามท่านอ่านและสวดภาวนา คิดและเขียน รำพึงอยู่กับเยาว์วัย เกี่ยวกับปัญหาที่ระบาดอยู่ในคณะนักบวชต่างๆ ท่านเขียนประวัติศาสตร์ห้าเล่มเกี่ยวกับพระสันตะปาปา

เมื่อท่านต้องการเปลี่ยนบรรยากาศแบร์โกกลีโอมักจะเดินไปยังวัด Iglesia de Cristo Obrero ในชุดเสื่อหล่อสีดำเฝ้าดูสายน้ำของแม่น้ำ Primero ที่ค่อยๆไหลกระทบกำแพงหินที่สูงเด่น

เมื่อข้าพเจ้าเดินเข้าไปในวัด ที่นั่นถูกจัดเป็นระเบียบและมีบรรยากาศเงียบสงัดดุจสุสานโดยมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อยลอดมาจากภายนอก มีสตรีผู้สูงอายุสองสามคนนั่งสวดสายประคำในมือที่เหี่ยวย่นกำลังสวดสายประคำอยู่

ข้าพเจ้าต้องการที่จะทราบเรื่องมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่แบร์โกลิโอทำที่กอร์โดบา ท่านใช้เวลาที่ยาวนาน ของแต่ละวันอย่างไร ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไปพบคุณริคาร์โด สปีนาสซี (Ricardo Spinassi) ซึ่งเป็นพ่อบ้านของที่พำนักนักบวชเป็นเวลา 33 ปี

สปีนาสซี กล่าวว่าเพื่อนเก่าแก่ของเขาเป็นมนุษย์ที่มีนิสัยไม่เปลี่ยน

เขาเริ่มต้นแต่ละวันด้วยการกระทำเช่นเดิม ซักถุงเท้าคู่หนึ่ง รับประทานอาหารซ้ำซากจำเจ – ผักกับไก่ -สำหรับอาหารเที่ยงทุกวัน ในเวลาเช้าตรู่ท่านจะสวดภาวนาที่วัดน้อยของเยสุอิตตามลำพังต่อหน้ากระดูกของบรรดานักบุญเยสุอิต

วัดน้อยที่แบร์โกลิโอสวดภาวนาตามลำพังทุกเช้า

“ท่านไปถึงที่นั้นแม้กระทั่งก่อนสตรีใจศรัทธาผู้สูงอายุเหล่านั้น” คุณพ่อเยสุอิตท่านหนึ่งพูดพร้อมกับยิ้ม

ในตอนบ่ายในขณะที่เพื่อนนักบวชอื่นๆไปนอนพักตอนบ่าย แบร์โกลิโอก้มศีรษะลงต้อหน้ารูปนักบุญโยเซฟหลายนาที ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ท่านทำมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็ก

“ท่านสวดเหมือนกับนักบุญ” สปีนาสซี กล่าว

บ่อยครั้งแบร์โกลิโอช่วยงานของพ่อบ้าน เช่น เตรียมอาหาร พับผ้าที่ตากแห้งแล้ว เปลี่ยนผู้ปูเตียงของเยสุอิตที่ป่วยหรือที่ชรา

สปีนาสซี กล่าวว่าแบร์โกลิโอยังเสนอให้ความช่วยเหลือที่มีความสำคัญกว่าโดยมอบเงินจำนวน 9,300 เปโซ ที่ซิสเตอร์ชาวเยอรมันมอบให้เพื่อนำไปซื้อบ้าน

แบร์โกกลีโอทำให้สปีนาสซีต้องทุกข์ใจเมือท่านไปเยี่ยมบ้านแล้วพบว่ามีสระว่ายน้ำที่หลังบ้านสปีนาสซีกล่าวว่าเกิดมีการเข้าใจกันผิด ท่านเพียงแต่ขอให้มีอ่างว่ายน้ำที่ลอยบนดิน แต่แบร์โกลิโอก็โกรธ “ท่านโกรธข้าพเจ้ามาก” สปีนาสซี กล่าวเหมือนสุนัขที่ถูกตี “แต่ท่านก็ทำถูกต้องแล้ว” สปีนาสซี ขอให้ข้าพเจ้าไปดูสระน้ำ แต่ให้ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะไม่ถ่ายรูป เขาไม่ต้องการให้พระสันตะปาปาเห็นสระว่ายน้ำแล้วโกรธเขาอีก

เขาเชื่อว่าพระสันตะปาปาฟรานซิสไม่ได้พำนักในวังพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นที่พักตามธรรมเนียม เพราะพระสันตะปาปาจอห์น พอลที่ 2 ทรงสร้างสระว่ายน้ำไว้ (ด้วยความจริงไม่มีสระว่ายน้ำที่วังพระสันตะปาปา แต่มีที่บ้านพักฤดูร้อนที่ Castel Gandolfo พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงปฏิเสธที่พำนักอยู่ในวังทั้งสองแห่ง)

อัฐิของนักบุญเยสุอิตบรรจุไว้ในสถานที่มีเกียรติที่พระแท่นวัดน้อยของเยสุอิต

ข้าพเจ้าถามสปีนาสซีว่าแบร์โกลิโอทำอะไรเพื่อหย่อนใจ ณ ที่พักของเยสุอิต เขามองข้าพเจ้าอย่างเงียบๆ ช่วงเวลาระยะหนึ่ง

ท่านดูโทรทัศน์หรือเปล่า? ที่จริงก็ไม่นะยกเว้นบางโอกาสที่มีการแข่งขันฟุตบอล

ท่านดื่ม cockails หรือเล่นไพ่หรือเปล่า?

เปล่าเลย เมื่อท่านได้รับสุราเป็นของขวัญวันเกิด ท่านจะมอบให้คนอื่น

ท่านคุยกับเพื่อนเยสุอิตคนอื่นๆไหม?

ไม่นะ ท่านชอบอยู่คนเดียวอย่างเงียบๆ สปีนาสซี กล่าว

แบร์โกลิโอรับแขกผู้มาเยือนบางคน และเพื่อนที่กังวลเกี่ยวกับสุขภาพของท่าน

“ท่านคงจะได้ยินว่าท่านสุขภาพไม่ค่อยดี” ไลบส์เชอร์ (Liebscer) คุณพ่อเยสุอิตชาวอเมริกันกล่าว “เรื่องนี้มีความกังวลกันจริง”

แบร์โกลิโอเริ่มผอมแห้งแล้วท่านมักจะใช้เวลาส่วนตัวอยู่อย่างสันโดษ

“ท่านเข้าใจว่าท่านต้องการอยู่อย่างสันโดษเงียบและนบนอบ เพราะว่าท่านถูกลงโทษ” บราเดอร์โรสช์ กล่าว

“บางคนบอกว่าท่านบ้าๆ บอๆ” เวลาสโก (Velasco) นักบวชเยสุอิตที่เรียนกับแบร์โกลิโอที่กรุงบัวนอสไอเรสกล่าว “แต่นั่นไม่เป็นความจริง”

เวลาสโก (Velasco) กล่าวว่าเขาได้ไปเยี่ยมแบร์โกลิโอในปี ค.ศ. 1990 ไม่นานนักจากเวลาที่ท่านถูกเนรเทศ พวกเขาพูดกันเกี่ยวกับคณะเยสุอิต แบร์โกลิโอพยายามที่จะไม่วิจารณ์เพราะท่านไม่สามารถที่จะช่วยอะไรได้

ท่านรู้สึกเสียใจที่ถูกผลักใสไล่ส่งเหมือนเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ชิ้นหนึ่งและถูกกล่าวหาจากผู้ใหญ่ของคณะว่าเป็นคนที่ทำให้คณะระส่ำระสายจากพันธกิจที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของคณะ แต่ท่านไม่สามารถที่จะพ้นไปจากการถูกเนรเทศ

“หากท่านมีความเห็นที่ไม่ตรงกับผู้ใหญ่ซึ่งกำหนดหน้าที่ให้ท่าน” เวลาสโกกล่าว “ท่านจะมีปัญหากับทั้งคณะ”

นี่เป็นเรื่องปกติสำหรับคณะเยสุอิตแม้กระทั่งผู้นำที่ฉลาดซึ่งจะถูกย้ายจากตำแหน่งสูงลงสู่ตำแหน่งที่ต่ำ แต่มีบางคนบอกว่าการส่งแบร์โกลิโอไปเมืองกอร์โดบาที่นั่นชัดเจนว่าเป็นการลงโทษและนี่เป็นสิ่งที่ท่านต้องรับทุกข์

“ข้าพเจ้าเห็นได้จากสีหน้าของท่าน” คุณพ่อฮวน คาร์ลอส สกานโนเน (Juan Carlos Scannone) เยสุอิตอาวุโสที่รู้จักแบร์โกลิโอดีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 กล่าว “ฉันสามารถมองเห็นได้ว่าท่านกำลังผ่านการชำระจิตให้สะอาด นั่นเป็นราตรีที่มืดมิดสำหรับแบร์โกลิโอ”

กอร์โดบาเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอาร์เจนตีน่าแต่เป็นสถานที่เนรเทศเปลี่ยวเปล่าสำหรับแบร์โกลิโอ

เหตุใดแบร์โกลิโอจึงถือว่าเวลาที่อยู่ที่กอร์โดบานั้นจึงเป็นเวลาที่ยากลำบาก?

บรรดาเพื่อนเยสุอิตของท่านมีคำอธิบายที่แตกต่างกัน

บ้างก็ว่าท่านถูกทำให้เสียหน้าจากการที่ถูกเขี่ยออกไปและได้รับหน้าที่ซึ่งไม่มีความสำคัญอะไร หรือว่าท่านได้สูญเสียเป้าหมายในชีวิตไป บ้างก็ว่าท่านเห็นวิสัยทัศน์ของคณะเยสุอิตเพี้ยนไป หรือว่าท่านคิดถึงความคึกคักแสงสีเสียงของเมืองหลวงบัวนอสไอเรสมากจนเกินไป

หนึ่งในสองคนที่ส่งแบร์โกลิโอไปแดนเนรเทศกอร์โดบาเป็นผู้ใหญ่หมายเลขสองในอาร์เจนตีน่าในขณะนั้น ท่านปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่านั่นไม่ได้เป็นการลงโทษ

คุณพ่ออิกญาโช่ การ์เซีย-มาทา (Ignacio Garcia-Mata) กล่าว “เหตุผลที่ย้ายสมาชิกเยสุอิตจากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง จากพันธกิจหนึ่งสู่อีกพันธกิจหนึ่ง นั่นเป็นวิธีปกติของคณะตั้งแต่เวลาที่นักบุญอิกญาซีโอตั้งคณะ”

ไม่มีเพื่อนคนใดของแบร์โกลิโอบอกข้าพเจ้าว่า ที่จริงแล้วพวกเขาไม่เคยพูดกับท่านเกี่ยวกับการส่งท่านไปกอร์โดบา นั่นราวกับว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเอามาพูดและเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่สุด

แต่ข้าพเจ้าได้พบกับนักข่าวสองคนที่ได้ข่าวมาทั้งหมด ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์กับพระสันตะปาปาเอง ในหนังสือของเขาชื่อ “Understanding Pope Francis: Key Moments in the Formation of Jorge Bergoglio as a Jesuit,” เพิ่งพิมพ์ออกมาเป็นภาษาอังกฤษ

นักข่าวฮาเวียร์ คามารา (Javier Camara) คาทอลิกใจศรัทธามีรูปถ่ายของพระสันตะปาปาฟรานซิสทั่วบ้านรวมทั้งภาพที่ท่านและภรรยาไปพบพระสันตะปาปาปีที่แล้ว

คามาราเชิญข้าพเจ้าและเซบาสเตียน พัฟเฟน (Sebastian Pfaffen) เพื่อนร่วมเขียนหนังสือไปรับประทานเนื้อย่างสูตรอาร์เจนตีเนียนควบคู่ไปกับไวน์แดง เราสนทนากันเกี่ยวกับเวลาตอนที่พระสันตะปาปาอยู่ที่เมืองกอร์โดบา

ที่กอร์โดบาแบร์โกลิโอบ่อยครั้งจะสวดภาวนาต่อหน้านักบุญอิกญาซีโอผู้ก่อตั้งคณะเยสุอิต

นักข่าวบอกข้าพเจ้าว่าแม้คาทอลิกใจศรัทธาของเมืองก็ไม่ทราบว่าแบร์โกลิโอใช้เวลาอยู่ที่เมืองนี้ในปี ค.ศ. 1990 ท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในเวลานั้นแต่ไม่ค่อยสังคมกับผู้ใดตรงกันข้าม พระสันตะปาปาบอกพวกเขาว่านั่นเป็น “เวลาแห่งการชำระล้าง”

“นั่นเป็นเวลาแห่งความมืดมนเมื่อเรามองเห็นอะไรที่ไม่ชัดเจน ข้าพเจ้าสวดภาวนามาก ข้าพเจ้าอ่าน ข้าพเจ้าเขียนและดำเนินชีวิตของข้าพเจ้า” ท่านกล่าว “สิ่งที่ข้าพเจ้าทำที่กอร์โดบาเป็นอะไรที่เกี่ยวกับชีวิตภายในของข้าพเจ้ามากกว่า”

พระสันตะปาปาไม่ทรงเปิดเผยอะไรมากนักเกี่ยวกับความมืดมนภายในของพระองค์ แต่นักข่าวคามาราและพัฟเฟนมีเอกสารที่ทำให้เรามองเห็นสภาวะจิตใจของแบร์โกลิโอ หากไม่ใช่ดวงวิญญาณของพระองค์

แบร์โกกลีโอเขียนหลายเรื่องในช่วงที่อยู่ที่กอร์โดบา เรื่องหนึ่งมีชื่อว่า “Silencio y Palabra” – ความเงียบและการพูด”

ท่านกล่าวว่าหนังสือถูกเขียนขึ้นเพื่อช่วยชุมชนนักบวชให้เอาชนะต่อความไม่ลงรอยกัน จากประโยคแรกบทความนี้จะสะกิดซุ่มเสียงส่วนตัวของท่าน

“เมื่อเราพบว่าตัวเรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก บางครั้งการเงียบมิใช่เป็นการกระทำแห่งคุณธรรมชั้นสูง” แบร์โกลิโอเขียน “นั่นเป็นสิ่งเดียวที่บังคับไม่ให้เรามีทางเลือกในชีวิต การเงียบดีที่สุด”

“แต่แม้กระทั่งความเงียบที่ถูกบังคับก็สามารถกลายเป็นพระหรรษทานและพระพรได้” พระองค์ตรัส

เมื่อพูดถึง “การฝึกชีวิตฝ่ายจิต” การสวดภาวนาและการเพ่งพิศที่พระองค์เรียนรู้นับทศวรรษก่อนในฐานะที่เป็นนวกเยสุอิต พระองค์ทรงไตร่ตรองถึงความแตกต่างระหว่างการสงสารตนเองกับการอุทิศตนเอง

“สิ่งต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นได้ว่าเราตกเป็นเหยื่อของชีวิตฝ่ายจิตชนิดหนึ่ง” แบร์โกลิโอเขียน “เมื่อไตร่ตรองเห็นว่า นั่นทำให้ข้าพเจ้าต้องเจ็บปวดโดยที่ไร้เหตุผล”

ในขณะที่เพื่อนไปพักหลังอาหารกลางวัน (siesta) แบร์โกลิโอก้มศีรษะของตนต่อหน้าพระรูปนักบุญโยเซฟ

พระองค์สรุปว่า “วิธีเดียวที่จะหลีกเลี่ยงจากความคิดฟุ้งซ่านดังกล่าวก็คือขอให้สุภาพไว้ สวดภาวนาต่อไป และปล่อยให้พระเจ้ามีพื้นที่ที่จะทำงาน”

แต่อะไรล่ะจะเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าดูเหมือนจะไม่อยู่ในเหตุการณ์?

นั่นเป็นเป็นบทความอีกบทหนึ่งที่แบร์โกลิโอพิมพ์ขึ้นเมื่อท่านอยู่ที่เมืองกอร์โดบา “El Exilio de Toda Carne” “The Exile of All Flesh” (การเนรเทศของเนื้อหนังทั้งมวล) เป็นบทความเริ่มต้นด้วยความคิดสำหรับการเข้าเงียบที่แบร์โกลิโอได้นำในปี ค.ศ. 1990 เจ็ดเดือนก่อนที่ท่านจะถูกเนรเทศ ซึ่งนำไปสู่แววสังหรณ์ใจของบทความที่คลุมเครือ

“บุรุษหรือสตรีที่รับผิดชอบด้วยมโนธรรมเกี่ยวกับการเนรเทศของท่านจะเป็นทุกข์สองเท่าของความว้าเหว่” แบร์โกลิโอเขียน

พวกพวกจะรู้สึกสันโดษในฝูงชน จะเป็นบุคคลแปลกหน้าในต่างแดน แต่พวกเขาจะลิ้มรสแห่งความสันโดษฝ่ายจิตด้วย “นั่นเป็นความขมขื่นของความสันโดษต่อพระพักตร์พระเจ้า”

แบร์โกลิโอเขียนไว้ว่าความรู้สึกที่ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวนี้จะรู้สึกรุนแรงมากในการสวดภาวนาเมื่อการเนรเทศทำให้ท่านต้องอยู่ห่างไกลจากผู้อื่น – ในความเงียบแห่งวัดน้อยที่มืด ซึ่งบางทีก็ก่อนที่บรรดาเพื่อนๆ จะตื่นขึ้นด้วยซ้ำ

การถูกเนรเทศยังทำให้รู้สึกความโดดเดี่ยวในการสวดภาวนาเองด้วยเมื่อท่านเพ่งพิศถึงการอยู่ห่างไกลระหว่างความปรารถนาของท่านเองและแผนการของพระเจ้า

แบร์โกลิโอเขียนว่า ประกาศกชาวฮีบรูรู้สึกความเจ็บปวดนี้โดยอ้างถึงเยเรมีห์ที่บอกพระเจ้าว่า ท่านยังเด็กเกินไปที่ต้องมีความรับผิดชอบยิ่งใหญ่เช่นนั้น

ทว่าเยเรมีห์ก็พยายามทำพันธิจของตนเอง โดยพยายามที่จะนำชาวฮีบรูให้ผ่านพ้นการเมืองที่ยุ่งเหยิง ในที่สุดผู้คนก็จดจำท่านได้เพียงแค่ “การต่อสู้ภายใน” และความขัดแย้งที่ท่านทิ้งไว้เบื้องหลัง แบร์โกลิโอเขียน

พันธกิจของเยเรมีห์ล้มเหลว ปล่อยให้ประชากรทรมานอยู่ในถิ่นเนรเทศ ร่ำไห้อยู่ริมแม่น้ำบาบีโลน นักวิชาการบางท่านบอกว่า ท่านตกอยู่ในภวังค์แห่งความเงียบ เมื่อไม่รู้ว่าจะกลับบ้านอย่างไรประกาศกหันกลับไปหาที่พึ่งสุดท้ายคือการสวดภาวนา

“นั่นเป็นการสวดภาวนาของชายที่ยอมอุทิศตนให้ทุกสิ่งและอย่างน้อยต้องการที่จะให้พระเจ้าอยู่ข้างตน” แบร์โกกลีโอเขียน “แต่ในชีวิตบางทีดูเหมือนว่าพระเจ้าไปเข้าข้างกับอีกฝ่ายหนึ่ง”

คุณพ่ออังเกล รอสซี่ (Angel Rossi) กล่าวว่า กอร์โดบาเปลี่ยนแบร์โกลิโอให้ดีขึ้น

เกือบทุกคนที่ข้าพเจ้าสนทนาด้วยที่เมืองกอร์โดบาสนับสนุนให้ข้าพเจ้าไปสัมภาษณ์กับคุณพ่ออังเกล รอสซี่ (Angel Rossi) บุคคลที่พระสันตะปาปาฟรานซิสเอ่ยถึงว่าเป็นลูกวิญญาณของตน

ในวันสุดท้ายในเมืองของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีโอกาสที่จะนั่งสนทนากับท่านในวัดน้อยแห่งแมนซาน่า เจสุอิติกา (Manzana Jesuitaca)

คุณพ่อรอสซี่ หน้าตาคล้ายกับแบร์โกลิโอในขณะที่ยังหนุ่ม ใช้กรอบแว่นตาเหมือนกัน มีทรงผมที่คล้ายกัน

ในเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตฝ่ายจิตทั้งสองอาจเป็นคู่แฝดกันได้ คุณพ่อรอสซี่ดำเนินชีวิตคณะเยสุอิตที่แมนซาน่า เจสุอิติกา (Manzana Jesuitica) ผู้ที่ทำหน้าที่งานจิตเมตตา สอนหนังสือ ดูแลการเข้าเงียบและเขียนหนังสือ

แบร์โกลิโอรับรอสซี่เข้าเป็นสมาชิกคณะเยสุอิตในปี ค.ศ. 1976 เมื่อแบร์โกลิโอเป็นอธิการเจ้าคณะ ท่านทั้งสองดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันถึงเจ็ดหรือแปดปี

ข้าพเจ้าขอให้คุณพ่อรอสซี่พูดเกี่ยวกับแบร์โกลิโอ

คุณพ่อรอสซี่กล่าวง่า หากคุณรู้จักท่านดีซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวหาท่าน ท่านเป็นคนสุภาพแต่มีความมั่นใจ แม้บางครั้งเป็นคนผิดกฎแต่ก็อย่างมีระเบียบกฎเกณฑ์ ท่านเป็นคนเงียบขรึมแต่พูดได้เป็นอิสระเรื่องที่มีในสมอง ท่านเป็นคนที่มีชีวิตจิตสูงมาก แต่มีวิธีแสดงออกแบบชาญฉลาด – ท่านเป็นไม้กางเขนระหว่างนักบุญในทะเลทรายและนักการเมืองที่รอบรู้ ท่านเป็นคนที่มีอำนาจและนักปฏิบัติการใช้เวลาส่วนใหญ่ในการภาวนาและในการเพ่งเพ่ง ไตร่ตรองอย่างลุ่มลึก

เหล่านี้เป็นคำอธิบายที่เยสุอิตหลายคนอาจรับรู้ได้อย่างดีในตัวตนเอง

คุณพ่อรอสซี่กล่าวว่า “ความขัดแย้งกันเป็นส่วนหนึ่งทีว่าเราถาม เราเป็นใคร”

ทว่าความขัดแย้งเหล่านั้นบ่อยครั้งทำให้คาทอลิกในอาร์เจนตีน่าสับสน ซึ่งตราหน้าท่านว่าเป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่ถอยหลังเข้าคลอง  คุณพ่อรอสซี่บอกว่าการตัดสินใจที่ส่งแบร์โกลิโอไปกอร์โดบาเสมือนแดนเนรเทศนั้นเป็น “สิ่งที่ไม่ชอบธรรมสำหรับมนุษย์” พร้อมกับกล่าวด้วยว่านั่นเป็นการสร้างความตะลึงให้กับบรรดาเยสุอิตหนุ่ม

ทว่าคุณพ่อรอสซี่บอกว่า ณ กอร์โดบาได้เปลี่ยนแปลงแบร์โกลิโอไปในทิศทางที่ดีกว่า

“ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่พระองค์กำลังทำอยู่ในทุกวันนี้มีการเริ่มต้นจากแดนเนรเทศ ณ กอร์โดบา”

คุณพ่อรอสซี่กล่าว ดูเหมือนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงในดินแข็งของฤดูหนาว เพราะตลอดระยะเวลาเวลาหลายเดือนผืนดินแห้งแล้ง แต่ในฤดูใบไม้ผลิก็จะบังเกิดผล

คุณพ่อรอสซี่เสริมว่า “พวกท่านไม่เป็นที่รู้จากคนภายนอก แต่ผู้คนจะประหลาดใจด้วยความชื่นชมยินดีที่ท่านเหล่านี้ไปถึงไหนกันแล้วในยามที่ต้องเงียบ”

ข้าพเจ้าถาม: อะไรคือความแตกต่างระหว่างแบร์โกลิโอและกอร์โดบา?

คุณพ่อรอสซี่สวนตอบว่า “ไม่ใช่แบร์โกลิโอที่แตกต่าง นั่นเป็นแบร์โกลิโอที่เจริญงอกงามขึ้นอย่างเต็มที่ เป็นคนที่ขยายความสามารถของตนเองและได้พบกับพันธกิจของตนเอง”

สองปีในแดนเนรเทศในปี ค.ศ. 1992 แบร์โกลิโอรับการแต่งตั้งเป็นบิชอปผู้ช่วย (Auxiliary Bishop) ที่กรุงบัวนอสไอเรส ท่านมีความใกล้ชิดกับอาร์ชบิชอปอันโตนีโอ เควราชิโน (Antonio Quarracino) ผู้ที่ขอพระสันตะปาปาจอห์น พอลที่ 2 เป็นการส่วนตัวเพื่อเห็นแก่การเป็นบุตรบุญธรรมของตน

หกปีต่อมาในปี ค.ศ. 1998 แบร์โกลิโอได้รับการแต่งตั้งเป็นอาร์ชบิชอปแห่งกรุงบัวนอสไอเรส ซึ่งทำให้ท่านเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศอาร์เจนตีน่า

นี่เป็นการหักมุมที่น่าตื่นเต้นมากจากการที่ต้องอยู่อย่างสันโดษและความทุกข์ที่ต้องอดทนในเมืองกอร์โดบา แต่แบร์โกลิโอบอกว่าท่านได้รับบทเรียนสำคัญจากที่บ้าน“ท่านต้องดำเนินชีวิตการถูกเนรเทศของท่าน” ท่านชอบนักการเมืองซึ่งถูกบังคับให้ลาออก “เมื่อท่านกลับมาท่านจะเป็นคนที่มีเมตตามากกว่าใคร ๆ ใจดีมากกว่า และท่านจะต้องการที่จะรับใช้ประชาชนให้ดีกว่า”

ในฐานะที่เป็นอาร์ชบิชอปแห่งกรุงบัวนอสไอเรส แบร์โกลิโอกล่าวว่าท่านตั้งใจที่จะไม่ให้ความผิดพลาดของท่านในอดีตเกิดขึ้นซ้ำอีก ท่านปรึกษากับบิชอปผู้ช่วยและคณะบาดหลวง ขอความคิดเห็นของพวกเขาก่อนที่ท่านจะตัดสินใจ ซึ่งเป็นวิธีที่ท่านทำเรื่อยไปจนถึงเมื่อเป็นพระสันตะปาปา

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะจากบ้านพักเยสุอิต ข้าพเจ้ามองไปยังห้องพักของแบร์โกลิโออีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเอามือไปสัมผัสกับโต๊ะที่ทำงานแล้วเปิดตู้เสื้อผ้าโดยคิดว่าคงจะเต็มไปด้วยเสื้อหล่อสีดำของพระสันตะปาปา

ข้าพเจ้าเดินไปยังวัดน้อยที่อยู่ใกล้กันที่ซึ่งแบร์โกลิโอเคยสวดภาวนายามที่ยังมืดมิดสนิท ข้าพเจ้าคุกเข่าลงในม้านั่งแถวแรก – จุดที่พระองค์เคยคุกเข่า – ไม้ที่รองคุกเข่าลั่นเสียงดังเพราะน้ำหนักแห่งหัวเข่าของข้าพเจ้า ในความเงียบแห่งเช้าตรู่พร้อมกับรูปปั้นของบรรดานักบุญเยสุอิตที่จ้องมองมายังข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารำพึงอยู่ครู่หนึ่งถึงทุกสิ่งซึ่งข้าพจ้าเรียนรู้ที่กอร์โดบา แล้วข้าพเจ้าก็ลุกขึ้นเดินออกจากวัดไป

Iglesia de la Compania ที่ Manzana Jesuitica หรือบ้านพักเยสุอิต

ข้าพเจ้าบินกลับบ้านพร้อมกับโน้ตบุคที่จดเรื่องราวไว้อย่างละเอียด แต่ข้าพเจ้ายังมีอีกหลายคำถาม และมีเวลาเล็กน้อยที่จะหาคำตอบ – เป็นฝันร้ายของบรรณาธิการ

เมื่อต้องการหาชิ้นสุดท้ายของปริศนาข้าพเจ้าเดินทางไปพบคุณพ่อทิโมธี เคซิกี (Timothy Kesicki) ประธานของสหพันธ์เยสุอิตที่กรุงวอชิงตัน

เคซิกี (Kesicki) เป็นพลังงานจุลน์ผสมระหว่างพลังและความคิด เป็นคนสุภาพแม้จะมีอำนาจสูงสุด ซึ่งทำให้ท่านเป็นผู้ประสานงานสูงสุดระหว่างเยสุอิตในอเมริกาเหนือและมหาธิการที่กรุงโรม ท่านได้รับสัญญานามว่า “โป๊ปดำ” เพราะท่านสรวมเสื้อสีดำและเป็นผู้นำคณะนักบวชที่ใหญ่ที่สุดของพระศาสนจักร มหาธิการมีอิทธิพลที่หาผู้ใดเทียบเท่ามิได้เหนือคณะเยสุอิต

ในขณะที่เราสนทนากันในสำนักงานของคุณพ่อเคซิกี ในกรุงวอชิงตัน ท่านมักจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปหยิบหนังสือที่อธิบายสิ่งที่สำคัญๆ เกี่ยวกับเยสุอิต ก่อนที่เราจะพบกันท่านส่งหนังสือมาให้ข้าพเจ้าเล่มหนึ่งเกี่ยวกับคู่มือสำหรับเจ้าคณะเยสุอิตเพื่อช่วยให้ข้าพเจ้าเข้าใจการตัดสินใจที่แบร์โกลิโอกระทำในฐานะที่เป็นผู้นำเยสุอิตและการตัดสินใจที่ผู้นำเยสุอิตตัดสินใจเกี่ยวกับท่าน

ข้าพเจ้าอ่านตอนหนึ่งเกี่ยวกับ “การผนึกใจและจิตเป็นหนึ่งเดียวกัน” ข้าพเจ้าต้องเบิกตาโต ธรรมนูญเยสุอิตที่เป็นการชี้นำระบุว่า:

“ผู้ใดที่เล็งเห็นว่าเป็นต้นเหตุแห่งการแตกแยกระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ทำตนเหินห่างจากพวกเพื่อนสมาชิกหรือจากหัวหน้าควรที่จะให้แยกออกจากคณะดุจโรคระบาด ซึ่งอาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงหากมิได้แก้ไขอย่างทันควัน”

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงคิดว่านั่นคือเหตุผลที่แบร์โกลิโอถูกย้าย แม้ว่าท่านจะไม่ได้ทำอะไรผิด เป็นที่ชัดเจนว่าท่านเป็นเหตุให้เกิดการแตกแยกภายในคณะเยสุอิตแห่งประเทศอาร์เจนตีน่า

เคซิกกี (Kesicki) กล่าวว่านั่นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะย้ายคน ลองถาม CEO ทางโลกคนไหนก็ได้เกี่ยวงานที่ยากที่สุดของเขา พวกเขามักจะพูดกันเสมอว่านั่นเกี่ยวกับงานบุคลากร (HR)

ในขณะเดียวกัน เยสุอิตถูกเรียกร้องให้ต้องอยู่ในสังคม ในสี่แยกแห่งอุดมการณ์ ในสถานที่ซึ่งพระวาจาและโลกโค้งท่านหากันหรือขัดแย้งกัน การโต้เถียงกันว่าจะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไรดูเหมือนแทบจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“เราอาจจะโต้แย้งว่า หากเขาไม่มีข้อขัดแย้งประเภทเหล่านั้น” เคซิกกีกล่าว “เขาไม่ใช่เยสุอิตที่แท้จริง”

“ดังนั้นความตึงเครียดจึงเป็นส่วนหนึ่งแห่ง DNA ของเยสุอิตกระนั้นหรือ?” ข้าพเจ้าถาม

“เป็น DNA ของพระวรสาร” ท่านเคซิกกีตอบ “ก็ให้ดูอัครสาวกสิ: เปโตรมรณภาพโดยกลับหัวบนไม้กางเขน นั่นเป็นเรื่องที่ท่านตกลงใจมาก่อนหรือ?”

ในการสัมภาษณ์ของเราก่อนหน้านี้เคซิกกีถามอะไรที่คล้ายกัน: “ไม้กางเขนเป็นการเลื่อนขั้นหรือโปรโมทตำแหน่งไหม?”

คำถามนั้นก้องในหัวของข้าพเจ้าอยู่สองสามวัน ข้าพเจ้าคิดถึงแบร์โกลิโอขณะที่ท่านอยู่ที่กอร์โดบา และการฝึกชีวิตฝ่ายจิตของเยสุอิตที่บีบให้ท่านทำตนเองให้สอดคล้องกับพระเยซูคริสต์ผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขน

ข้าพเจ้าจำได้ที่เคยอ่านการสัมภาษณ์กับแบร์โกลิโอ ซึ่งท่านแสดงความประหลาดใจต่อหนังสือที่เกี่ยวกับ “เทววิทยาแห่งความล้มเหลว” ซึ่งเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1978 โดยคุณพ่อจอห์น นาโวเน (John Navone) บาทหลวงเยสุอิตเชื้อสายอิตาเลียน-อเมริกัน นาโวเนเสนอว่าตามประสามนุษย์พระเยซูคริสต์เป็นบุคคนที่ล้มเหลว พวกโรมันเกลียดพระองค์ รวมทั้งประชาชนชาวยิวหลายคนของพระองค์ แม้แต่ครอบครัวของพระเยซูคริสต์ และผู้ที่ติดตามก็ไม่เข้าใจพระองค์อย่างที่ควรจะเข้าใจ ทว่าที่ร้ายแรงที่สุดคือพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ โดยเชื่อว่าพระองค์ถูกทอดทิ้งจากพระเจ้า และล้มเหลวในพันธกิจที่ได้รับจากพระเจ้า

แต่นั่นเรื่องยังไม่จบ เครื่องมือแห่งความตายและความสิ้นหวัง – ไม้กางเขน – กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพ มีชีวิตใหม่ และกางเขนตั้งอยู่อย่างสง่างามในวัดคริสต์จนนับไม่ถ้วน

ในปี ค.ศ. 2010 แบร์โกลิโอบอกนักข่าวสองคนว่าหนังสือของนาโวเนทำให้ท่านไตร่ตรองถึงเรื่องของความเพียรทน

“มีเวลาเมื่อชีวิตของพวกเราไม่ค่อยได้เรียกให้เรากระทำเท่ากับให้เราอดทน” ท่านกล่าว “พวกเราต้องอดทนต่อข้อจำกัดของพวกเราและข้อจำกัดของผู้อื่นด้วย”

ข้าพเจ้าเรียกนาโวเนมาถามเกี่ยวกับอิทธิพลของเขาต่อความคิดของพระสันตะปาปา: แบร์โกลิโอผู้อดทนได้กลายเป็นฟรานซิสผู้อดทนอย่างไร

ข้าพเจ้าถามท่านว่าท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับการเนรเทศของแบร์โกลิโอมากน้อยแค่ไหน

นาโวเนตอบ ทราบทุกเรื่องเกี่ยวกับกอร์โดบา

“ยังมีหัวเลี้ยวหัวต่อที่ดีระหว่างเทววิทยาของข้าพเจ้าและวิกฤตของท่าน” เขากล่าว “นั่นเป็นแสงสว่างชนิดหนึ่งในความมืดสำหรับท่าน”

ดังที่เรื่องราวเกิดขึ้น นาโวเนและข้าพเจ้าสนทนากันในวันที่พรานซิสทำให้เรื่องราวง่ายขึ้นสำหรับชาวคาทอลิกที่จะทำให้การสมรสของตนเป็นโมฆะ และหลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์พระองค์ก็ส่งเสริมให้บาดหลวงศาสนบริกรโปรดบาปสตรีผู้ที่ทำแท้ง

นาโวเนและข้าพเจ้าคุยกันเกี่ยวกับ “พระเมตตา” เป็นการยากเพียงใดที่จะให้อภัยผู้อื่น ถ้าหากบุคคลนั้นไม่คุ้นเคยกับความผิดของตนเอง เราคุยกันเกี่ยวกับพระสันตะปาปาที่เดินทางไปตามขายขอบสังคม เพราะว่าพระองค์ทรงถูกส่งไปยังที่เหล่านั้น แล้วเราก็คุยกันถึงสิ่งที่เป็นดุจเสรีภาพภายในของฟรานซิส การที่พระองค์ปฏิเสธที่จะเกษียณไปตามความคาดหวังของผู้อื่น

โดยการยอมรับของพระองค์เองแบร์โกลิโอไม่ใช่บุคคลที่ครบครันเมื่อท่านออกจากกอร์โดบา ท่านไม่ได้คืนดีกับเพื่อนเยสุอิตจนกระทั่งหลังจากที่พระองค์ได้รับการเลือกให้เป็นพระสันตะปาปาในปี ค.ศ. 2013

ทั้งวิธีที่พระองค์สวดภาวนา คิด และกระทำล้วนมาจากการอบรมของคณะเยสุอิต – และดุจเยสุอิตทุกคน ท่านเชื่อว่าการเป็นคนดีเรียกร้องอะไรที่มากไปกว่าการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และการหยอดสองสามเหรียญลงในถุงทาน ความเชื่อเป็นวินัยประจำวันที่เรียกร้องให้มีการปฏิบัติชีวิตฝ่ายจิตเพื่อดวงวิญญาณแม้กระทั่งเมื่อ – หรือโดยเฉพาะเมื่อ – ดวงวิญญาณของท่านกำลังเป็นทุกข์ 800 กว่ากิโลเมตรห่างไกลจากบ้าน อยู่แบบสันโดษในห้องเล็กๆ สีแดง

ข้าพเจ้าไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับแบร์โกลิโอในช่วงแห่งราตรีอันมืดมิดของท่านที่เมืองกอร์โดบา แล้วข้าพเจ้าก็ไม่อยากที่จะทราบด้วย

แต่เมื่อข้าพเจ้าเห็นพระสันตะปาปาขณะนี้ที่พระองค์เทศน์ ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร เรื่องพระเมตตากับคนบาปทุกประเภท ข้าพเจ้าอดที่จะคิดไม่ได้ว่าเมื่อหวนกลับไปสมัยที่พระองค์ตกต่ำที่สุด คุกเข่าในความมืดในวัดน้อยตามลำพังกับพระเจ้าแห่งความประหลาดใจ