EASTER SUNDAY “RESURRECTION OF THE LORD”
EASTER VIGIL IN THE HOLY NIGHT
พิธีตื่นเฝ้าปัสกา
HOMILY OF POPE LEO XIV
บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
Saint Peter’s Basilica
Saturday, 4 April 2026
ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2026


“The sanctifying power of this night dispels wickedness, washes faults away, restores innocence to the fallen… drives out hatred, fosters concord and brings down the mighty” (Exsultet).
“ความศักดิ์สิทธิ์ของคืนนี้ขับไล่ความชั่วให้สูญไป ชำระล้างความผิด นำความบริสุทธิ์มาคืนให้คนบาป นำความชื่นชมยินดีมาให้ผู้โศกเศร้า ทั้งยังขจัดความเกลียดชัง นำสันติ และปราบอำนาจโลกีย์” (เพลงประกาสสมโภชปัสกา)
With these words at the beginning of this celebration, dear brothers and sisters, the deacon praised the light of the Risen Christ, symbolized by the Paschal Candle. From this single candle, we have all lit our own candles, and, each carrying a small flame drawn from the same fire, we have illuminated this great basilica. It is the sign of the Paschal light, which unites us in the Church as lights for the world. At the deacon’s announcement, we responded “Amen,” affirming our commitment to embrace this mission, and shortly we will repeat our “yes” by renewing our baptismal promises.
พี่น้องชายหญิงที่รัก คำกล่าวที่สังฆานุกรได้กล่าวในตอนเปิดพิธีนี้ เป็นการสรรเสริญแสงสว่างของพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ อันมีเทียนปัสกาเป็นสัญลักษณ์ พวกเราได้จุดเทียนของเราเองต่อจากเทียนปัสกา และเมื่อเราทุกคนได้รับเอาแสงสว่างเล็ก ๆ ที่มาจากเปลวเพลิงเดียวกัน พวกเราก็ได้ทำให้มหาวิหารแห่งนี้สว่างรุ่งโรจน์ขึ้น นี่คือเครื่องหมายแห่งแสงปัสกาที่ทำให้พวกเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระศาสนจักรในฐานะแสงสว่างส่องโลก และเมื่อสังฆานุกรประกาศเช่นนี้ พวกเราก็ได้ตอบพร้อมกันว่า “อาเมน” เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะรับเอาพันธกิจนี้ และในอีกไม่นาน พวกเราก็จะได้กล่าววาจาเป็นการตอบรับอีกครั้ง ภายในการรื้อฟื้นคำมั่นสัญญาของศีลล้างบาป
This, my dear friends, is a Vigil filled with light, the oldest in the Christian tradition, known as the “mother of all vigils.” In it we relive the victory of the Lord of life over death and the underworld. We do this, as part of one great celebration, after having journeyed in recent days through the mysteries of the Passion of the God who became for us “a man of sorrows” (Is 53:3), “despised and rejected by men” (ibid.), tortured and crucified.
มิตรที่รักทั้งหลาย การตื่นเฝ้าที่เปี่ยมไปด้วยแสงสว่างในวันนี้ เป็นพิธีตื่นเฝ้าที่เก่าแก่ที่สุดในธรรมประเพณีของคริสต์ศาสนา และเป็นที่รู้จักในชื่อ “มารดาแห่งพิธีตื่นเฝ้าทั้งหลาย” พิธีตื่นเฝ้านี้เป็นโอกาสให้พวกเราได้สัมผัสอีกครั้งถึงชัยชนะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงชีวิตทรงมีเหนือความตายและยมโลก และการที่เรามาเฉลิมฉลองในตอนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ หลังจากที่เมื่อไม่กี่วันมานี้ พวกเราได้ฉลองพระธรรมล้ำลึกแห่งพระมหาทรมาน ที่ซึ่งพระเจ้าได้เสด็จมาเป็น “มนุษย์ผู้ทนทุกข์” เพื่อเราทั้งหลาย (เทียบ อสย 53:3) ทรงถูกมนุษย์สบประมาท ทรงถูกมนุษย์ปฏิเสธ (เทียบ ที่เดียวกัน) ทรงถูกทรมาน และทรงถูกนำไปตรึงไม้กางเขน
Is there a greater act of charity? A more complete gift? The risen One is the same creator of the universe who, just as he brought us into existence out of nothing at the dawn of history, also gave his life for us on the Cross to show us his boundless love.
จะมีกิจการใดที่แสดงถึงความรักยิ่งใหญ่ยิ่งไปกว่านี้ จะมีของขวัญใดที่สมบูรณ์แบบยิ่งไปกว่าของประทานนี้ พระผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพแล้วทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเนรมิตสร้างจักรวาล พระเจ้าองค์นี้ได้ทรงบันดาลให้พวกเรามีตัวตนขึ้นจากความว่างเปล่าในรุ่งอรุณของประวัติศาสตร์ ทั้งยังทรงสละชีวิตเพื่อเราทั้งหลายบนไม้กางเขน เพื่อแสดงให้พวกเราได้เห็นความรักไร้ขอบเขตของพระองค์
The first reading reminded us of this with the account of creation. In the beginning, God created the heavens and the earth (cf. Gen 1:1), bringing the cosmos out of chaos, harmony out of disorder and entrusting to us – made in his image and likeness – the task of being its stewards. Even when, through sin, humanity failed to live up to that plan, the Lord did not abandon us, but revealed his merciful face to us in an even more surprising way – through forgiveness.
บทอ่านแรกซึ่งเป็นเรื่องการเนรมิตรสร้างสรรพสิ่ง ได้เตือนใจเราในเรื่องนี้ ในปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดิน (เทียบ ปฐก 1:1) ทรงบันดาลจักรวาลให้เป็นระเบียบขึ้นจากความยุ่งเหยิง ทรงบันดาลความสอดประสานให้เกิดขึ้นจากความไร้ระเบียบ และทรงมอบหมายสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นนี้ให้แก่พวกเรา ผู้ที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างขึ้นให้เป็นภาพลักษณ์ของพระองค์ ให้คล้ายคลึงกับพระองค์ เพื่อที่เราจะได้มีหน้าที่ดูแลรักษาสิ่งสร้างเหล่านี้ และถึงแม้ว่ามนุษยชาติจะทำบาป ไม่เป็นไปตามแผนการของพระองค์ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ไม่ได้ทรงทอดทิ้งพวกเรา หากแต่ทรงเผยพระพักตร์แห่งความเมตตาให้เราได้เห็นด้วยวิธีการที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งขึ้นไปอีก คือ ด้วยการให้อภัย
The “holy mystery of this night,” then, has its roots even in the place where humanity’s first failure took place, and extends across the centuries as a path of reconciliation and grace.
“ธรรมล้ำลึกศักดิ์สิทธิ์แห่งค่ำคืนนี้” จึงมีรากฐานอยู่ในความล้มเหลวครั้งแรกของมนุษยชาติ [อย่างไรก็ตาม ธรรมล้ำลึกนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น หากแต่]ดำเนินต่อเนื่องมาในประวัติศาสตร์ ในฐานะเส้นทางแห่งการคืนดีและพระหรรษทาน
Through the sacred texts we have heard, the liturgy has shown us some of the stages of this journey. It reminded us how God stopped Abraham’s hand as he was about to sacrifice his son Isaac, to show us that he does not desire our death, but rather that we dedicate ourselves to being, in his hands, living members of the lineage of those who are saved (cf. Gen 22:11–12, 15–18). In the same way, the liturgy invited us to reflect on how the Lord freed the Israelites from slavery in Egypt, transforming the sea – a place of death and an insurmountable obstacle – into the gateway to a new life of freedom. The same message echoed in the words of the prophets, who praised God as a bridegroom who calls and gathers (cf. Is 54:5–7), a spring that quenches thirst, water that brings forth fruit (cf. Is 55:1,10), a light that shows the way to peace (cf. Bar 3:14) and Spirit who transforms and renews the heart (cf. Ez 36:26).
ข้อความในพระคัมภีร์ที่เราได้ฟังในพิธีกรรมวันนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงเรื่องราวบางช่วงบนเส้นทางดังกล่าว พระคัมภีร์ได้เตือนใจให้พวกเราระลึกว่า พระเจ้าทรงห้ามไม่ให้อับราฮัมสังหารบุตรชายของตนเป็นเรื่องบูชายัญ เป็นการสื่อว่าพระองค์ไม่ทรงปรารถนาความตาย หากแต่ทรงปรารถนาจะเก็บพวกเราไว้ในอ้อมพระหัตถ์ ให้พวกเรามุ่งมั่นอุทิศตน ในฐานะที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสายตระกูลของผู้คนที่ได้รับความรอด (เทียบ ปฐก 22:11–12, 15–18) ในทำนองเดียวกัน พิธีกรรมได้เชื้อเชิญให้พวกเรารำพึงไตร่ตรองว่า พระเจ้าได้ทรงปลดปล่อยประชากรอิสราเอลให้พ้นจากความเป็นทาสในอียิปต์ ทรงเปลี่ยนทะเลซึ่งเป็นพื้นที่แห่งความตายและเป็นอุปสรรคที่ไม่อาจก้าวข้ามได้ ให้กลายเป็นประตูสู่ชีวิตใหม่ที่มีเสรีภาพ สารอย่างเดียวกันนี้ดังก้องอยู่ภายในวาจาของบรรดาประกาศก ซึ่งสรรเสริญพระเจ้าว่าทรงเป็นเจ้าบ่าวผู้ทรงเรียกและทรงรวบรวม (เทียบ อสย 54:5-7) ทรงเป็นบ่อน้ำที่ดับความกระหาย ทรงเป็นน้ำที่บันดาลให้เกิดผลอุดม (เทียบ อสย 55:1, 10) ทรงเป็นแสงสว่างที่ส่องทางสู่สันติสุข (เทียบ บรค 3:14) และทรงเป็นพระจิตที่เปลี่ยนแปลงและฟื้นฟูจิตใจของผู้คนให้กลับเป็นใหม่ (เทียบ อสค 36:26)
In all of these moments in the history of salvation, we have seen how God responds to the hardness of sin – which divides and kills – with the power of love, which unites and restores life. We have heard the narrative interwoven with psalms and prayers, reminding us that, through Christ’s Paschal Mystery, “we were buried with him by baptism into death… we too might walk in newness of life… dead to sin and alive to God in Christ Jesus” (Rom 6:4,11); we are therefore consecrated in Baptism to the Father’s love, united in the communion of saints and made, by grace, living stones for the building up of his Kingdom (cf. 1 Pet 2:4–5).
ในช่วงเวลาต่าง ๆ เหล่านี้ภายในประวัติศาสตร์แห่งความรอด พวกเราได้เห็นแล้วว่า พระเจ้าทรงตอบสนองอย่างไรต่อความหยาบกระด้างแห่งบาปที่นำมาซึ่งความแตกแยกและความตาย พระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้ด้วยความรักซึ่งบันดาลความเป็นหนึ่งเดียวกันและฟื้นฟูชีวิต พวกเราได้ฟังบทอ่านเหล่านี้โดยสลับกันกับเพลงสดุดีและบทภาวนา เป็นการเตือนใจให้เราระลึกว่า อาศัยธรรมล้ำลึกแห่งปัสกาของพระคริสตเจ้า พวกเราได้ “ถูกฝังไว้ในความตายพร้อมกับพระองค์อาศัยศีลล้างบาป เพื่อ…จะดำเนินชีวิตแบบใหม่” [ในฐานะผู้คนที่] “ตายจากบาปแล้ว แต่มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าในพระคริสตเยซู” (รม 6:4, 11) ดังนั้น ศีลล้างบาปจึงเป็นสิ่งที่เสกเราไว้ในความรักของพระเจ้าพระบิดา ทำให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกันในความสนิทสัมพันธ์ของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ และบันดาลให้พวกเราเป็นศิลามีชีวิตที่ก่อร่างสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้า อาศัยพระหรรษทานของพระองค์ (เทียบ 1ปต 2:4-5)
In this light, let us reflect on the story of the Resurrection, which we heard in the Gospel according to Matthew. On Easter morning, the women, overcoming their grief and fear, set out on their journey. They wanted to go to Jesus’ tomb. They expected to find it sealed, with a large stone at the entrance and soldiers standing guard. This is what sin is: a heavy barrier that closes us off and separates us from God, seeking to kill his words of hope within us. Mary Magdalene and the other Mary, however, did not let themselves be intimidated. They went to the tomb and, thanks to their faith and love, became the first witnesses of the Resurrection. In the earthquake and in the angel sitting on the overturned stone, they saw the power of God’s love, stronger than any force of evil, capable of “driving out hatred” and “bringing down the mighty.” Man can kill the body, but the life of the God of love is eternal life, which transcends death and which no tomb can imprison. Thus the Crucified One reigned from the cross, the angel sat upon the stone, and Jesus appeared to them alive, saying, “Greetings!” (Mt 28:9).
ในทำนองนี้ ขอให้พวกเรารำพึงไตร่ตรองเรื่องราวการกลับคืนพระชนม์ชีพ[ของพระเยซูเจ้า]ที่พวกเราได้ฟังในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว เมื่อเช้าวันอาทิตย์ปัสกา บรรดาสตรีได้เอาชนะความโศกเศร้าและความกลัว และได้ออกเดินทางไปยังพระคูหาของพระเยซูเจ้า บรรดาสตรีคิดว่าพระคูหาจะถูกปิดผนึกด้วยศิลาก้อนใหญ่ตรงทางเข้า และคิดว่าจะมีทหารเฝ้ายามอยู่ บาปก็เป็นเช่นเดียวกับ[ศิลาและบรรดาทหารนี้] กล่าวคือ เป็นอุปสรรคหนักอึ้งที่ปิดกั้นเราและตัดขาดเราจากพระเจ้า ทั้งยังมุ่งจะทำลายพระวาจาแห่งความหวังภายในใจเราด้วย อย่างไรก็ตาม มารีย์ชาวมักดาลาและมารีย์อีกผู้หนึ่งไม่ได้หวาดเกรงกับสิ่งเหล่านี้ พวกนางได้ไปยังพระคูหา และความเชื่อและความรักที่พวกนางมี ก็ได้ทำให้พวกนางได้เป็นพยานคนแรกถึงการกลับคืนพระชนม์ชีพ[ของพระเยซูเจ้า] พวกนางได้เห็นแผ่นดินไหว ได้เห็นทูตสวรรค์นั่งอยู่บนหินที่ถูกกลิ้งออกไป พวกนางได้เห็นพลังแห่งความรักของพระเจ้า ซึ่งทั้งแข็งแกร่งยิ่งกว่าพลังแห่งความชั่วใด ๆ และยังสามารถ “ขจัดความเกลียดชัง” และ “ปราบอำนาจโลกีย์” ได้อีกด้วย ถึงแม้ว่ามนุษย์อาจทำลายร่างกายได้ แต่ชีวิตของพระเจ้าแห่งความรักย่อมเป็นชีวิตนิรันดร ซึ่งอยู่เหนือความตาย และไม่มีหลุมศพใดที่จะคุมขังไว้ได้ เช่นนี้เองที่พระผู้ทรงถูกตรึงไม้กางเขนทรงครองราชย์จากบนไม้กางเขน เช่นนี้เองที่ทูตสวรรค์ได้นั่งบนศิลา[ที่ถูกกลิ้งออก] และเช่นนี้เองที่พระเยซูเจ้าได้ทรงประจักษ์พระองค์ว่าทรงจำเริญอยู่ และตรัสว่า “จงยินดีเถิด” (มธ 28:9)
This, my dear friends, is also our message to the world today. The encounter to which we want to bear witness – through the words of faith and the works of charity – we do so by “singing” with our lives the “Alleluia” that we proclaim with our lips (cf. Saint Augustine, Sermon 256, 1). Just as the women rushed to tell the disciples, we too should desire to set out tonight from this Basilica to bring to all the good news that Jesus has risen and that having risen with him, through his power, we too can give life to a new world of peace and unity as “a multitude of people and yet […] a single person, for although there are many Christians, Christ is one” (Saint Augustine, Commentaries on the Psalms, 127:3).
มิตรที่รักทั้งหลาย สิ่งนี้คือสารที่พวกเราประกาศต่อโลกในวันนี้ นี่คือการพบปะที่พวกเราปรารถนาจะเป็นพยาน อาศัยวาจาแห่งความเชื่อและกิจการแห่งความรักความเมตตา พวกเราย่อมเป็นพยานถึงสิ่งนี้ได้ด้วยการนำบท “อัลเลลูยา” ที่พวกเราได้ประกาศด้วยปากนั้น ไป “ขับร้อง” ด้วยชีวิตของพวกเราเอง (เทียบ นักบุญเอากุสตินแห่งฮิปโป, บทเทศน์, 256, 1) บรรดาสตรีได้รีบเร่งนำสารไปบอกบรรดาศิษย์ฉันใด พวกราเองก็ควร[มีใจร้อนรนที่จะประกาศด้วยฉันนั้น] เมื่อพวกเราออกจากมหาวิหารแห่งนี้ไปในค่ำคืนวันนี้ ก็ขอให้พวกเราจงประกาศข่าวดีว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนม์ชีพแล้ว และว่าพวกเราเองก็ได้กลับคืนชีพอาศัยพระอานุภาพของพระองค์ด้วย ทำให้พวกเราสามารถมอบชีวิตให้แก่โลกใบใหม่ที่เป็นโลกแห่งสันติภาพและความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในฐานะที่[ถึงแม้พวกเรา]จะมีจำนวนมากมาย แต่ก็เป็น…บุคคลหนึ่งเดียว เหตุว่าถึงแม้คริสตชนจะมีจำนวนมาก แต่ก็มีพระคริสตเจ้าเพียงองค์เดียว” (นักบุญเอากุสตินแห่งฮิปโป, คำอธิบายหนังสือเพลงสดุดี, 127:3)
Our brothers and sisters gathered here, who come from various parts of the world and are about to receive Baptism, will dedicate themselves to this mission. After the long journey of the catechumenate, today they are reborn in Christ to become new creatures (cf. 2 Cor 5:17) and witnesses to the Gospel. To them, and to all of us, let us repeat what Saint Augustine said to the Christians of his time: “Proclaim Christ, sow…, spread everywhere what you have conceived in your heart” (Sermon 116, 23–24).
ในวันนี้ มีพี่น้องชายหญิงจำนวนมากมายจากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ที่ได้มาอยู่ ณ ที่นี้ และกำลังจะได้รับศีลล้างบาป [เป็นการแสดงความ]มุ่งมั่นที่จะรับพันธกิจนี้ หลังจากที่พวกเขาได้เดินทางเป็นระยะเวลานานในฐานะคริสตชนสำรอง ในวันนี้ พวกเขาจะได้เกิดใหม่ในพระคริสตเจ้า ได้เป็นสิ่งสร้างใหม่ (เทียบ 2คร 5:17) และได้เป็นพยานถึงพระวรสาร ในโอกาสนี้ ขอให้พวกเราย้ำเตือนพวกเขาและย้ำเตือนพวกเราเองด้วยสิ่งที่นักบุญเอากุสตินกล่าวกับคริสตชนในยุคสมัยของท่านไว้ดังนี้ว่า “จงประกาศพระคริสตเจ้า จงเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ … และจงนำสิ่งที่บังเกิดขึ้นแล้วในใจของท่านไปเผยแผ่ในทุกหนแห่ง” (บทเทศน์ 116, 23-24)
Sisters and brothers, even today there are tombs to be opened, and often the stones sealing them are so heavy and so closely guarded that they seem to be immovable. Some weigh heavily on the human heart, such as mistrust, fear, selfishness and resentment; others, stemming from these inner struggles, sever the bonds between us through war, injustice and the isolation of peoples and nations. Let us not allow ourselves to be paralyzed by them! Over the centuries, many men and women, with God’s help, have rolled them away — perhaps with great effort, sometimes at the cost of their lives — but with good fruits that we still benefit from today. They are not unattainable figures, but people like us who, strengthened by the grace of the Risen One, in charity and truth, had the courage to speak, as the Apostle Peter says, the “very words of God” (1 Pet 4:11) and to act “with the strength that God supplies, so that God may be glorified” (ibid.).
พี่น้องชายหญิงที่รัก ทุกวันนี้ยังมีหลุมศพที่รอคอยเวลาจะถูกเปิดออก และบ่อยครั้งหินที่ปิดหลุมศพเหล่านี้ไว้ก็หนักอึ้งและถูกคุ้มกันแน่นหนา จนดูเหมือนไม่มีใครที่จะเคลื่อนมันออกได้ และยังมีบรรดาหินก้อนใหญ่ที่กดทับหัวใจของมนุษย์อยู่ เช่น ความระแวง ความกลัว ความเห็นแก่ตัว และความเกลียดชัง [ไม่เพียงเท่านั้น] ยังมีหินที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในจิตใจซึ่งลุกลามจนกลายเป็นสิ่งที่ตัดขาดสายสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อกัน เช่น สงคราม ความอยุติธรรม และความโดดเดี่ยวทั้งของผู้คนและของประเทศต่าง ๆ ขอให้พวกเราอย่ายอมแพ้ต่อ[หินเหล่านี้] เพราะในประวัติศาสตร์ มีผู้คนมากมายทั้งชายหญิงที่ได้ผลักหินเหล่านี้ให้กลิ้งออกไปโดยอาศัยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ในการทำเช่นนี้ บางครั้งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก บางครั้งอาจถึงขั้นต้องสละชีวิต แต่ผลดีที่เกิดจากการกระทำของพวกเขาก็ยังบันดาลประโยชน์ให้แก่พวกเราอยู่ในปัจจุบัน คนเหล่านี้ไม่ใช่ยอดมนุษย์ พวกเขาล้วนแต่เป็นคนเหมือนกันกับเรา แต่พลังจากพระหรรษทานของพระผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพแล้วได้ทำให้พวกเขามีความกล้าหาญภายในความรักและความจริงที่จะลุกขึ้นมาพูด “พระวาจาของพระเจ้า” (1ปต 4:11) และลงมือกระทำ “ตามกำลังที่พระเจ้าประทานให้ เพื่อพระเจ้าจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในทุกสิ่ง” (ที่เดียวกัน) ในทำนองเดียวกับที่นักบุญเปโตรได้กล่าวเอาไว้
Let us be inspired by their example, and on this Holy Night let us make their commitment our own, so that the Easter gifts of harmony and peace may grow and flourish everywhere and always throughout the world.
ขอให้แบบอย่างของผู้คนเหล่านี้จงเป็นแรงบันดาลใจสำหรับพวกเราด้วย และในค่ำคืนศักดิ์สิทธิ์นี้ ขอให้พวกเรามุ่งมั่นที่จะทำอย่างเดียวกัน เพื่อที่ของประทานแห่งปัสกา คือ ความปรองดองและสันติสุข จะได้เติบโตและเฟื่องฟูในทุกหนแห่งของโลกนี้ และในทุกเมื่อตลอดไป
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บบทเทศน์ HOMILY ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
