ข้อคิดในมิสซา วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ.2026

“อย่าปล่อยให้ตะเกียงแห่งชีวิตดับ ก่อนที่เจ้าบ่าวจะมาถึง”

พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องหญิงพรหมจารีสิบคนที่ออกไปรอรับเจ้าบ่าว ทุกคนมีตะเกียงเหมือนกัน ทุกคนได้รับเชิญไปร่วมงานมงคลสมรสเหมือนกัน และที่น่าสนใจคือ ทุกคนหลับไปเหมือนกัน! แต่เมื่อเจ้าบ่าวมาถึงตอนเที่ยงคืน ห้าคนมีน้ำมันสำรอง อีกห้าคนไม่มี สิ่งที่ทำให้คนทั้งสองกลุ่มแตกต่างกัน จึงไม่ใช่การหลับหรือไม่หลับ แต่เป็นการเตรียมพร้อมก่อนที่จะหลับ

เราอาจมีสายประคำอยู่ในรถ แต่ไม่เคยสวดสายประคำ, เราอาจมีไม้กางเขนแขวนอยู่ในบ้าน แต่ไม่เคยให้อภัยคนในครอบครัว, เราอาจมาวัดทุกวันอาทิตย์ แต่วันจันทร์กลับปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างไร้ความเมตตา, ตะเกียงอาจดูสวยงามจากภายนอก แต่ถ้าไม่มีน้ำมันก็ไม่อาจส่องสว่างได้ ศาสนาที่มีแต่รูปแบบ แต่ปราศจากความรัก ก็เหมือนตะเกียงที่ไม่มีน้ำมัน

ทำไมเจ้าบ่าวในพระวรสารจึงมาช้าเหลือเกิน และทำไมหญิงสาวต้องถือดวงไฟรอรับ? ในวัฒนธรรมการแต่งงานของชาวยิวสมัยโบราณ มีธรรมเนียมขบวนแห่ต้อนรับเจ้าบ่าว โดยผู้ร่วมขบวนถือแสงไฟในยามค่ำคืน คำภาษากรีกที่นักบุญมัทธิวใช้คือ lampades ซึ่งอาจหมายถึงคบไฟ ไม่จำเป็นต้องเป็นตะเกียงดินเผาเล็ก ๆ อย่างที่เราคุ้นเคย หญิงสาวเหล่านี้อาจถือคบไฟที่ต้องเติมน้ำมันเพื่อให้ลุกไหม้ต่อเนื่อง ขบวนแห่ในความมืด หากไฟดับกลางทาง ย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ต้อนรับเจ้าบ่าวได้อย่างสมบูรณ์

นี่ทำให้เราเข้าใจคำสอนของพระเยซูเจ้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พระองค์ไม่ได้ทรงเรียกร้องให้เราเป็นเพียงคนที่ถือแสงสว่าง แต่ให้เป็นคนที่รักษาแสงสว่างนั้นไว้จนถึงที่สุด และน้ำมันบางอย่างก็ไม่สามารถยืมกันได้ เรายืมเงินเพื่อนบ้านได้ ยืมรถได้ ยืมหนังสือได้ แต่เราไม่สามารถยืมความรักที่คนอื่นปฏิบัติมาตลอดชีวิต เพื่อมาแทนความรักที่เราไม่เคยปฏิบัติ เราไม่สามารถยืมความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อแม่มาแทนการกลับใจของเราเอง เมื่อถึงเวลาพบพระเจ้า เราต้องตอบพระองค์ด้วยชีวิตของเราเอง

บทอ่านที่สองจากจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกามีความงดงามมาก นักบุญเปาโลกล่าวว่า“เราไม่ต้องการให้ท่านเศร้าโศกเหมือนคนอื่นที่ไม่มีความหวัง” (เทียบ 1 ธส 4:13) ท่านไม่ได้บอกว่า คริสตชนห้ามร้องไห้เมื่อคนที่รักเสียชีวิต ท่านบอกว่า เราไม่ควรเศร้าโศก อย่างคนที่ไม่มีความหวัง สองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างมากเมื่อพ่อแม่เสียชีวิต เราร้องไห้ได้, เมื่อสามีหรือภรรยาจากไป เราคิดถึงเขาได้, เมื่อสูญเสียลูกที่รัก หัวใจของเราอาจแตกสลายได้ แม้แต่พระเยซูเจ้ายังทรงกรรแสงที่หลุมศพของลาซารัส แต่คริสตชนมีความหวังว่า ความตายไม่ใช่คำสุดท้ายของชีวิต พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพต่างหาก ที่ทรงมีพระวาจาสุดท้ายเหนือความตาย

เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่พระศาสนจักรเชิญชวนเราให้ระลึกถึงและภาวนาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ เมื่อเราไปสุสาน เราไม่ได้เพียงไปเยี่ยมอดีต แต่เราไปประกาศความเชื่อในอนาคตแห่งการกลับคืนชีพ หลุมศพจึงไม่ใช่เพียงสถานที่แห่งความเศร้า แต่เป็นสถานที่แห่งความหวัง เพราะสำหรับผู้มีความเชื่อ ความตายไม่ใช่การจากลากันตลอดนิรันดร แต่เป็นการรอคอยวันที่เราจะได้พบกันอีกครั้งในพระเยซูเจ้า

ในปี ค.ศ. 1535 นักบุญโทมัส มอร์ อดีตเสนาบดีใหญ่แห่งอังกฤษ ถูกตัดสินประหารชีวิต เพราะท่านยืนหยัดต่อมโนธรรมและความเชื่อของตน สิ่งที่น่าประทับใจคือ แม้กำลังเผชิญหน้ากับความตาย ท่านยังคงมีอารมณ์ขันและความสงบในจิตใจ ตามเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ เมื่อท่านกำลังขึ้นแท่นประหาร ท่านขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยพยุงขึ้นไป และกล่าวในทำนองว่า “ช่วยข้าพเจ้าขึ้นไปหน่อย ส่วนตอนลง ข้าพเจ้าคงจัดการเองได้!”

นี่ไม่ใช่การหัวเราะเยาะความตาย แต่เป็นความกล้าหาญของคนที่ไม่ยอมให้ความตายครอบงำหัวใจ และก่อนสิ้นชีวิต ท่านได้ประกาศความจงรักภักดีต่อพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด นักบุญโทมัส มอร์ ไม่ได้เพิ่งเตรียมตัวเป็นคนดีในเช้าวันประหารชีวิต

ท่านเตรียมตัวมาทั้งชีวิต ด้วยการซื่อสัตย์ต่อมโนธรรม การภาวนา การรับผิดชอบต่อครอบครัว และการยืนหยัดในความจริง ท่านจึงไม่ต้องรีบหาน้ำมันในชั่วโมงสุดท้าย เพราะท่านเติมน้ำมันแห่งความเชื่อมาตลอดชีวิตแล้ว นี่คือความหมายของหญิงพรหมจารีที่ฉลาดในพระวรสาร

บทอ่านแรกจากหนังสือปรีชาญาณบอกเราว่า ปรีชาญาณนั้นสว่างไสวและไม่เสื่อมสูญ ผู้ที่แสวงหาจะพบ สิ่งที่น่าประทับใจคือ ปรีชาญาณไม่ได้เพียงรอให้มนุษย์ออกตามหา แต่ยังออกมาพบผู้ที่ปรารถนาปรีชาญาณด้วย นี่คือภาพของพระเจ้าผู้ทรงรักเรา พระองค์ไม่ได้ทรงซ่อนพระองค์เพื่อให้เราค้นหาไม่พบ แต่ทรงออกมาหาเราอยู่เสมอ ผ่านเสียงมโนธรรม ผ่านพระวาจา ผ่านคนยากจน ผ่านผู้เจ็บป่วย และบางครั้งผ่านความทุกข์ยากที่ทำให้เราหยุดคิดถึงความหมายของชีวิต

ในสังคมปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้นทุกวัน โทรศัพท์สามารถตอบคำถามแทบทุกอย่าง ปัญญาประดิษฐ์สามารถประมวลข้อมูลมหาศาล แต่เทคโนโลยีที่ฉลาดที่สุดก็ไม่สามารถตัดสินใจแทนเราว่า เราจะให้อภัยคนที่ทำร้ายเราหรือไม่, เราจะซื่อสัตย์แม้ไม่มีใครเห็นหรือไม่, เราจะเสียสละเพื่อคนที่ไม่มีอะไรตอบแทนเราหรือไม่, นี่คือความแตกต่างระหว่างความรู้กับปรีชาญาณ ความรู้ช่วยให้เรารู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร แต่ปรีชาญาณช่วยให้เรารู้ว่าควรดำเนินชีวิตเพื่ออะไร

พระวรสารวันนี้ไม่ได้เตือนเฉพาะคริสตชนแต่ละคน แต่เตือนพระศาสนจักรทั้งมวลด้วยเราสามารถสร้างวัดที่สวยงาม มีหอระฆัง มีรูปนักบุญ มีพิธีกรรมที่สง่างาม สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่า แต่หากชุมชนของเราไม่มีความรัก ไม่มีการให้อภัย ไม่มีการดูแลผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย และคนยากจน เราก็อาจมีตะเกียงที่สวยงาม แต่ขาดน้ำมันแห่งพระวรสาร ในโอกาสที่ชุมชนวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว ก้าวเข้าสู่ปีแห่งการฉลองครบรอบ 40 ปี เราจึงควรถามตนเองว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เราได้สร้างเพียงอาคารสถานที่ หรือเราได้สร้างหัวใจของผู้คนให้ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นด้วย? เราได้สร้างเพียงชุมชนที่มีสมาชิกจำนวนหนึ่ง หรือเราได้สร้างครอบครัวแห่งความรักที่พร้อมต้อนรับทุกคน? ความสำเร็จของวัดไม่ได้วัดจากความงดงามของอาคารเท่านั้น แต่วัดจากความรักที่เปล่งประกายออกมาจากชีวิตของสัตบุรุษ

พระเยซูเจ้าทรงปิดท้ายพระวรสารวันนี้ว่า “จงตื่นเฝ้าระวังไว้เถิด เพราะท่านไม่รู้วันและเวลา” (มธ 25:13) พระองค์ไม่ได้ตรัสเช่นนี้เพื่อให้เรากลัวความตาย แต่เพื่อให้เราเห็นคุณค่าของชีวิต ถ้าวันนี้เรายังมีลมหายใจ ก็หมายความว่า เรายังมีเวลาเติมน้ำมัน, หากเรายังโกรธใครอยู่ วันนี้ยังมีเวลาให้อภัย, หากเราละเลยการภาวนา วันนี้ยังมีเวลาเริ่มต้นใหม่, หากเราไม่เคยบอกคนในครอบครัวว่าเรารักเขา วันนี้ยังมีโอกาสพูดคำนั้น, หากเราเคยห่างเหินจากพระเจ้า วันนี้ยังมีโอกาสกลับมาหาพระองค์, อย่ารอให้ถึงวันที่ไม่มีเวลา แล้วจึงคิดถึงสิ่งที่เราควรทำในวันที่ยังมีเวลา ท้ายที่สุด เมื่อเจ้าบ่าวเสด็จมา สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเรามีทรัพย์สินมากเพียงใด มีชื่อเสียงมากเพียงใด หรือมีตำแหน่งสูงเพียงใด แต่คือเราได้รักพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์มากเพียงใด ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีปรีชาญาณ มีความหวังในพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ และรักษาตะเกียงแห่งความเชื่อให้ส่องสว่างอยู่เสมอ เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่พระองค์ทรงเรียกเรา เราจะไม่ต้องรีบวิ่งไปหาน้ำมันอีกต่อไป แต่สามารถตอบพระองค์ด้วยหัวใจที่สงบว่า “ข้าแต่พระเจ้า ลูกพร้อมแล้ว เพราะลูกพยายามรักพระองค์มาตลอดชีวิต”

กรุงโรม ประเทศอิตาลี ค.ศ. 1515–1595 นักบุญฟิลิป เนรี เป็นพระสงฆ์ผู้มีชื่อเสียงด้านความศักดิ์สิทธิ์ในกรุงโรม จนได้รับสมญาว่า “อัครสาวกแห่งกรุงโรม” วันหนึ่งมีผู้มีฐานะสูงเชิญท่านไปร่วมงานเลี้ยงหรูหรา เพราะอยากอวดแขกว่ามีนักบุญผู้ยิ่งใหญ่มาร่วมโต๊ะอาหาร แต่เมื่อท่านมาถึง ทุกคนแทบไม่เชื่อสายตา! ท่านโกนหนวดเคราออกเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งปล่อยไว้ตามปกติ! แขกบางคนหัวเราะ บางคนประหลาดใจ ส่วนเจ้าภาพคงไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะนักบุญที่เขาตั้งใจเชิญมาเพื่อเพิ่มเกียรติ กลับทำให้ทุกคนมองด้วยความขบขันนี่คือวิธีที่นักบุญฟิลิปใช้ต่อสู้กับความทะนงตนและชื่อเสียงของตนเอง คนทั่วไปใช้เวลามากมายเพื่อทำให้ตนเองดูดีในสายตาคนอื่น แต่นักบุญฟิลิป เนรี ยอมให้คนอื่นหัวเราะ เพื่อรักษาความถ่อมตนในสายพระเนตรพระเจ้าหญิงพรหมจารีห้าคนในพระวรสารมีตะเกียง แต่ไม่มีน้ำมันสำรองเราก็เช่นกัน อาจมีภาพลักษณ์เป็นคริสตชนที่ดี แต่ภายในหัวใจกลับขาดความถ่อมตนและความรัก“อย่าเสียเวลาทั้งชีวิตตกแต่งตะเกียงให้สวยงาม จนลืมเติมน้ำมันที่ทำให้มันส่องสว่าง”


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ