ข้อคิดในมิสซา วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.2026

หัวข้อรำพึง: “พระเจ้ามิได้ทรงถามว่า เราครอบครองอะไรบ้าง —แต่ทรงถามว่า เราออกดอกออกผลอะไร”

ลีโอ ตอลสตอยจบเรื่องด้วยถ้อยคำอันเจ็บปวดว่า “ในที่สุด ที่ดินทั้งหมดที่ปาโฮมต้องการจริงๆ ก็มีความยาวเพียงหกฟุตเท่านั้น”

บทอ่านแรกจากประกาศกอิสยาห์เริ่มต้นคล้ายบทเพลงรัก “ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถึงผู้ที่ข้าพเจ้ารัก เป็นเพลงเกี่ยวกับสวนองุ่นของเขา” พระเจ้าทรงเลือกเนินดินอุดมสมบูรณ์ ทรงพรวนดิน เก็บก้อนหิน ปลูกองุ่นพันธุ์ดี สร้างหอเฝ้า และขุดบ่อย่ำองุ่น พระองค์ทรงทำทุกอย่างเท่าที่เจ้าของสวนคนหนึ่งจะทำได้

ในดินแดนอิสราเอลโบราณ หอเฝ้าสวนไม่ได้มีไว้ประดับ แต่ใช้เฝ้าระวังขโมยและสัตว์ ทั้งยังเป็นที่พักของคนงาน ส่วนบ่อย่ำองุ่นมักสกัดลงในหิน การที่เจ้าของสวนสร้างทั้งหอและบ่อไว้ล่วงหน้า แสดงว่าเขามั่นใจและคาดหวังผลผลิตอย่างแท้จริง แต่สวนนั้นกลับให้ “ผลองุ่นป่า” คำภาษาฮีบรูยังมีความหมายถึงผลองุ่นที่เหม็นหรือเน่าเสียอีกด้วย ประกาศกอิสยาห์เล่นคำไว้อย่างเจ็บปวด พระเจ้าทรงหวังเห็น ความยุติธรรม แต่กลับพบ การหลั่งเลือด ทรงหวังเห็น ความชอบธรรม แต่กลับได้ยิน เสียงร้องของผู้ถูกกดขี่ ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเจ้าของสวนดูแลไม่ดี แต่เป็นเพราะสวนปฏิเสธความรักของเจ้าของสวน

พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งใดให้ชีวิตของเราบ้าง? พระองค์ประทานชีวิต ครอบครัว พระวาจา ศีลศักดิ์สิทธิ์ โอกาสกลับใจ และผู้คนมากมายที่รักเรา พระองค์ทรงพรวนดิน เก็บก้อนหิน และปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งพระหรรษทานในชีวิตเราแล้ว

จึงมีคำถามสำคัญว่า เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรชีวิตของเรา, พระองค์พบผลองุ่นหวานแห่งความรัก หรือพบแต่ผลองุ่นเปรี้ยวแห่งความเห็นแก่ตัว?

ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องคนเช่าสวนที่ไม่ยอมมอบผลผลิตแก่เจ้าของ พวกเขาทำร้ายผู้รับใช้ และในที่สุดฆ่าบุตรของเจ้าของสวน โดยคิดว่า “เราจะได้มรดกของเขา” บาปร้ายแรงที่สุดของคนเช่าเหล่านี้ มิใช่เพียงความรุนแรง แต่คือการหลงลืมว่า สวนนี้ไม่ใช่ของตน

ข้อคิดสำคัญ ชีวิตของเราไม่ใช่ทรัพย์สินที่เราจะใช้อย่างไรก็ได้, ลูกหลานไม่ใช่สมบัติที่เราจะบังคับให้เป็นไปตามความฝันของเรา, ตำแหน่งในพระศาสนจักรไม่ใช่บัลลังก์ส่วนตัว, เงินทอง ความสามารถ และเวลาที่เรามี ล้วนเป็นสวนที่พระเจ้าทรงมอบให้เราดูแลชั่วคราว เราคือผู้เช่าและผู้ดูแล มิใช่เจ้าของสวน

แม้แต่พระศาสนจักรก็ต้องระวังอันตรายนี้ พระศาสนจักรมิได้เป็นของพระคาร์ดินัล พระสังฆราช พระสงฆ์ คณะกรรมการสภาภิบาล หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พระศาสนจักรเป็นของพระเยซูเจ้า เมื่อใดที่เราหวงตำแหน่งมากกว่าห่วงผู้ตกทุกข์ยากลำบาก, รักษาระเบียบเคร่งครัดแต่ไม่รักษาหัวใจของมนุษย์, สร้างกำแพงสูง แต่ไม่มีประตูต้อนรับคนบาปและคนแปลกหน้า, เมื่อนั้นเราอาจกำลังเฝ้าสวนอย่างเข้มแข็ง แต่ไม่ได้มอบผลผลิตแก่เจ้าของสวนเลย

คำเตือนของพระเยซูเจ้าว่า อาณาจักรพระเจ้าจะถูกมอบให้แก่ชนชาติที่ทำให้เกิดผล มิใช่คำประกาศว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งประชากรอิสราเอล แต่เป็นคำเตือนแก่ทุกยุคทุกสมัยว่า ไม่มีใครยึดพระพรของพระเจ้าไว้เป็นสิทธิส่วนตัวได้

ช่วงวันที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ผู้คนจำนวนมากได้รับผลกระทบอย่างหนัก บางครอบครัวสูญเสียทรัพย์สิน บางคนเดินทางมาวัดไม่ได้ บางคนขาดรายได้ และผู้สูงอายุบางคนออกจากบ้านไม่ได้

บทอ่านที่สอง นักบุญเปาโลกล่าวว่า “อย่ากระวนกระวายถึงสิ่งใดเลย แต่จงทูลขอพระเจ้าในทุกกรณี” คำพูดนี้ไม่ได้หมายความว่า คริสตชนห้ามรู้สึกกังวล หรือเพียงหลับตาแล้วบอกว่า “เดี๋ยวพระเจ้าจัดการเอง” แต่หมายถึง อย่าปล่อยให้ความกังวลเข้ายึดครองหัวใจ จนเราไม่สามารถรัก ไม่สามารถคิดอย่างถูกต้อง และไม่สามารถทำความดีได้ นักบุญเปาโลเขียนถ้อยคำเรื่อง “สันติสุข” นี้ มิใช่จากรีสอร์ตอันสงบ แต่จากสถานการณ์ที่ท่านถูกจองจำ สันติสุขของคริสตชนจึงมิใช่ชีวิตที่ไม่มีพายุ แต่คือการมีพระเยซูเจ้าอยู่ในเรือ แม้คลื่นยังไม่สงบ

มีเรื่องเล่าที่มักกล่าวถึงนักบุญสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ว่า คืนหนึ่งพระองค์ทรงกังวลกับปัญหามากมายของพระศาสนจักร จนนอนไม่หลับ แล้วทรงภาวนาว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระศาสนจักรของพระองค์มีปัญหามากเหลือเกิน และข้าพเจ้าพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว…แต่พระศาสนจักรนี้เป็นของพระองค์ ไม่ใช่ของข้าพเจ้า ดังนั้น คืนนี้ข้าพเจ้าจะไปนอน” เรื่องนี้ไม่ได้สอนให้เราหลีกหนีความรับผิดชอบ แต่สอนว่า จงทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุด แล้วคืนสิ่งที่เกินกำลังไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า

คนเช่าสวนฆ่าบุตรและโยนเขาออกนอกสวน ดูเหมือนว่าความชั่วจะชนะ แต่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ศิลาที่ช่างก่อสร้างทิ้งเสีย ได้กลายเป็นศิลาหัวมุม” พระเยซูผู้ถูกปฏิเสธ ถูกนำออกนอกกรุงเยรูซาเล็ม และถูกตรึงกางเขน กลับทรงกลายเป็นรากฐานแห่งความรอด นี่คือข่าวดีสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าตนถูกปฏิเสธ ถูกมองข้าม หรือชีวิตแตกหัก พระเจ้ายังทรงสามารถนำส่วนที่เราคิดว่า “ใช้การไม่ได้แล้ว” มาสร้างสิ่งใหม่ได้ บาดแผลอาจกลายเป็นความเข้าใจผู้อื่น, ความล้มเหลวอาจกลายเป็นความสุภาพถ่อมตน, ความสูญเสียอาจกลายเป็นความเมตตา และไม้กางเขนอาจกลายเป็นประตูสู่การกลับคืนชีพ

วันนี้พระเจ้ามิได้เสด็จมาเพื่อยึดสวนของเรา แต่เสด็จมาเพื่อขอผลผลิตจากสวนที่เป็นของพระองค์อยู่แล้ว: อย่าให้พระองค์พบเพียงกิจกรรมมากมาย แต่ไม่มีความรัก, อย่าให้พบศาสนสถานที่งดงาม แต่ไม่มีที่สำหรับคนยากจน, อย่าให้พบคำภาวนายาวนาน แต่ไม่มีการให้อภัย, อย่าให้พบป้ายว่า “คาทอลิก” แต่ไม่พบพระเยซูเจ้าในวิถีชีวิต

ขอให้ครอบครัวของเราเป็นสวนแห่งการให้อภัย, ขอให้วัดของเราเป็นสวนแห่งการต้อนรับ, ขอให้พระศาสนจักรเป็นสวนแห่งความยุติธรรม และขอให้ชีวิตของเราออกผลที่คู่ควรกับความรักอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเจ้าของสวนได้ทรงลงทุนไว้ในตัวเรา

คนเช่าสวนในพระวรสารก็มีหัวใจเช่นเดียวกับ “ปาโฮม” พวกเขาคิดว่า หากฆ่าบุตรของเจ้าของสวนเสีย “มรดกก็จะตกเป็นของเรา” แต่พวกเขาลืมความจริงพื้นฐานที่สุดว่า เราอาจครอบครองที่ดินได้ชั่วคราว แต่ไม่มีใครครอบครองชีวิตได้ตลอดไป

เราวิ่งเต้นเพื่อเพิ่มทรัพย์สิน เพิ่มอำนาจ เพิ่มชื่อเสียง และเพิ่มพื้นที่ของตน จนบางครั้งเหยียบย่ำผู้อื่น แต่ในวันสุดท้าย สิ่งที่เรานำติดตัวไปได้ไม่ใช่ที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว มีเพียงความรักและความดีที่เราได้ทำเท่านั้น

“เราใช้เวลาทั้งชีวิตขยายอาณาเขตของตนเอง แต่วันหนึ่งโลกจะมอบพื้นที่ให้เราเพียงพอสำหรับหลุมฝังศพ เพราะฉะนั้น อย่าถามว่า ‘ฉันจะครอบครองอะไรเพิ่มได้อีก?’ แต่จงถามว่า ‘ก่อนกลับไปหาเจ้าของสวน ฉันจะทำให้ชีวิตนี้เกิดผลอะไรได้อีก?’”


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ