บทเทศน์และข้อคิด วันพุธที่ 12 สิงหาคม 2026 (วันแม่แห่งชาติ)
นักบุญเจน ฟรานเชส เดอ ชังตาล (St. Jane Frances de Chantal)


บทอ่านที่หนึ่ง: เอเสเคียล 9:1-7; 10:18-22
“เมื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า เคลื่อนออกจากพระวิหาร”
หากถามว่า สิ่งใดน่ากลัวที่สุดสำหรับพระศาสนจักรหรือสำหรับชีวิตคริสตชน?
ไม่ใช่การที่วัดเก่า…ไม่ใช่การที่คนมาวัดน้อย…ไม่ใช่การที่เศรษฐกิจตกต่ำ…
แต่คือ การที่พระเจ้าทรงอยู่ตรงหน้าเรา แต่พระองค์ไม่ได้อยู่ในใจเราอีกต่อไป
นี่คือภาพที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในหนังสือประกาศกเอเสเคียล
1. พระวิหารยังอยู่…แต่พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้ากำลังจากไป
บริบทของเอเสเคียลคือช่วงก่อนกรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย
ประชาชนยังถวายบูชา ยังมีพระสงฆ์ ยังมีพระวิหารอันโอ่อ่า
ทุกอย่างดูเหมือนปกติ…แต่ภายในเต็มไปด้วย, ความอยุติธรรม, การกราบไหว้รูปเคารพ, การกดขี่คนอ่อนแอ, ความหน้าซื่อใจคด จึงเกิดภาพสะเทือนใจที่สุดตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ กล่าวคือ พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า (Shekinah Glory) ค่อย ๆ ลอยออกจากพระวิหาร พระองค์ไม่ได้จากไปเพราะอ่อนแอ แต่เพราะประชาชนได้ไล่พระองค์ออกจากชีวิตด้วยบาปของตนเอง นี่เป็นคำพิพากษาที่เจ็บปวดที่สุด
“พระเจ้ามิได้ทอดทิ้งมนุษย์ก่อน แต่มนุษย์ต่างหากที่ทอดทิ้งพระองค์”
2. เครื่องหมายที่หน้าผาก (TAU)
ก่อนการพิพากษา พระเจ้าสั่งให้ชายผู้ถือเครื่องเขียน
ทำเครื่องหมายที่หน้าผากของผู้ที่ร้องไห้และคร่ำครวญต่อความชั่วร้าย
น่าสนใจมาก…พระเจ้าไม่ได้เลือกคนที่สมบูรณ์แบบ
แต่เลือกคนที่ยังรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นบาป, คนที่หัวใจยังไม่ด้านชา คนที่ยังรักพระเจ้า
ในภาษาฮีบรู เครื่องหมายนี้คือ ตัวอักษร “ตาว” (Tav) ซึ่งในสมัยโบราณมีลักษณะคล้ายรูปกางเขน คริสตชนยุคแรกมองว่าเป็นภาพล่วงหน้าของเครื่องหมายกางเขน
ทุกครั้งที่เราทำเครื่องหมายกางเขน เราไม่ได้เพียงแต่วาดสัญลักษณ์
แต่กำลังประกาศว่า “ข้าพเจ้าเป็นของพระเยซูคริสตเจ้า”
3. พระเจ้าจะไม่อยู่ในอาคาร… หากพระองค์ไม่ได้อยู่ในหัวใจ
วันนี้โลกกำลังสร้างตึกสูง, สร้างเทคโนโลยี, สร้าง AI,
สร้างทุกสิ่งที่ฉลาดขึ้น แต่หัวใจมนุษย์กลับว่างเปล่ามากขึ้น
เรามีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แต่ไม่มีเวลาคุยกับพระเจ้า
เรามีผู้ติดตามนับหมื่น แต่ไม่มีเวลาติดตามพระเยซูคริสต์เจ้า
เรามีทุกอย่าง…ยกเว้นพระองค์
4. ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักรในวันนี้
บทอ่านนี้เตือนพระศาสนจักรอย่างแรง
พระศาสนจักรอาจมี อาคารสวย, กิจกรรมมาก, งบประมาณดี, ระบบบริหารยอดเยี่ยม แต่หากขาดพระจิตเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นเพียงองค์กรแห่งหนึ่ง ไม่ใช่พระกายของพระเยซูเจ้า
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเคยเตือนว่า “พระศาสนจักรอาจป่วยด้วยโรคของการทำงานมากเกินไป จนลืมหัวใจของพระวรสาร“
คำถามสำคัญคือ พระเจ้ากำลังประทับอยู่ในกิจกรรมของเรา… หรือว่า เราเพียงกำลังยุ่งกับกิจกรรมของพระเจ้า
5. สำหรับวัดเซนต์จอห์นของเรา
เมื่อเรากำลังเดินหน้าสู่การฉลอง 40 ปี เรากำลังบูรณะ, กำลังสร้าง, กำลังพัฒนา
ซึ่งเป็นสิ่งดีมาก แต่เอเสเคียลถามเราวันนี้ว่า “สิ่งที่สำคัญกว่าการสร้างอาคาร คือการสร้างหัวใจสัตบุรุษ“
หอระฆังจะสูงเพียงใดก็ไม่สำคัญ หากเสียงระฆังไม่ปลุกหัวใจคนให้กลับมาหาพระเจ้า
ไม้กางเขนจะงดงามเพียงใดก็ไม่สำคัญ หากไม่มีใครยอมแบกกางเขนในชีวิตจริง
พระวิหารจะสวยเพียงใดก็ไม่สำคัญ หากพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าค่อย ๆ เดินออกจากใจของเรา
อยากเล่าให้ฟัง
ชายคนหนึ่งภูมิใจในบ้านใหม่มาก
เขาติดตั้งระบบทุกอย่าง, ประตูอัตโนมัติ, กล้องวงจรปิด, แอร์ทุกห้อง,
ระบบไฟอัจฉริยะ, เขาพาเพื่อนมาอวด “บ้านผมสั่งด้วยเสียงได้หมด”
เขาพูดว่า “เปิดไฟ”, ไฟติดทันที, “เปิดแอร์”, แอร์ทำงานทันที, “เปิดม่าน”
ม่านเปิดเอง เพื่อนตื่นเต้นมาก แล้วถามว่า “สุดยอดเลย แล้วภรรยาล่ะ?”
เจ้าของบ้านถอนหายใจ “เธอย้ายออกไปเมื่อสองเดือนก่อน…”
เพื่อนตกใจ “ทำไม?” ชายคนนั้นตอบเบา ๆ “มัวแต่สร้างบ้าน…
จนลืมสร้างความรักในบ้าน” บ้านยังอยู่ แต่คนที่สำคัญที่สุดจากไปแล้ว
หลายครั้งชีวิตคริสตชนก็เช่นกัน เราสร้างทุกอย่าง, สร้างตำแหน่ง, สร้างชื่อเสียง,
สร้างทรัพย์สิน, สร้างโครงการ, สร้างวัด, แต่หากวันหนึ่งพระเยซูเจ้าค่อย ๆ เดินออกจากหัวใจ เราจะเหลือเพียง “ตัวอาคาร” แต่ไม่มี “บ้าน”
เหลือเพียง “ศาสนา” แต่ไม่มี “ความสัมพันธ์”
เหลือเพียง “พิธีกรรม” แต่ไม่มี “พระเยซูเจ้า”
ข้อคิดวันนี้จากเอเสเคียล
วันนี้เอเสเคียลไม่ได้ต้องการให้เรากลัวการลงโทษ
แต่ต้องการให้เราถามตนเองว่า
- พระสิริรุ่งโจน์ของพระเจ้ายังประทับอยู่ในครอบครัวของเราหรือไม่?
- พระเยซูเจ้ายังเป็นศูนย์กลางของงานรับใช้ของเราหรือไม่?
- หรือพระองค์กำลังยืนอยู่ที่ประตู รอให้เราเชิญพระองค์กลับเข้ามาอีกครั้ง?
ขอให้ทุกครั้งที่เราทำเครื่องหมายกางเขนบนหน้าผาก บนริมฝีปาก และบนหัวใจ เราจงระลึกว่า เราเป็นผู้ที่ได้รับ “เครื่องหมายแห่งพระเยซูคริสต์เจ้า” ไม่ใช่เพียงภายนอก แต่ในชีวิตทั้งหมด
และขอให้เมื่อผู้คนก้าวเข้ามาในวัดของเรา สิ่งแรกที่พวกเขาสัมผัสได้ ไม่ใช่เพียงความงดงามของอาคาร แต่คือ พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าที่ยังประทับอยู่ท่ามกลางประชากรของพระองค์
รำพึงไตร่ตรองจากพระวรสาร: มัทธิว 18:15-20
“กล้าที่จะเดินไปหาคู่ขัดแย้ง…ก่อนที่จะหันหลังให้ต่อกัน”
“ถ้าพี่น้องของท่านทำผิดต่อท่าน จงไปตักเตือนเขาตามลำพัง…” (มธ 18:15)
พระวรสารวันนี้ดูเหมือนเป็นเพียงหลักปฏิบัติเรื่องการตักเตือนพี่น้อง แต่แท้จริงแล้ว พระเยซูเจ้ากำลังประทาน “ศิลปะแห่งการรักษาความสัมพันธ์” ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกกำลังขาดแคลนอย่างยิ่ง
ทุกวันนี้ เวลาคนไม่พอใจกัน เรามักทำ 4 อย่าง
- พูดถึงเขา แต่ไม่พูดกับเขา
- โพสต์เหน็บแนมในโซเชียล
- รวมพรรคพวกเข้าข้างตนเอง
- แล้วปล่อยให้ความบาดหมางค่อย ๆ เติบโต
พระเยซูเจ้ากลับสอนตรงกันข้าม“อย่าเริ่มจากการประณาม แต่เริ่มจากการเข้าไปหา”
นี่คือพระวรสารแห่งการคืนดี
1. พระเยซูเจ้าไม่ตรัสว่า “ถ้าเขาทำผิด จงเลิกคบ”
แต่ตรัสว่า “จงไปหาเขา” คำแรกคือ “ไป”
ไม่ใช่ รอ, เมิน, ประชด, นินทา, วิพากษ์วิจารณ์
พระเยซูเจ้าทรงรู้ว่า ความรักต้องกล้าเดินเข้าไปเผชิญหน้า
เพราะทุกความสัมพันธ์ที่มีค่าจะต้องมีวันหนึ่งที่ต้องให้อภัยกัน
ครอบครัวเป็นเช่นนี้, สามีภรรยาเป็นเช่นนี้, พระสงฆ์กับสัตบุรุษก็เป็นเช่นนี้,
พระศาสนจักรก็เช่นเดียวกัน
2. ตักเตือน…เพื่อรักษา ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ
พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกว่า “จงไปเอาชนะเขา” แต่ “จงได้พี่น้องกลับคืนมา”
เป้าหมายคือไม่ใช่พิสูจน์ว่าใครถูก แต่คือ ช่วยไม่ให้ใครหลงหาย
นี่คือหัวใจของพระเจ้า คนจำนวนมากชนะการโต้เถียง แต่แพ้ความสัมพันธ์กัน
พูดถูกทุกประโยค แต่เสียเพื่อนไปตลอดชีวิต
พระเยซูเจ้าถามเราวันนี้ “ท่านอยากเป็นฝ่ายถูก… หรืออยากได้พี่น้องกลับคืนมา”
3. ขั้นตอนของพระเยซูเจ้าเต็มไปด้วยความเมตตา
พระองค์ไม่ได้เริ่มจากการประจาน แต่ให้โอกาสหลายครั้ง
- คุยกันสองคน
- ถ้ายังไม่ได้ จึงพาพยาน
- ถ้ายังไม่ได้ จึงแจ้งชุมชน
นี่คือพระเจ้าที่ ทรงอดทน ไม่รีบตัดสิน ไม่รีบลงโทษ
พระเจ้าประทานโอกาสเสมอ พระศาสนจักรก็ต้องเป็นเช่นนั้น
4. “ที่ใดมีสองหรือสามคน…”
หลายคนใช้พระคัมภีร์ตอนนี้เวลาอธิษฐานร่วมกัน ซึ่งถูกต้อง
แต่ในบริบทเดิม พระเยซูเจ้ากำลังพูดเรื่อง การคืนดี
หมายความว่า เมื่อคริสตชนรวมใจกัน เพื่อให้อภัย, เพื่อเยียวยา, เพื่อคืนดีกัน,
พระเยซูเจ้าประทับอยู่ตรงนั้น บางครั้ง ปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การรักษาโรค
แต่คือ คนสองคนที่เลิกโกรธกัน ครอบครัวที่กลับมาพูดกัน พี่น้องที่กลับมากอดกัน
นั่นคือพระเยซูเจ้าทรงประทับอยู่จริง
5. ข้อคิดกับเหตุการณ์วันนี้
โลกของเราทุกวันนี้เต็มไปด้วย “กำแพง” ซึ่งมี ความเห็นต่างทางการเมือง, ความแตกแยกในครอบครัว, ความขัดแย้งในที่ทำงาน, สงครามระหว่างประเทศ, การโจมตีกันบนโลกออนไลน์, ผู้คน “บล็อก” กันง่ายกว่าพูดคุย, “ยกเลิก” กันง่ายกว่าทำความเข้าใจ แต่พระเยซูเจ้าไม่เคยตรัสว่า “ถ้าเขาทำผิด จงบล็อกเขา”
พระองค์ตรัสว่า “จงไปหาเขา” นี่คือวัฒนธรรมแห่งพระวรสาร
6. ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
พระศาสนจักรไม่ใช่ชุมชนของคนที่ไม่เคยผิด
แต่เป็นชุมชนของคนที่ รู้จักกลับใจ รู้จักขอโทษ รู้จักให้อภัย
พระศาสนจักรที่เข้มแข็ง ไม่ใช่พระศาสนจักรที่ไม่มีความขัดแย้ง
แต่คือพระศาสนจักรที่รู้วิธีเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความรัก
เมื่อเรากำลังเดินหน้าสู่การประกาศพระวรสารในโลกยุคใหม่ สิ่งที่ผู้คนจะเชื่อไม่ใช่เพราะเราโต้แย้งเก่งที่สุด แต่เพราะเขาเห็นว่า เรารักกันและคืนดีกันได้จริง นั่นคือพยานที่ทรงพลังที่สุด
อยากเล่าให้ฟัง
ชายคนหนึ่งซื้อ “นกแก้วพูดได้” ราคาแพงมาก เจ้าของร้านรับประกัน “รับรองพูดเก่งครับ” กลับถึงบ้าน ผ่านไปหนึ่งวัน…นกเงียบ, สองวัน…ก็เงียบ, หนึ่งสัปดาห์…ก็ยังเงียบเจ้าของเริ่มซื้อของให้นกเพิ่ม ซื้อคอนใหม่ ซื้อกระจก ซื้อของเล่น ซื้อกรงใหญ่ หมดเงินไปหลายหมื่น แต่นกก็ยังไม่พูด ในที่สุด นกก็ตาย เจ้าของเสียใจมาก
ก่อนตาย นกแก้วพูดประโยคแรกและประโยคเดียวว่า “ร้านนั้น…ไม่มีอาหารขายหรือครับ?” ชายคนนั้นอึ้งทันที เขาซื้อได้ทุกอย่าง ยกเว้น… อาหารของนก
ข้อคิดจากเรื่องที่เล่า
หลายครั้ง เวลาเกิดปัญหาความสัมพันธ์ เราก็ทำเหมือนชายคนนั้น เราแก้ทุกอย่าง เช่นเปลี่ยนตำแหน่ง, เปลี่ยนกฎเกณฑ์, เปลี่ยนคณะกรรมการ, เปลี่ยนโครงสร้าง, เปลี่ยนเทคโนโลยี, แต่ไม่เคย พูดคุยกันด้วยความรัก วันนี้พระเยซูเจ้ากำลังบอกว่า “ก่อนจะแก้ระบบ… จงกลับไปคุยกันก่อน” เพราะสิ่งที่หล่อเลี้ยงชุมชน ไม่ใช่กฎระเบียบ แต่คือ ความรัก ความจริง และการให้อภัย
บทสรุปข้อคิดจากพระวรสาร
พระวรสารวันนี้ไม่ได้ถามว่า “ใครผิดใครถูก?” แต่ถามว่า “ใครจะเป็นคนแรกที่กล้าเดินเข้าไปหา?” นั่นคือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงทำกับเรา ทั้งๆที่มนุษย์เป็นฝ่ายหันหลังให้พระองค์ พระองค์กลับเสด็จมาหาเราจนถึงไม้กางเขน และตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยเขาเถิด”
หากเราเป็นศิษย์ของพระองค์จริง จงเป็นคนที่กล้าพูดความจริงด้วยความรัก กล้าตักเตือนด้วยความเมตตา และกล้าให้อภัยด้วยหัวใจ เพราะทุกครั้งที่เราเลือกการคืนดีแทนการแตกแยก พระเยซูเจ้าจะทรงยืนอยู่ท่ามกลางเรา ดังพระสัญญาที่ว่า
“ที่ใดมีสองหรือสามคนชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั่นท่ามกลางพวกเขา” (มธ 18:20)
นักบุญเจน ฟรานเชส เดอ ชังตาล (St. Jane Frances de Chantal)
(ค.ศ. 1572–1641) ระลึกถึงวันที่ 12 สิงหาคม



นักบุญเจน ฟรานเชส ชังตาล เป็นหนึ่งในสตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระศาสนจักรในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความสุข ความทุกข์ การสูญเสีย และการเริ่มต้นใหม่ จนได้รับสมญาว่า “นักบุญผู้เปลี่ยนน้ำตาให้กลายเป็นความศักดิ์สิทธิ์”
1. เกิดในตระกูลผู้ดี แต่หัวใจรักพระเจ้า
Jane Frances de Chantal เกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1572 ที่เมืองดิฌง ประเทศฝรั่งเศส ในครอบครัวขุนนาง บิดาเป็นประธานศาลของแคว้นเบอร์กันดี
ตั้งแต่เด็ก ฉลาดมาก, อ่านหนังสือเก่ง, มีความศรัทธาแรงกล้า, กล้าหาญ
มีเรื่องเล่าว่า เมื่ออายุประมาณห้าขวบ มีชายคนหนึ่งล้อเลียนความเชื่อของคริสตชน เด็กหญิงเจนตอบโต้ด้วยความกล้าหาญ และประกาศว่าจะไม่มีวันละทิ้งพระเยซูเจ้า
2. ชีวิตแต่งงานที่งดงาม…แต่สั้นเหลือเกิน
เมื่ออายุ 20 ปี เธอแต่งงานกับบารอนคริสตอฟ เดอ ชังตาล
ทั้งคู่รักกันมาก มีลูก 4 คน ครอบครัวอบอุ่น ดูเหมือนชีวิตจะสมบูรณ์
แต่แล้ว…สามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุล่าสัตว์ เขาถูกเพื่อนยิงโดยไม่ตั้งใจ
เจนอายุเพียง 28 ปี กลายเป็นแม่ม่ายที่ต้องเลี้ยงลูกเล็ก ๆ เพียงลำพัง
3. สิ่งที่หลายคนไม่รู้
สิ่งที่น่าประทับใจคือ เธอ ให้อภัยคนที่ยิงสามี
ไม่เพียงให้อภัย แต่ยังช่วยเหลือครอบครัวของเขาอีกด้วย
นี่ไม่ใช่การให้อภัยเพราะลืม แต่เพราะรักพระเยซูเจ้า
เธอเคยกล่าวว่า “หัวใจที่ถูกตรึงพร้อมกับพระเยซูเจ้า ไม่มีที่เหลือสำหรับความแค้น”
นี่คือพระวรสารที่มีชีวิต
4. พบกับนักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์
Francis de Sales กลายเป็นบิดาฝ่ายจิตของเธอ
ทั้งสองไม่ใช่คู่รัก แต่เป็น “มิตรภาพในพระเจ้า” ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์พระศาสนจักร
ฟรังซิส เดอ ซาลส์ มองเห็นว่า เจนไม่ได้ถูกเรียกเพียงให้เป็นแม่ม่าย แต่ให้เป็น “มารดาของผู้ถวายตนแด่พระเจ้า”
5. ก่อตั้งคณะใหม่
ในปี ค.ศ. 1610 ทั้งสองร่วมกันก่อตั้ง Order of the Visitation of Holy Mary (คณะมาระเสด็จเยี่ยม) สิ่งที่ปฏิวัติมากในยุคนั้นคือ คณะนี้เปิดโอกาสให้ หญิงสูงอายุ, หญิงร่างกายอ่อนแอ, ผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรง, ซึ่งในอดีตมักถูกปฏิเสธจากอารามอื่น ได้มีโอกาสถวายชีวิตแด่พระเจ้า นี่เป็นแนวคิดที่ล้ำหน้ามากในสมัยนั้น เธอเชื่อว่า **พระเจ้าไม่ได้เรียกเฉพาะคนแข็งแรง แต่ทรงเรียกทุกคนที่มีหัวใจพร้อมจะรักพระองค์**
6. สูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ชีวิตเธอไม่ได้ราบรื่นหลังจากนั้น เธอต้องสูญเสียสามี, ลูกหลายคน, เพื่อนสนิทที่สุด คือ นักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ แต่ไม่เคยหยุดรับใช้พระเจ้า ก่อนเสียชีวิต เธอได้ก่อตั้งอารามมากกว่า 80 แห่ง
เกร็ดที่หลายคนอาจไม่เคยรู้
1. นักบุญแห่ง “แม่ม่าย”
เธอได้รับการยกย่องเป็นองค์อุปถัมภ์ของแม่ม่าย, ผู้สูญเสียคู่ชีวิต, ผู้ประสบความทุกข์จากการสูญเสีย เพราะเธอเข้าใจความเจ็บปวดจากประสบการณ์จริง
2. มีอารมณ์ร้อนมาก่อน
หลายคนคิดว่านักบุญเกิดมาก็ใจเย็น แต่เจนยอมรับเองว่า เธอเคยอารมณ์ร้อน, ใจแข็งดื้อ และชอบควบคุมทุกอย่าง
พระหรรษทานไม่ได้ทำให้เธอเป็นนักบุญในชั่วข้ามคืน แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนเธอผ่านการฝึกฝน ความอ่อนน้อม และการภาวนา
3. นักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ เรียกเธอว่า…
“บุตรสาวแห่งความกล้าหาญ” ไม่ใช่เพราะเธอไม่ร้องไห้
แต่เพราะเธอลุกขึ้นทุกครั้งหลังร้องไห้
4. ชีวิตของเธอคือคำตอบของคำถามหนึ่ง
หลายคนถามว่า “ชีวิตพังไปแล้ว พระเจ้าจะใช้เราได้อีกหรือ”
นักบุญเจนตอบด้วยชีวิตว่า “ได้ และอาจใช้ได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ”
ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักรในปัจจุบัน
พระศาสนจักรทุกวันนี้ก็เผชิญการสูญเสีย ความเหนื่อยล้า และความท้าทายไม่น้อย ทั้งจำนวนผู้ร่วมพิธีที่ลดลงในบางพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และภาระของผู้รับใช้จำนวนมาก นักบุญเจนไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธความเจ็บปวด แต่สอนให้ เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพันธกิจ เธอไม่ถามว่า “ทำไมพระเจ้าจึงให้สิ่งนี้เกิดขึ้น?”
แต่ถามว่า “พระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดผ่านเหตุการณ์นี้?” นี่คือหัวใจของการเป็นศิษย์ธรรมทูต
สำหรับพระศาสนจักรในประเทศไทย โดยเฉพาะชุมชนวัดต่าง ๆ เราอาจมีทรัพยากรไม่มาก มีผู้รับใช้ไม่มาก หรือเผชิญอุปสรรคหลายด้าน แต่ชีวิตของนักบุญเจนเตือนเราว่า พระเจ้าไม่ทรงเริ่มจากทรัพยากร พระองค์ทรงเริ่มจากหัวใจที่ยอมให้พระองค์ทรงใช้
ข้อคิดวันนี้
นักบุญเจน ฟรานเชส เดอ ชังตาล เคยกล่าวไว้ว่า
“อย่ามองย้อนกลับไปด้วยความเสียใจ และอย่ามองไปข้างหน้าด้วยความกลัว แต่จงมองขึ้นไปหาพระเจ้า และดำเนินชีวิตวันต่อวันด้วยความรัก”
นี่คือมรดกฝ่ายจิตที่งดงามที่สุดของเธอ เธอพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า พระเจ้าไม่ทรงสัญญาว่าชีวิตจะปราศจากกางเขน แต่ทรงสัญญาว่ากางเขนที่มอบด้วยความรัก จะสามารถกลายเป็นหนทางสู่การเป็นนักบุญได้ และนั่นคือข่าวดีที่พระศาสนจักรยังคงประกาศแก่โลกในทุกยุคทุกสมัย.
ในโอกาสปีศักดิ์สิทธิ์นักบุญฟรันซิสแห่งอัสซีซี ขออธิบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับเครื่องหมาย ตาว (Tau) ตามที่เอเสเคียลพูดวันนี้
“เครื่องหมายตาว (תָּו – Tav)” เป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมโยง
- หนังสือเอเสเคียล
- ไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์
- นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี
- และชีวิตของคริสตชนในปัจจุบัน
1. “ตาว” คืออะไร?
ในเอเสเคียล 9:4 พระเจ้าตรัสว่า
“จงผ่านไปทั่วกรุงเยรูซาเล็ม และทำ เครื่องหมาย (ตาว) ที่หน้าผากของผู้ที่คร่ำครวญต่อความชั่วทั้งหลาย” คำว่า “เครื่องหมาย” ในภาษาฮีบรู ไม่ใช่คำทั่ว ๆ ไป
แต่เป็นชื่อของ อักษรตัวสุดท้ายของอักษรฮีบรู คือ “ת” (Tav หรือ Tau)
ในสมัยของเอเสเคียล (อักษรฮีบรูโบราณ) ตัวอักษร Tav ยังไม่ได้มีรูปร่างเหมือนปัจจุบัน แต่เขียนเป็น ✝ หรือ X คล้ายรูปไม้กางเขนมาก
จึงไม่น่าแปลกที่บรรดาคริสตชนยุคแรกเห็นว่า นี่คือ การพยากรณ์ล่วงหน้าถึงไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า
2. ทำไมจึงประทับที่ “หน้าผาก”?
ในพระคัมภีร์ หน้าผากหมายถึง ตัวตน, ความเป็นเจ้าของ, ความกล้าประกาศความเชื่อ ผู้ที่ได้รับเครื่องหมาย ไม่ใช่เพราะเขาสมบูรณ์แบบ แต่เพราะ เขายังร้องไห้กับความชั่ว เขาไม่ชินกับบาป หัวใจยังไวต่อพระเจ้า นี่คือคนที่พระเจ้าทรงปกป้อง
ภาพนี้ยังสะท้อนมาถึงหนังสือวิวรณ์ ซึ่งผู้รับใช้ของพระเจ้าได้รับ “ตราประทับ” บนหน้าผากก่อนการพิพากษา (วว. 7:3)
3. นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีรักเครื่องหมาย Tau มากที่สุด
Francis of Assisi หลงใหลสัญลักษณ์ Tau อย่างยิ่ง
หลังจากได้ฟังสมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 เทศน์ในการประชุมสภาสังคายนาลาเตรันครั้งที่ 4 (ปี ค.ศ. 1215) ซึ่งอธิบายเอเสเคียลบทที่ 9 และเรียกร้องให้คริสตชนกลับใจภายใต้ “เครื่องหมายตาว” ฟรังซิสรับเครื่องหมายนี้มาเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิตของตน จากนั้น ท่านเริ่มทำสิ่งที่น่ารักมาก เช่น ลงลายเซ็นด้วย Tau, วาด Tau ตามผนัง, เขียน Tau บนจดหมาย, อวยพรผู้คนด้วย Tau
ชีวประวัติยุคแรกของท่านกล่าวว่า ฟรังซิสชอบเครื่องหมาย Tau มากกว่าเครื่องหมายกางเขนรูปแบบอื่น และใช้มันเป็นตราประจำตัว
4. ทำไมฟรังซิสจึงรัก Tau?
เพราะสำหรับท่าน Tau ไม่ใช่เครื่องราง แต่เป็น โปรแกรมชีวิต
ท่านอธิบายด้วยชีวิตว่า คนที่มี Tau ต้องเป็นคนที่ กลับใจทุกวัน, รักไม้กางเขน, รับใช้คนยากจน, ร้องไห้กับบาปของโลก, สร้างสันติสุข
Tau จึงไม่ใช่ “เครื่องหมายแห่งความปลอดภัย” แต่เป็น เครื่องหมายของผู้พร้อมแบกกางเขน
5. สิ่งที่น่าประทับใจมาก
เมื่อฟรังซิสได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (Stigmata) ร่างกายของท่าน
กลายเป็น Tau ที่มีชีวิต
ชีวิตของท่านเอง กลายเป็น เครื่องหมายของพระเยซูเจ้า
นักประวัติศาสตร์ฟรังซิสกันหลายท่านจึงกล่าวว่า
“ในที่สุด ฟรังซิสไม่ได้เพียงวาด Tau แต่ตัวเขาเองได้กลายเป็น Tau”
6. ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักรปัจจุบัน
ทุกครั้งที่เราเริ่มพิธีบูชาขอบพระคุณ เราทำเครื่องหมายกางเขน
ก่อนอ่านพระวรสาร เราทำกางเขน บนหน้าผาก ริมฝีปาก หัวใจ
นี่ไม่ใช่พิธีกรรมเล็ก ๆ แต่คือการประกาศว่า “ขอให้ความคิดของข้าพเจ้า
คำพูดของข้าพเจ้า และหัวใจของข้าพเจ้า เป็นของพระเยซูเจ้า”
นั่นคือ Tau แบบคริสตชน
ข้อคิดอีกอย่างที่อยากแบ่งปัน
มีคนจำนวนมาก สวมไม้กางเขนไว้ที่คอ แต่น้อยคน ที่ยอมให้ไม้กางเขนอยู่ในหัวใจ
นักบุญฟรังซิสไม่เคยถามว่า “ฉันใส่ Tau หรือยัง?” แต่ถามว่า “ชีวิตของฉัน เป็น Tau แล้วหรือยัง?” นั่นคือ เมื่อใครพบเรา เขาจะพบ
- ความเมตตาแทนความโกรธ
- การให้อภัยแทนการแก้แค้น
- ความถ่อมตนแทนความหยิ่ง
- ความหวังแทนความสิ้นหวัง
ถ้าเป็นเช่นนั้น แม้เราไม่สวมไม้กางเขนที่คอ โลกก็จะมองเห็น “เครื่องหมายตาว” ที่พระเจ้าทรงจารึกไว้ในชีวิตของเรา
เกร็ดเล็ก ๆ ที่คนมักไม่รู้
ในคณะฟรังซิสกันทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน ไม้กางเขนรูปตัว Tau (T) ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจิตตารมณ์ฟรังซิสกัน หลายคนสวมเป็นจี้ไม้หรือห้อยสายหนัง ไม่ใช่เป็นเครื่องราง แต่เพื่อเตือนตนเองทุกวันให้ “เริ่มต้นใหม่ในการกลับใจ” ดังวลีที่นักบุญฟรังซิสกล่าวบ่อยครั้งว่า “พี่น้องทั้งหลาย ขอให้เราเริ่มต้นกันใหม่ เพราะจนถึงบัดนี้ เรายังแทบไม่ได้ทำอะไรเพื่อพระเจ้าเลย”
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ





















