ข้อคิดในมิสซา วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.2026

เราจะพรากสิ่งที่เจ้ารักที่สุดไปจากเจ้า… แต่เจ้าอย่าคร่ำครวญ อย่าร้องไห้” (อสค. 24:16)

ถ้าจะมีตอนใดในพระคัมภีร์ที่ทำให้เราสะเทือนใจที่สุด ตอนนี้คงเป็นหนึ่งในนั้น

พระเจ้าตรัสกับประกาศกเอเสเคียลว่า ภรรยาของเจ้าจะตาย”

และที่สะเทือนใจยิ่งกว่า คือ อย่าร้องไห้ อย่าไว้ทุกข์”

วันรุ่งขึ้น…ภรรยาของเขาเสียชีวิตจริง ๆ

แต่เอเสเคียลยังลุกขึ้น พูดกับประชาชน ทำหน้าที่ของตนเหมือนทุกวัน

หลายคนคงถามว่า พระเจ้าทรงโหดร้ายหรือ?

ไม่เลย… พระเจ้าไม่ได้ทรงยินดีในความทุกข์ของเอเสเคียล แต่กำลังใช้ชีวิตของประกาศกเป็น “เครื่องหมาย” ให้ประชาชนเข้าใจว่า อีกไม่นาน พวกเขาจะสูญเสียพระวิหารแห่งเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นสิ่งที่รักที่สุดเช่นกัน จนความเศร้าจะมากเกินกว่าจะร้องไห้ออกมา


พระคัมภีร์เรียกภรรยาของเอเสเคียลว่า ความชื่นชมยินดีแห่งดวงตาของเจ้า”
(The delight of your eyes) เป็นประโยคที่งดงามที่สุดประโยคหนึ่งในพระคัมภีร์

พระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “ภรรยาของเจ้า” แต่ตรัสว่า สิ่งที่ดวงตาของเจ้ารักที่สุด”

แสดงว่าเอเสเคียลรักภรรยามาก พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกแม้แต่ชื่อของเธอ

แต่บันทึกว่า… เธอเป็น “ดวงใจ” ของผู้รับใช้พระเจ้า, ของประศกเอเสเคียล


หลายครั้ง เวลาความทุกข์เข้ามา พระเจ้ากลับเงียบ

เราอธิษฐานภาวนา แต่ดูเหมือนไม่มีคำตอบ

เราร้องไห้คร่ำครวญ แต่ดูเหมือนสวรรค์ปิดเงียบ

แท้จริงแล้ว ความเงียบของพระเจ้า ไม่ใช่การทอดทิ้ง

แต่เป็นการเชื้อเชิญให้เราเชื่อ และไว้วางใจมากขึ้น…แม้มองไม่เห็น พระองค์ยังทรงอยู่


โลกวันนี้เต็มไปด้วยการสูญเสีย… คนจำนวนมากสูญเสียคนที่รัก, สูญเสียงาน, สูญเสียสุขภาพ, สูญเสียความมั่นคง, สูญเสียความหวัง, บางคนไม่ได้ร้องไห้แล้ว เพราะร้องเสียจนไม่มีน้ำตาเหลือ, หลายคนยังยิ้ม แต่ข้างในกำลังพังทลายทุกข์ระทม…

นี่คือภาพเดียวกับประชาชนอิสราเอล พวกเขาดูเข้มแข็ง แต่หัวใจแตกสลาย

และหลายครั้ง คนที่ต้องเข้มแข็งที่สุด คือพ่อ แม่ หมอ ครู พระสงฆ์ นักบวช

คนเหล่านี้ยังต้องยืนอยู่เพื่อประคองผู้อื่น แม้หัวใจของตนกำลังเจ็บปวด


พระศาสนจักรก็ผ่านช่วงเวลาเช่นนี้เช่นกัน จำนวนผู้มาวัดลดลง

กระแสโลกาภิวัตน์และวัตถุนิยมดึงใจผู้คน ข่าวอื้อฉาวในบางแห่งทำให้ผู้คนผิดหวัง

หลายคนถามว่า “พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหน?”

แต่เอเสเคียลสอนเราว่า แม้พระวิหารจะพัง พระเจ้าไม่ได้พังไปด้วย

พระองค์ยังทรงดำเนินกับประชากรของพระองค์

บางครั้งพระเจ้าทรงรื้อสิ่งที่เรายึดถือ เพื่อให้เรากลับมายึดพระองค์

พระศาสนจักรไม่เคยอยู่รอดเพราะยึดติดกับอาคาร หรือวัตถุธาตุ

แต่อยู่รอดเพราะพระเยซูเจ้าเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ และการนำของพระจิตเจ้า



เอเสเคียลสูญเสีย “คนที่รักที่สุด” แต่ไม่ได้สูญเสีย “พระเจ้าที่รักเขาที่สุด”

นี่คือหัวใจของบทอ่านวันนี้ ชีวิตคริสตชนไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีความทุกข์

แต่ได้รับพระสัญญาว่า จะไม่มีความทุกข์ใด ที่พระเจ้าจะไม่ทรงอยู่ด้วย


สัปดาห์นี้ ลองถามตนเองสามคำถาม

  1. วันนี้ “สิ่งที่ดวงตาของฉันรักที่สุด” คืออะไร?
  2. ถ้าสิ่งนั้นหายไป ความเชื่อของฉันจะยังคงอยู่หรือไม่?
  3. วันนี้มีใครบ้างที่กำลังยิ้ม แต่ภายในกำลังเจ็บปวด และพระเจ้ากำลังส่งฉันไปเป็นกำลังใจให้เขา และบรรเทาใจเขา

เพราะบางครั้ง… การประกาศพระวรสารที่ทรงพลังที่สุด

ไม่ใช่การเทศน์ด้วยคำพูด แต่คือ การยืนหยัดเชื่อในพระเจ้า แม้ในวันที่หัวใจแตกสลาย และเมื่อเราทำเช่นนั้น

ชีวิตของเราจะกลายเป็น “เครื่องหมาย” เหมือนเอเสเคียลที่บอกโลกว่า พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ แม้ในวันที่เรายังมองไม่เห็นพระองค์”


ถ้าอยากเป็นคนดีพร้อม จงไปขายทุกสิ่งที่เจ้ามี แจกจ่ายแก่คนยากจน… แล้วจงตามเรามา” (มธ 19:21)

มีประโยคหนึ่งที่น่าเศร้าที่สุดในพระวรสารวันนี้ ชายหนุ่มคนนั้นได้ฟังดังนี้ ก็จากไปด้วยความเศร้า เพราะเขามีทรัพย์สมบัติมาก”

สังเกตว่า…พระเยซูเจ้าไม่ได้ไล่เขาออก, พระองค์ไม่ได้ตำหนิเขา

พระองค์ยังทรงรักเขา (มก 10:21 บันทึกไว้ชัดเจนว่า “พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเขาด้วยความรัก”)

แต่คนที่เดินจากไป…กลับเป็นชายหนุ่มเอง

เขาไม่ได้ปฏิเสธพระเยซูเจ้า เขาเพียง “ปฏิเสธที่จะปล่อยมือ”


ชายคนนี้เป็นคนดี เขารักษาบัญญัติมาตั้งแต่เด็ก, มีศีลธรรม, แสวงหาชีวิตนิรันดร, ยังกล้ามาถามพระเยซูเจ้า

เขาขาดเพียงอย่างเดียว เขาอยากมี พระเจ้าเพิ่มเข้ามาในชีวิต

แต่ไม่อยากให้พระเจ้ามาเป็น อันดับที่หนึ่งของชีวิต

นี่คือความแตกต่าง พระเยซูเจ้าไม่ได้กำลังสอนเรื่อง “เงิน”

แต่กำลังสอนเรื่อง หัวใจที่ถูกผูกมัด หัวใจที่ยึดติด


พระองค์ไม่ได้เห็นกระเป๋าสตางค์ของชายหนุ่ม พระองค์เห็นหัวใจ

พระองค์ทรงรู้ว่าทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่ม “ถือไว้” แต่เป็นสิ่งที่ ทรัพย์สมบัติกำลังถือชายหนุ่มไว้ และครอบครองหัวใจเขา

มีคนเคยพูดได้ไพเราะว่า “ไม่ใช่ปัญหาที่เรามีทรัพย์ แต่ปัญหาคือ ทรัพย์มีเรา

นี่คือหัวใจของพระวรสารวันนี้


เวลาพระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงตามเรามา” ในภาษากรีกใช้คำว่า ἀκολούθει μοι (akolouthei moi) หมายถึง เดินตามอย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่เดินตามเพียงวันเดียว แต่เป็นวิถีชีวิตทั้งหมด

ชายหนุ่มพร้อมจะเชื่อพระเยซูเจ้า แต่ไม่พร้อมจะเปลี่ยนวิถีชีวิต


หลายคนเข้าใจผิดว่า คริสตชนทุกคนต้องขายบ้านขายรถ ขายทรัพย์สิน

คงไม่ใช่เช่นนั้น พระเยซูเจ้าทรงมองเห็น “โซ่ตรวน” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สำหรับเศรษฐีคนนี้ โซ่ตรวนคือเงิน/ทรัพย์สมบัติ

สำหรับบางคน อาจเป็นชื่อเสียง, อำนาจ, ความสำเร็จ, โทรศัพท์มือถือ, สื่อสังคมออนไลน์, ความคิดเห็นของตนเอง, หรือแม้แต่ “อีโก้”

พระเยซูเจ้าจะตรัสกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่สาระเหมือนกัน

ปล่อยวางสิ่งที่ทำให้เจ้าเดินตามเราไม่ได้”


โลกทุกวันนี้ไม่ได้วัดคุณค่าคนจากความดี แต่มักจะวัดกันจากบ้านใหญ่แค่ไหน, รถรุ่นอะไร, ผู้ติดตามกี่ล้านคน, เงินเดือนเท่าไร, คนจำนวนมากทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ไม่มีเวลาให้ลูก ไม่มีเวลาให้พระเจ้า

เราไม่ได้เป็นเจ้าของปฏิทิน แต่ปฏิทินกลับเป็นเจ้าของเรา

เราไม่ได้ใช้โทรศัพท์ แต่โทรศัพท์กลับใช้เรา

เราไม่ได้เล่นโซเชียล แต่โซเชียลกำลังเล่นชีวิตเรา

นี่คือ “ทรัพย์สมบัติ” รูปแบบใหม่


พระวรสารวันนี้เตือนพระศาสนจักรอย่างหนักหน่วง…

พระศาสนจักรต้องระวังอย่าให้ อาคารหรูหรา, โครงการ, งบประมาณ, ตัวเลขสัตบุรุษ, ชื่อเสียงของวัด กลายเป็นสิ่งสำคัญกว่าพระเยซูเจ้า

พระศาสนจักรมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สิน แต่ห้ามให้ทรัพย์สินมาดูแลพระศาสนจักร

พระศาสนจักรที่ยากจน แต่เต็มด้วยพระจิตยิ่งใหญ่กว่าพระศาสนจักรที่ร่ำรวยแต่ไม่มีไฟแห่งพระวรสาร

คำถามของพระเยซูเจ้ายังดังมาถึงเรา ถ้าเราต้องเลือกระหว่างความมั่นคงกับการติดตามเรา เจ้าจะเลือกอะไร?”




พระเยซูเจ้าไม่ได้ถามเราว่า “มีเงินเท่าไร” แต่ถามว่า หัวใจของเจ้าเป็นอิสระหรือยัง?”

เราจะรู้ว่าอะไรคือ “สิ่งครอบงำมำอำนาจเหนือเรา” เมื่อพระเจ้าขอสิ่งนั้นจากเรา

แล้วเราปล่อยไปไม่ได้


ลองถามตนเองอย่างซื่อสัตย์

  1. อะไรคือสิ่งที่ฉันปล่อยไม่ได้?
  2. ถ้าพระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงตามเรามา” วันนี้ ฉันจะเดินตามทันที หรือจะเดินจากไปอย่างเศร้า?
  3. วันนี้ฉันจะปล่อยมือจากสิ่งใด เพื่อจะจับพระหัตถ์ของพระเยซูเจ้าให้แน่นขึ้น?

ชายหนุ่มในพระวรสาร ไม่ได้สูญเสียทรัพย์ แต่เขาสูญเสียโอกาสที่จะเดินเคียงข้างพระเยซูเจ้า ส่วนบรรดาอัครสาวกแม้มีทรัพย์น้อยแต่ได้พระเยซูเจ้าทั้งพระองค์

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ไม่ใช่คนที่มีมากที่สุด แต่คือคนที่

เมื่อเหลือเพียงพระเยซูเจ้า ก็ยังรู้สึกว่ามีทุกสิ่ง

ขอให้ชาวเรามีหัวใจที่เป็นอิสระ พร้อมจะปล่อยทุกสิ่งที่ฉุดรั้งเราไว้ และตอบรับคำเชิญของพระเยซูเจ้าด้วยความยินดี จงตามเรามา” และอย่าเดินจากพระองค์ไปด้วยความเศร้า อาแมน



ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ