บทเทศน์และข้อคิด วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2026
นักบุญมอนิกา (Saint Monica) ศต. 4




“อย่ารีบตัดสินตอนจบ ในขณะที่พระเจ้ายังทรงเขียนเรื่องราวอยู่”
ถ้าเราพูดถึง นักบุญมอนิกา คนส่วนใหญ่มักนึกถึงภาพ “คุณแม่ที่ร้องไห้และภาวนาเพื่อลูกชายที่หลงทาง” ใช่แล้ว! แต่ถ้าเรารู้จักมอนิกาเพียงเท่านี้ เราอาจพลาดความยิ่งใหญ่ของสตรีคนนี้ไปมาก เพราะมอนิกาไม่ได้เป็นนักบุญเพราะเธอ “ร้องไห้เก่ง” เธอเป็นนักบุญ เพราะ เธอรู้ว่าจะเอาน้ำตาไปวางไว้ที่ไหน
-เธอไม่ได้เอาน้ำตาไปวางไว้บนความแค้น – ไม่ได้เอาไปวางไว้บนความสิ้นหวัง – ไม่ได้เอาไปวางไว้บน Facebook เพื่อบอกให้โลกรู้ว่าลูกฉันทำให้ฉันทุกข์แค่ไหน! แต่เธอเอาน้ำตาไปวางไว้ ต่อพระพักตร์หน้าพระเจ้า
และนี่อาจเป็นข้อความสำคัญที่สุดของนักบุญมอนิกาสำหรับโลกของเรา: “สิ่งที่เราเปลี่ยนไม่ได้ด้วยมือของเรา เรายังสามารถมอบไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าได้”
- มอนิกาไม่ได้มีครอบครัวในฝัน
มอนิกาเกิดราว ค.ศ. 331 ที่เมือง Tagaste ในแอฟริกาเหนือ ปัจจุบันอยู่ในประเทศแอลจีเรีย ในครอบครัวคริสตชน เธอแต่งงานกับ Patricius ชายที่ยังไม่เป็นคริสตชน มีอารมณ์ร้อนและชีวิตสมรสไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เราอาจจินตนาการ
เธอมีลูกสามคน หนึ่งในนั้นคือ ออกัสติน และถ้ามีใครคิดว่า “ลูกจะเป็นนักบุญได้เขาต้องเรียบร้อยตั้งแต่เด็ก” ขอแนะนำให้รู้จักออกัสติน!
เด็กคนนี้ฉลาดมาก – ทะเยอทะยานมาก – รักอิสระมาก – และ…ทำให้แม่ปวดหัวมาก!
เขาออกจากความเชื่อคาทอลิก ไปหลงคำสอนของลัทธิมานี แสวงหาชื่อเสียง ความสำเร็จทางปัญญา และดำเนินชีวิตที่ห่างไกลจากสิ่งที่แม่หวังไว้ แต่มอนิกาไม่ยอมสรุปว่า “ลูกฉันจบแล้ว”
นี่คือบทเรียนข้อแรก: อย่าใส่เครื่องหมายมหัพภาค (คือจุดปิดประโยค full stop) ในที่ที่พระเจ้ายังทรงใส่เพียงเครื่องหมายจุลภาค (ลูกน้ำ หรือคอมม่า comma)
เราเห็นคนคนหนึ่งในวันนี้ แต่พระเจ้าทรงเห็นว่าเขาสามารถเป็นอะไรได้ในวันพรุ่งนี้
มอนิกามองเห็นลูกชายที่หลงทาง พระเจ้าทรงมองเห็น นักบุญออกัสติน พระสังฆราช และนักปราชญ์ของพระศาสนจักร
- เรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้ — นักบุญมอนิกาเองก็เคยมี “จุดอ่อน”
นักบุญออกัสตินเล่าไว้ใน Confessions ว่า ตอนมอนิกายังสาว เธอมีหน้าที่ลงไปเอาเหล้าองุ่นจากห้องเก็บไวน์ ตอนแรกก็เพียงลองจิบเล็กน้อย แล้ว “เล็กน้อย” ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นนิสัย วันหนึ่ง คนรับใช้หญิงทะเลาะกับเธอ แล้วด่ามอนิกาด้วยคำแรง ๆ ประมาณว่า “ยัยขี้เมา!” แรงมาก! แต่ว่าคำด่านั้นไม่ได้ทำให้มอนิกาแก้แค้น กลับทำให้เธอ ตื่น เธอมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง และเลิกพฤติกรรมนั้นทันที นักบุญออกัสตินจึงตั้งข้อสังเกตอย่างลึกซึ้งว่า บางครั้งคำประจบของเพื่อนทำให้เราเสียคน แต่คำกระแทกของคนที่ไม่ชอบเรา กลับกลายเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้แก้ไขเราได้ ก่อนที่มอนิกาจะภาวนาให้ลูกกลับใจ มอนิกาเองเคยต้องกลับใจ เพราะนักบุญไม่ใช่คนที่ “ไม่เคยมีปัญหา” นักบุญคือคนที่เมื่อพระเจ้าทรงเปิดตาให้เห็นปัญหาแล้ว ยอมให้พระองค์เปลี่ยนแปลงตนเอง
บางครั้งคนที่ทำให้เราเจ็บ อาจกำลังพูดสิ่งที่เราจำเป็นต้องได้ยิน ไม่ใช่ทุกคำวิจารณ์จะถูกต้อง แต่ก่อนจะโยนมันทิ้งทั้งหมด ลองถามพระเจ้าสักครั้งว่า “พระเจ้าข้า ในคำพูดที่ไม่น่าฟังนี้ มีอะไรที่พระองค์อยากให้ลูกเห็นไหม?”
- ลูกชายหนีแม่ขึ้นเรือ!
มีอีกตอนหนึ่งที่ทั้งทึ่งและน่าสงสาร เมื่อออกัสตินจะเดินทางจากแอฟริกาไปกรุงโรม
มอนิกาต้องการตามลูกไปด้วย แต่ลูกชายวัยสามสิบคนนี้คงคิดว่า “ไปกรุงโรมทั้งที…ขอไปโดยไม่มีแม่ได้ไหม!” ออกัสตินจึงหลอกแม่
-ขณะที่มอนิกาอยู่บนฝั่งและภาวนา เขาขึ้นเรือและออกเดินทางไปกรุงโรม ทิ้งแม่ไว้ข้างหลัง หัวใจของแม่จะเป็นอย่างไร เธอภาวนาให้ลูกอยู่ใกล้พระเจ้า แต่ดูเหมือนยิ่งภาวนา ลูกยิ่งหนีไกลออกไป! แต่มีงดงามอยู่ตรงนี้ เรือที่ออกัสตินใช้หนีแม่ กลับพาเขาเข้าใกล้การกลับใจ เพราะจากกรุงโรม ในที่สุดเขาไปถึงมิลาน และที่มิลาน เขาได้พบกับนักบุญอัมโบรส คำเทศน์ของอัมโบรสค่อย ๆ เปิดโลกใหม่ให้เขา จนในที่สุดออกัสตินจึงกลับใจ และรับศีลล้างบาปใน ค.ศ. 387
- มอนิกาคงภาวนาว่า “พระเจ้าข้า อย่าให้ลูกไป!” แต่…พระเจ้าอาจกำลังตอบตรงข้ามว่า “มอนิกา…ปล่อยเขาไป เพราะเรากำลังพาเขาไปยังสถานที่ที่เขาจะพบเรา”
นี่เป็นข้อคิดที่ลึกมากสำหรับพ่อแม่ บางครั้ง พระเจ้าไม่ได้ตอบคำภาวนาของเรา ด้วยการทำให้เหตุการณ์เป็นอย่างที่เราต้องการ แต่ทรงตอบด้วยการนำเหตุการณ์ที่เราไม่ต้องการ ไปสู่ผลที่เราไม่เคยคาดคิดพระญาณสอดส่องของพระเจ้า บางครั้งแต่งตัวมาในรูปของ “ความผิดหวัง”
- คำปลอบโยนที่บรรเทาใจมอนิกา “ลูกแห่งน้ำตามากมายจะไม่พินาศ”
มีเรื่องเล่าว่า มอนิกาเคยไปขอให้พระสังฆราชองค์หนึ่งช่วยพูดกับออกัสติน แต่พระสังฆราชเห็นว่า ขณะนั้นออกัสตินยังหลงใหลในความคิดของตนเอง ต่อให้โต้เถียงไปก็คงไม่ได้ผล มอนิกายังร้องไห้อ้อนวอนต่อไป จนพระสังฆราชปลอบเธอด้วยประโยคที่กลายเป็นอมตะในธรรมประเพณีเกี่ยวกับนักบุญมอนิกา ประมาณว่า “เป็นไปไม่ได้ที่ลูกแห่งน้ำตามากมายเช่นนี้จะพินาศ” แต่ต้องเข้าใจให้ดี นี่ไม่ใช่สูตรวิเศษว่า “ร้องไห้มาก = พระเจ้าต้องทำตาม” น้ำตาของมอนิกาทรงพลัง เพราะมันค่อย ๆ เปลี่ยนจาก
“พระเจ้าข้า เปลี่ยนลูกของฉัน” ไปสู่ “พระเจ้าข้า ลูกคนนี้เป็นของพระองค์” ต่างกันมาก การภาวนาแท้ไม่ใช่การบังคับพระเจ้าให้ทำตามแผนเรา แต่คือการยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนหัวใจเราให้วางใจในแผนของพระองค์
- มอนิกากับโลกของเราในวันนี้
ชาวโลกวันนี้ต้องการ “จิตตารมณ์ของมอนิกา” อย่างยิ่ง เราอยู่ในโลกที่ใจร้อน ส่งข้อความไป 5 นาทีไม่ตอบ — รู้สึกโกรธ, โพสต์อะไรไม่มีคนกด Like — ผิดหวัง, ภาวนาหนึ่งสัปดาห์ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น — “พระเจ้าไม่ฟัง!” แต่ชีวิตของมอนิกาสอนเราว่า สิ่งยิ่งใหญ่ของพระเจ้าบางอย่าง ต้องใช้เวลางอก
เมล็ดพันธุ์ไม่ดังขณะที่กำลังงอก แสงอาทิตย์ไม่ส่งเสียงตอนกำลังขึ้น พระหรรษทานก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าอาจกำลังทำงานอย่างเงียบ ๆ ในคนที่เราคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยสงคราม ความแตกแยก การแบ่งฝ่าย และวัฒนธรรมที่พร้อมตอบโต้กันทันที เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงเตือนถึงวัฒนธรรมที่ทำให้ทั้ง “จิตใจ คำพูด และประชาชาติ” เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้า และทรงเรียกร้องให้คริสตชนตอบโลกที่แตกแยกด้วยการพบปะ การสนทนา ความเมตตา และสันติสุข
มอนิกาทำสิ่งนี้เมื่อ 1,600 กว่าปีก่อน เธอไม่ชนะสามีด้วยเสียงที่ดังกว่า เธอไม่ชนะลูกด้วยการโต้เถียงที่เก่งกว่า แต่…เธอชนะด้วย ความรัก + ความอดทน + การภาวนา + การเป็นพยานด้วยชีวิต
- และมอนิกาพูดอะไรกับพระศาสนจักรวันนี้?
เธอจะบอกเราเพียงแค่สามคำ “อย่าทิ้งใคร”
ในพระศาสนจักรมีคนที่หายไปจากวัด – คนที่ไม่รับศีล – เยาวชนที่บอกว่าไม่สนใจศาสนา – คนที่โกรธพระศาสนจักร – คนที่มีคำถาม – คนที่ผิดหวัง – คนที่เราเคยตัดสินว่า “พูดอย่างไรก็ไม่ฟังแล้ว” มอนิกาจะถามเราว่า “ใครบอกคุณว่าเรื่องของเขาจบแล้ว?” ถ้ามอนิกายอมแพ้ตอนออกัสตินอายุ 20 ปี ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรอาจไม่มีนักบุญออกัสตินอย่างที่เรารู้จัก พระศาสนจักรจึงต้องเป็น บ้านที่เปิดไฟรอ ไม่ใช่ยืนที่ประตูแล้วตะโกนว่า “ทำไมเพิ่งกลับมา!” แต่เป็นเหมือนบิดาผู้เมตตาในเรื่องบุตรล้างผลาญที่วิ่งออกไปหา เพราะบางครั้งคนที่ดูเหมือนอยู่ไกลที่สุด อาจอยู่ห่างจากพระหรรษทานเพียง หนึ่งก้าว และเราไม่รู้ว่า ก้าวนั้นจะเกิดขึ้นคืนนี้ พรุ่งนี้ หรืออีกสิบปี
- จุดสูงสุดของเรื่อง — เมื่อแม่ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
หลังจากออกัสตินรับศีลล้างบาป แม่กับลูกกำลังจะเดินทางกลับแอฟริกา พวกเขาหยุดพักที่เมืองท่า Ostia ที่นั่นเกิดเหตุการณ์งดงามที่สุดตอนหนึ่งใน Confessions แม่กับลูกยืนอยู่ด้วยกันริมหน้าต่าง มองออกไปยังสวน และสนทนาถึงชีวิตนิรันดร จนทั้งสองมีประสบการณ์ทางจิตอันลึกซึ้งที่ภายหลังเรียกว่า “Vision at Ostia”
ผู้หญิงคนหนึ่งเคยยืนร้องไห้ เพราะลูกหนีพระเจ้า บัดนี้กำลังยืนอยู่ข้างลูกคนเดิม และสนทนากับเขาถึงสวรรค์ พระเจ้าทรงเปลี่ยนน้ำตาของแม่ ให้กลายเป็นการสนทนาเรื่องสวรรค์ระหว่างแม่กับลูก… ไม่นานหลังจากนั้น มอนิกาล้มป่วย แต่สิ่งที่น่าประทับใจมากคือ เดิมทีเธอเคยต้องการกลับไปฝังร่างเคียงข้างสามีที่แอฟริกา แต่เมื่อความตายมาถึงจริง ๆ เธอกลับไม่กังวลแล้ว เธอบอกลูก ๆ ว่า ไม่ต้องกังวลว่าจะฝังร่างเธอที่ไหน ขอเพียงระลึกถึงเธอ ณ พระแท่นของพระเจ้า และเมื่อมีคนถามว่าไม่กลัวหรือที่จะถูกฝังไกลบ้าน เธอตอบอย่างสงบว่า “ไม่มีที่ใดไกลจากพระเจ้า” นี่อาจเป็นประโยคที่งดงามที่สุดของมอนิกา “ไม่มีที่ใดไกลจากพระเจ้า”
ลูกของคุณอยู่ไกลจากวัดหรือ? ไม่ไกลจากพระเจ้า
ครอบครัวกำลังมีปัญหาหรือ? ไม่ไกลจากพระเจ้า
ชีวิตคุณกำลังมืดมนหรือ? ไม่ไกลจากพระเจ้า
พระศาสนจักรกำลังเผชิญวิกฤตหรือ? ไม่ไกลจากพระเจ้า
มนุษยชาติกำลังอยู่ท่ามกลางสงครามและความเกลียดชังหรือ? ยังไม่ไกลจากพระเจ้า
เพราะปัญหาไม่ใช่ว่า “เราอยู่ไกลจากพระเจ้ากี่กิโลเมตร” ปัญหาคือ เรายอมให้พระองค์ตามหาเราหรือไม่
อยากเล่าสู่กันฟัง
มีคุณแม่คนหนึ่งบ่นกับคุณพ่อเจ้าวัดว่า “คุณพ่อคะ ดิฉันภาวนาให้ลูกกลับมาวัดมา 15 ปีแล้วค่ะ ไม่เห็นได้ผลเลย!” คุณพ่อถามว่า “ลูกอายุเท่าไรครับ?” “สามสิบห้าแล้วค่ะ” “แล้วตอนนี้เขาเป็นอย่างไร?” แม่ตอบว่า “ไม่มาวัดค่ะ แต่เป็นคนดี ไม่โกงใคร ดูแลครอบครัว และทุกวันอาทิตย์เขาขับรถมาส่งดิฉันที่วัด แล้วก็นั่งรอในรถ” คุณพ่อจึงยิ้มแล้วพูดว่า “คุณครับ…บางทีพระเจ้าอาจตอบคำภาวนาไปครึ่งหนึ่งแล้วนะ” แม่ถาม “ครึ่งไหนคะ?” คุณพ่อตอบ “เมื่อก่อนคุณขอให้พระเจ้าพาลูกมาวัด ตอนนี้ลูกพาคุณมาวัดแล้ว เหลือแค่วันหนึ่ง…เขาจะยอมลงจากรถ!”
แต่บางทีชีวิตจริงก็เป็นอย่างนั้น เราเอาแต่มองว่า “ทำไมเขายังไม่ลงจากรถ?”
จนลืมขอบคุณพระเจ้าว่า “อย่างน้อยเขาก็ขับมาถึงหน้าวัดแล้ว”
อย่าดูถูกพระหรรษทานเล็ก ๆ – อย่าดูถูกหนึ่งก้าว – อย่าดูถูกคำภาวนาหนึ่งบท –
อย่าดูถูกน้ำตาหนึ่งหยด – เพราะเราไม่รู้ว่า พระเจ้ากำลังทำอะไรอยู่หลังประตูหัวใจของใครบางคน
สรุปข้อคิดวันนี้กับการระลึกถึงนักบุญมอนิกา
นักบุญมอนิกาไม่ได้ฝากตำราเทววิทยาไว้ให้เรา เธอฝาก ลูกชายคนหนึ่ง ไว้ให้พระศาสนจักร และลูกชายคนนั้นกลายเป็นหนึ่งในนักเทววิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริสตศาสนา นี่คือความมหัศจรรย์ของพระเจ้า
แม่คนหนึ่งร้องไห้ พระเจ้าทรงรับน้ำตานั้น
แม่คนหนึ่งภาวนา พระเจ้าทรงทำงาน
แม่คนหนึ่งรอ พระเจ้าทรงเตรียมเวลา
และในที่สุด… น้ำตาของมอนิกา กลายเป็นนักบุญออกัสติน
ดังนั้น วันนี้ ถ้าเรากำลังภาวนาเพื่อใครสักคน ถ้าเรากำลังผิดหวังกับลูก, กับคู่ชีวิต, กับคนในครอบครัว, กับคนในชุมชน หรือแม้แต่กับพระศาสนจักร ขออย่าเพิ่งยอมแพ้
เพราะเรื่องราวของมอนิกาสอนเราว่า อย่าตัดสินหนังสือจากบทที่กำลังเศร้า
เพราะพระเจ้ายังทรงเขียนบทสุดท้ายไม่เสร็จ
เมื่อเราคิดว่าเขาไปไกลเหลือเกิน ให้จำคำของมอนิกาไว้ว่า “ไม่มีที่ใดไกลจากพระเจ้า”
นักบุญมอนิกา โปรดวิงวอนเพื่อบรรดาพ่อแม่ที่กำลังร้องไห้เพื่อลูก
เพื่อครอบครัวที่กำลังแตกแยก เพื่อผู้ที่กำลังห่างไกลจากความเชื่อ
และเพื่อพระศาสนจักร ให้เราไม่หมดหวังในใครเลย
เพราะพระเจ้าเองไม่เคยหมดหวังในตัวเรา อาแมน
“มอนิกาไม่ได้มีชีวิตอยู่จนเห็นว่าลูกชายของเธอจะกลายเป็นนักปราชญ์ของพระศาสนจักร เธอเห็นเพียงลูกกลับใจ—แต่สำหรับแม่คนหนึ่ง แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ส่วนบทที่เหลือ พระเจ้าทรงเขียนต่อเอง”
รำพึงไตร่ตรองจากบทอ่านพระคัมภร์ในวันนี้
- จาก 1 คร 1:1-9 — “พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ แม้เรายังไปไม่ถึงปลายทาง”
-นักบุญเปาโลกล่าวกับชาวโครินธ์ว่า “พระเจ้าทรงซื่อสัตย์” (ข้อ 9) และพระองค์จะทรงประคับประคองเราให้มั่นคงจนถึงที่สุด นี่คือสิ่งที่นักบุญมอนิกาเชื่อมาตลอดชีวิต เธอไม่ได้เชื่อว่า “ออกัสตินจะต้องกลับใจ เพราะฉันภาวนาเก่ง” แต่เชื่อว่า “พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ แม้วันนี้ฉันยังมองไม่เห็นคำตอบ”
-ชุมชนโครินธ์เองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ มีทั้งความแตกแยก ความขัดแย้ง และปัญหาศีลธรรม แต่เปาโลยังมองเห็น พระหรรษทานที่พระเจ้ากำลังทำงานอยู่ในพวกเขา
มอนิกาก็มองลูกแบบเดียวกัน เธอไม่ได้มองเพียงว่า “ลูกฉันวันนี้เป็นอย่างไร”
แต่เชื่อว่า “พระหรรษทานของพระเจ้าสามารถทำให้เขากลายเป็นอะไรได้”
-อย่าตัดสินคนจากบทที่เขากำลังอยู่ เพราะพระหรรษทานของพระเจ้ายังเขียนเรื่องของเขาไม่จบ - จาก มธ 24:42-51 — “จงตื่นเฝ้า”
-พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงตื่นเฝ้า เพราะท่านไม่รู้ว่าวันใดองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านจะเสด็จมา” คำว่า “ตื่นเฝ้า” ไม่ได้หมายถึงนั่งเฉย ๆ แล้วรอปาฏิหาริย์ แต่หมายถึง ซื่อสัตย์ทำสิ่งที่ควรทำในวันนี้ แม้ยังไม่เห็นผล
-นี่แหละคือชีวิตของมอนิกา เธอตื่นเฝ้า ด้วยการภาวนา – ตื่นเฝ้า ด้วยน้ำตา – ตื่นเฝ้า ด้วยความอดทน – ตื่นเฝ้า ด้วยการไม่ยอมหมดหวังในลูก เธอไม่รู้ว่าออกัสตินจะกลับใจ เมื่อไร แต่เธอรู้ว่า ระหว่างที่รอ เธอต้องทำอะไร
-นี่จึงเป็นพระวรสารที่เหมาะกับมอนิกาอย่างยิ่ง: ความเชื่อไม่ใช่การรู้ว่า “พระเจ้าจะตอบเมื่อไร” แต่คือการรู้ว่า “ระหว่างที่ยังไม่ได้คำตอบ ฉันควรใช้ชีวิตอย่างไร”
นักบุญมอนิกาสอนเราสองคำในวันนี้: “ตื่นเฝ้า” และ “วางใจ”
พระวรสารบอกว่า “จงตื่นเฝ้า” — อย่าหยุดภาวนา อย่าหยุดรัก อย่าหยุดทำความดี
นักบุญเปาโลบอกว่า “พระเจ้าทรงซื่อสัตย์” — ผลลัพธ์สุดท้ายไม่อยู่ในมือเรา แต่อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์
“หน้าที่ของมอนิกาคือเฝ้ารอ หน้าที่ของพระเจ้าคือทำงาน
มอนิกาซื่อสัตย์ในส่วนของเธอ และพระเจ้าทรงซื่อสัตย์ในส่วนของพระองค์”
น้ำตาของมอนิกาไม่ได้สูญเปล่า เพราะผู้ที่รับน้ำตาของเธอไว้คือพระเจ้าผู้ทรงซื่อสัตย์
-วันนี้เราอาจยังเห็นเพียง “ออกัสตินที่หลงทาง” แต่พระเจ้าอาจกำลังมองเห็น “นักบุญออกัสติน” ที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้น จงตื่นเฝ้า…และอย่าหมดหวัง เพราะพระเจ้าทรงซื่อสัตย์
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ


























