ข้อคิดในมิสซา วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.2026

นักบุญโทมัส อัครสาวก (St. Thomas the Apostle) หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ “โทมัสผู้สงสัย” (Doubting Thomas) เป็นหนึ่งในอัครสาวก 12 คนของพระเยซูคริสต์ เรื่องราวของท่านเต็มไปด้วยมิติความเป็นมนุษย์ที่จับต้องได้ มีทั้งความกล้าหาญ ความลังเล และความจงรักภักดีอย่างที่สุด

คำว่า “โทมัส” มาจากภาษาอารเมอิก แปลว่า ฝาแฝด” (ในภาษากรีกเรียกว่า ดีดุมัส) แม้พระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่าแฝดของท่านคือใคร แต่พระวรสารนักบุญยอห์นได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เราเห็นตัวตนของท่านอย่างชัดเจน 3 เหตุการณ์ด้วยกัน:

  1. ความกล้าหาญที่จะตายพร้อมพระเยซูเจ้า (ยอห์น 11:16): เมื่อพระเยซูเจ้าทรงตัดสินใจจะเสด็จกลับไปยังแคว้นยูเดียเพื่อชุบชีวิตลาซารัส ซึ่งเป็นพื้นที่อันตรายที่ชาวยิวจ้องจะเอาชีวิตพระองค์ โทมัสเป็นคนกล่าวกับศิษย์คนอื่นๆ ว่า พวกเราจงไปตายพร้อมกับพระองค์เถิด” แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่เป็นคนจริงจังและพร้อมพลีชีพ
  2. คำถามที่นำไปสู่สัจธรรม (ยอห์น 14:5): ในอาหารค่ำมื้อสุดท้าย เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่าพระองค์กำลังจะไปเตรียมที่ไว้ให้ และพวกสาวกก็รู้จักทางนั้น โทมัสทูลแย้งตรงๆ ตามประสาคนตรงไปตรงมาว่า พระองค์เจ้าข้า พวกเราไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน แล้วจะรู้จักทางได้อย่างไร?” คำถามนี้ทำให้พระเยซูเจ้าตรัสประโยคทองอันเป็นรากฐานของความเชื่อคริสตชนว่า:

เราเป็นหนทาง เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครไปหาพระบิดาได้นอกจากผ่านทางเรา”

  • โทมัสผู้สงสัย สู่ผู้ประกาศความเชื่อสูงสุด (ยอห์น 20:24-29): เหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดเกิดขึ้นหลังการกลับคืนพระชนมชีพ โทมัสไม่ได้อยู่กับอัครสาวกคนอื่นๆ ในครั้งแรกที่พระเยซูเจ้าทรงปรากฏพระองค์ ท่านจึงประกาศว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์… ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อเป็นอันขาด” แปดวันต่อมา พระเยซูเสด็จมาอีกครั้งและทรงบอกให้โทมัสสัมผัสบาดแผลของพระองค์ โทมัสไม่ได้สัมผัส แต่กราบทูลด้วยความศรัทธาสูงสุดว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า และพระเจ้าของข้าพเจ้า” (My Lord and my God!) ซึ่งเป็นคริสตวิทยาที่สมบูรณ์ที่สุดในพระวรสาร
  • ธรรมทูตผู้บุกเบิกสู่อินเดีย: ตามธรรมประเพณีของพระศาสนจักร หลังจากพระจิตเจ้าเสด็จลงมา อัครสาวกแยกย้ายกันไปประกาศข่าวดี นักบุญโทมัสเดินทางไปทางตะวันออก ไกลถึงประเทศอินเดียในปี ค.ศ. 52 ท่านได้ตั้งชุมชนคริสตชนในรัฐแคราลา (Kerala) ซึ่งคริสตชนท้องถิ่นที่นั่นยังคงเรียกตัวเองจนถึงทุกวันนี้ว่า คริสตชนนักบุญโทมัส” (Saint Thomas Christians)
  • ช่างก่อสร้างของพระราชา: มีตำนานว่ากษัตริย์อินเดีย ทรงจ้างนักบุญโทมัสให้สร้างพระราชวังให้ แต่ท่านกลับนำเงินนั้นไปแจกจ่ายให้คนยากจน เมื่อกษัตริย์ทรงกริ้วและตรัสถาม โทมัสตอบว่า ท่านกำลังสร้าง “พระราชวังบนสวรรค์” ให้พระองค์ผ่านการทำทาน ทำให้ในเชิงศิลปศาสตร์ นักบุญโทมัสจึงมักถูกวาดภาพคู่กับ ไม้ฉากสถาปนิก” หรือ ไม้บรรทัด” และท่านยังเป็นองค์อุปถัมภ์ของสถาปนิกและช่างก่อสร้างอีกด้วย
  • การพลีชีพเพื่อศาสนา (Martyrdom): นักบุญโทมัสเสียชีวิตจากการถูกแทงด้วยหอกที่เมืองมลัยปูร (Mylapore) ใกล้เมืองเชนไน ประเทศอินเดีย ในราวปี ค.ศ. 72 ร่างของท่านส่วนใหญ่ถูกย้ายไปที่เมืองออร์โตนา (Ortona) ประเทศอิตาลีในเวลาต่อมา

ชีวิตของนักบุญโทมัสให้บทเรียนที่ลึกซึ้งและเข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม:

  • ความสงสัยที่นำไปสู่ความจริง (Healthy Doubt): ในยุค Fake News และ AI ปัจจุบัน การตั้งคำถามและไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แบบนักบุญโทมัสไม่ใช่เรื่องผิด ความสงสัยของโทมัสไม่ได้เกิดจากความใจบอด แต่เกิดจาก ความต้องการความมั่นใจ” ท่านสอนเราว่าอย่ากลัวที่จะตั้งคำถามกับความเชื่อหรือสิ่งรอบตัว ตราบใดที่เราพร้อมเปิดใจรับความจริงเมื่อสิ่งนั้นปรากฏอยู่ตรงหน้า
  • การแสวงหาประสบการณ์ตรง (Experiential Truth): โทมัสไม่ยอมเชื่อเพียงเพราะ “คนอื่นเล่าว่า” ในสังคมปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่แสวงหาความจริงใจและประสบการณ์จริง การดำเนินชีวิตคริสตชนหรือการใช้ชีวิตทั่วไปต้องการ “ประสบการณ์ตรง” กับความดี ความงาม และความจริง ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางศาสนาแบบผิวเผิน
  • พระศาสนจักรที่เปิดพื้นที่ให้คนที่มีคำถาม: พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงตำหนิหรือตัดหางปล่อยวัดโทมัสที่เขาไม่เชื่อ แต่พระองค์ทรงเดินเข้ามาหาเขา ทรงเปิดบาดแผลให้เขาดู และยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็น พระศาสนจักรในยุคปัจจุบัน (โดยเฉพาะในกระบวนการ Synodality หรือการเดินไปด้วยกัน) จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนที่กำลังเผชิญวิกฤตเชื่อศรัทธา คนที่มีบาดแผล และคนที่มีคำถามมากมาย ไม่ใช่ขับไล่พวกเขาออกไป
  • แบบอย่างของการก้าวข้าม “Safe Zone” เพื่อการแพร่ธรรม: ในขณะที่อัครสาวกคนอื่นฝังตัวอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน โทมัสกล้าที่จะเดินทางข้ามมหาสมุทรไปสู่วัฒนธรรมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงอย่างอินเดีย นี่คือเสียงเรียกให้พระศาสนจักรในปัจจุบันเยียวยาตนเองจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แล้วกล้าออกไปสู่ “ชายขอบ” ของสังคม ไปสู่ผู้คนที่มีวัฒนธรรมและความคิดที่แตกต่าง

ข้อคิดทิ้งท้าย: ความสงสัยของนักบุญโทมัสในวันนั้น กลับกลายเป็นหลักประกันความเชื่อที่มั่นคงที่สุดของพวกเราในวันนี้ เพราะทำให้เรามั่นใจได้ว่า พระเยซูเจ้าที่ฟื้นคืนพระชนมชีพไม่ใช่ผีหรือภาพลวงตา แต่เป็นพระองค์จริงๆ ผู้ทรงมีรอยแผลแห่งความรักอยู่บนพระวรกาย

(พ่อยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับโทมัสที่อยากเล่าให้ฟัง)

ตามธรรมประเพณีโบราณและคัมภีร์นอกสารบบ (Apocrypha) ของพระศาสนจักร มีเรื่องเล่าที่น่ามหัศจรรย์และสะท้อนนิสัย “สายเลท” แต่เป็นคนจริงจังของนักบุญโทมัสอีกครั้ง

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อถึงเวลาที่พระแม่มารีย์จะจากโลกนี้ไป (ซึ่งทางคาทอลิกเรียกว่าการบรรทมในองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือ Dormition) อัครสาวกทุกคนที่แยกย้ายกันไปทั่วโลกได้รับกระแสจิตหรือถูกทูตสวรรค์พัดพาตัวกลับมาที่กรุงเยรูซาเล็มอย่างปาฏิหาริย์เพื่อดูใจพระแม่เป็นครั้งสุดท้าย ยกเว้นนักบุญโทมัสคนเดียวที่อยู่ไกลถึงอินเดียและเดินทางมาไม่ทันอีกแล้ว!

เมื่อท่านมาถึง พระแม่มารีย์ก็ถูกฝังร่างไว้ในอุโมงค์หินเรียบร้อยแล้ว (ผ่านไปแล้ว 3 วัน) เหตุการณ์หลังจากนั้นดำเนินไปตามลำดับดังนี้:

1. โทมัสร่ำไห้และขอเปิดอุโมงค์ฝังศพ: ณ สุสานเกทเสมนี

โทมัสเสียใจมากที่ไม่ได้อยู่ดูใจและร่ำลาพระแม่มารีย์เป็นครั้งสุดท้าย ท่านจึงอ้อนวอนขอให้อัครสาวกคนอื่นๆ (โดยเฉพาะนักบุญเปโตร) ช่วยเปิดแผ่นหินที่ปิดอุโมงค์ฝังศพออก เพื่อที่ท่านจะได้กราบร่างของพระแม่สักครั้ง

2. เผชิญความว่างเปล่าและกลิ่นหอม: ความประหลาดใจของอัครสาวก.

เมื่อทุกคนยอมเปิดอุโมงค์หินออก ปรากฏว่า ร่างของพระแม่มารีย์ไม่ได้อยู่ในนั้นแล้ว” มีเพียงผ้าพันศพที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย และมีกลิ่นหอมฟุ้งของดอกไม้ (มักเปรียบเป็นดอกกุหลาบและดอกลิลลี่) อบอวลไปทั่วทั้งอุโมงค์

3. พระแม่มารีย์ปรากฏองค์และมอบหลักฐาน : ปาฏิหาริย์เหนือท้องฟ้า

ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง โทมัสได้แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและเห็นพระแม่มารีย์กำลังถูกทูตสวรรค์รับทั้งกายและวิญญาณขึ้นสู่สวรรค์ (The Assumption) เพื่อพิสูจน์ให้โทมัสผู้มักจะสงสัยเห็นกับตา พระแม่จึงทรงหย่อน ผ้าถักสายรัดเอว” (Holy Girdle / Cincture) ของพระนางลงมาจากท้องฟ้าให้อยู่ในมือของโทมัสโดยตรง

  • ความย้อนแย้งที่งดงาม: ในเหตุการณ์พระเยซูเจ้าฟื้นคืนชีพ โทมัสเป็นคนเดียวที่ ไม่เชื่อจนกว่าจะได้เห็น” แต่ในเหตุการณ์ของพระแม่มารีย์ โทมัสกลายเป็นบุคคลเดียวที่ ได้เห็นก่อนใคร” (ได้เห็นจังหวะที่พระแม่มารีย์กำลังถูกยกขึ้นสวรรค์ต่อหน้าต่อตา) ขณะที่อัครสาวกคนอื่นเห็นเพียงอุโมงค์ที่ว่างเปล่า
  • สายรัดเอวศักดิ์สิทธิ์มีจริงในประวัติศาสตร์: สายรัดเอวเส้นนี้ตามตำนานเรียกว่า “Sacra Cintola มีเรื่องเล่าว่าถูกเก็บรักษาต่อๆ กันมา และปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่ มหาวิหารปราโต (Prato Cathedral) ประเทศอิตาลี ซึ่งจะถูกนำออกมาแสดงให้สัตบุรุษชมเพียงปีละ 5 ครั้งเท่านั้น

เรื่องเล่านี้จึงเป็นที่มาว่าทำไมในงานศิลปะยุคเรอเนซองส์ หลายครั้งเราจะเห็นภาพนักบุญโทมัสในท่าคุกเข่า ยื่นมือไปรับสายรัดเอวที่ลอยลงมาจากท้องฟ้านั่นเอง

ถ้าพูดถึงเรื่องเล่าในแวดวงคริสตชนที่เกี่ยวกับนักบุญโทมัส ส่วนใหญ่จะหนีไม่พ้นเรื่อง การมาสาย” และ ความช่างสงสัยระดับสืบสวนสอบสวน” ของท่าน ซึ่งมักถูกนำมาล้อเลียนในวันฉลองของท่าน (วันที่ 3 กรกฎาคม) อยู่เสมอ

อยากเล่าให้ฟังแบบขำๆ

มีมุกตลกในหมู่นักบวชเล่าต่อกันมาว่า… หลังจากที่อัครสาวกทุกองค์ได้ขึ้นสวรรค์ไปครบแล้ว วันหนึ่งพระเยซูเจ้าทรงเรียกประชุมด่วนอัครสาวกทั้ง 12 คนที่ห้องโถงสวรรค์เพื่อวางแผนงานอภิบาลมนุษยชาติ พอถึงเวลาประชุม อัครสาวก 11 คนมานั่งรอพร้อมหน้าพร้อมตา ขาดก็แต่ นักบุญโทมัส คนเดิม

นักบุญเปโตรเริ่มกระสับกระส่าย เดินไปเดินมาแล้วบ่นว่า ให้ตายเถอะโทมัส! ตอนพระเยซูคืนชีพเธอก็ไม่อยู่ ตอนพระแม่มารีย์ขึ้นสวรรค์เธอก็มาสาย จนป่านนี้อยู่บนสวรรค์แล้วยังจะมาเลทอีกเหรอ!”

ทันใดนั้น ประตูห้องประชุมเปิดออก โทมัสเดินหอบแฮกๆ เข้ามา พร้อมยื่นมือถือ (เวอร์ชันสวรรค์) ให้พระเยซูเจ้าดูแล้วพูดว่า: ขออภัยครับพระองค์! พอดี Google Maps บอกว่าทางไปห้องประชุมนี้ไม่มีจริง ผมเลยไม่ยอมเชื่อจนกว่าจะได้เดินมาเหยียบด้วยตัวเองครับ!”

(อีกเวอร์ชันหนึ่งเล่าว่า ตอนตรวจคนเข้าเมืองบนสวรรค์ นักบุญเปโตรถามโทมัสว่า “นี่โทมัส… รอบนี้มาตรงเวลาเชียวนะ ไม่มีข้อกังขาอะไรแล้วใช่ไหม?” โทมัสตอบว่า “ไม่มีครับพี่เปโตร… แต่ขอลองเอานิ้วจิ้มประตูกากเพชรแวววับ (กลิตเตอร์สวรรค์ glitter) ดูหน่อยได้ไหมว่าของจริงหรือเปล่า”)

เราสามารถนำบุคลิก “สายเลท” และ “สายสืบ” ของนักบุญโทมัสมาปรับใช้ในชีวิตจริงและในพระศาสนจักรได้เหมือนกัน

สำหรับคนชอบมาสาย: ข้อแก้ตัวแบบโทมัส

  • สถานการณ์: ถ้าเราเป็นคนประเภทที่นัดเพื่อน 9 โมง แต่ตื่นซะ 9 โมง หรือว่าเป็นคริสตชนประเภทที่ไปถึงวัดตอนพระสงฆ์กำลังจะเทศน์จบพอดี
  • การประยุกต์ใช้: แทนที่จะแก้ตัวว่ารถติด ให้บอกเพื่อนไปขำๆ ว่า เรากำลังเลียนแบบจิตตารมณ์นักบุญโทมัสอยู่น่ะ… เพราะถ้าเรามาเร็วเกินไป ปาฏิหาริย์และสิ่งดีๆ จะยังไม่เกิดขึ้น!” (แต่ระวังเพื่อนประเคน “สายรัดเอว” ใส่หน้าแทนพระแม่มารีย์นะ)
  • สาระที่ซ่อนอยู่: แซวตัวเองแล้วต้องปรับปรุงตัวด้วย! เพราะถึงโทมัสจะมาสาย แต่เมื่อท่านมาถึงแล้ว ท่าน เทหมดหน้าตัก” เสมอ
  • สถานการณ์: ในยุคที่ผู้ใหญ่ชอบแชร์ข่าวปลอมประเภท “กินน้ำมะนาวรักษามะเร็งหายใน 3 วัน” หรือในออฟฟิศที่มีข่าวลือว่า “โบนัสปีนี้จะลดลง 50%”
  • การประยุกต์ใช้: สวมบทบาทเป็น โทมัสประจำกลุ่ม” ทันที! เมื่อมีใครส่งอะไรที่ดูเหลือเชื่อเข้ามา ให้ส่งสติกเกอร์นักบุญโทมัสชี้หน้า หรือพิมพ์ไปว่า ขอหลักฐานรอยตะปูก่อนครับ ไม่งั้นผมไม่เชื่อ”
  • สาระที่ซ่อนอยู่: เป็นการเตือนสติคนรอบข้างอย่างสุภาพและอารมณ์ดี ว่าอย่าเพิ่งตื่นตูมกับตรรกะ “เขาเล่าว่า” ให้หัดตั้งคำถามและหาข้อเท็จจริงแบบนักบุญโทมัสก่อนจะแชร์ต่อ
  • สถานการณ์: ในวัดส่วนใหญ่ มักจะชื่นชมสัตบุรุษที่มาตรงเวลา นั่งแถวหน้า และเชื่อฟังทุกอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งเราอาจจะละเลยคนแถวหลัง
  • การประยุกต์ใช้: พระศาสนจักรยุคนี้ควรจัดกิจกรรมฉลองนักบุญโทมัสแบบกลับหัวกลับหาง เช่น จัดหัวข้อเสวนาประเภท ถามตรงๆ กับคุณพ่อ: เรื่องไหนในคำสอนที่หนูไม่เคยเชื่อเลย” เพื่อเปิดโอกาสให้ “โทมัสยุคใหม่” ได้ระบายความในใจ หรือแกล้งแซวด้วยการมอบรางวัลให้กับคนที่ชอบนั่งม้านั่งแถวหลังสุดของวัด (กลุ่มที่พร้อมวิ่งหนีคนแรกถ้ามีอะไรเกิดขึ้น)
  • สาระที่ซ่อนอยู่: เป็นการตอกย้ำว่า พระศาสนจักรเป็นบ้านของทุกคน ทั้งคนที่ความเชื่อเต็มร้อย และคนที่กำลังง่อนแง่นคลอนแคลน ขอแค่ยังยอม “เดินมาวัด” (แม้จะสาย) พระเยซูเจ้าก็ทรงพร้อมต้อนรับเสมอ


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ