PRESENTATION AND PROMULGATION OF THE ENCYCLICAL LETTER
“MAGNIFICA HUMANITAS”
การนำเสนอและประกาศสมณสาส์น
“Magnifica Humanitas“
ADDRESS OF POPE LEO XIV
พระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
Synod Hall – Monday, 25 May 2026
ณ หอประชุมซีนอด นครรัฐวาติกัน
เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2026


Dear brothers and sisters,
พี่น้องชายหญิงที่รัก
I want to thank all of you for being here today, for your interest. I sincerely thank those who have organized this meeting today, and especially those who shared their competence and experience in the different reflections that we have listened to.
ข้าพเจ้าขอขอบใจท่านทั้งหลายที่สำหรับการที่ท่านมา ณ ที่นี้ และให้ความสนใจ ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบใจด้วยใจจริงต่อผู้ที่ได้จัดการประชุมในวันนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ได้มาแบ่งปันความรู้ความสามารถและประสบการณ์ภายในการไตร่ตรองจากมุมมองที่หลากหลาย ซึ่งพวกเราได้รับฟังกันไปแล้ว
In a special way I would like to thank Mr Olah for accepting our invitation. In turn, in the name of the Church, I accept your invitation to walk together, to listen and to speak and together to find the way for humanity, in this time of artificial intelligence
ข้าพเจ้าขอขอบใจเป็นพิเศษต่อคุณ[คริส] โอลาห์ (ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Anthropic) ที่ได้ตอบรับคำเชิญในวันนี้ และในนามของพระศาสนจักร ข้าพเจ้ายินดีรับคำเชื้อเชิญของท่าน ในการก้าวไปด้วยกัน ในการรับฟังและแสดงออก และในการร่วมกันค้นหาหนทางสำหรับมนุษยชาติ ในยุคสมัยแห่งปัญญาประดิษฐ์นี้
What a great sign of hope that, with our differences, we can listen to one another. This interchange clearly bespeaks the gravity of the moment, as well as confidence that, together, we can discern the major questions of our time, and so, the future of humanity.
การที่พวกเราที่มีความแตกต่างหลากหลายได้มารับฟังซึ่งกันและกัน ได้เป็นเครื่องหมายยิ่งใหญ่แห่งความหวัง การแลกเปลี่ยนนี้ได้สื่ออย่างชัดเจนถึงความสำคัญหนักหน่วงของช่วงเวลานี้ ตลอดจนสื่อถึงความเชื่อมั่นว่า หากพวกเราร่วมมือกัน ก็จะสามารถไตร่ตรองแยกแยะเกี่ยวกับปัญหายิ่งใหญ่ทั้งหลายในยุคสมัยของเรา ซึ่งจะเป็นการไตร่ตรองแยกแยะเกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติด้วย
At key moments in history, the Church is called to decipher the “new things” in the light of the Gospel and the dignity of the human being. 135 years ago, my venerable predecessor Leo XIII observed the situation of factory workers, their families uprooted and new forms of poverty generated by rapid industrial transformation. He understood that the Church could not remain distant. Within an epochal turning point menacing human dignity, the encyclical Rerum Novarum spoke its evangelical and social word about “new things” underway.
ในช่วงเวลาสำคัญทั้งหลายของประวัติศาสตร์ พระศาสนจักรย่อมถูกเรียกให้ไขปริศนาเกี่ยวกับ “สิ่งใหม่ ๆ” โดยอาศัยแสงสว่างของพระวรสาร และโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีของมนุษย์ เมื่อ 135 ปีที่แล้ว สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสามได้ทรงพิจารณาสถานการณ์ของบรรดาคนงานในโรงงาน ทรงเล็งเห็นการที่ครอบครัวของพวกเขาถูกตัดขาดจากรากฐาน[ทางสังคมแบบเดิม] และทรงเห็นว่ามีความยากจนรูปแบบใหม่ ๆ บังเกิดขึ้น โดยเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรมที่รวดเร็ว พระองค์ทรงตระหนักว่า พระศาสนจักรจะต้องไม่วางตนอยู่ห่างไกล และในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งยุคสมัยที่นำมาซึ่งภัยคุกคามต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในครั้งนั้น [พระองค์ก็ทรงออก]สมณสาส์นเวียน Rerum Novarum ที่กล่าวถึง “สิ่งใหม่ ๆ” ที่เกิดขึ้นและดำเนินอยู่แล้ว ด้วยมุมมองตามแนวพระวรสารและมุมมองทางสังคม
Today we find ourselves facing a transformation of similar magnitude, with perhaps even greater consequences. Artificial intelligence already touches many areas of our lives and affects decisions that shape human coexistence. It is also dramatically changing how war is waged.
ในปัจจุบันนี้ พวกเรากำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน หรืออาจนำมาซึ่งผลสืบเนื่องที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าแต่ก่อน ปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามาสัมผัสกับชีวิตมนุษย์แล้วในหลายด้าน ทั้งยังส่งผลต่อการตัดสินใจที่จะวางรูปแบบของการที่มนุษย์อยู่ร่วมกัน และยังได้ทำให้รูปแบบการทำสงครามเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วย
Like the earlier “Leo”, I feel entrusted to look upon another huge transformation with eyes of faith, with lucidity of reason, with openness to mystery, and with cries of the poor and the earth resounding in my heart.
เช่นเดียวกับ[สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสาม] ข้าพเจ้าตระหนักถึงหน้าที่ในการพิจารณาความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงครั้งใหม่นี้ ด้วยสายตาแห่งความเชื่อ ด้วยการใช้เหตุผลอย่างแจ่มแจ้ง ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างต่อพระธรรมล้ำลึก และโดยที่มีเสียงคร่ำครวญของคนยากจนและโลกดังก้องอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า
Magnifica Humanitas was born from listening like Leo XIII did. I have listened to scientists and engineers who work with sincere enthusiasm on technologies capable of alleviating immense suffering; to political leaders and public officials who have perseveringly sought just rules; to parents and teachers who are deeply concerned for the future of younger generations.
สมณสาส์น Magnifica Humanitas เกิดขึ้นจากการรับฟัง เช่นเดียวกับที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสามได้ทรงกระทำ ข้าพเจ้าได้รับฟังบรรดานักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่ทำงานด้วยความกระตือรือร้นจากใจจริง [เพื่อพัฒนา]เทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการบรรเทาความทุกข์ทรมาน[ของผู้คนทั้งหลาย] ข้าพเจ้าได้รับฟังบรรดาผู้นำทางการเมืองและข้าราชการที่พยายาม[ใช้อำนาจรัฐ]อย่างชอบธรรม และข้าพเจ้าก็ได้รับฟังบรรดาพ่อแม่และครูอาจารย์ที่มีความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอนาคตของผู้คนรุ่นใหม่
Other, very troubling voices have also reached me about increasingly autonomous weapons systems practically beyond any human reach to govern them effectively. I hear very troubling accounts of algorithms that can block access to healthcare, employment and security on the basis of data tainted by prejudice and injustice. And I have heard the silence of those who have no voice when decisions are made—decisions likely to generate new forms of exclusion and suffering.
นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังตระหนักถึงเสียงที่เปี่ยมด้วยความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับระบบอาวุธอัตโนมัติ ซึ่งทำงานด้วยตัวเองได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้มนุษย์ไม่อาจกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้าพเจ้าได้ฟังเรื่องราวที่น่ากังวลเกี่ยวกับอัลกอริธึมที่อาจเป็นอุปสรรคขัดขวางการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ การจ้างงาน และสวัสดิการสังคม ด้วยเหตุที่มันทำงานอยู่บนข้อมูลที่แปดเปื้อนด้วยอคติและความอยุติธรรม นอกจากนี้ ข้าพเจ้าก็ได้ยินความเงียบงันของผู้คนที่ไม่มีปากเสียงในการตัดสินใจต่าง ๆ ที่อาจนำมาซึ่งการกีดกันและความทุกข์ทรมานในรูปแบบใหม่ด้วย
From this listening matured a disturbing conviction expressed in Magnifica Humanitas: artificial intelligence needs to be disarmed. The word is strong, I know, but deliberately chosen because this moment needs words capable of attracting attention, awakening consciences and indicating paths forward for humanity.
การรับฟังเช่นนี้ได้เติบโตขึ้นเป็นความเชื่อมั่นที่มาพร้อมกับความกังวล ดังที่ได้กล่าวไว้ในสมณสาส์น Magnifica Humanitas ว่า จะต้องมีการปลดอาวุธปัญญาประดิษฐ์ ข้าพเจ้าทราบดีว่านี่เป็นคำพูดที่รุนแรง แต่ข้าพเจ้าจงใจเลือกที่จะกล่าวเช่นนี้ เพราะยุคสมัยปัจจุบันต้องการคำพูดที่มีพลังพอที่ให้ผู้คนหันมาสนใจ ปลุกมโนธรรมให้ตื่นขึ้น และชี้หนทางที่มนุษยชาติจะก้าวไปข้างหน้าได้
The Church has long been working for nuclear disarmament, aware that every great technical power can affect people’s lives and so must be accompanied by adequate moral discernment and public control. Nuclear disarmament remains a service to peace and the dignity of the human family.
พระศาสนจักรได้ทำงานมาอย่างยาวนานเมื่อมุ่งให้มีการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ด้วยตระหนักว่า อานุภาพทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ทุกอย่าง ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน จึงต้องอยู่ภายใต้การไตร่ตรองแยกแยะทางศีลธรรมและการควบคุมโดยสาธารณะอย่างเพียงพอ ซึ่งการปลดอาวุธนิวเคลียร์นี้ก็ยังคงเป็นงานเพื่อรับใช้สันติภาพและศักดิ์ศรีของครอบครัวมนุษยชาติ[อยู่ในปัจจุบัน]
In a similar sense, artificial intelligence now demands to be “disarmed,” freed from logics that turn it into an instrument of domination, exclusion and death. Like nuclear energy, it must be at the service of all and of the common good. Decisions about technology must never be separated from conscience and responsibility. “Let us not sleep as others do,” admonished the Apostle Paul, “but let us keep awake” (1 Thess 5:6). Such vigilance is necessary today. Peace, not merely the absence of war, is justice at work. But when technology weakens our critical sense, peace itself is at risk.
ในทำนองเดียวกัน บัดนี้มีความจำเป็นที่จะต้อง “ปลดอาวุธ” ปัญญาประดิษฐ์ กล่าวคือ จะต้องปลดปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นอิสระจากตรรกะต่าง ๆ ที่อาจนำมันไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการครอบงำ การกีดกัน และนำมาซึ่งความตาย ปัญญาประดิษฐ์จะต้องเป็นเครื่องมือเพื่อรับใช้ทุกคนและความดีส่วนรวม ไม่ต่างจากพลังงานนิวเคลียร์ การตัดสินใจต่าง ๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยี จะต้องไม่ถูกตัดขาดออกจากมโนธรรมและความรับผิดชอบ นักบุญเปาโลได้เตือนใจไว้ว่า “เราอย่าหลับใหลเหมือนคนอื่น จงตื่นอยู่เสมอ” (1ธส 5:6) การตื่นรู้และเฝ้าระวังเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบัน เพราะสันติภาพไม่ได้เป็นเพียงภาวะที่ไม่มีสงคราม หากแต่เป็นภาวะที่ความยุติธรรมทำงานอยู่ และหากว่าสำนึกเชิงวิพากษ์ของพวกเราทั้งหลายถูกบั่นทอนไปโดยเทคโนโลยี นั่นก็ย่อมทำให้สันติภาพตกอยู่ในความเสี่ยงอันตราย
Disarming, however, is not enough. We must build.
อย่างไรก็ตาม ลำพังการปลดอาวุธย่อมไม่เพียงพอ พวกเราจะต้องสร้าง[สิ่งใหม่ขึ้นมา]ด้วย
The word “build” reminds me of my years as a missionary in Peru. In 2017, torrential rains and floods struck the north of the country: many families saw their homes swallowed by mud, and many roads, too. There I learned that rebuilding does not mean simply replacing what has been destroyed. It means repairing bonds, restoring trust, and reawakening hope in the future. Moreover, no one rebuilds alone.
คำว่า “สร้าง” ทำให้ข้าพเจ้าระลึกถึงประสบการณ์เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเป็นธรรมทูตอยู่ที่เปรู เมื่อปี 2017 เกิดฝนตกหนักและอุทกภัยขึ้นทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้มีโคลนถล่มทำลายบ้านเรือนของผู้คนจำนวนมาก และยังทำลายถนนหลายสายด้วย ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าการฟื้นฟูไม่ได้หมายถึงแค่การทดแทนสิ่งที่ถูกทำลาย หากแต่ยังหมายถึงการซ่อมแซมสายสัมพันธ์ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น และการปลุกความหวังต่ออนาคตขึ้นมาอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น การสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้กลับเป็นใหม่อีกครั้ง ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำได้เพียงลำพัง
In Magnifica Humanitas, I recall the biblical prophet Nehemiah. Before the ruined walls of Jerusalem, he gathers discouraged people to bring about rebirth. The image of walls does not legitimize closures or divisions, but invites each and everyone to do their part. Brick by brick, a more just coexistence takes shape, capable of safeguarding the dignity of all. Nehemiah’s effort speaks to our time. Artificial intelligence can be a construction site of history from within a horizon of communion, in which technical progress learns to serve human life.
ในสมณสาส์น Magnifica Humanitas ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงประกาศกเนหะมีย์ ผู้ซึ่งได้รวบรวมผู้คนที่ต่างสิ้นหวังมาอยู่ต่อหน้าซากปรักหักพังของกำแพงกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อบันดาลการเกิดใหม่ ภาพของกำแพงไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราเห็นดีเห็นงามไปกับการปิดกั้นหรือการแบ่งแยก หากแต่เป็นการเชื้อเชิญให้พวกเราทำหน้าที่ของตนเอง เพื่อที่อิฐแต่ละก้อนจะได้ก่อร่างขึ้นเป็นการอยู่ร่วมกันที่เป็นธรรมยิ่งกว่าเดิม และสามารถคุ้มครองศักดิ์ศรีของผู้คนทุกคนได้ ความพยายามของประกาศกเนหะมีย์เป็นสิ่งที่มุ่งยังพวกเราในยุคปัจจุบัน เพราะปัญญาประดิษฐ์ย่อมสามารถเป็นพื้นที่ก่อสร้างแห่งประวัติศาสตร์ภายในขอบฟ้าแห่งความสนิทสัมพันธ์ ซึ่งจะทำให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่รับใช้ชีวิตมนุษย์ได้
“Let each builder choose with care how to build” (1 Cor 3:10) warns St. Paul. He does not fear the worksite; rather, he warns against building without solid foundations. Let’s not fear artificial intelligence, but constantly keep the question of the human in play. We cannot be careless with our most powerful technical instruments.
นักบุญเปาโลได้กล่าวเตือนไว้ว่า “แต่ละคนจะต้องระมัดระวังว่าเขาก่อสร้างอย่างไร” (1คร 3:10) นักบุญเปาโลไม่ได้หวาดกลัวพื้นที่ก่อสร้าง หากแต่ท่านได้เตือนถึงอันตรายของการก่อสร้างที่ปราศจากรากฐานที่มั่นคง ขอให้พวกเราจงอย่าหวาดกลัวต่อปัญญาประดิษฐ์ แต่ขอให้เราคำนึงอยู่เสมอเกี่ยวกับมนุษย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะในการทำงานกับเครื่องมือทางเทคนิคที่ทรงพลังที่สุดนี้ พวกเราย่อมไม่อาจกระทำการอย่างสะเพร่าได้
True development, St Paul VI, always concerns “each man and the whole man.” “Each” means that no person can be left at the margins of digital transformation. “Whole” means that no one can be reduced to productivity, to cognitive performance, or to mere data. The person bears within him- or her-self a freedom, an interiority and a vocation to love and worship that no machine can replace or block.
สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญเปาโลที่หกได้ตรัสไว้ว่า พัฒนาการที่แท้จริงย่อมคำนึงถึง “มนุษย์แต่ละคน และมนุษย์ทั้งครบ” อยู่เสมอ คำว่า “มนุษย์แต่ละคน” หมายความว่า ในความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล จะต้องไม่ปล่อยให้ผู้ใดกลายเป็นคนชายขอบ ส่วนคำว่า “มนุษย์ทั้งครบ” หมายความว่า มนุษย์จะต้องไม่ถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงผลิตภาพ กลายเป็นเพียงศักยภาพในการรับรู้ หรือกลายเป็นเพียงข้อมูลบางอย่าง เพราะมนุษย์ย่อมมีเสรีภาพอยู่ภายในตน มนุษย์ย่อมมีจิตใจ และมีกระแสเรียกแห่งความรักและการถวายบูชา ซึ่งไม่มีเครื่องจักรใดแทนที่หรือปิดกั้นได้
Only with such an integral vision can artificial intelligence be directed toward the common good. Only together — those who design systems and those affected by them, richer countries and poorer ones, institutions and individuals, power centres and peripheries — will we be able to build a future, not for a privileged few, but for the entire human family.
วิสัยทัศน์องค์รวมเช่นนี้ เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ปัญญาประดิษฐ์มุ่งสู่ความดีส่วนรวมได้ และในการสร้างอนาคตสำหรับทุกคน สำหรับมนุษยชาติทั้งมวล ไม่เฉพาะชนชั้นอภิสิทธิ์กลุ่มเล็ก ๆ พวกเราก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน ทั้งผู้คนที่ออกแบบระบบ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบ ทั้งประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน ทั้งสถาบันและปัจเจกทั้งหลาย ทั้งคนที่เป็นศูนย์กลาง และคนที่อยู่ชายขอบด้วย
This is the civilization of love of which St Paul VI spoke and which St John Paul II so forcefully proclaimed as a horizon to seek together. It is not a naïve dream. It is a direction. It is the path that Jesus Christ opens within history.
นี่คืออารยธรรมแห่งความรัก ที่สมเด็จพระสันตะปาปานักบุญเปาโลที่หกได้ตรัสถึง และสมเด็จพระสันตะปาปานักบุญยอห์น ปอลที่สองได้ทรงประกาศว่าเป็นขอบฟ้าที่พวกเราจะต้องแสวงหาไปด้วยกัน นี่ไม่ใช่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ หากแต่เป็นทิศทาง เป็นหนทางที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงเปิดออกแล้วในประวัติศาสตร์
For this reason, the Church wishes, with humility and frankness, to be part of conversations on artificial intelligence. We do not possess technical answers, nor do we seek to displace those with expertise. But we bring a wisdom concerning the human that our present time desperately needs: every person is unique and irreplaceable, a free and intelligent subject with a conscience, capable of seeking God, serving one another, caring for our common home.
ด้วยเหตุนี้ พระศาสนจักรจึงมีความปรารถนาอย่างจริงใจและสุภาพถ่อมตน ในการเป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ พระศาสนจักรไม่มีคำตอบในเรื่องทางเทคนิค และไม่พยายามที่จะทำงานแทนผู้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่พระศาสนจักร[ปรารถนาที่จะ]มอบปรีชาญาณเกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งเป็น[ปรีชาญาณ]ที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคสมัยของพวกเรา [และสอนพวกเราว่า] มนุษย์แต่ละคนย่อมมีความพิเศษไม่เหมือนใคร และไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ มนุษย์ย่อมมีเสรีภาพและปัญญาที่มาพร้อมกับมโนธรรม มนุษย์สามารถแสวงหาพระเจ้า รับใช้กันและกัน และดูแลเอาใจใส่[โลกนี้ ที่เป็น]บ้านร่วมกันของพวกเราได้
I therefore invite all members of the Church and of the human family: let us learn to listen to one another, face the present challenges with courage, and cooperate in building a more human and fraternal society.
ดังนั้น ข้าพเจ้าขอเชื้อเชิญสมาชิกทุกคนของพระศาสนจักร และมนุษยชาติทั้งมวล ให้เรียนรู้ที่จะรับฟังซึ่งกันและกัน เผชิญหน้าความท้าทายในปัจจุบันด้วยความกล้าหาญ และร่วมมือกันสร้างสังคมที่มีมนุษยธรรมและมีความเป็นพี่น้องกันมากขึ้น
From this launch of Magnifica Humanitas, please take with you a commitment to stay awake and, as “artisans of hope”, to keep on building the worksite of our time. May the Spirit of the Risen Lord Jesus sustain our work together.
ในการเปิดตัวสมณสาส์น Magnifica Humanitas นี้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับความมุ่งมั่นที่จะตื่นรู้เฝ้าระวังอยู่เสมอ และเป็น “ช่างฝีมือผู้สร้างความหวัง” ที่จะทำงานในพื้นที่ก่อสร้างในยุคสมัยของพวกเรานี้ ขอให้พระจิตของพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพแล้ว โปรดทรงเกื้อหนุนการงานที่พวกเราทั้งหลายจะร่วมมือกันกระทำด้วย
I entrust each of you to our Mother Mary. Her Magnificat sings of the greatness of God who uplifts the lowly. May she teach us to recognize the true greatness of every man and every woman in loving and serving. May the Lord make fruitful the great enterprise that today we entrust to his grace, letting the civilization of love mature in history.
ข้าพเจ้าขอมอบท่านทั้งหลายไว้กับพระแม่มารีย์ บทเพลงสรรเสริญของท่านได้ประกาศพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงยกย่องผู้ต่ำต้อยให้สูงขึ้น ขอให้แม่พระโปรดสอนให้เราทั้งหลายมองเห็นความยิ่งใหญ่แท้จริงของมนุษย์ชายหญิงทุกคน ซึ่งย่อมมีอยู่เมื่อพวกเรามีความรักและรับใช้ ขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดบันดาลผลอันอุดมให้แก่กิจการยิ่งใหญ่ ซึ่งวันนี้พวกเราได้มอบไว้กับพระหรรษทานของพระองค์ เพื่อให้อารยธรรมแห่งความรักได้เติบใหญ่ขึ้นในประวัติศาสตร์
Upon all of you I heartily invoke God’s blessing. Thank you very much.
บัดนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมจิตใจมอบพระพรของพระเจ้าให้แก่ท่านทั้งหลาย ขอขอบใจ
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บพระดำรัสการนำเสนอและประกาศสมณสาส์น “Magnifica Humanitas“ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
