ข้อคิดในมิสซา วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.2026

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนถึงกิเลสตัณหา การใช้อำนาจในทางที่ผิด และความอยุติธรรมที่ชัดเจนที่สุดในพระคัมภีร์เดิม เรื่องราวของ สวนองุ่นของนาโบท” นี้ไม่ได้เป็นแค่บันทึกประวัติศาสตร์โบราณ แต่เป็นกระจกเงาที่สะท้อนความจริงของสังคมมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย

เรื่องราวนี้ประกอบด้วยตัวละครหลัก 4 ฝ่ายที่มีบทบาทสะท้อนสันดานมนุษย์และโครงสร้างอำนาจ…

  • กษัตริย์อาฮับ (ความโลภและการขาดวุฒิภาวะ): อยากได้สวนองุ่นของนาโบทเพียงเพราะสวนนั้นอยู่ใกล้พระราชวัง พอถูกปฏิเสธก็กลับมาร้องไห้กระฟัดกระเฟียดไม่ยอมกินข้าวเหมือนเด็กเอาแต่ใจ สะท้อนถึงผู้มีอำนาจที่มองเห็นแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและไม่รู้จักพอ
  • นาโบท (ความสัตย์ซื่อต่อมรดกของพระเจ้า): ปฏิเสธที่จะขายหรือแลกเปลี่ยนสวนองุ่น ไม่ใช่เพราะหยิ่งหรืออยากโก่งราคา แต่เพราะธรรมบัญญัติของโมเสสห้ามมิให้ขายที่ดินมรดกประจำตระกูลเด็ดขาด (เลวีนิติ 25:23) นาโบทเลือกที่จะสัตย์ซื่อต่อพระเจ้ามากกว่าจะเอาใจกษัตริย์
  • พระนางเยเซเบล (ความฉ้อฉลและอำนาจมืด): วางแผนการอันชั่วร้ายโดยใช้ “ระบบกฎหมายและศาสนา” เป็นเครื่องมือบังหน้า เธอสั่งให้มีการอดอาหาร (สร้างภาพลักษณ์ที่เคร่งครัดในศาสนา) แล้วจ้างพยานเท็จมาปรักปรำนาโบทว่า “แช่งด่าพระเจ้าและกษัตริย์” จนนาโบทถูกหินขว้างตาย
  • ผู้อาวุโสและเจ้านายในเมือง (ความขลาดกลัวและการสมรู้ร่วมคิด): คนกลุ่มนี้รู้ดีว่านาโบทบริสุทธิ์ แต่ยอมทำตามคำสั่งอันชั่วร้ายของเยเซเบลเพราะกลัวสูญเสียตำแหน่งหรือชีวิตของตัวเอง

เมื่อมองดูสังคมปัจจุบัน เรื่องราวของนาโบทและเยเซเบลยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายรูปแบบ:

  • การใช้อำนาจและกฎหมายเป็นเครื่องมือรังแกคนตัวเล็ก: เยเซเบลไม่ได้ใช้ทหารไปฆ่านาโบทตรงๆ แต่ใช้ “กระบวนการยุติธรรม” และพยานเท็จ ในปัจจุบันเรายังเห็นผู้อาวุโส ผู้มีอิทธิพล หรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมาย หรือการฟ้องร้องปิดปาก เพื่อยึดครองที่ดิน ทรัพยากร หรือทำลายคนตัวเล็กๆ ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตนเอง
  • ผลประโยชน์ทับซ้อนและความโลภของผู้นำ: กษัตริย์อาฮับมีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากได้สวนองุ่นผืนเล็กๆ ของชาวบ้าน สันดานความไม่รู้จักพอของผู้นำในโลกปัจจุบันนำไปสู่การคอร์รัปชัน การผูกขาดทางเศรษฐกิจ และการเบียดเบียนประชาชน
  • ความเงียบงันของคนดี: ผู้อาวุโสในเมืองสะท้อนถึงคนในสังคมทั้ง ๆ ที่เห็นความอยุติธรรมอยู่ตรงหน้า แต่เลือกที่จะ “เงียบ” หรือ “ตามน้ำ” เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง การนิ่งเฉยต่อความผิดบาปก็คือการสมรู้ร่วมคิดในความอธรรมนั้นด้วย

นี่คือจุดที่น่าคิดที่สุด เพราะเยเซเบลใช้ พิธีกรรมทางศาสนา” (การสั่งให้อดอาหาร) มาเป็นฉากบังหน้าในการฆาตกรรม พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้:

  • อย่าใช้ศาสนาหรือ “ความเป็นจิตวิญญาณ” เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว: บ่อยครั้งที่มีการใช้วาทกรรมทางศาสนา เช่น “นี่เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า” หรือ “เพื่อพันธกิจของพระองค์” แต่เบื้องหลังกลับเป็นการแสวงหาอำนาจ เงินทอง หรือชื่อเสียงของผู้นำ พระศาสนจักรต้องซื่อสัตย์และโปร่งใสในการบริหารจัดการ ไม่ใช้ความศรัทธาของสมาชิกมาเป็นเครื่องมือเบียดเบียนพวกเขา
  • การปกป้องความจริงและมรดกฝ่ายวิญญาณ: พระศาสนจักรและคริสตชนต้องเป็นเหมือน “นาโบท” ที่ปฏิเสธจะประนีประนอมกับค่านิยมของโลกเพื่อความอยู่รอดหรือผลประโยชน์ เราต้องรักษาหลักข้อความเชื่อที่ถูกต้องและชีวิตที่บริสุทธิ์ไว้ แม้จะต้องแลกด้วยความยากลำบากหรือการถูกข่มเหงก็ตาม
  • ระบบพวกพ้องและการยอมตามอำนาจที่ผิดในวัดของเรา: หากผู้นำพระศาสจักรทำผิด สภาสงฆ์หรือคณะกรรมการสภาภิบาล (ซึ่งเปรียบเสมือนผู้อาวุโสในเมือง) จะมีความกล้าหาญพอที่จะตักเตือนตามหลักพระคัมภีร์และกฎเกณฑ์ฏฎหมายพระศาสนจักรหรือไม่? หรือเราเลือกที่จะเงียบเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของวัด หรือเพราะกลัวอิทธิพลของผู้นำ? เรื่องนี้เตือนใจว่าระบบตรวจสอบภายในพระศาสนจักรต้องทำงานด้วยความยำเกรงพระเจ้า ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์ค้ำชู เล่นพรรคเล่นพวก

บทเรียน: เรื่องนี้เหมือนจะจบลงด้วยชัยชนะของความอธรรมเมื่อนาโบทตายและอาฮับได้สวนองุ่นไป แต่เราจะได้ยินเรื่องราวต่อไป (ข้อ 17 เป็นต้นไป) พระเจ้าทรงส่งประกาศกเอลียาห์ไปพิพากษาอาฮับและเยเซเบลทันที ซึ่งเตือนใจเราว่า พระเจ้าทรงเห็นทุกอย่าง” ความอยุติธรรมอาจชนะในวันนี้ แต่ความยุติธรรมของพระเจ้าจะมาถึงอย่างแน่นอน หน้าที่ของพระศาสนจักรคือการยืนหยัดในความจริงและความถูกต้อง ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม

นี่เป็นส่วนหนึ่งของ “คำเทศนาบนภูเขา” (Sermon on the Mount) ซึ่งถือเป็นคำสอนที่ท้าทาย พลิกกรอบความคิด (Radical) และเรียกร้องมาตรฐานชีวิตที่สูงที่สุดในพระคัมภีร์พระธรรมใหม่

พระเยซูเจ้าทรงกำลังยกระดับกฎเกณฑ์เดิมจาก “การแก้แค้นอย่างยุติธรรม” ไปสู่ ความรักที่ยอมสละสิทธิ์และเอาชนะความชั่วด้วยความดี”

ถ้าเราอ่านข้อความเหล่านี้ด้วยสายตาของคนยุคปัจจุบัน เราอาจจะรู้สึกว่าพระเยซูเจ้าทรงสอนให้เรายอมเป็นแบบ “พรมเช็ดเท้า” หรือยอมให้คนอื่นรังแกฝ่ายเดียว แต่ในบริบทวัฒนธรรมยิวสมัยนั้น พระองค์กำลังสอนเรื่อง การตอบโต้อย่างสันติวิธีและมีศักดิ์ศรี”

  • ตบแก้มขวา หันแก้มซ้ายให้ : โดยปกติคนส่วนใหญ่ถนัดขวา การจะตบ “แก้มขวา” ของอีกฝ่ายได้ ต้องใช้ หลังมือ” ตบ ซึ่งในวัฒนธรรมตะวันออกกลางโบราณ การใช้หลังมือตบเป็นการแสดงความเหยียดหยาม ถือว่าผู้ตบมีฐานะเหนือกว่า (เช่น เจ้านายตบทาส หรือทหารโรมันตบคนยิว) พระเยซูเจ้าสอนว่า “อย่าโต้ตอบด้วยความรุนแรง” แต่ให้ “หันแก้มซ้ายให้” การหันแก้มซ้ายบังคับให้อีกฝ่ายต้องใช้อุ้งมือตบ ซึ่งเป็นการยอมรับโดยนัยว่าทั้งสองฝ่ายเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เป็นการประท้วงอย่างเงียบๆ และทรงพลัง
  • ฟ้องร้องเอาเสื้อตัวใน ให้เสื้อตัวนอกด้วย : ตามธรรมบัญญัติยิว เสื้อตัวนอก คือสิ่งสำคัญที่สุดที่ห้ามยึดไว้ข้ามคืน เพราะชาวบ้านใช้เป็นผ้าห่มกันหนาว (อพยพ 22:26-27) การที่พระเยซูบอกว่าถ้าเขาจะเอาเสื้อตัวใน ก็แถมเสื้อตัวนอกให้ไปด้วย นั่นหมายความว่าบุคคลนั้นจะยอมเดินแก้ผ้าต่อหน้าศาล ซึ่งในวัฒนธรรมยิว ความอับอายจะไม่ตกอยู่ที่คนแก้ผ้า แต่จะตกอยู่กับ ผู้ที่จ้องจะเอาเสื้อผ้าทั้งหมดและมองดูความเปลือยเปล่า” ของผู้อื่น เป็นการเปิดโปงความโลภของระบบกฎหมาย
  • เกณฑ์ให้เดินหนึ่งกิโลเมตร ให้เดินไปสองกิโลเมตร : กฎหมายโรมันอนุญาตให้ทหารโรมันสามารถ “เกณฑ์” ประชาชนในดินแดนอาณานิคมให้ช่วยแบกสัมภาระได้ ไม่เกิน 1 กิโลเมตร หากเกินกว่านั้นทหารจะถูกลงโทษวินัยอย่างรุนแรง พระเยซูเจ้าสอนว่า ถ้าเขาเกณฑ์ 1 กิโลเมตร ให้เดินต่อเป็นกิโลเมตรที่สองด้วยความเต็มใจ ทหารโรมันต่างหากที่จะเริ่มตื่นตระหนกและร้องขอให้ผู้ถูกเกณฑ์วางกระเป๋าลง เพราะกลัวผิดวินัยทหาร!
  • ขอ…อย่าเมินหน้าหนี : คือการทลายกำแพงความเห็นแก่ตัว และมีความเมตตาต่อผู้ที่ขัดสนอย่างแท้จริง

คำสอนนี้ไม่ได้สอนให้เราเพิกเฉยต่อความยุติธรรม แต่สอนวิธี ตัดวงจรความรุนแรง”

  • การปฏิเสธที่จะตอบโต้ด้วยความเกลียดชัง : ในโลกโซเชียลมีเดียปัจจุบัน เมื่อเราถูกโจมตี ถูกด่า หรือถูกนินทา ปฏิกิริยาแรกของเรามักเป็นการด่ากลับหรือขุดเรื่องแย่ๆ ของอีกฝ่ายมาโจมตีคืน คำสอนเรื่อง “หันแก้มอีกข้าง” เตือนสติเราให้หยุดวงจรความเกลียดชัง ไม่ลดตัวลงไปใช้วิธีสกปรกแบบเดียวกับที่เขาทำกับเรา
  • การทำเกินความคาดหมายเพื่อเปลี่ยนใจคน : ในที่ทำงานหรือการดำเนินชีวิต หากมีคนเอารัดเอาเปรียบเราหรือโยนงานมาให้เราทำ การที่เรายอมทำหน้าที่นั้นอย่างดีที่สุดและส่งมอบผลงานที่ “เกินกว่าที่เขาขอ” (เดินกิโลเมตรที่สอง) ความใจกว้างและความเป็นมืออาชีพของเราจะกลายเป็นเครื่องสะท้อนความเห็นแก่ตัวของพวกเขา และเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตรได้
  • การยืนหยัดอย่างมีสันติวิธี : คำสอนนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ผู้นำระดับโลกอย่าง มหาตมะ คานธี และ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นำไปใช้ขับเคลื่อนการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนจนสำเร็จ การไม่ใช้ความรุนแรง (Non-violence) ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นความเข้มแข็งขั้นสูงสุดที่ปราบความรุนแรงได้

สำหรับพระศาสนจักรในปัจจุบัน ข้อความจากพระวรสารวันนี้เป็นบททดสอบ “DNA ของพระเยซูคริสต์” ในชีวิตชุมชนของผู้เชื่อ…

  • การให้อภัยและยอมเสียเปรียบภายในชุมชน: บ่อยครั้งที่เกิดความขัดแย้งในวัดของเรา เรื่องผลประโยชน์ เรื่องคำพูด หรือตำแหน่ง พระศาสนจักรควรเป็นที่แรกที่สมาชิกยอม “เสียเปรียบ” เพื่อรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นักบุญเปาโลเคยเตือนพระศาสนจักรที่ชอบฟ้องร้องคดีความกันเองว่า ทำไมท่านจึงไม่ยอมทนต่อความผิด? ทำไมท่านจึงไม่ยอมถูกโกง?” (1 โครินธ์ 6:7)
  • การต้อนรับและการช่วยเหลือผู้ที่สังคมตราหน้า: คำว่า “ผู้ที่ร้องขอ” ในปัจจุบันอาจหมายถึงกลุ่มคนชายขอบ คนยากจน หรือผู้ที่ล้มเหลวในชีวิต พระศาสนจักรต้องไม่ “เมินหน้าหนี” หรือตั้งแง่รังเกียจแบบมีอคติ แต่ต้องพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยและยื่นมือเข้าช่วยตามกำลังความสามารถ
  • การก้าวข้ามความสัมพันธ์แบบ “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน” อุปถัมภ์ค้ำชู : โลกภายนอกอยู่ได้ด้วยระบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” (เธอดีมา ฉันดีตอบ เธอร้ายมา ฉันร้ายกลับ) แต่พระศาสนจักรต้องขับเคลื่อนด้วยระบบ “พระหรรษทาน/พระพร” (Grace) คือการมอบให้แม้เขาไม่สมควรได้รับ และการรักแม้เขาจะทำตัวน่ารังเกียจ เพื่อให้โลกเห็นว่าความรักของพระเจ้าในพระศาสนจักรนั้นแตกต่างจากโลกอย่างสิ้นเชิง

สรุปใจความสำคัญ: พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงสอนให้เราเป็นคนที่ขลาดกลัว แต่ทรงสอนให้เรา ชนะความชั่วด้วยความดี” (โรม 12:21) การยอมสละสิทธิ์ส่วนตัวไม่ได้ทำให้เราพ่ายแพ้ แต่เป็นการสำแดงอย่างสง่างามฝ่ายวิญญาณที่สามารถละลายหัวใจที่แข็งกระด้างของคนในสังคมได้

ถ้าพูดถึงคำสอนเรื่อง การเดินต่อไปกิโลเมตรที่สอง” และ การหันแก้มอีกข้าง” ขออนุญาตเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง…

เรื่องมีอยู่ว่า… คุณพ่อบาทหลวงท่านหนึ่งนั่งรถไฟชั้นประหยัดเพื่อไปเทศน์ ระหว่างทางมีชายขี้เมาคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซมาบนโบกี้ ชายคนนี้ปากเสียมาก เที่ยวหาเรื่องด่าคนไปทั่ว จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าคุณพ่อบาทหลวง

พอเห็นว่าเป็นพ่อบาทหลวง ชายขี้เมาก็เกิดอยากลองดี จึงตะโกนใส่หน้าว่า: เฮ้ย! ไอ้น้อง…ไหนคัมภีร์ของแกบอกว่า ถ้าใครตบแก้มขวา ให้หันแก้มซ้ายให้ตบด้วยใช่ไหมวะ?!”

พูดไม่ทันขาดคำ ชายขี้เมาก็เงื้อมือขึ้นมาตบเข้าที่แก้มขวาของคุณพ่อบาทหลวงอย่างจัง! คนทั้งห้องโดยสารเงียบกริบ หันมามองเป็นตาเดียวว่าคุณพ่อบาทหลวงจะทำยังไง

คุณพ่อบาทหลวงนั่งนิ่งคุมสติอยู่ครู่หนึ่ง ท่านหายใจเข้าลึกๆ ยิ้มอย่างสงบ แล้วค่อยๆ หันแก้มซ้าย ไปให้ชายขี้เมาตามคำสอนในพระคัมภีร์เป๊ะๆ!

ชายขี้เมาได้ใจ หัวเราะร่าลั่นโบกี้ ฮ่าๆๆ งั้นมึงเจออีกที!” แล้วก็เงื้อมือตบเข้าแก้มซ้ายคุณพ่อบาทหลวงอีกฉาดใหญ่อย่าสะใจ

แต่ทันทีที่สิ้นเสียงตบครั้งที่สอง… คุณพ่อบาทหลวงลุกพรวดขึ้นมาทันที! ท่านไม่ได้หันแก้มไหนให้อีกแล้ว แต่ทำการ ฮุกขวา” สวนเข้าที่ปลายคางของชายขี้เมาคนนั้นอย่างจัง จนชายขี้เมาหงายท้องตึงลงไปกองกับพื้นรถไฟ หลับกลางอากาศไปเลย!

คนทั้งห้องผู้โดยสารอ้าปากค้าง มีผู้โดยสารคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาถามด้วยความตกใจ: คุณพ่อบาทหลวง! ไหนว่าเป็นพระสงฆ์ เป็นผู้รับใช้พระเจ้า แล้วไหงไปชกเขาปางตายแบบนั้นล่ะครับ?!”

คุณพ่อบาทหลวงสะบัดข้อมือเบาๆ จัดแจงเสื้อหล่อให้เรียบร้อย แล้วหันไปตอบด้วยรอยยิ้มละมุนว่า:

อ้าว… ก็ในพระคัมภีร์พระเยซูเจ้าสั่งไว้แค่ว่า ‘ถ้าเขาตบแก้มขวา ให้หันแก้มซ้ายให้เขา’ …ตอนนี้พ่อทำตามคำสั่งครบ 2 ข้อแล้วไง หลังจากนั้นพระคัมภีร์ไม่ได้เขียนบอกไว้นิ พ่อเลยจัดให้ตามสัญชาตญาณ!”

ชายขี้เมาเปรียบเหมือนสังคมปัจจุบันหรือผู้มีอำนาจที่คิดว่า คนที่ยอมตามคำสอนศาสนา คนที่ยอมให้อภัย หรือคนที่ยอมเสียเปรียบ (เหมือนนาโบทใน 1 พงศ์กษัตริย์ หรือคนที่ยอมเดินต่อไปอีกหนึ่งกิโลเมตร) คือ คนอ่อนแอที่ถูกเคี้ยวง่าย” สังคมจึงจ้องจะเอาเปรียบและตบแก้มซ้ายซ้ำ

จริงๆ แล้ว สิ่งที่คุณพ่อบาทหลวงทำ (ในเชิงเปรียบเทียบ) คือการส่งสัญญาณบอกว่า ความรักและความอดทนของเรามีคุณค่าเสมอ ไม่ใช่สิ่งที่ใคร ๆ จะมาเหยียบย่ำเล่นได้ตามใจชอบ”

  • สำหรับเราในปัจจุบัน: การ “หันแก้มอีกข้าง” ไม่ได้แปลว่าต้องทนให้เขาทำร้ายร่างกายหรือโกงเงินจนหมดตัว แต่หมายถึงการตอบโต้อย่างมีสติ การตั้งขอบเขต (Boundary) ที่ชัดเจนว่า ฉันให้อภัยเขาได้ ฉันยอมสละสิทธิ์ได้ แต่ฉันจะไม่ยอมให้เขาทำลายระบบความถูกต้อง”
  • สำหรับพระศาสนจักร: พระศาสนจักรต้องมีความรัก แต่ต้องมี วินัย” และ ความจริง” ควบคู่ไปด้วย (Grace + Truth) เราให้อภัยคนที่กลับใจ แต่เราต้องไม่ปล่อยให้ “หมาป่าในคราบแกะ” หรือผู้นำที่ฉ้อฉล (แบบเยเซเบล) ใช้ความใจดีของสมาชิกมาเป็นเครื่องมือทำมาหากินเด็ดขาด บางครั้งพระศาสนจักรก็ต้องมีความเด็ดขาดเหมือน “หมัดขวา” ของคุณพ่อบาทหลวง เพื่อปกป้องฝูงแกะที่บริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน!

        พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เรา “ฉลาดเหมือนงูและสุภาพเหมือนนกพิราบ” (มัทธิว 10:16) การเป็นคนดีในพระศาสนจักรและในสังคมยุคนี้ เราต้องมีความเมตตาที่เปี่ยมด้วยปัญญา ไม่ใช่ดีจนซื่อบื้อให้คนอธรรมเอาเปรียบ!

อาแมน


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ