ข้อคิดในมิสซา วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน ค.ศ.2026

โอกาสสมโภชดวงพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซูเจ้า ครับ วันนี้อยากชวนมาไตร่ตรองข้อคิดที่เจาะลึกเข้าไปถึง “หัวใจ” ของความรักของพระองค์ เพื่อเติมไฟในชีวิตความเชื่อท่ามกลางโลกปัจจุบัน

เวลาที่เรานึกถึง “หัวใจ” เรามักนึกถึงความรักที่หวานชื่น ความสุข หรือความอบอุ่น แต่เมื่อเรามองดูภาพ ดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า สิ่งที่เราเห็นกลับไม่ใช่หัวใจที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติ แต่เป็นหัวใจที่มี รอยแผล มีหนามล้อมรอบ และมีไฟลุกโชน

นี่คือความจริงอันลึกซึ้งของความรักของพระเจ้า: พระองค์ไม่ได้รักเราเพราะเราสมบูรณ์แบบ แต่พระองค์ทรงรักเราผ่านทางรอยแผล และทรงยอมให้หัวใจของพระองค์บาดเจ็บเพื่อเรา

ในพระวรสาร พระเยซูเจ้าตรัสว่า: จงมาหาเราเถิด ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก เราจะให้ท่านได้พักผ่อน” (มธ 11:28) พระองค์ไม่ได้บอกให้เรา “ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมาหา” แต่บอกให้เรามาหาพระองค์ทั้ง ๆ ที่ยังเหนื่อยล้า บอบช้ำ และล้มเหลว

ในสังคมยุคนี้ที่เราเผชิญอยู่ โลกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขัน เทคโนโลยี และความเร่งรีบ หลายคนกำลังเผชิญกับ ภาวะหัวใจหมดไฟ / ปวดใจ” หรือความโดดเดี่ยวทางจิตใจ เราถูกประเมินคุณค่าจากสิ่งที่เรา “ทำ” ไม่ใช่จากสิ่งที่เรา “เป็น”

  • เป็นที่พักพิงอันแท้จริง: เมื่อโลกบอกว่าเรา “ยังดีไม่พอ” ดวงพระหฤทัยของพระองค์บอกว่า “เจ้ามีค่าในสายตาของเรา” การวอนขอและสนิทสัมพันธ์กับพระหฤทัยช่วยให้เรามีศูนย์กลางจิตใจที่ไม่หวั่นไหวไปกับความกดดันภายนอก
  • เปลี่ยนรอยแผลเป็นความเมตตา: เมื่อเราได้รับความรักที่ให้อภัยจากพระองค์ เราถูกเรียกให้ออกไปเป็น “หัวใจ” ที่เมตตาต่อผู้อื่น ในสังคมที่มีแต่เรื่องราวการตัดสิน ปรักปรำและการวิพากษ์วิจารณ์ คริสตชนต้องเป็นคนแรกที่หยิบยื่นความเข้าใจและคำปลอบโยนบรรเทาใจ แทนที่จะซ้ำเติมบาดแผลของเพื่อนมนุษย์

สำหรับพระศาสนจักรในปัจจุบัน ดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าคือ ต้นแบบของกระบวนการก้าวเดินไปด้วยกัน (Synodality) ที่พระศาสนจักรกำลังเน้นย้ำ

  • หัวใจที่ฟังมากกว่าพูด: พระหฤทัยของพระองค์เปิดออกเพื่อรับฟังเสียงร้องไห้ของคนยากจน คนบาป และคนชายขอบ พระศาสนจักรและชุมชนวัดของเราจึงต้องไม่เป็นเพียงสถาบันที่เน้นแต่กฎระเบียบ แต่ต้องเป็น โรงพยาบาลสนาม” ที่พร้อมต้อนรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่รู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควร หรือผู้ที่ได้รับความบอบช้ำจากสังคม หรือจากหมู่คณะของเราเอง
  • ไฟแห่งความรักที่ออกไปแสวงหา: ไฟที่ลุกโชนบนดวงพระหฤทัยเตือนใจเราว่า ความเชื่อคริสตชนไม่ใช่การปิดประตูอยู่แต่ในวัด แต่คือกระแสเรียกที่ต้องออกไปข้างนอก นำความรักความอบอุ่นของพระเจ้าไปสู่ผู้สิ้นหวัง ผู้อพยพ และผู้ที่ถูกทอดทิ้ง

ข้อคิดสำหรับสัปดาห์นี้: ให้เราลองถามตัวเองว่า มีใครในชีวิตของเราตอนนี้—ในครอบครัว ในที่ทำงาน หรือในชุมชนวัด ในหมู่คณะฯ —ที่กำลังต้องการ ‘อ้อมกอด’ หรือ ‘ความเข้าใจ’ จากเราบ้าง?”

ขอให้เราเป็นดั่งกระบอกเสียงและเป็นมือเป็นเท้าของดวงพระหฤทัย นำความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระองค์ไปสัมผัสใจพวกเขา

ข้าแต่พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซูเจ้า ขอทรงเนรมิตจิตใจของข้าพเจ้าทั้งหลาย ให้มุ่งมั่นในความรักเหมือนพระหฤทัยของพระองค์ด้วยเทอญ อาแมน


ใน พระวรสารนักบุญยอห์น (ยน 19:34) ซึ่งเป็นเล่มเดียวที่บันทึกเหตุการณ์นี้ ไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าทหารที่ชื่อ “ลองจีอุส” (Longinus) แทงพระวรกายด้านไหน โดยระบุเพียงว่า ทหารคนหนึ่งใช้หอกแทงสีข้างของพระองค์”

อย่างไรก็ตาม ตามธรรมประเพณี (Tradition) และศิลปะคริสตศิลป์ส่วนใหญ่ เชื่อและจำลองภาพว่าพระองค์ถูกแทงที่ สีข้างด้านขวา

มีเหตุผลสนับสนุนทั้งทางประวัติศาสตร์และทางเทววิทยา ดังนี้…

  • เหตุผลทางทหาร (ยุทธวิธี): ทหารโรมันมักจะถือโล่ด้วยมือซ้ายและถือหอกด้วยมือขวา เวลาโจมตีศัตรูที่อยู่ตรงหน้าหรือด้านบน (เช่น บนกางเขน) การแทงเฉียงขึ้นจากขวาไปซ้าย เพื่อให้ปลายหอกทะลุเข้าสู่หัวใจ เป็นท่าทางที่ถนัดและทรงพลังที่สุดตามหลักสรีรศาสตร์ของการรบ
  • เหตุผลทางพระคัมภีร์ (คำพยากรณ์): ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ด้านขวาคือ “ด้านแห่งพระพรและความรอด” นอกจากนี้ในนิมิตของกษัตริย์ดาวิดและประกาศกเอเซเคียล (เอเซเคียล 47) มีการพยากรณ์ถึง น้ำที่ไหลออกจากด้านขวาของพระวิหาร” ซึ่งทำลายความแห้งแล้งและนำชีวิตใหม่มาให้ พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระวิหารที่แท้จริง น้ำที่ไหลจากสีข้างด้านขวาของพระองค์จึงเป็นการทำให้คำพยากรณ์นี้สำเร็จไป
  • สัญลักษณ์ทางเทววิทยา (การกำเนิดพระศาสนจักร): ปิตาจารย์ของพระศาสนจักรเปรียบเทียบว่า ในปฐมกาล พระเจ้าทรงทำให้ อาดัม หลับสนิท และทรงชัก กระดูกซี่โครงจากสีข้าง ของเขาเพื่อสร้าง เอวา (เจ้าสาวของอาดัม) ฉะนั้น เมื่อพระเยซูเจ้า (อาดัมคนใหม่) ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน พระศาสนจักร (เจ้าสาวของพระคริสต์) ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากสีข้างที่เปิดออกของพระองค์เช่นกัน

เมื่อหอกแทงเข้าไป พระวรสารบันทึกว่า โลหิตและน้ำก็ไหลออกมาทันที” (ยน 19:34) สิ่งนี้ให้ข้อคิดที่ทรงพลังมาก 3 ประการสำหรับเราในวันนี้:

ก) บ่อเกิดของศีลศักดิ์สิทธิ์และความหวัง

  • น้ำ เป็นสัญลักษณ์ของ ศีลล้างบาป ที่ชำระล้างเราให้บริสุทธิ์
  • โลหิต เป็นสัญลักษณ์ของ ศีลมหาสนิท ที่เลี้ยงดูจิตวิญญาณของเรา
  • ข้อคิด: ทุกครั้งที่เราหมดพลัง ล้มล้างในบาป หรือรู้สึกว่าชีวิตพังทลาย ให้เรากลับมาหาศีลศักดิ์สิทธิ์ เพราะนั่นคือ “ธารแห่งพระพร” ที่ไหลหลั่งมาจากหัวใจของพระองค์โดยตรงเพื่อเยียวยาเรา

ข) ความรักที่ยอม “หมดตัวหมดใจ”

การที่น้ำและเลือดไหลออกมาจนหยดสุดท้าย แสดงว่าพระเยซูเจ้าไม่ทรงเหลืออะไรไว้สำหรับพระองค์เองเลย พระองค์ทรงรักเราจนหมดสิ้นพระชนม์

  • ข้อคิดในชีวิตประจำวัน: ในโลกปัจจุบันที่สอนให้เรา “เก็บเกี่ยว” และ “เห็นแก่ตัว” ดวงพระหฤทัยที่ถูกแทงท้าทายให้เราเรียนรู้ที่จะ การทุ่มเทสารพัดเพื่อผู้อื่น” การรักคนในครอบครัว การให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา หรือการเสียสละเวลาเพื่อช่วยคนเดือดร้อน คือการยอมให้หัวใจของเราเปิดออกเหมือนพระองค์

ค) สายตาของลองจีอุส: การกลับใจใหม่

ตามตำนานเล่าว่า ท่านลองจีอุสเป็นทหารตาต้อลางๆ แต่เมื่อน้ำและพระโลหิตกระเด็นมาโดนตา ตาของเขากลับมองเห็นชัดเจน และเขาได้ประกาศความเชื่อว่า ชายคนนี้เป็นพระบุตรของพระเจ้าแท้ๆ”

  • ข้อคิด: บางครั้ง “ตาใจ” ของเราอาจจะมืดบอดด้วยความโกรธ ความโลภ หรือความทุกข์ ขอให้เราวอนขอพระโลหิตและน้ำจากสีข้างของพระองค์ ให้ช่วยชำระล้างสายตาของเรา เพื่อที่เราจะได้มองเห็นผู้อื่นด้วยสายตาแห่งความเมตตาเหมือนที่พระองค์ทรงมองเรา

“เมนูพิเศษ… จากดวงพระหฤทัย”

ยังมีคุณพ่อเจ้าวัดท่านหนึ่ง เป็นคนศรัทธาต่อดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้ามาก พอถึงช่วงเดือนมิถุนายนที่เป็นเดือนแห่งพระหฤทัย ท่านก็ตั้งใจจะเทศน์สอนสัตบุรุษอย่างสุดซึ้งทุกวันอาทิตย์

วันอาทิตย์หนึ่ง คุณพ่อเทศน์อย่างทรงพลังและมีอารมณ์ร่วมมาก ท่านยืนกางแขนและพูดเสียงดังฟังชัดว่า:

“พี่น้องที่รัก! พระเยซูเจ้าทรงรักเรามาก พระองค์ยอมให้หัวใจของพระองค์ถูกทิ่มแทง พระองค์ทรงมอบ ‘หัวใจ’ ทั้งดวงให้เรา และพระองค์อยากให้เรามอบ ‘หัวใจ’ ของเราตอบแทนพระองค์ด้วย! วันนี้… มีใครพร้อมจะมอบหัวใจให้พระองค์บ้างไหม?!”

ทุกคนในวัดซาบซึ้งจนเงียบกริบ… ยกเว้น “ยายแม้น” คุณยายคุณแม่ครัวประจำวัดที่หูตึงนิดหน่อย และกำลังนั่งสัปหงกอยู่ตรงแถวหลังสุด

พอคุณยายสะดุ้งตื่นขึ้นมา ได้ยินคำว่า “มอบหัวใจ” แว่วๆ แกก็คิดถึงหน้าที่ของตัวเองทันที ยายแม้นรีบลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนตอบคุณพ่อลั่นวัดด้วยความมั่นใจ:

“คุณพ่อคะ! วันนี้ยายเตรียม ‘ต้มแซ่บเครื่องใน’ ไว้ให้คุณพ่อแล้วค่ะ! มีทั้งตับ ทั้งเซี่ยงจี้ แต่ถ้าคุณพ่อจะเอา ‘หัวใจ’ ด้วย เดี๋ยวไปตลาดนัดเปิด ยายจะรีบไปวิ่งซื้อหัวใจมาต้มให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะพ่อ!”

ชาวบ้านทั้งวัดที่กำลังซึ้งๆ ถึงกับหลุดขำก๊ากกันลั่นวัด ส่วนคุณพ่อเจ้าวัดได้แต่นิ่งไป 3 วินาที กุมขมับแล้วยิ้มแห้งๆ ก่อนจะตอบกลับไปว่า…

“ขอบคุณมากครับยายแม้น… แต่หัวใจดวงนี้ พระเยซูเจ้าขอเป็นหัวใจที่สุภาพ ถ่อมตน เรียบง่ายและสุจริตนะ ไม่ต้องใส่พริกกระเหรี่ยงกับน้ำปลาครับ!”

เรื่องเล่านี้..บางทีเวลาเราฟังเรื่องกระแสเรียกหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราอาจจะคิดไปถึงเรื่องที่ไกลตัวหรือยิ่งใหญ่เกินไป แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว พระองค์ทรงรับเอาสิ่งที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวันของเรา (แม้กระทั่งความเปิ่นของยายแม้น) มาเป็นเครื่องบูชาที่น่ารักในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ!


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ