ข้อคิดในมิสซา วันพุธที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.2026

เป็นจดหมายที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความห่วงใย และความจริงใจ ซึ่งอัครสาวกเปาโลเขียนถึงทิโมธี ศิษย์เอกและศิษย์รักของท่าน ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตเปาโลขณะที่ท่านถูกจำคุกอยู่ในกรุงโรม

เนื้อหาในตอนนี้เน้นย้ำเรื่องความเชื่อที่เข้มแข็ง การไม่ละอายในพระวรสารและการพึ่งพาพระกำลังจากพระจิตเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากและการถูกข่มเหง

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราสามารถแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ช่วงหลักๆ ดังนี้

-คำทักทายและความผูกพันในความเชื่อ

เปาโลเริ่มต้นด้วยการยืนยันใน “ความเป็นอัครสาวก” ของท่าน ซึ่งเกิดขึ้นตามพระประสงค์ของพระเจ้า ท่านเรียกทิโมธีว่า ลูกรักของข้าพเจ้า” สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และท่านระลึกถึงทิโมธีในคำอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอด้วยความขอบพระคุณ

-การฟื้นฟูของประทานและจิตวิญญาณ

เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงให้ใจที่ขลาดกลัวแก่เรา แต่ทรงให้ใจที่กอปรด้วยฤทธานุภาพ ความรัก และการบังคับตนเอง” (2 ทิโมธี 1:7)

เปาโลเตือนสติทิโมธีให้ ทำให้ของประทานของพระเจ้า… รุ่งเรืองขึ้น” (เหมือนการเขี่ยถ่านไฟที่กำลังจะมอดให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่) เพราะในเวลานั้นทิโมธีอาจกำลังเผชิญกับความกลัวหรือความท้อใจในการนำพระศาสนจักรที่เมืองเอเฟซัส เปาโลจึงย้ำว่าพระจิตที่พระเจ้าประทานให้ไม่ใช่พระจิตแห่งความกลัว แต่เป็นพระจิตแห่ง…

  • ฤทธิ์อำนาจ (Power): เป็นพลกำลังในการเผชิญอุปสรรค
  • ความรัก (Love) หัวใจในการปรนนิบัติรับใช้และการให้อภัย
  • การบังคับตนเอง (Self-control / Sound mind) สติปัญญาและความรอบคอบในการดำเนินชีวิต

-การไม่ละอายในพระวรสารและการยอมทนทุกข์

เปาโลให้กำลังทิโมธีว่า อย่าละอาย ที่จะรับคำพยานเรื่องพระเยซูเจ้า และอย่าละอายที่เป็นพวกเดียวกับเปาโลแม้ว่าเป็นนักโทษ แต่ให้พร้อมที่จะทนทุกข์เพื่อพระวรสาร โดยพึ่งพาพละกำลังของพระเจ้า

เปาโลสรุปแก่นของพระวรสารอย่างงดงามว่า พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดและทรงเรียกเราสู่ชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพราะความดีของเราเอง แต่เพราะพระหรรษทานของพระองค์ที่มีมาตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นกาลเวลา และได้รับการเปิดเผยผ่านการฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงทำลายความตาย

ท่านปิดท้ายจดหมายด้วยความมั่นใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า:

เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ละอาย เพราะข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าเชื่อ และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า พระองค์ทรงสามารถรักษาภาระที่พระองค์ทรงมอบไว้กับข้าพเจ้าจนถึงวันนั้นได้”

โลกยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน และกระแสสังคมที่พร้อมจะวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อทางศาสนา คริสตชนในปัจจุบันสามารถนำพระวาจาตอนนี้มาปรับใช้ได้ดังนี้:

  • ชนะความกลัวและความโดดเดี่ยว: สังคมปัจจุบัน (เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง หรือปัญหาสุขภาพจิต) มักสร้างความวิตกกังวลและเผชิญทางตันในความคิด พระวาจาตอนนี้เตือนเราว่า เราไม่ได้อยู่ลำพัง และพระเจ้าไม่ได้ประทาน “ใจที่ขลาดกลัว” ให้เรา ในทุกๆ วันเราต้องพึ่งพาพระจิตเจ้าเพื่อเติมเต็มฤทธิ์อำนาจ ความรัก และการมีสติในการใช้ชีวิต
  • การส่งต่อความเชื่อจากรุ่นสู่รุ่น: เปาโล (คนรุ่นเก๋า) ให้กำลังใจทิโมธี (คนรุ่นใหม่) ในบริบทปัจจุบัน เราจำเป็นต้องมี “เปาโล” ที่คอยอธิษฐานภาวนาเผื่อ ให้กำลังใจ และสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ขับเคลื่อนสังคม และในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ก็ต้องการคำแนะนำและแบบอย่างที่มั่นคงท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
  • ยืนหยัดในความจริงโดยไม่ละอาย: ในยุค Digital ที่ผู้คนมักแสวงหาการยอมรับ (Likes/Views) การยืนหยัดในคุณค่าของพระเยซูคริสต์ (เช่น ความซื่อสัตย์ การให้อภัย ความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์) อาจดูเป็นเรื่องเชยหรือถูกมองข้าม พระวาจาตอนนี้เตือนให้เรากล้าที่จะแตกต่างและไม่ละอายที่จะดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์

สำหรับพระศาสนจักรหรือชุมชนแห่งความเชื่อในภาพรวม พระวาจาวันนี้ถือเป็นพิมพ์เขียวในการบริหารและอภิบาลคริสตจักรอย่างแท้จริง:

  • ฟื้นฟูของประทานและพันธกิจ  พระศาสนจักรหลายแห่งอาจกำลังตกอยู่ในสภาวะ “หมดไฟ” หรือทำพันธกิจไปตามความเคยชิน พระวาจาตอนนี้ท้าทายพระศาสนจักให้กลับมา “เขี่ยไฟ” หรือฟื้นฟูของประทานของสมาชิกทุกคน ไม่ปล่อยให้ หรือผู้นำทำงานเพียงลำพัง
  • มุ่งเน้นที่พระวรสาร ไม่ใช่กระแสนิยม: เปาโลย้ำเรื่องพระหรรษทานและการไถ่ของพระเยซูคริสต์ พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องระวังไม่ให้กิจกรรม แฟชั่น หรือจิตวิทยาความสำเร็จ (Prosperity Gospel) มาบดบังแก่นแท้ของพระวรสาร พระศาสนจักด์คริสตจักรต้องเป็นพื้นที่ที่ประกาศเรื่องความรอดและการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างแท้จริง
  • กล้าหาญที่จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและการข่มเหง: การข่มเหงในปัจจุบันอาจไม่ได้มาในรูปแบบของการติดคุกเหมือนสมัยเปาโล แต่อาจมาในรูปแบบของการกดดันทางสังคม กฎหมาย หรือค่านิยมที่ขัดกับพระคัมภีร์ พระศาสนจักรต้องไม่ยอมแพ้หรือประนีประนอมกับความบาปเพราะความกลัว แต่ต้องขับเคลื่อนด้วย ฤทธิ์อำนาจ ความรัก และการบังคับตนเอง” เพื่อเป็นแสงสว่างให้กับสังคมของชาวเรา

บทสรุป: พระวาจาพระเจ้าจาก 2 ทิโมธี ในวันนี้ ชวนให้เราหันกลับมาสำรวจตนเองและพระศาสนจักรว่า ไฟในใจของเรายังลุกโชนอยู่ไหม หรือว่ามอดลงไปแล้ว? เรากำลังขับเคลื่อนชีวิตด้วยความกลัว ระแวง หดหู่ใจหรือด้วยฤทธานุภาพของพระเจ้า? และที่สำคัญที่สุดคือ เรายังคงมั่นใจในพระองค์ผู้ทรงแสนดีและสัตย์ซื่ออยู่หรือไม่ ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ วัน

นี่เป็นเหตุการณ์การโต้ตอบที่เผ็ดร้อนและลึกซึ้งระหว่างพระเยซูเจ้ากับ พวกสะดูสี” (Sadducees) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำศาสนาและนักการเมืองระดับสูงในสมัยนั้น หัวข้อที่พวกเขาหยิบยกขึ้นมาท้าทายพระองค์คือเรื่อง การเป็นขึ้นมาจากความตาย” (Resurrection) ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่พวกสะดูสีไม่เชื่อเลย เพราะพวกเขายึดถือเฉพาะพระคัมภีร์ 5 เล่มแรกของโมเสส (Torah) และมองไม่เห็นหลักฐานเรื่องนี้อย่างชัดเจนในนั้น

บริบทของเรื่องนี้คือพวกสะดูสีพยายามตั้ง “โจทย์ตุ๊กตา” เพื่อจะวางกับดักต้อนพระเยซูเจ้าให้จนมุม โดยใช้กฎหมายของโมเสสเรื่อง การแต่งงานเพื่อสืบสายโลหิต (Levirate Marriage) ที่ระบุว่า หากพี่ชายตายโดยไม่มีบุตร ให้น้องชายแต่งงานกับพี่สะใภ้เพื่อสืบทอดเชื้อสาย (เฉลยธรรมบัญญัติ 25:5-6)

พวกเขายกตัวอย่างแบบสุดโต่ง: ถ้ามีพี่น้องชาย 7 คน คนแรกแต่งงานแล้วตายโดยไม่มีลูก คนที่สอง สาม สี่ จนถึงคนที่เจ็ดก็แต่งงานกับผู้หญิงคนเดิมนี้แล้วก็ตายไปตามๆ กันโดยไม่มีลูกเลย สุดท้ายผู้หญิงก็ตายด้วย พวกเขาจึงถามแบบดักคอว่า:

เมื่อเป็นขึ้นมาจากความตาย… หญิงคนนั้นจะเป็นภรรยาของใครในพวกเจ็ดคนนั้น? เพราะทั้งเจ็ดคนได้นางเป็นภรรยา” (มก. 12:23)

คำถามนี้จงใจทำให้เรื่องการฟื้นขึ้นมาจากความตายดูเป็นเรื่องตลก ไร้สาระ และขัดแย้งในตัวเอง แต่พระเยซูเจ้าทรงตอกกลับและหักล้างความคิดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง โดยชี้ให้เห็นความผิดพลาด 2 ประการใหญ่ๆ:

ความผิดพลาดของพวกสะดูสี ──┬── 1. ไม่รู้พระคัมภีร์ (มองคุณค่าพระคำตื้นเกินไป)└── 2. ไม่รู้ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า (จำกัดพระเจ้าด้วยตรรกะมนุษย์)

  1. มิติใหม่ของชีวิตหลังความตาย : พระเยซูเจ้าทรงอธิบายว่า โลกหน้าหลังจากฟื้นขึ้นมาจากความตาย โครงสร้างสังคมและการจำกัดทางกายภาพจะไม่เหมือนเดิม เขาจะไม่แต่งงานกันอีก… แต่จะเป็นเหมือนทูตสวรรค์” พระองค์ไม่ได้บอกว่าเราจะไม่รู้จักกัน แต่ระบบการผูกมัดทางกายภาพเพื่อสืบพันธุ์แบบโลกนี้จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะเราจะเข้าส่วนในสง่าราศีที่สมบูรณ์แบบ
  2. หลักฐานจากพุ่มไม้ไหม้ : พระเยซูเจ้าทรงใช้พระคัมภีร์เล่มที่พวกสะดูสียอมรับ (อพยพ 3) เมื่อพระเจ้าตรัสกับโมเสสจากพุ่มไม้ที่ไหม้ไฟว่า เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ” พระองค์ทรงใช้คำว่า “เราเป็น” (I am – ปัจจุบันกาล) ไม่ใช่ “เราเคยเป็น” (I was – อดีตกาล) แม้ว่าอับราฮัม อิสอัค และยาโคบจะเสียชีวิตไปนานแล้วในเนื้อหนัง แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขายังมีชีวิตอยู่กับพระองค์! พระองค์จึงสรุปว่า:

พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นพระเจ้าของคนตาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น พวกท่านผิดรันทางเสียใหญ่โตแล้ว” (มก. 12:27)

ท่ามกลางโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ และการคิดแบบวัตถุนิยม (Materialism) หรือวิทยาศาสตร์แบบสุด ๆ ครองเมือง พระวาจาตอนนี้เตือนใจเราหลายแง่มุม เช่น…

  • อย่าติดกับดัก “ตรรกะมนุษย์” จนจำกัดฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า: มนุษย์ในปัจจุบันมักเชื่อเฉพาะสิ่งที่พิสูจน์ได้ในห้องทดลอง หรือสิ่งที่มีผลประโยชน์เชิงประจักษ์ในโลกนี้เท่านั้น พวกสะดูสีใช้ประสบการณ์โลกนี้ไปตัดสินโลกหน้า คล้ายกับคนที่พยายามอธิบายเรื่อง “แสงสี” ให้คนตาบอดฟัง พระวาจาวันนี้เตือนเราว่า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่เกินกว่าขอบเขต สติปัญญา หรือมิติทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์จะเข้าใจได้ทั้งหมด
  • การตั้งคำถามด้วยเจตนาที่แท้จริง: ปัจจุบันในโลกโซเชียลมีเดีย มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ และศีลธรรมมากมาย หลายคำถามไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อ “อยากรู้ความจริง” แต่ตั้งขึ้นเพื่อ “จับผิด” “เหยียดหยาม” หรือเพื่อเอาชนะ (เหมือนที่พวกสะดูสีทำ) พระวาจาตอนนี้ชวนให้เราสำรวจใจตัวเองว่า เมื่อเราตั้งคำถามกับพระเจ้าหรือความเชื่อ เราตั้งด้วยใจที่แสวงหาความจริง หรือแค่ต้องการปกป้องความเห็นแก่ตัวและมุมมองแบบแคบๆ ของตนเอง
  • คุณค่าที่แท้จริงของชีวิตไม่ได้จบแค่ในโลกนี้: ในยุคที่คนเผชิญกับภาวะวิกฤตทางจิตใจ และคิดว่า “ตายแล้วก็จบกันไป” พระเยซูเจ้าทรงยืนยันว่าชีวิตเรามีคุณค่าในสายพระเนตรพระเจ้า และมีความหวังในนิรันดรภาพ สิ่งนี้ช่วยให้เราดำเนินชีวิตปัจจุบันอย่างมีความหมาย ไม่ยึดติดกับสิ่งชั่วคราว (เช่น เงินทอง ชื่อเสียง ความสัมพันธ์ที่เห็นแก่ตัว) แต่สะสมสิ่งที่มีคุณค่าถาวร

สำหรับพระศาสนจักรและชุมชนแห่งความเชื่อ พระวาจาตอนนี้ถือเป็นเสียงเตือนสติที่สำคัญมากในการรักษาทิศทางของสถาบัน:

  • ระวังจิตวิญญาณแบบ “สะดูสี” ในพระศาสนจักร: พวกสะดูสีคือกลุ่มคนที่เคร่งศาสนา มีตำแหน่ง มีอำนาจ แต่ ไม่รู้จักทั้งพระคัมภีร์และฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า” พระศาสนจักรในปัจจุบันต้องสำรวจตัวเองว่า เรากำลังดำเนินพันธกิจของพระศาสนจักรด้วยระบบราชการ คอนเนกชั่น เส้นสาย หรือการบริหารแบบโลกๆ โดยปราศจากการพึ่งพาพระวาจาของพระเจ้าและพระจิตอยู่หรือไม่? เราเชื่อในปาฏิหาริย์และการเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงๆ หรือแค่ทำตามพิธีกรรมภายนอก?
  • การศึกษาพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่ผิวเผิน: พระเยซูเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าพวกสะดูสีอ่านพระคัมภีร์บ่อย แต่ “อ่านพลาด” พระศาสนจักรต้องมุ่งเน้นการสอนพระคัมภีร์ถูกต้องรอบด้าน ไม่ใช่อ่านเพื่อดึงข้อความบางตอนมาสนับสนุนความต้องการของตัวเอง หรือตีความคำสอนเพื่อเอาใจคนในสังคมจนทิ้งแก่นแท้ของสัจธรรม
  • พระศาสนจักรเป็นชุมชนแห่ง “คนเป็น”: เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของคนเป็น คนที่มีชีวิต พระศาสนจักรจึงต้องเป็นชุมชนแห่งความเชื่อที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา (Living Community) ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาของเก่าหรือคนที่ตายด้านทางฝ่ายวิญญาณ การนมัสการ พันธกิจ และความสัมพันธ์ในพระศาสนจักรต้องสะท้อนถึงฤทธิ์อำนาจแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเจ้า ดังนั้นพระศาสนจักรต้องหยิบยื่นความหวังเรื่องชีวิตนิรันดร์ให้กับโลกที่กำลังสิ้นหวัง

บทสรุป: พระเยซูเจ้าทรงเชิญชวนให้เราก้าวข้ามกรอบความคิดที่คับแคบ และหันมาวางใจในพระเจ้าผู้ทรงครอบครองอยู่เหนือความตาย พระองค์ทรงท้าทายให้เราทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะชุมชนแห่งความเชื่อ ดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรง โดยตระหนักว่าทุกสิ่งที่เราทำในโลกนี้ ล้วนเชื่อมโยงกับมิตินิรันดร์ของพระองค์ผู้ทรงเป็น “พระเจ้าของคนเป็น”

วันนี้ 3 มิถุนายน พระศาสนจักรคาทอลิกทั่วโลกจะระลึกถึง นักบุญชาร์ลส์ ลวงกา และเพื่อนมรณสักขีชาวอูกันดา (St. Charles Lwanga and Companions, Martyrs) ซึ่งเรื่องราวของพวกท่านเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดเกี่ยวกับการยืนหยัดในความเชื่อ ความบริสุทธิ์ และความกล้าหาญชวนซาบซึ้งใจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1885–1887 ณ อาณาจักรบูกันดา (ปัจจุบันคือประเทศอูกันดา ทวีปแอฟริกา)

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มิชชันนารีคณะ white Fathers (คณะผู้เผยแพร่ศาสนาแห่งแอฟริกา) นำโดยคุณพ่อสิเมออน ลูร์เด็ล ได้เข้ามาประกาศข่าวดี คริสตศาสนาเติบโตอย่างรวดเร็วในราชสำนักของ กษัตริย์มูวันกาที่ 2 (King Mwanga II) ข้าราชสำนัก มหาดเล็ก และทหารหนุ่มจำนวนมากกลับใจมานับถือทั้งคาทอลิกและแองกลิกัน

กษัตริย์มูวันกาที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์ที่เอาแต่ใจ ทรงใช้อำนาจเด็ดขาด และมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ (Homosexuality) โดยทรงบังคับให้มหาดเล็กหนุ่มๆ ในราชสำนักสนองความใคร่ของพระองค์

ปัญหาก็คือ มหาดเล็กที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์แล้ว ตระหนักดีว่าพฤติกรรมนี้ขัดต่อหลักศีลธรรมของพระเจ้าอย่างรุนแรง พวกเขาจึงร่วมใจกันปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ์กับกษัตริย์ นำโดย โยเซฟ มูกาซา (Joseph Mukasa) หัวหน้ามหาดเล็ก ซึ่งเขายังคอยปกป้องมหาดเล็กเด็กๆ จากการล่วงละเมิดของกษัตริย์ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น โยเซฟยังตำหนิกษัตริย์ที่สั่งประหารชีวิตบิชอปนิกายแองกลิกัน ทำให้กษัตริย์ทรงโกรธจัดและสั่งตัดศีรษะโยเซฟ มูกาซา เป็นคนแรกในวันที่ 15 พฤศจิกายน 1885

หลังการเสียชีวิตของโยเซฟ ชาร์ลส์ ลวงกา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ามหาดเล็กแทน ท่านเป็นชายหนุ่มที่แข็งแรง เป็นนักกีฬา และมีความเชื่อที่มั่นคงมาก ท่านรู้ว่าอันตรายกำลังมาถึง จึงแอบนำมหาดเล็กและเยาวชนที่เตรียมรับศีลล้างบาป (ผู้เรียนคำสอน) มาทำพิธีล้างบาปในคืนนั้นทันที เพื่อเตรียมพร้อมรับความตายที่อาจเกิดขึ้น

ในวันที่ 26 พฤษภาคม 1886 กษัตริย์มูวันกาเรียกประชุมข้าราชสำนักทั้งหมด แล้วทรงประกาศแยกกลุ่ม: ใครที่ไม่ยอมละทิ้งศาสนาคริสต์ ให้ไปยืนอีกฝั่งหนึ่ง!” ชาร์ลส์ ลวงกา และมหาดเล็กหนุ่มๆ เดินนำไปอีกฝั่งอย่างไม่ลังเล กษัตริย์ถามว่า พวกเจ้าจะถือศาสนานี้ไปจนตายเลยใช่ไหม?” พวกเขาตอบพร้อมกันว่า ใช่ครับ จนตาย!” กษัตริย์จึงสั่งประหารชีวิตพวกเขาทั้งหมดโดยการเผาทั้งเป็น

นักโทษความเชื่อกลุ่มนี้ ประกอบด้วยคาทอลิก 22 คน (และแองกลิกันอีกจำนวนหนึ่ง) ต้องออกเดินทางไกลกว่า 60 กิโลเมตรไปยังแดนประหารที่ นามูกอนโก ระหว่างทางพวกเขาถูกกลั่นแกล้งและถูกแทงตายไปบางส่วน

ในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1886 (วันสมโภชพระจิตเจ้าในเวลานั้น) เพชฌฆาตมัดพวกเขารวมกัน ม้วนด้วยเสื่อกก และสุมไฟเผาตั้งแต่เท้าขึ้นมาเพื่อให้ทรมานที่สุด

  • คิสิโต (Kizito): มรณสักขีที่อายุน้อยที่สุด (เพียง 14 ปี) เดินไปแดนประหารด้วยรอยยิ้ม โดยมีชาร์ลส์ ลวงกา จูงมือไว้ตลอดเวลา และบอกคิสิโตว่า จับมือฉันไว้ให้แน่น นายจะรู้สึกอุ่นแปบเดียว แล้วเราจะไปอยู่กับพระบิดาด้วยกัน”
  • ก่อนที่ไฟจะคลอกชาร์ลส์ ลวงกา ท่านบอกเพชฌฆาตว่า น้ำที่ท่านใช้ราดตัวฉัน เหมือนน้ำที่ท่านช่วยเทรดจิตวิญญาณของฉัน และไฟที่ท่านจุดนี้จะนำฉันไปพบพระเจ้า แต่ไฟสำหรับท่าน…จะอยู่ตลอดกาล” ท่านสิ้นใจโดยการเปล่งเสียงคำว่า “Katonda” (พระเจ้าของข้าพเจ้า)

ความตายของพวกเขาไม่ได้ทำให้ศาสนาคริสต์หมดไป แต่กลับทำให้มีผู้มาสมัครรับศีลล้างบาปเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ตรงกับคำกล่าวของเทอร์ทูลเลียนที่ว่า โลหิตของมรณสักขีคือเมล็ดพันธุ์ของพระศาสนจักร” พวกท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ในปี ค.ศ. 1964

  • ความกล้าหาญที่จะปกป้องความบริสุทธิ์และสิทธิในร่างกาย (Body Autonomy): เรื่องราวของชาร์ลส์ ลวงกา และมิตรสหาย เป็นการต่อสู้เพื่อปฏิเสธการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Abuse) จากผู้มีอำนาจ ในสังคมปัจจุบันที่ปัญหาการคุกคามทางเพศและการใช้อำนาจในทางที่ผิด (Power Abuse) ยังคงมีอยู่ กลุ่มนักบุญอูกันดาสอนให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่กล้าที่จะพูดคำว่า ไม่” ต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และกล้าปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองและผู้อื่น
  • การยืนหยัดทวนกระแสสังคม : ชาร์ลส์และเพื่อนๆ เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล ถ้าพวกเขายอมโอนอ่อนตามใจกษัตริย์ พวกเขาจะได้ทั้งเงิน ทอง และตำแหน่ง แต่พวกเขาเลือกที่จะ “ทวนกระแส” สังคมปัจจุบันก็มีแรงกดดันให้เราทำบาปเพื่อให้ได้รับการยอมรับ (เช่น การทุจริต การใช้สารเสพติด หรือค่านิยมวัตถุนิยม) นักบุญหนุ่มเหล่านี้ท้าทายให้เรากล้าแตกต่างเพื่อรักษาความถูกต้อง
  • มิตรภาพและการหนุนใจในยามวิกฤต: ภาพของชาร์ลส์ ลวงกา ที่จูงมือคิสิโตเด็กชายวัย 14 ปีเข้าสู่กองเพลิง เป็นภาพสะท้อนของมิตรภาพที่แท้จริง ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนมากมายเผชิญกับโรคซึมเศร้า ความโดดเดี่ยว และวิกฤตชีวิต เราจำเป็นต้องเป็น “ชาร์ลส์ ลวงกา” ที่คอยยื่นมือไปประคองเพื่อนๆ และบอกพวกเขาว่า จับมือฉันไว้ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน
  • ความจำเป็นของการดูแลอภิบาลเยาวชน (Youth Ministry): มรณสักขีอูกันดาส่วนใหญ่เป็นเพียงเยาวชนและคนหนุ่ม สิ่งนี้เตือนใจพระศาสนจักรว่า เยาวชนไม่ใช่แค่ “อนาคต” ของพระศาสนจักร แต่พวกเขาคือ “ปัจจุบัน” พระศาสนจักรต้องลงทุน ลงแรง และให้ความสำคัญกับการหล่อหลอมความเชื่อของเยาวชนอย่างจริงจัง เพื่อให้พวกเขามีรากฐานที่ลึกพอที่จะเผชิญโลกภายนอกได้
  • ความสำคัญของการสอนคำสอน (Catechesis): น่าทึ่งมากที่มหาดเล็กเหล่านี้เพิ่งรู้จักพระเจ้าได้ไม่นาน บางคนเพิ่งล้างบาปคืนก่อนตายด้วยซ้ำ แต่ทำไมความเชื่อถึงเข้มแข็งขนาดนั้น? เพราะพวกเขาได้รับการสอนคำสอนที่เข้าถึงแก่นแท้ ไม่ใช่แค่พิธีกรรม หรือกิจกรรมแบบผิวเผิน พระศาสนจักรยุคปัจจุบันต้องกลับมาทบทวนระบบการสอนคำสอนว่า สามารถเปลี่ยนหัวใจคนให้ยอมมอบชีวิตเพื่อพระวรสารได้จริงหรือไม่
  • ความสามัคคีธรรมระหว่างนิกาย (Ecumenism of Blood): ในเหตุการณ์นั้น มีทั้งคาทอลิกและแองกลิกันที่ถูกเผาเคียงข้างกัน สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 และพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเคยเน้นย้ำว่า พวกเขาหลั่งเลือดร่วมกันเพื่อพระเยซูเจ้า สิ่งนี้เตือนใจพระศาสนจักรในปัจจุบันว่า ท่ามกลางความแตกต่างทางหลักเทววิทยา คริสตชนทุกนิกายควรร่วมมือกันในการเป็นพยานถึงความรักและความจริงของพระเจ้าในสังคม และปกป้องผู้ถูกกดขี่ร่วมกัน

ข้อคิดปิดท้าย: นักบุญชาร์ลส์ ลวงกา และเพื่อนมรณสักขี ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ แต่พวกเขาเริ่มต้นจากการเป็นคนซื่อสัตย์ในหน้าที่การงาน และซื่อสัตย์ต่อเสียงมโนธรรมของตนเองในแต่ละวัน จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกระหว่าง “ชีวิตชั่วคราว” กับ “ความจริงนิรันดร์” พวกเขาก็เลือกพระเจ้าอย่างไม่ลังเล อาแมน


ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO


รูปภาพ