GENERAL AUDIENCE/การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป เมื่อวันพุธที่ 24 กันยายน 2025


เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก

            วันนี้พวกเราจะพิจารณาอีกครั้งเรื่องธรรมล้ำลึกแห่งวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวันแห่งพระธรรมล้ำลึกปัสกาที่ดูเหมือนทุกอย่างจะนิ่งเงียบไม่เคลื่อนไหว แต่ที่จริงแล้ว กิจการแห่งความรอดกำลังสำเร็จไปโดยที่ไม่มีใครมองเห็น เมื่อพระคริสตเจ้าเสด็จลงไปในแดนมรณะ เพื่อทรงนำสารแห่งการฟื้นคืนชีพไปประกาศแก่คนทั้งหลายที่อยู่ท่ามกลางความมืดและเงาแห่งความตาย

            พิธีกรรมและธรรมประเพณีสอนให้พวกเราได้รู้เรื่องเหตุการณ์นี้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ล้ำลึกและสุดโต่งที่สุดที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อเผยแสดงความรักที่ทรงมีต่อมนุษยชาติ จริงอยู่ว่า เพียงแค่การกล่าวหรือเชื่อว่าพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อพวกเรานั้นยังไม่เพียงพอ หากแต่พวกเราจำเป็นต้องยอมรับด้วยว่า ถึงแม้พวกเราจะหลงทางท่ามกลางความมืดที่ไม่มีสิ่งอื่นใดสามารถทะลุทะลวงเข้าไปได้ แต่ความรักซื่อสัตย์ของพระองค์ย่อมแสวงหาพวกเรา และพลังแห่งแสงสว่างของพระองค์ก็ย่อมจะส่องไปถึงที่นั่น

            แดนมรณะตามที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์นั้นไม่ได้เป็นสถานที่ หากแต่เป็นสภาวะการดำรงอยู่อย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นสภาวะที่ชีวิตอิดโรยเหี่ยวแห้ง ถูกครอบงำโดยความเจ็บปวด ความอ้างว้างโดดเดี่ยว ความรู้สึกผิด ตลอดจนการแยกห่างจากพระเจ้าและแยกห่างจากผู้อื่น แต่ถึงจะเป็นเหวลึกแห่งความมืดเช่นนี้ แต่พระคริสตเจ้าก็ย่อมเสด็จมาหาเรา พระองค์ย่อมเสด็จผ่านประตูทั้งหลายในดินแดนแห่งความมืดนี้ พระองค์เสด็จเข้าสู่บ้านแห่งความตาย เพื่อที่จะทรงทำให้บ้านหลังนี้ว่างเปล่า เพื่อที่จะทรงปลดปล่อยคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้ให้เป็นอิสระด้วยการทรงจูงมือเขาออกมาทีละคน นี่เป็นความสุภาพถ่อมตนของพระเจ้า บาปของเราไม่ใช่อุปสรรคสำหรับพระองค์ และถึงแม้มนุษย์จะปฏิเสธพระองค์แค่ไหนก็ตาม แต่พระองค์ก็ย่อมไม่ทรงย่อท้อแต่อย่างใดเลย

            นักบุญเปโตรอัครสาวกได้บอกกับพวกเราในข้อความสั้น ๆ จากจดหมายฉบับแรกของท่านที่พวกเราเพิ่งจะได้ฟังไป เพื่อให้พวกเรารู้ว่า พระเยซูเจ้าผู้ทรงจำเริญอยู่อาศัยพระจิตเจ้านั้น ทรงกระทำการถึงขั้นที่เสด็จไปยังที่อยู่ของ “วิญญาณทั้งหลายในที่จองจำ” (1ปต 3:19) เพื่อทรงนำข่าวสารแห่งความรอดไปมอบให้พวกเขา ข้อความนี้แสดงถึงภาพหนึ่งที่น่าประทับใจ เราไม่ได้เห็นภาพเช่นนี้ในพระวรสารที่ถูกรวมอยู่ในสารบบ หากแต่มีการกล่าวถึงเรื่องนี้อยู่ในหนังสือข่าวดีของนิโคเดมัส ซึ่งเป็นหนังสือนอกสารบบเล่มหนึ่ง มีธรรมประเพณีกล่าวไว้ว่า พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จไปยังเบื้องลึกที่สุดแห่งความมืด เพื่อที่จะไปถึงพี่น้องชายหญิง แม้กระทั่งคนที่ต่ำต้อยที่สุด และเพื่อทรงนำแสงสว่างของพระองค์ไปให้ถึงที่นั่น ในการกระทำเช่นนี้ย่อมมีพลานุภาพและความอ่อนโยนทั้งหมดทั้งมวลของสิ่งที่เป็นสาระของปัสกา คือข้อที่ว่า ความตายย่อมไม่มีทางได้ชัยชนะในท้ายที่สุด

            มิตรที่รักทั้งหลาย การที่พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังแดนมรณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องในอดีต หากแต่ยังเป็นสิ่งที่สัมผัสถึงชีวิตของพวกเราแต่ละคนด้วย คำว่า แดนมรณะ ไม่ได้หมายความถึงแต่สภาวะของคนตาย แต่ยังรวมถึงสภาวะของผู้คนที่ถูกบาปและความชั่วร้ายทำให้กลายเป็นเหมือนกับคนที่ตายทั้งเป็น นอกจากนี้ ยังรวมถึงนรกบนดินในชีวิตประจำวันด้วย เช่น ความอ้างว้างโดดเดี่ยว ความอับอาย การถูกทอดทิ้ง และการประสบปัญหาความยากลำบากต่าง ๆ ในชีวิต พระคริสตเจ้าเสด็จเข้ามาในความเป็นจริงดำมืดเหล่านี้เพื่อทรงเป็นพยานถึงความรักของพระเจ้าพระบิดา พระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อตัดสิน หากแต่เพื่อปลดปล่อย ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษ หากแต่เพื่อช่วยให้รอด พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้อย่างเงียบ ๆ พระองค์เสด็จเข้ามายังแผ่วเบาเหมือนกับคนที่ค่อย ๆ เดินเข้าห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลเพื่อไปมอบเสนอความช่วยเหลือและความบรรเทาใจ

            ปิตาจารย์ของพระศาสนจักรได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างวิเศษงดงาม พวกท่านบรรยายถึงช่วงเวลานี้ว่าเป็นการพบปะระหว่างพระเยซูเจ้ากับอาดัม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการพบปะทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เสด็จลงไปยังที่ที่มนุษย์หลบซ่อนอยู่เพราะความกลัว พระองค์ตรัสเรียกชื่อเขา ทรงกุมมือเขา ทรงพยุงเขาให้ยืนขึ้น และทรงนำพาเขากลับคืนสู่แสงสว่าง พระองค์กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจอย่างเต็มเปี่ยม แต่การกระทำของพระองค์ก็ยังเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างพ้นประมาณ เหมือนกับที่บิดาย่อมกระทำต่อบุตรที่กำลังกลัวว่าตนอาจไม่ได้เป็นที่รักอยู่อีกต่อไป

            ภาพการฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระคริสตเจ้าที่วาดเป็นรูปพระ (icon) ในจารีตตะวันออกนั้น เป็นภาพของพระเยซูเจ้าผู้ทรงทำลายประตูแห่งแดนมรณะ และทรงยื่นพระหัตถ์ไปกุมข้อมือของอาดัมและเอวา[เพื่อพาพวกเขาออกมาจากที่นั่น] พระองค์ไม่ได้ทรงช่วยพระองค์เองให้รอดอย่างเดียว พระองค์ไม่ได้ทรงกลับคืนสู่ชีวิตแต่เพียงผู้เดียว แต่พระองค์ย่อมทรงนำพามนุษยชาติทั้งมวล[ให้กลับคืนชีพ]พร้อมกับพระองค์ด้วย นี่คือพระสิริรุ่งโรจน์อันแท้จริงของพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ นี่คือพลังแห่งความรัก นี่คือความมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่พวกเราได้มีร่วมกับพระเจ้า พระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะเอาตัวรอดคนเดียว หากแต่ทรงปรารถนาให้พวกเราได้รับความรอดพร้อมกับพระองค์ด้วย และยังทรงปรารถนาที่จะรับเอาความทุกข์ทรมานน่าสงสารทั้งหลายของพวกเราไว้ ก่อนที่จะทรงกลับคืนพระชนม์ชีพและอุ้มชูพวกเราทั้งหลายให้ขึ้นไปสู่ชีวิตใหม่

            ดังนั้น วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นวันที่สวรรค์ได้มาเยี่ยมเยียนถึงเบื้องลึกที่สุดของโลก จึงเป็นเวลาที่ทุกซอกทุกมุมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้สัมผัสกับแสงสว่างแห่งปัสกา และหากว่าพระคริสตเจ้าเสด็จลงมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว ก็ย่อมไม่มีสิ่งใดที่จะถูกกีดกันไปจากความรอดของพระองค์ แม้แต่ความมืดของเรา แม้แต่ความผิดบาปยาวนานของเรา และแม้ว่าเราจะได้ตัดขาดความสัมพันธ์อะไร[กับพระองค์และกับผู้อื่น]ไปก็ตาม ไม่มีอดีตอันใดและประวัติศาสตร์อันใดที่จะเลวร้ายจนไม่อาจได้รับ[การเยียวยาด้วย]สัมผัสแห่งพระเมตตาของพระองค์

            พี่น้องชายหญิงที่รัก สำหรับพระเจ้า การเสด็จลงสู่เบื้องต่ำไม่ใช่ความพ่ายแพ้ ไม่ใช่ความล้มเหลว หากแต่เป็นการนำพาความรักของพระองค์ไปสู่ความบริบูรณ์ เป็นหนทางที่พระองค์ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่มีที่ใดที่จะอยู่ใกลเกินไป ไม่มีจิตใจใดที่จะปิดกั้น และไม่มีหลุมศพใดที่จะปิดสนิท [จนกระทั่งความรักของพระองค์ไปถึงไม่ได้] เรื่องนี้ย่อมทำให้เราได้รับความบรรเทาใจและกำลังใจ ถึงแม้ว่าบางครั้งเราอาจรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองตกสู่จุดต่ำสุด แต่ก็ขอให้พวกเราระลึกว่า พระเจ้าทรงมีพลานุภาพที่จะบันดาลให้เกิดการเนรมิตสร้างครั้งใหม่ภายในจุดต่ำสุดเช่นนี้ เพื่อให้เป็นที่ที่ผู้คนทั้งหลายจะได้รับการอุ้มชู จิตใจของผู้คนทั้งหลายจะได้รับการอภัย และมีการเยียวยาซับน้ำตาของผู้คนทั้งหลาย วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นการโอบรับอย่างเงียบ ๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่พระคริสตเจ้าทรงใช้เพื่อนำสิ่งสร้างทั้งหลายไปมอบถวายแด่พระเจ้าพระบิดา และทำให้สรรพสิ่งได้กลับคืนสู่แผนการแห่งความรอดของพระองค์

            พี่น้องชายหญิงที่รัก อีกไม่นานจะถึงเดือนตุลาคม ซึ่งพระศาสนจักรอุทิศเป็นพิเศษให้เป็นเดือนแห่งสายประคำ ดังนั้น ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ พ่อก็ขอเชิญชวนทุกคนให้สวดสายประคำทุกวันเพื่อสันติภาพ จะเป็นการสวดเองคนเดียวก็ได้ สวดร่วมกันในครอบครัวก็ได้ หรือในประชาคมก็ได้

            นอกจากนี้ พ่อขอเชิญชวนผู้คนที่ทำงานอยู่ในวาติกันให้มาร่วมกันสวดสายประคำในมหาวิหารนักบุญเปโตรทุกวันในเวลา 19.00 น. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลา 18.00 น. ของวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม จะมีการสวดสายประคำที่ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร ระหว่างพิธีตื่นเฝ้าภาวนาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมปีศักดิ์สิทธิ์แห่งกิจศรัทธาต่อแม่พระ ซึ่งจะมีการถือโอกาสนี้รำลึกถึงการครบรอบเปิดประชุมสังคายนาวาติกันที่สองด้วย

            พ่อขอทักทายผู้แสวงบุญและผู้มาเยือนที่พูดภาษาอังกฤษที่ได้มาหาพ่อในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มาจากอังกฤษ สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ เดนมาร์ก แอฟริกาใต้ ยูกันดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย กาตาร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม แคนาดา และสหรัฐอเมริกา พ่อขอส่งความปรารถนาดีภายในคำอธิษฐานภาวนา เพื่อที่ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งความหวังนี้จะได้เป็นช่วงเวลาแห่งพระหรรษทานและการฟื้นฟูจิตใจสำหรับลูกทุกคนและครอบครัวของลูก พ่อขอให้ลูกทุกคนจงได้รับความปีติยินดีและสันติสุขขององค์พระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย

            ท้ายสุด พ่อมีความคำนึงถึงบรรดาเยาวชน บรรดาคนป่วย และคนที่เพิ่งแต่งงาน ขอให้มิตรภาพที่ลูกมีอยู่กับพระเยซูเจ้าจงเป็นบ่อเกิดแห่งความปีติยินดี เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกการตัดสินใจ และเป็นความบรรเทาใจในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานและการทดลอง พ่อขออวยพรลูกทุกคน

            พี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเรียนคำสอนต่อเนื่องสำหรับปีศักดิ์สิทธิ์ ในหัวข้อ “พระเยซูคริสตเจ้า ความหวังของเราทั้งหลาย” วันนี้พวกเราจะรำพึงไตร่ตรองกันต่อไปเกี่ยวกับธรรมล้ำลึกแห่งวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นวันหนึ่งภายในพระธรรมล้ำลึกแห่งปัสกา ในวันนี้ พระเยซูเจ้าเสด็จลงไปยังแดนมรณะเพื่อนำข่าวดีแห่งการฟื้นคืนชีพไปมอบให้แก่ผู้คนทั้งหลายที่อาศัยอยู่ท่ามกลางความมืด การที่พระเยซูเจ้าเสด็จลงไปนี้ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ หากแต่เป็นการที่พระองค์ทรงเผยถึงความรักสุดโต่งที่พระองค์ทรงมีให้แก่มนุษยชาติ และทรงเผยว่าความตายย่อมไม่มีทางได้ชัยชนะในท้ายที่สุด ความรักของพระเยซูเจ้าเป็นแสงสว่างอันทรงพลังที่ทะลุทะลวงได้แม้กระทั่งความมืดที่ปกคลุมหนาแน่นที่สุด เป็นแสงสว่างที่จะส่องไปถึงพี่น้องชายหญิงที่ดูเหมือนไม่มีหวังว่าจะรอด การที่พระเยซูเจ้าเสด็จยังแดนมรณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงการกระทำในอดีต หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับพวกเราแต่ละคนในตอนนี้ด้วย เหตุว่า[เมื่อใดที่เราต้องดิ้นรนต่อสู้กับความทุกข์ยาก หรือมีบาปอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ] พระคริสตเจ้าก็ย่อมเสด็จเข้ามา[ช่วยเราและเยียวยา]บาปเบื้องลึกของเรา อาศัยพระเมตตาของพระองค์ ดังนั้น ขอให้สิ่งนี้จงย้ำเตือนพวกเราว่า ถ้าเราเปิดใจให้พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาในที่มืดของเรา พระองค์ก็จะสามารถบันดาลชีวิตใหม่ให้เกิดขึ้นในตัวเราแต่ละคน และพวกเราก็จะได้เป็นคบเพลิงแห่งความหวังที่นำพาสารแห่งความรอดให้แพร่กระจายไปสู่ประชาชาติทั้งหลาย