APOSTOLIC JOURNEY OF HIS HOLINESS LEO XIV
TO THE PRINCIPALITY OF MONACO
การเสด็จเยือนราชรัฐโมนาโก
HOLY MASS/พิธีบูชาขอบพระคุณ
HOMILY OF POPE LEO XIV
บทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่สิบสี่
Louis II Stadium
Saturday, 28 March 2026
ณ สนามกีฬาหลุยส์ที่สอง ประเทศโมนาโก
เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026


Dear brothers and sisters,
เจริญพรมายังพี่น้องชายหญิงที่รัก
The Gospel we have heard (cf. Jn 11:45–57) recounts the cruel sentence issued against Jesus; it tells us of the day when the members of the Sanhedrin “planned to put him to death” (v. 53). Why does this happen to him? It is because he raised Lazarus from the dead, restoring life to his friend, at whose tomb he had wept, sharing in the grief of Martha and Mary. Jesus, who came into the world to free us from the condemnation of death, is himself condemned to death. This is not a matter of fate, but a deliberate and carefully considered decision.
พระวรสารที่พวกเราได้ฟังไป (เทียบ ยน 11:45-57) เป็นเรื่องการพิพากษาโทษพระเยซูเจ้า ซึ่งได้กล่าวถึงเหตุการณ์อันโหดร้ายเมื่อสภาซันเฮดริน “ตกลงกันที่จะประหารพระองค์” (ยน 11:53) เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร คำตอบคือ เป็นเพราะว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงทำให้ลาซารัสฟื้นจากความตาย ทรงทำให้พระสหายของพระองค์ได้รับชีวิตกลับคืน หลังจากที่พระองค์ได้ทรงร่ำไห้ที่หลุมศพของเขา ซึ่งเป็นการที่พระองค์ทรงเข้าส่วนในความโศกเศร้าขอวมารธาและมารีย์ พระเยซูเจ้าได้เสด็จมาในโลกนี้เพื่อปลดปล่อยพวกเราให้พ้นจากโทษ คือความตาย แต่ตอนนี้พระองค์ทรงถูกตัดสินให้ต้องตาย นี่ไม่ใช่เรื่องชะตากรรม หากแต่เป็นการตัดสินใจอย่างจงใจและมีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว
The verdict of Caiaphas and the Sanhedrin stemmed from a political calculation based on fear: if Jesus continued to inspire hope and turn the people’s sorrow into joy, “the Romans would come” and devastate the nation (v. 48). Rather than recognizing the Nazarene as the Messiah — the long-awaited Christ — the religious leaders saw him as a threat. As teachers of the Law, their vision was so distorted that they violated the precepts of the Law themselves. Forgetting God’s promise to his people, they sought to kill the innocent, and behind their fear lay a desire to keep hold of power. Although they had forgotten the Law, which commands, “Thou shalt not kill,” God did not forget the promise that would prepare the world for salvation. His providence turned that murderous verdict into the means of revealing an act of supreme love: however wicked Caiaphas may have been, he “prophesied that Jesus was about to die for the nation” (v. 51).
คำตัดสินของคายาฟาสและสภาซันเฮดริน มาจากการคำนึงผลได้เสียทางการเมืองที่มีความกลัวเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ หากพระเยซูเจ้ายังทรงบันดาลความหวังและเปลี่ยนความเศร้าของผู้คนให้กลายเป็นความปีติยินดีอยู่ต่อไป “ชาวโรมันก็จะมา” ทำลายชนชาติ[อิสราเอล]ให้สูญสิ้นไป (ยน 11:18) แทนที่บรรดาผู้นำศาสนาจะยอมรับว่าพระเยซูเจ้าชาวนาซาเร็ธเป็นพระเมสสิยาห์ เป็นพระคริสตเจ้าที่ผู้คนรอคอยมานาน แต่พวกเขากลับมองว่าพระองค์เป็นภัยคุกคาม พวกเขาเป็นครูสอนธรรมบัญญัติ แต่มุมมองของพวกเขากลับบิดเบี้ยวจนทำให้พวกเขาละเมิดพระบัญญัติเสียเอง พวกเขาลืมพระสัญญาของพระเจ้า จึงพยายามฆ่าผู้บริสุทธิ์ และสิ่งที่เป็นเบื้องหลังความกลัวของพวกเขา ก็คือความปรารถนาที่จะรักษาอำนาจไว้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พวกเขาจะลืมพระบัญญัติที่มีอยู่ว่า “จงอย่าฆ่าคน” แต่พระเจ้าก็ไม่ทรงลืมพระสัญญาที่ว่าจะทรงตระเตรียมโลกให้พร้อมรับความรอด พระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้าได้บันดาลให้คำตัดสินที่เป็นการฆ่าคนนี้[ได้นำไปสู่]การเผยกิจการแห่งความรักอันสูงสุด และถึงแม้ว่าคายาฟาสจะเป็นคนชั่วร้าย แต่เขาก็ได้ “ประกาศพระวาจาว่า พระเยซูเจ้าจะต้องสิ้นพระชนม์เพื่อชนทั้งชาติ” (ยน 11:51)
We are thus witnesses to two opposing forces: on the one hand, the revelation of God, who presents himself as the almighty Lord and Savior; and on the other, the hidden schemes of powerful authorities who are eager to kill without scruples. Does this not also happen today? Where these forces converge, there lies the sign of Jesus: the giving of one’s life. This sign is foreshadowed in the resurrection of Lazarus, which is the closest prophecy of the events that would later unfold in the passion, death and resurrection of Christ. At Passover, the Son would fulfil the Father’s work through the power of the Holy Spirit. Just as God brought life into being from nothing at the beginning of time, so in the fullness of time he redeems every life from death, the source of destruction in creation.
เช่นนี้เองที่พวกเราได้เห็นพลวัตสองอย่างที่อยู่ตรงข้ามกัน อย่างแรก คือการเผยแสดงของพระเจ้า ซึ่งประกาศ[ต่อคนทั้งหลายว่า]ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ และทรงเป็นผู้ช่วยให้รอด ส่วนพลวัตอีกอย่างหนึ่ง คือแผนการลับของบรรดาผู้มีอำนาจที่กระตือรือร้นจะฆ่าคนโดยไม่รู้สึกกระดากใจ เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้ด้วยไม่ใช่หรือ ในที่ไหนก็ตามที่พลวัตสองอย่างนี้มาปะทะกัน ก็ย่อมมีเครื่องหมายแบบพระเยซูเจ้าปรากฏอยู่ ซึ่งก็คือ การสละชีวิตของตนเอง การกลับคืนชีพของลาซารัสเป็นลางบอกเหตุถึงเครื่องหมายอันนี้ และเป็นคำประกาศที่ใกล้เคียงที่สุดกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งก็คือ การที่พระคริสตเจ้าทรงรับพระทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนพระชนม์ชีพ และเมื่อถึงเทศกาลปัสกา พระบุตรก็จะทรงกระทำกิจการของพระเจ้าพระบิดาให้สำเร็จบริบูรณ์ด้วยพระอานุภาพของพระจิตเจ้า เช่นใดที่พระเจ้า[พระบิดา]ได้ทรงบันดาลให้ชีวิตถือกำเนิดขึ้นในปฐมกาล เช่นนั้น เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมบริบูรณ์ พระเยซูเจ้าก็จะทรงไถ่กู้ทุกชีวิตให้พ้นจากความตายซึ่งเป็นสิ่งที่ทำลายสิ่งสร้าง
The joy and the strength of our witness come from redemption, in every place and at every time. Indeed, our own stories are encompassed within Jesus’ story, beginning with the lives of the vulnerable and oppressed. Even today, how many plots are devised around the world to kill the innocent! How many excuses are made to justify their elimination! Yet, despite the persistence of evil, God’s eternal justice always rescues us from our graves, as it did with Lazarus, and gives us new life. The Lord frees us from pain by instilling hope. He converts our hardened hearts by transforming power into service, revealing the true name of his omnipotence: mercy. It is mercy that saves the world. It nurtures every human life in all its frailty, from the moment it grows in the womb until it withers away. As Pope Francis taught us, the culture of mercy rejects the throwaway culture.
ความปีติยินดีและอานุภาพแห่งการเป็นพยานของพวกเรา ไม่ว่าจะในที่ใดหรือในเวลาใด ย่อมมีที่มาจากการไถ่กู้ จริงทีเดียวว่าเรื่องราวของพวกเราถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของพระเยซูเจ้า โดยมีคนกลุ่มแรกสุด คือ ผู้คนที่เปราะบางและถูกกดขี่ในหมู่พวกเรา แม้แต่ในทุกวันนี้ก็ยังมีแผนการมากมายเหลือเกินทั่วโลกที่มุ่งทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ และมีคำกล่าวอ้างมากมายที่ถูกใช้สร้างความชอบธรรมให้แก่การทำเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ความชั่วจะยังคงมีอยู่ แต่พระยุติธรรมนิรันดรของพระเจ้าก็ย่อมช่วยเราทั้งหลายให้พ้นจากหลุมศพ และบันดาลให้พวกเราได้รับชีวิตใหม่อยู่เสมอ ดังที่ลาซารัสเคยได้รับความช่วยเหลือมาแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบความหวังเพื่อปลดปล่อยพวกเราให้เป็นอิสระจากความเจ็บปวด พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงพลังอำนาจให้เป็นการรับใช้ เพื่อบันดาลให้พวกเราที่มีใจแข็งกระด้างได้กลับใจ กิจการของพระองค์เป็นการเผยให้เห็นว่า สรรพานุภาพของพระองค์เองนั้น แท้จริงแล้วคือพระเมตตา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยโลกนี้ได้ เพราะความเมตตาย่อมหล่อเลี้ยงชีวิตอันบอบบางของทุกคนตั้งแต่ที่ได้ปฏิสนธิในครรภ์มารดาจนกระทั่งเวลาที่ต้องตายจากไป แง่มุมนี้ตรงกับสิ่งที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ทรงสอนพวกเราไว้ว่า วัฒนธรรมแห่งความเมตตาย่อมปฏิเสธวัฒนธรรมแห่งการทิ้งขว้าง
As we have heard, the voices of the prophets testify to how God carries out his plan of salvation. In the first reading, Ezekiel proclaims that God’s work begins with liberation (Ez 37:23) and is realized through the sanctification of the people (cf. v. 28), who are on a journey of conversion, much like our own Lenten journey. This is an invitation to become involved, rather than remaining at a private or individual level, so that our relationships with God and with our neighbors can be transformed.
ดังที่พวกเราได้ฟังไปแล้วว่า เสียงของบรรดาประกาศกได้เป็นพยานถึงหนทางที่พระเจ้าทรงกระทำตามแผนการแห่งความรอดตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในบทอ่านแรก ประกาศกเอเสเคียลได้ประกาศว่า กิจการของพระเจ้าเริ่มจากการปลดปล่อย (อสค 37:23) และจะถูกทำให้สำเร็จไปด้วยการบันดาลความศักดิ์สิทธิ์แก่ประชากร[ของพระองค์] (เทียบ อสค 37:28) ซึ่งกำลังก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการกลับใจ ไม่ต่างจากเส้นทางแห่งมหาพรตของพวกเรา พระวาจานี้เป็นคำเชื้อเชิญให้เราเข้าไปมีส่วนร่วม เป็นการเตือนใจไม่ให้เราคิดแต่เรื่องของตนเองหรือเรื่องระดับปัจเจก ทั้งนี้ เพื่อที่ความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระเจ้าและกับบรรดาเพื่อนบ้านจะได้กลายสภาพเป็นแบบใหม่
First, liberation takes the form of a purification from the “idols” that defiled the people (v. 23). But what are idols? The prophet uses this term to refer to all those things that enslave our hearts, deceiving and corrupting them. The word “idol” means “small idea,” that is, a diminished vision, which undermines not only the glory of the Almighty by transforming him into an object, but also the human mind. Idolaters are thus narrow-minded people who look at what captivates their gaze, ultimately darkening it. And so, the great and wonderful things of this earth become idols and bring about forms of slavery — not for those who lack these things, but those who gorge themselves on them, leaving their neighbor in misery and sorrow. Liberation from idols is thus deliverance from power understood as dominion, from wealth turned into greed, from vanity masquerading as beauty.
รูปแบบแรกสุดของการปลดปล่อยนี้ คือการชำระล้างประชากรให้พ้นจากมลทินของ “บรรดารูปเคารพ” (เทียบ อสค 37:23) แล้วรูปเคารพที่ว่านี้คืออะไร ประกาศกเอเสเคียลได้ใช้คำนี้เพื่อกล่าวถึงทุกสิ่งที่หลอกลวง บ่อนทำลาย และกดหัวใจของเราให้กลายเป็นทาส คำว่า “รูปเคารพ” หรือ “อีโดลอน” [ในภาษากรีก] เป็นคำที่มีความหมาย[เดิม]ว่า “ภาพเล็ก ๆ” กล่าวคือเป็นเพียงภาพที่มืดมัว และเมื่อใดที่เราบูชารูปเคารพ นั่นก็ย่อมเป็นการทำให้พระสิริรุ่งโรจน์ของพระผู้ทรงสรรพานุภาพกลายเป็นเพียงวัตถุอย่างหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น [การบูชารูปเคารพ]ยังเป็นการบ่อนทำลายจิตใจของมนุษย์ด้วย ผู้ใดที่บูชารูปเคารพ ผู้นั้นย่อมมีจิตใจคับแคบ มองดูแต่สิ่งที่ตนเองอยากมอง และเมื่อทำเช่นนี้ จิตใจของเขาก็จะมืดมัวลง ทำให้ในสายตาของเขา สิ่งต่าง ๆ ที่ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ในโลกนี้ล้วนกลายเป็นรูปเคารพ ส่วนตัวมนุษย์เองนั้นก็ต้องตกเป็นทาสในหลากหลายรูปแบบ ไม่เฉพาะคนที่ขาดแคลนสิ่งต่าง ๆ ในโลกเท่านั้น แต่คนที่เสพสุขจากสิ่งเหล่านี้อย่างฟุ่มเฟือยโดยปล่อยให้เพื่อนบ้านต้องทนทุกข์อยู่ต่อไป [ก็เรียกได้ว่าตกเป็นทาสเหมือนกัน] ในแง่นี้ การปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากรูปเคารพ จึงเป็นการทำให้คนได้เป็นอิสระจากพลังอำนาจที่ผู้คนเข้าใจว่าคือการมีอำนาจครอบงำผู้อื่น เป็นการทำให้คนได้เป็นอิสระจากความร่ำรวยที่ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นความโลภ และเป็นการทำให้คนได้เป็นอิสระจากสิ่งว่างเปล่าไร้แก่นสารที่พรางตัวว่าเป็นสิ่งสวยงาม
God does not abandon us when these temptations come, but reaches out to those who are weak and sorrowful, to those who believe that the idols of the world can save them. As Saint Augustine taught, “man is liberated from their dominion when he believes in him who has given an example of humility” (De Civitate Dei,VII, 33). This example is the very life of Jesus, God made man for our salvation. Rather than punishing us, he destroyed evil through his love, thus fulfilling the solemn promise: “I will purify them; they shall be my people, and I will be their God” (Ez 37:23). The Lord changed the course of history by calling us from idolatry to true faith, from death to life.
ท่ามกลางการผจญเหล่านี้ พระเจ้าไม่ได้ทรงทอดทิ้งพวกเรา เพราะพระองค์ย่อมเสด็จมาช่วยผู้คนที่อ่อนแอและมีความทุกข์ใจ ถึงแม้เขาจะเชื่อว่ารูปเคารพในโลกนี้จะช่วยเขาได้ก็ตาม ดังที่นักบุญเอากุสตินสอนไว้ว่า “มนุษย์ย่อมได้รับการปลดปล่อยให้พ้นจากสิ่งต่าง ๆ ที่ครอบงำเขาอยู่ เมื่อเขาเชื่อในพระองค์ ผู้ทรงมอบแบบอย่างแห่งความสุภาพถ่อมตนให้เป็นเครื่องช่วยเหลือเขา” (ว่าด้วยนครของพระเจ้า,VII, 33) แบบอย่างที่ว่านี้คือชีวิตของพระเยซูเจ้า พระเจ้าผู้ทรงรับสภาพมนุษย์เพื่อช่วยเราทั้งหลายให้รอด แทนที่พระเจ้าจะทรงลงโทษเรา พระองค์กลับทรงใช้ความรักของพระองค์เป็นเครื่องทำลายความชั่ว พระองค์ทรงยึดมั่นในพระสัญญาที่ได้ประทานไว้อย่างสง่าว่า “เราจะชำระเขา แล้วเขาจะเป็นประชากรของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา” (อสค 37:23) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงทิศทางของประวัติศาสตร์ด้วยการเรียกเราให้ออกจากการบูชารูปเคารพ เพื่อที่เราจะได้พบความเชื่อแท้จริง ด้วยการเรียกให้เราหลุดพ้นจากความตาย เพื่อที่เราจะได้พบกับชีวิต
Therefore, dear brothers and sisters, in the face of the many injustices that afflict peoples and the wars that tear nations apart, the words of the prophet Jeremiah, proclaimed today as a psalm, resound with strength: “I will turn their mourning into joy, I will gladden them, I will comfort them after their sorrow” (Jer 31:13). Idolatry makes people slaves of each other, but purification from idolatry sanctifies them. It is a gift of grace that makes people children of God, and brothers and sisters to one another. This gift sheds light on our present, for the wars that stain it with blood are the fruit of the idolatry of power and money. Every life cut short wounds the body of Christ. Let us not grow accustomed to the clamor of weapons and images of war! Peace is not merely a balance of power; it is the work of purified hearts, of those who see others as brothers and sisters to be protected, not enemies to be defeated.
พี่น้องชายหญิงที่รัก ถึงแม้ว่า[ทุกวันนี้]ผู้คนกำลังต้องเผชิญกับความอยุติธรรมมากมาย และกำลังมีสงครามที่นำมาซึ่งการทำลายล้างในประเทศหลายแห่ง แต่คำกล่าวของประกาศกเยเรมีย์ที่ได้นำมาขับร้องเป็นเพลงสดุดีในวันนี้ก็ยังคงดังก้องอย่างทรงพลังว่า “เราจะเปลี่ยนการไว้ทุกข์ของเขาให้กลับเป็นความชื่นบาน เราจะปลอบโยนเขาและให้ความยินดีแก่เขาแทนความทุกข์” (ยรม 31:13) การบูชารูปเคารพทำให้ผู้คนตกเป็นทาสของคนอื่น แต่ถ้าพวกเขาได้รับการชำระให้พ้นจากมลทินของการบูชารูปเคารพ นั่นก็จะเป็นการทำให้พวกเขาได้รับการบันดาลความศักดิ์สิทธิ์ พระหรรษทานที่เป็นของประทานจากพระเจ้าย่อมทำให้ผู้คนได้เป็นบุตรชายหญิงของพระเจ้าและเป็นพี่น้องของกันและกัน ของประทานนี้ย่อมนำมาซึ่งแสงสว่างที่ทำให้เราเห็นภาพในปัจจุบัน เหตุว่าสงครามทั้งหลายที่ทำให้โลกปัจจุบันนี้เปื้อนเลือด ล้วนเป็นผลจากการบูชารูปเคารพ ซึ่งก็คือการบูชาอำนาจและเงินทองทั้งสิ้น ทุกครั้งที่ชีวิตถูกพรากไป นั่นย่อมเป็นการทำร้ายพระกายพระคริสตเจ้า ดังนั้น ขอให้พวกเราจงอย่าปรับตัวให้เคยชินกับเสียงของอาวุธและภาพของสงคราม เพราะสันติภาพไม่ได้เป็นเพียงสมดุลแห่งอำนาจเท่านั้น หากแต่[คนที่จะนำมาซึ่งสันติภาพได้ จะต้องเป็นผู้ที่มี]จิตใจที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และมองเห็นว่าผู้อื่นเป็นพี่น้องชายหญิงที่ต้องคุ้มครองให้ปลอดภัย ไม่ใช่มองว่าเป็นศัตรูที่ต้องเอาชนะ
The Church in Monaco is called to bear witness to living in peace and with God’s blessing. Therefore, dear friends, bring happiness to others through your faith, by manifesting authentic joy, which is not won through a wager, but shared through charity. God’s love is the source of this joy: love for new and vulnerable life, which should always be welcomed and cared for; love for the young and the elderly, who should receive encouragement through life’s challenges; love for the healthy and the sick, who are sometimes alone, and are always in need of attentive accompaniment. May the Virgin Mary, your Patroness, help you provide a welcoming and dignified space for the little ones and the poor, and to promote integral and inclusive development.
พระศาสนจักรในโมนาโกได้รับเรียกให้เป็นพยานถึงการเจริญชีวิตอย่างสันติด้วยพระพรของพระเจ้า ดังนั้น ขอให้มิตรที่รักทั้งหลายจงมอบความสุขให้แก่ผู้อื่น ด้วย[การเจริญชีวิตแห่ง]ความเชื่อ และด้วยการแสดงให้ผู้คนได้เห็นความปีติยินดีที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาด้วยการเอาชนะผู้อื่นในการต่อสู้ หากแต่เป็นสิ่งที่จะต้องแบ่งปันกันด้วยความรักความเมตตา ความปีติยินดีที่ว่านี้ย่อมมีบ่อเกิดในความรักของพระเจ้า พระเจ้าทรงมีความรักให้แก่เด็กทารกและผู้คนเปราะบางทั้งหลาย ซึ่งพวกเราจะต้องต้อนรับและดูแลเอาใจใส่อยู่เสมอในทุกกรณี พระเจ้าทรงมีความรักให้แก่เด็ก ๆ และผู้สูงอายุ ซึ่งพวกเราจะต้องเป็นกำลังใจให้พวกเขาเผชิญความท้าทายของชีวิตต่อไปได้ และพระเจ้าก็ทรงมีความรักให้ทั้งคนที่แข็งแรงและคนป่วย ซึ่งต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว และต้องการการเอาใจใส่เสมอ ขอให้พระแม่มารีย์พรหมจารี โปรดช่วยให้ลูกทุกคนสร้างพื้นที่แห่งการต้อนรับอย่างสมศักดิ์ศรีให้แก่คนเล็กน้อยต่ำต้อยและคนยากจน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาแบบองค์รวมที่เปิดกว้างให้แก่คนทุกคนในสังคมด้วยเทอญ
In the world’s prolonged Lent, when evil rages and idolatry makes hearts indifferent, the Lord prepares his Easter. Human beings are the sign of this event: Lazarus, for he was called from the tomb; we, who are forgiven sinners; the Risen Crucified One, who is the author of salvation. He is “the way, the truth, and the life” (Jn 14:6), sustaining our pilgrimage and the Church’s mission in the world, which is to give God’s life. This task is sublime and seemingly impossible, unless we give our lives to our neighbor. It is an exciting and fruitful task, and the Gospel shines a light for our steps.
ถึงแม้ว่าโลกจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งมหาพรตที่ยาวนาน ที่ซึ่งมีความชั่วร้ายอยู่มากมาย และที่ซึ่งการบูชารูปเคารพกำลังทำให้จิตใจของผู้คนแข็งกระด้างและเมินเฉย[ต่อความทุกข์ยากของผู้อื่น] แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงตระเตรียมปัสกาของพระองค์อยู่ และมนุษย์ก็เป็นเครื่องหมายสื่อถึงปัสกานี้ เราได้เห็นว่าลาซารัสได้รับเรียกให้ออกมาจากหลุมศพ เราได้เห็นว่าตัวเราเองเป็นคนบาปที่ได้รับการอภัย และเราได้เห็นว่าพระผู้ทรงถูกตรึงไม้กางเขนได้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพแล้ว และทรงเป็นผู้บันดาลความรอด พระองค์ทรงเป็น “หนทาง ความจริง และชีวิต” (ยน 14:6) พระองค์ทรงเกื้อหนุนการเดินทางของพวกเราที่เป็นผู้จาริก ทั้งยังทรงเกื้อหนุนพันธกิจของพระศาสนจักรในโลก ซึ่งก็คือการนำชีวิตของพระเจ้าไปมอบให้ผู้คนทั้งหลายด้วย พันธกิจนี้เป็นการงานที่สูงส่ง และย่อมดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ หากว่าเราไม่อุทิศชีวิตของตนเพื่อเพื่อนบ้าน [แต่ในขณะเดียวกัน] ก็เป็นงานที่น่าตื่นเต้นและบันดาลผลอันอุดม และพระวรสารก็ย่อมจะช่วยส่องทางให้แก่พวกเราอยู่ในทุกย่างก้าว
(วิษณุ ธัญญอนันต์ และวรินทร เติมอริยบุตร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เก็บบทเทศน์ HOMILY ของพระสันตะปาปาเลโอมาแบ่งปันและเพื่อการไตร่ตรอง)
