
บทเทศน์และข้อคิด วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2026 (มิสซาเช้า)
บทอ่านประจำวันนี้: โยบ 42: 1-3, 5-6, 12-17 และ ลูกา 10: 17-24



“อย่าดีใจเพราะเราทำอะไรได้ แต่จงดีใจเพราะพระเจ้าทรงรู้จักชื่อของเราแต่ละคน”
วันหนึ่งคุณพ่อเจ้าวัดถามเด็กๆที่คำสอนว่า “หนูรู้ไหมว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ไปสวรรค์?”เด็กคนแรกตอบว่า “ต้องสวดภาวนาครับ” คนที่สองตอบว่า “ต้องทำความดีค่ะ” แต่จอห์นนี่ตอบเสียงดังว่า “ก่อนอื่น…เราต้องตายก่อนครับ!”
คำตอบของจอห์นนี่ทำให้ทุกคนยิ้ม แต่ก็มีความจริงซ่อนอยู่ เพราะบางครั้งเรามัวแต่ถามว่า “ฉันต้องทำอะไรจึงจะได้สวรรค์?” จนลืมคำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ “วันนี้ฉันดำเนินชีวิตในฐานะคนที่พระเจ้าทรงรัก และทรงจารึกชื่อไว้ในสวรรค์แล้วหรือยัง?”
นี่คือสาระที่เชื่อมบทอ่านทั้งสองบทในวันนี้เข้าด้วยกันอย่างงดงาม
1. โยบไม่ได้รับคำตอบทุกข้อ แต่เขาได้พบพระเจ้า
หลังจากผ่านความสูญเสียอย่างแสนสาหัส โยบสูญเสียทรัพย์สิน ลูกหลาน สุขภาพ และเกือบสูญเสียความหวัง เพื่อนของเขาพยายามอธิบายว่า “โยบต้องทำผิดอะไรบางอย่าง พระเจ้าจึงลงโทษ” แต่หนังสือโยบปฏิเสธความคิดตื้น ๆ เช่นนั้น ความทุกข์ไม่ได้แปลว่าคนนั้นเป็นคนบาปเสมอไป และความร่ำรวยก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าคนนั้นเป็นคนดีเสมอไป เมื่อพระเจ้าทรงปรากฏองค์แก่โยบ พระองค์ไม่ได้ทรงตอบคำถามทุกข้อว่า “ทำไม?” พระองค์ไม่ได้ทรงยื่นเอกสารชี้แจงเหตุผลของความทุกข์ แต่ทรงเปิดเผยพระองค์เอง โยบจึงกล่าวว่า “ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ดวงตาของข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์แล้ว” นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ โยบเคย รู้เรื่องของพระเจ้า แต่บัดนี้เขา รู้จักพระเจ้า
นี่คือข้อคิดวันนี้: ก่อนหน้านี้พระเจ้าเป็นหัวข้อสนทนา เป็นข้อถกเถียง เป็นคำถามทางเทววิทยา แต่บัดนี้พระเจ้าทรงเป็น “พระองค์ผู้ประทับอยู่ตรงหน้าเขา”
หลายครั้งเราเองก็เช่นกัน เรารู้บทสวด รู้คำสอน รู้พิธีกรรม รู้ว่าจะยืน นั่ง หรือคุกเข่าเมื่อใด แต่คำถามคือ เราเพียงรู้เรื่องของพระเจ้า หรือเราได้พบพระองค์จริง ๆ?
ความเชื่อไม่ใช่การมีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง แต่คือการรู้ว่า แม้ในเรื่องที่เรายังไม่มีคำตอบนั้น พระเจ้ายังคงอยู่กับเรา
2. “ข้าพเจ้าขอถอนคำพูด”—ความสุภาพถ่อมตนของโยบ
ถ้อยคำของโยบที่มักแปลว่า “ข้าพเจ้ากลับใจอยู่ในฝุ่นและเถ้าถ่าน” มีความละเอียดอ่อนในภาษาฮีบรู คำกริยาที่ใช้สามารถสื่อความหมายว่า “ปฏิเสธ” หรือ “ถอนคำพูด” ได้ด้วย ดังนั้น โยบไม่ได้สารภาพว่า ความทุกข์ทั้งหมดเกิดจากบาปลับๆ ของตน แต่เขายอมรับว่า “ข้าพเจ้าพูดถึงสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าพยายามนำความลึกลับของพระเจ้ามาใส่ในกรอบความคิดเล็ก ๆ ของตน” นี่คือความสุภาพถ่อมตนแท้ ไม่ใช่การพูดว่า “ฉันไม่มีค่า” แต่คือการยอมรับว่า “ฉันไม่ใช่พระเจ้า ฉันไม่รู้ทุกอย่าง และฉันอาจตัดสินเร็วเกินไป”
โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยคนที่พูดอย่างมั่นใจในเรื่องที่ตนรู้เพียงครึ่งเดียว เราอ่านข่าวหนึ่งบรรทัดแล้วตัดสินทั้งชีวิตของคนคนหนึ่ง เห็นภาพหนึ่งภาพแล้วตัดสินเหตุการณ์ทั้งหมด ได้ยินคำบอกเล่าฝ่ายเดียวแล้วพร้อมจะประณามอีกฝ่ายทันที
บางครั้งสิ่งที่พระศาสนจักรและสังคมต้องการมากที่สุด ไม่ใช่คนที่พูดเสียงดังที่สุด แต่คือคนที่มีความกล้าพอจะพูดว่า “เรื่องนี้ฉันยังไม่รู้ทั้งหมด ฉันอาจเข้าใจผิด ขอฉันฟังอีกสักหน่อย”
3. พระพรจากพระเจ้าตอนจบหนังสือโยบไม่ใช่สูตรสำเร็จของความมั่งคั่ง
ในที่สุด พระเจ้าทรงคืนพระพรนานัปการแก่โยบ เขามีทรัพย์สิน มีบุตรหลาน และมีชีวิตยืนยาว แต่เราต้องระวังอย่าอ่านตอนนี้แบบ “พระวรสารแห่งความมั่งคั่ง” ว่า ถ้าเชื่อมากพอ พระเจ้าจะต้องคืนเงินสองเท่า รักษาทุกโรค และแก้ทุกปัญหาทันที หนังสือโยบไม่ได้สอนว่า พระเจ้าทรงติดหนี้มนุษย์ พระพรแท้จริงของโยบเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนทรัพย์สินจะกลับคืน คือเมื่อเขากล่าวว่า “บัดนี้ดวงตาของข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์แล้ว” เขาอาจได้ฝูงแกะกลับคืนมา แต่สิ่งมีค่าที่สุดคือ เขาได้ความสัมพันธ์กับพระเจ้ากลับคืนมา และมีเกร็ดน่าสนใจมาก ตอนจบหนังสือโยบกล่าวชื่อบุตรสาวทั้งสามคนอย่างชัดเจน ได้แก่ เยมีมาห์ เคซีอาห์ และเคเรนฮัปปุค ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ โยบมอบมรดกแก่บุตรสาว “ร่วมกับพี่น้องชาย” ในสังคมโบราณที่มรดกมักตกแก่บุตรชาย เรื่องนี้ไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ แต่เป็นเครื่องหมายว่า โยบที่ได้รับการฟื้นฟูแล้วได้สร้างครอบครัวที่มีความยุติธรรมและให้เกียรติแก่ผู้ที่มักถูกมองข้ามด้วย
การพบพระเจ้าที่แท้จริงจึงต้องเปลี่ยนวิธีที่เราปฏิบัติต่อมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีเสียง ไม่มีอำนาจ หรือไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียม
4. บรรดาศิษย์กลับมาพร้อมกับ “ผลงาน”
ในพระวรสารวันนี้ ศิษย์ทั้งเจ็ดสิบสองคนกลับมาด้วยความตื่นเต้น พวกเขากล่าวว่า “พระเจ้าข้า แม้แต่ปีศาจก็ยังอ่อนน้อมต่อเราเดชะพระนามของพระองค์” ถ้าเป็นภาษาปัจจุบัน พวกเขากำลังนำเสนอ “รายงานผลงานพันธกิจ” งานสำเร็จ คนสนใจมาก อำนาจความชั่วพ่ายแพ้ ตัวเลขดูดี! พระเยซูเจ้าไม่ได้ตำหนิความสำเร็จของพวกเขา พระองค์ทรงยืนยันด้วยซ้ำว่า “เราเห็นซาตานตกจากฟ้าเหมือนสายฟ้าแลบ” หมายความว่า เมื่อพระวรสารถูกประกาศ เมื่อคนป่วยได้รับการดูแล เมื่อผู้ถูกกดขี่ได้รับอิสรภาพ อาณาจักรแห่งความชั่วกำลังถอยร่น แต่พระเยซูเจ้าทรงแก้ไขแหล่งกำเนิดความยินดีของพวกเขา “อย่าชื่นชมยินดีที่ปีศาจอ่อนน้อมต่อท่าน แต่จงชื่นชมยินดีที่ชื่อของท่านจารึกไว้ในสวรรค์” กล่าวอีกอย่างคือว่า อย่าสร้างคุณค่าของตนบนสิ่งที่ทำสำเร็จ แต่จงสร้างชีวิตบนความจริงว่าเราเป็นที่รักที่โปรดปรานของพระเจ้า
เพราะถ้าเราดีใจเพียงเพราะงานสำเร็จ ถ้าวันใดงานล้มเหลว เราจะรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่า,
ถ้าเราดีใจเพราะคนชื่นชม วันใดคนวิจารณ์ เราจะพังทลาย, ถ้าเราดีใจเพราะตำแหน่ง วันใดหมดวาระ เราจะไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร…
แต่ถ้าความยินดีของเรามาจากการรู้ว่า “ชื่อของฉันอยู่ในพระหฤทัยของพระเจ้า” ก็ไม่มีความล้มเหลว, คำวิจารณ์ โรคภัย หรือแม้แต่ความตายใดลบชื่อนั้นออกได้ ดังนั้นพระศาสนจักรอธิบายว่าความยินดีนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนความดีความชอบของเราเป็นอันดับแรก แต่เป็นของประทานแห่งความรักที่เราได้รับ โดยเฉพาะผ่านศีลล้างบาป
5. ข้อคิดสำหรับพระศาสนจักร
พระวรสารวันนี้ถามพระศาสนจักรว่า เรากำลังชื่นชมยินดีในสิ่งใด? จำนวนคนเพิ่มขึ้นหรือ? วัด/อาคารใหญ่ขึ้นหรือ? การบริหารงานเป็นระบบทันสมัยหรือ? ยอดบริจาคสูงขึ้นหรือ? กิจกรรมได้รับการกล่าวถึงมากขึ้นหรือ? สิ่งเหล่านี้อาจเป็นพระพร แต่ไม่ใช่หัวใจของพันธกิจ หัวใจของพระศาสนจักรไม่ใช่ความสำเร็จของสถาบัน แต่คือการทำให้มนุษย์ทุกคนรู้ว่า ชื่อของพวกเขาแต่ละคนมีความหมายต่อพระเจ้า
เราอาจมีโครงการที่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าลืมคนตัวเล็ก ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ,
เราอาจรู้พระคัมภีร์/รู้คำสอนดี แต่ถ้าไม่รับฟังคนเจ็บปวด ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ,
เราอาจปกป้องความเชื่อได้ถูกต้อง แต่ถ้าพูดโดยปราศจากความเมตตา เราอาจชนะการโต้เถียง แต่สูญเสียหัวใจของมนุษย์
พระเยซูเจ้าทรงเปรมปรีดิ์ในพระจิตเจ้า เพราะพระบิดาทรงเปิดเผยความล้ำลึกแก่ “บรรดาผู้ต่ำต้อย” หรือผู้มีหัวใจเหมือนเด็กๆ นั่นไม่ใช่ผู้ที่ไม่มีความรู้ แต่คือผู้ที่รู้ว่าตนยังต้องพึ่งพาพระเจ้า โยบพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจทุกอย่าง” บรรดาศิษย์ได้รับคำสอนว่า “อย่ายึดติดกับอำนาจของตน” บทอ่านวันนี้ทั้งสองบทจึงนำเราไปสู่ความสุภาพถ่อมตนเดียวกัน คือ ฉันไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ฉันไม่จำเป็นต้องทำสำเร็จทุกอย่าง
ขอเพียงรู้ว่าพระเจ้าทรงรู้จักชื่อของฉัน และฉันวางชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์
วันหนึ่งเราอาจไม่มีตำแหน่งให้คนเรียก ไม่มีผลงานให้นำเสนอ ไม่มีทรัพย์สินให้ภูมิใจ และอาจไม่มีแม้แต่กำลังจะทำสิ่งใดอีก แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครพรากไปจากเราได้: พระเจ้าทรงรู้จักชื่อของเรา ชื่อที่มนุษย์อาจลืม แต่พระเจ้าทรงจดจำ, ชื่อที่โลกอาจมองข้าม แต่พระเจ้าทรงเรียก, ชื่อที่อาจไม่มีปรากฏบนแผ่นป้ายเกียรติยศของโลก แต่ชื่อนั้นได้ถูกจารึกไว้ในพระหฤทัยของพระองค์แล้ว ดังนั้น วันนี้อย่าเพียงถามว่า “ฉันทำอะไรสำเร็จบ้าง?” แต่จงถามว่า “สิ่งที่ฉันทำ ช่วยให้ใครสักคนรู้หรือไม่ว่า เขาก็เป็นที่รักและชื่อของเขาก็มีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า?” เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคริสตชน ไม่ใช่การทำให้คนทั้งโลกจดจำชื่อของเรา แต่คือการช่วยให้คนทั้งโลก จดจำพระนามของพระเจ้า และค้นพบว่า ชื่อของเขาเองก็ถูกจารึกไว้ในสวรรค์เช่นกันอาแมน
วิษณุ ธัญญอนันต์ เจ้าอาวาสวัดเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ช่องทางติดตามข้อคิดบทเทศน์ประจำวัน
ID Line : @vissanu201
https://lin.ee/6gZZDwO
รูปภาพ






















